ใครมาวัดครั้งหนึ่ง ก็ได้บุญครั้งหนึ่ง
(ม้วน 1/A)
สามเณรนพดล : ขอนอบน้อมแด่พระพุทธองค์ พระผู้ทรงพิชิตมาร อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ และพระอาจารย์ที่เคารพอย่างสูงทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกผู้เป็นเหล่ากอของสมณะทุกท่าน เจริญพร สาธุชน ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้สามเณรได้มีความปีติและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้มาบุญใหญ่ ได้มาแสดงธรรม เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นข้อคิดเจริญศรัทธาปสาทะของสาธุชน เพราะหลวงพ่อเคยกล่าวไว้ว่าคุณยายของเรานั้นไม่ใช่บุคคลธรรมดา ท่านเปรียบเสมือนพระเจดีย์ที่บรรจุพระธรรมกายเอาไว้นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน บุญใดก็ตามที่เนื่องด้วยคุณยายแล้ว ล้วนเป็นบุญใหญ่ทั้งนั้น จะนับจะประมาณมิได้ สามเณรจึงมีความปีติและดีใจเป็นอย่างยิ่ง
และก็อยากให้คุณโยมทุกท่านได้มีความปีติดีใจด้วยที่ได้มาฟังสวดพระอภิธรรม และได้ฟังธรรมในวันนี้ และได้เกิดเป็นลูกหลวงพ่อ หลานคุณยาย เมื่อวานนี้ทุกท่านคงไม่พลาดโอกาสสำคัญในการร่วมงานบุญใหญ่ คือการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสร้างอนุสรณ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บุญนี้เป็นบุญใหญ่ที่หลวงพ่อท่านบอกว่าจะติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ จนถึงที่สุดแห่งธรรม สามเณรเองก็ได้มาร่วมงาน แล้วก็ได้เห็นภาพบรรยากาศอันน่าปีติใจเป็นอย่างยิ่งที่มีสาธุชนลูกหลานคุณยาย ลูกหลวงพ่อ ได้มาเอาบุญใหญ่กันทั่วหน้า
มีคำกล่าวคำหนึ่งที่สามเณรเคยได้ยินว่าโลกนี้กว้างใหญ่แจ่มใสสำหรับคนใจกว้าง แต่เวิ้งว้างสำหรับผู้ที่มีใจดำ ท่านสาธุชนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี่ สามเณรเชื่อว่าทุกคนมีใจกว้าง มีใจใหญ่ มีใจเดียวกับหลวงพ่อ ถึงได้ทำสิ่งที่อัศจรรย์เกิดขึ้นได้อย่างเช่นเมื่อวานนี้ เพราะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่างคนต่างตระหนกวิกฤต ต่างวิตกในสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ บางคนก็กักตุนเงินทองบ้าง อาหารบ้าง คิดว่าจะเอาไว้ใช้ในยามที่ตัวเองเดือดร้อน แต่ทุกท่านก็ได้เก็บเหมือนกัน แต่จะเก็บ แต่ได้เก็บในพระศาสนา ฝังไว้ดีแล้วในพระศาสนา ภัยต่างๆ จะเป็นโจรภัย อัคคีภัย ราชภัย ก็ไม่สามารถที่จะนำ ทำให้ทรัพย์นี้ บุญของเรานี้สูญหายไปได้
ทุกท่านคงได้ยินคำสอนยายอยู่คำหนึ่งที่ว่าใครมาวัดครั้งหนึ่งก็ได้บุญครั้งหนึ่ง ใครไม่มาก็ไม่ได้ สามเณรจึงมีความปีติที่ได้เห็นทุกๆ ท่านได้มาเอาบุญกับคุณยาย บางท่านสามเณรได้มาร่วมงานทุกวันก็ได้เห็นเป็นประจำทุกวันเลย จึงทำให้นึกถึงตัวเองว่าเมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะได้มา อยู่วัดพระธรรมกายเป็นสามเณร ได้มีความลำบากมากกว่าที่จะมาวัดได้ เพราะว่าสามเณรเองอยู่ต่างจังหวัด กว่าจะมาได้ทีนั้น ก็แสนยากลำบาก เดือนหนึ่งอยากมาทุกสัปดาห์แต่ก็มาไม่ได้ มาได้แค่ครั้งละ เดือนละครั้งเป็นอย่างมาก
วันนี้จึงได้นำประวัติเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเป็นกำลังใจและเป็นข้อคิดให้แก่ญาติโยมที่ได้มาวัดเป็นประจำ หรือว่าผู้ที่มาวัดโดยความลำบาก จะได้นำมาเล่าและจะได้เป็นกำลังใจต่อทุกท่าน สามเณรนั้นได้บวชครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ ที่ธุดงคสถานพิษณุโลก เป็นการบวชยุวธรรมทายาทที่จัดขึ้นในภาคฤดูร้อน บวชเสร็จแล้วก็ได้มาช่วยงานตลอด
และปี ๒๕๓๙ จึงได้เข้ามาบวชเป็นสามเณรวัดพระธรรมกาย ระหว่าง ๒ ปีนั้นที่ได้เข้าวัดก็ได้ช่วยเหลืองานพระศาสนามาโดยเสมอ อย่างเช่นที่โรงเรียนสามเณรก็จะมีห้องพุทธศาสตร์เป็นชมรมพุทธ หลังจากที่สามเณรได้อบรมแล้วนี่ ก็ได้ไปช่วยงานเสมอ จะได้ทำหน้าที่นำทำวัตรเย็น แล้วก็เปิดเทปหลวงพ่อนั่งธรรมะให้กับเพื่อนในโรงเรียนได้มานั่งสมาธิ ซึ่งโรงเรียนนี้ก็ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด ตอนเย็นจะมีเพื่อนๆ มานั่งธรรมะกันทุกวัน สามเณรก็ได้ทำหน้าที่นี้ พูดง่ายๆ ตามภาษาบ้านนอกก็เป็นคล้ายๆ มัคคทายกวัด ค่อยทำหน้าที่นำทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วก็เปิดธรรมะให้เขาฟัง
แล้วก็จะได้มีโอกาสมาวัดทุกต้นเดือน เนื่องจากสามเณรนี่อยู่ต่างอำเภอ อำเภอนี่ก็ห่างจากจังหวัดประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ต้องนั่งรถประจำมาเรียนในเมืองนี่ ๑ ชั่วโมง ฉะนั้นเวลามาวัดนี่ครับ ก็จะต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันศุกร์ คือว่าหลังจากเรียนเสร็จแล้วนี่ก็ต้องรีบกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็ ๕ โมง ๖ โมงเย็นได้ เพราะว่าต้องนั่งรถกลับไปอีก ๑ ชั่วโมง กลับไปแล้วก็จะต้องรีบทำภารกิจ เช่นถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้าของตนเอง ของน้อง พร้อมทั้งรีดให้เรียบร้อย คือว่าเตรียมตัวให้เรียบร้อยในการเรียนวันจันทร์ แล้วก็ต้องทำการบ้านให้เสร็จภายในคืนนั้น บางทีก็เที่ยงคืนบ้าง ตี ๑ บ้าง แต่ด้วยใจที่อยากมาวัดก็ต้องทำ
เช้าวันเสาร์ก็ต้องตื่นตั้งแต่ตี ๕ เพื่อจะได้มาขึ้นรถ ขึ้นรถประจำทางในเมืองเพื่อมาเรียนพิเศษ คือว่าโยมแม่ของสามเณรอยากให้เรียนเก่งๆ ก็เลยจองที่เรียนพิเศษให้ แต่เราอยากมาวัด อยากมา ทำไงดี ก็ต้องโดดเรียน วันเสาร์ก็ต้องโดด วันอาทิตย์ก็ต้องโดดเรียนมาวัด แต่โยมแม่ไม่รู้นะครับ รู้ไม่ได้ ก็ต้องโดดเรียน แม่บอกว่าจะไปไหน ก็บอกว่าจะมาวัด ท่านก็ไม่ห้าม ต้องมาขึ้นรถให้ทันที่ทางศูนย์กัลยาณมิตรท่านจัด ประมาณ ๕ โมงเช้าของวันเสาร์ รถก็ออกจากจังหวัด นั่งรถเวลา ๕ โมงนี่ นั่งมาวัดประมาณ ๕–๖ ชั่วโมง ถึงจะมาถึงวัด มาถึงวัด ก็มาถึง ๖ โมงบ้าง ๕ โมงบ้าง
สมัยนั้นตรงนี้ยังไม่ได้สร้างอะไรเลย ยังเป็นแค่ลานธรรม เจดีย์ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ยังเป็นแค่ลานดินธรรมดาที่เป็นป่าไผ่ ข้างๆ ก็จะเป็นแค่ลานกัลปพฤกษ์ จึงได้พักที่ศาลาหลังคาจาก เพราะประกอบพิธีที่นั่น จากนั้นตอนเช้าๆ นี่ครับ ก็จะมีโยมพี่ที่เป็นบุญสถาน ก็จะได้มาชวนสามเณรไปช่วยรับบุญปูเสื่อบ้าง ที่สภาหลังจากนะครับ เพราะว่าต้องใช้เสื่อไม่ได้เป็นซาแลนเหมือนปัจจุบัน ก็บุญปูเสื่อ จัดอาสนะพระ และที่ยังปีติใจอยู่ทุกวันนี้ก็คือได้จัดอาสนะของหลวงพ่อ พระเถระที่ท่านได้มานำนั่ง ได้จัดอาสนะ จัดโต๊ะคุณยาย บางครั้งได้ดูดฝุ่นบ้าง เช็ดโต๊ะบ้าง ก็เป็นความปีติใจจนถึงทุกวันนี้ ว่าครั้งหนึ่งเราได้จัดอาสนะให้ครูบาอาจารย์ ให้ท่านได้มานำนั่งสมาธิ ได้มานำบูชาข้าวพระ ก็ยังปีติอยู่ทุกวัน
จากนั้นก็ได้ร่วมงานตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่จะไปนั่งธรรมะแถวหน้าโบสถ์ เพราะว่าบรรยากาศดี ร่มรื่น พอถึงตอนเย็นก็ต้องกลับบ้าน ก็กลับประมาณ ๕ โมง ๖ โมงเย็นกลับ ไปถึงตัวจังหวัดก็ ๕ ทุ่มบ้าง เที่ยงคืนบ้าง เอาล่ะคราวนี้ ตอนขามาก็ไม่นึกจะกลับบ้านอย่างไร เพราะว่าตอนดึกๆ นี่ ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนนี่ ต่างจังหวัดก็ดึกมากแล้ว รถไม่มีแน่นอนที่จะกลับตัวอำเภอ ก็ต้องไปหานอนแถวสถานีรถไฟบ้าง ตามศูนย์ บขส. บ้าง เพราะอุ่นใจว่ามีเพื่อนเยอะ ตอนแรกก็นั่ง กะจะรอให้ถึงเช้า นั่งถึงเช้าแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะตอนเช้ามีรถประมาณตี ๕ นั่งบ้าง นานๆ ไปไม่ไหว ก็นอนบ้าง รถไฟมาทีก็ต้องสะดุ้งตื่นบ้าง เพราะว่าคนเยอะ รถไฟมาทีก็คนขึ้นคนลง ก็เป็นอย่างนี้ หลับบ้างตื่นบ้าง ไปถึงเช้า
เช้าแล้วก็ต้องนั่งรถจากจังหวัดกลับมาบ้านอีก เพื่อมาเอาหนังสือ มาเตรียมตัวไปเรียน พอมาถึงบ้านก็ต้องรีบแต่งตัวไปเรียน ก็ต้องนั่งรถย้อนมาอีก ตั้งแต่บ้านนี่ ๑ ชั่วโมงมาถึงโรงเรียน ก็ถ้าวันไหนเป็นต้นเดือน ก็ต้องโดนธรรมดา เข้าเรียนสาย เพราะว่าต้องเดินทางนานกว่ากลับบ้าน แล้วต้องมาในเมืองอีก ก็เข้าเรียนสายเป็นธรรมดา
ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย เพลีย แต่ไม่รู้เป็นอะไรครับ มันมีกำลังใจที่ได้มาวัด ถึงแม้มาวัดแล้วนี่ เราจะไม่รู้จักใคร คนโน้นก็ไม่รู้จัก คนนี้ก็ไม่รู้จัก ใครก็ไม่รู้ เต็มวัดไปหมดเลย แต่มีความรู้สึกว่าเราเป็นพี่น้องกัน มันมีความปรารถนาดีต่อกัน เลยทำให้มีความสุขที่มาวัด ช่วงนั้นนะครับถ้าโดดเรียนได้ ก็โดดทุกวันเลยถ้าได้มาวัด เพราะอยากอยู่วัดมากกว่าอยู่บ้าน ตอนนั้นนะครับ อยากอยู่วัดมาก โดดที่ไหนก็ต้องโดด เพื่อได้มาวัด ก็เป็นอย่างนี้
ฉะนั้น ควรจะเป็นข้อคิดให้แก่ญาติโยมบางท่านที่ได้มีความลำบากในการมาวัด ไม่มีรถส่วนตัวบ้าง ต้องขึ้นรถแท็กซี่มาเองบ้าง หรือว่าขึ้นรถประจำทางบ้าง ก็ได้ ก็คิดว่าคงจะเป็นกำลังใจให้แก่บางท่าน และอีกอย่างหนึ่งที่มีความปีติใจมาก ไม่รู้ว่าตัวเองไปได้อย่างไร ก็คือว่าช่วงที่มาวัดนี่ ปี ๒๕๓๘ หลวงพ่อท่านก็จะมีดำริที่จะสร้างเจดีย์ ธรรมกายเจดีย์นี่แหละครับ โดยเปิดให้เพราะว่าสาธุชนได้ร่วมบุญโดยการสร้างพระธรรมกายประจำตัวด้านนอกก่อน
ตอนนั้นก็มีเพื่อนมาชวนให้ทำบุญ ก็ถามเท่าไหร่ล่ะ อยากทำ หมื่นบาท ตอนแรกก็ลังเล โอ้ ตั้งหมื่นบาท เราก็เรียนอยู่ ม.๑ ม.๒ เอง ไม่มีอาชีพด้วย แถมเงินที่มาโรงเรียนก็ได้มาจากแม่ แม่ก็ทำงานให้เราเรียน ทำไงดี ก็คิดไปคิดมา คิดประมาณเดือนหนึ่ง เพราะว่าเดือนหนึ่งได้มาวัดครั้งหนึ่ง ตกลง เอ้าทำก็ทำ จองก่อน เพราะว่าได้มีโอกาสทยอยบุญ ก็จองก่อนเลย หนึ่งพันบาท หนึ่งพันบาทนี่ขอแม่เอา ขอแม่ เพราะว่ายังไม่มีเงินตอนนั้น
ต่อมาก็คิด เอ๊ะทำยังไง เราถึงจะได้มาทำบุญส่งพระนี่ เดือนละพัน เดือนละพันทุกเดือน จะได้เสร็จเร็วๆ ปกติสามเณรจะได้เงินไปโรงเรียนวันละ ๓๐ บาท ก็ถือว่าเยอะแล้วครับสำหรับเด็กบ้างนอก เพราะว่าตอนอยู่ประถมนี่ได้ไปโรงเรียนวันละ ๓ บาท ๒ บาทบ้าง ๓ บาทบ้าง เอาข้าวไปฉันที่โรงเรียน ๓๐ บาทจะเป็นค่ารถเลย ๑๐ บาท มา ๕ บาท กลับ ๕ บาท กลับตัวอำเภอนะครับ ข้าวเช้าจะต้องมากินที่โรงเรียน เพราะว่าต้องตื่นแต่เช้าตี ๕ อีก ๑๐ บาท ก็จะต้องมาเป็นอาหารเพล อาหารกลางวัน
เอาล่ะคราวนี้ อยากมีเงินแต่ก็ไม่อยากขอแม่ แต่ได้เงินตรงนี้ ก็เลยอดบ้าง ทุกวันแหละครับจะต้องอดบ้าง ไม่มื้อไหนก็มื้อหนึ่ง บางครั้งก็มื้อเช้า อดเอา บางครั้งก็มื้อเพล แต่บางวันก็ ๒ มื้อ ฉันนมแค่ถุงเดียวต่อวัน แต่ก็อยู่ได้ครับ เพราะว่าดีใจ เงินที่เราได้มานั้นไม่ได้โกงใครมา ไม่ได้ไปลักใครมา เราได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ได้มาทำบุญ ก็เก็บไว้เรื่อยๆ เก็บไว้ เก็บไว้ ไม่พอก็ขอแม่เอา ได้วันละประมาณถ้าเก็บนะครับ วันละ ๒๐ บาท หรือว่า ๑๐ บาทบ้าง หรือว่าถ้าไม่พอก็จะขอแม่ ก็ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ประมาณ ๑ ปี ปีกว่าๆ องค์พระถึงได้เต็ม องค์พระถึงได้เต็ม
แล้วก็มาวัดนี่ครับ เป็นบ่อยครั้งที่ได้นอนแถวศูนย์ บ.ข.ส.บ้าง รถไฟนี่ บ่อยครั้งเหมือนกัน แต่ถ้าวันไหนดวงดีโชคดีมีเพื่อนไปด้วย เพื่อนก็ชวนไปนอนบ้าน ตอนเช้าก็กลับบ้านเหมือนเดิม ก็เป็นความปีติใจที่อยากเล่าให้ทุกท่านได้เป็นกำลังใจในการสร้างบารมี
มาวัดแล้วนะครับ สามเณรก็ได้เห็นคุณยายเสมอๆ ทุกครั้งที่มาวัดก็จะมีเพื่อนๆ ชวนไปถวายปัจจัยหลวงพ่อ เมื่อก่อนหลวงพ่อรับปัจจัยที่อาคารดุสิต คุณยายก็รับแขกที่อาคารยามา เห็นแล้วไม่รู้เป็นอะไรครับ ชอบ ชอบเข้าใกล้ยาย ยายจะพนมมือก่อนเลย สวัสดี แต่ถ้าเป็นช่วงอาทิตย์ต้นเดือนแล้วนี่ คนเยอะ ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้ไปกราบยายได้ เราเพียงแค่กราบข้างนอก แล้วก็เดินผ่านไปถวายปัจจัยหลวงพ่อที่อาคารดุสิต ก็เป็นอย่างนี้ทุกเดือน พูดได้เลยว่า ๒ ปีนั้นขาดได้ ขาดการมาทำบุญต้นเดือนนี่ครั้ง ๒ ครั้งเอง นอกนั้นจะไม่ขาด เพราะว่าหลวงพ่อได้เคยให้โอวาทไว้ บุญต้นเดือนเป็นบุญใหญ่เดือนเดียวมีครั้งเดียว ถ้าใครไม่มาก็ไม่ได้เลย เดือนนั้นก็ผ่านไป ก็เป็นอย่างนี้
นึกถึงคุณธรรมอีกอย่างหนึ่งของยายคือความสะอาด คุณยายจะสะอาดมาก ดูง่ายๆ ครับ แค่เสื้อผ้าที่ท่านใส่นี่จะขาว แล้วก็มีรัศมีออกมา เราเห็นแล้วโอ้โฮ ขนาดว่าเราซักเสื้อผ้าสะอาดแล้วนะ เห็นคุณยายนี่ หมดกำลังใจเลย ทำไมยายสะอาดขนาดนี้ เสื้อนี่ขาวจริงๆ คุณยายนี่ครับเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ไป มีร่มเงาหนาทึบ เพราะว่าอะไรครับ คุณยายเป็นที่พึ่งให้กับลูกๆ หลานๆ ทุกคน ใครมีทุกข์ ใครมีปัญหาอะไรก็จะมาพึ่งยาย จะมาเล่าให้ยายฟัง ยายก็รับฟังแล้วก็แนะนำไปส่วนหยาบๆ ส่วนละเอียดยายก็แก้ให้
ยายเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่เต็มดวง พ้นจากเมฆหมอก ย่อมส่องสว่างกว่าดวงดาวทั้งปวง เพราะว่าคุณยายไม่รู้หนังสือ แต่ยายสามารถสร้างวัดได้ และเข้าใจโลกได้ทุกอย่าง ซึ่งบางครั้งเราเองอยู่ทางโลกก็ยังไม่เข้าใจ แต่คุณยายไม่รู้หนังสือกลับเข้าใจดีกว่าเรา คุณยายจึงเป็นดวงใจ ดวงใจของพวกเราทุกคน
ดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และมีน้ำหวานย่อมเป็นที่ประชุมรวมของหมู่ภมรฉันใด คุณยายก็ฉันนั้น คุณยายเป็นผู้ที่น่าเข้าใกล้ ใครเห็นแล้วก็อยากเข้าใกล้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนจำได้ครับ ด้านหน้านี้ยังไม่มีที่กั้นสำหรับขึ้นเวที ก็จะมีโยมบางท่านอยากใกล้ชิดยาย ก็จะไปกราบยายข้างบนเวที ถ้าถามว่าถ้าเป็นคนอื่นล่ะครับเรากล้าไหม เว้นแต่ว่า บอกได้เลยว่าไม่กล้า เพราะสังเกตนะครับ คนทางโลกหรือแถวบ้านเณรนี่ที่เขาถึงแก่กรรมนะครับ บางทีก็ไปเป็นกุศลที่บ้านบ้าง ที่วัดบ้าง แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ จะมีกล้าเข้าใกล้ก็มีแต่สัปเหร่อ หรือว่าก็พวกญาติๆ ลูกหลาน ที่สามารถเข้าใกล้ คนอื่นสังเกตนะครับไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ ก็แปลกตรงนี้
แต่คุณยายของเราแม้จะละสังขารไปแล้ว แต่ยายก็น่าเข้าใกล้ เข้าใกล้อะไรครับ เราจะขอศีลขอพรท่าน ถึงแม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว เราก็ยังขอศีลขอพรท่าน ขอให้ยายช่วยให้เรามีความเจริญ มีความสุข มีความเจริญในหน้าที่การงาน คุณยายจึงเป็นผู้ที่น่าเข้าใกล้
และงานคุณยายครั้งนี้ที่ได้สวดมา ตั้งแต่การสวดพระอภิธรรม สามเณรเองได้รับหน้าที่ ได้รับบุญในการต้อนรับพระเถระที่ท่านมาสวดพระอภิธรรมในวันอาทิตย์ สิ่งที่สามเณรเห็นชัดๆ เลยว่างานคุณยายนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง คือว่าท่านเมื่อก่อนนี่วัดเราถูกโจมตีจากสื่อทั้งหลาย ทำให้พระเถรานุเถระทั่วสังฆมณฑล บางครั้งบางรูปนี่เข้าใจผิดวัดเรา พอเกิดงานสวดพระอภิธรรมของคุณยายขึ้น ก็มีการนิมนต์พระ พระสังฆาธิการทั่วประเทศ ทีละจังหวัดบ้าง ๒ จังหวัดบ้างมาสวดพระอภิธรรม
ท่านมาเห็นแล้วก็ได้มีความรู้สึกดีๆ จากการที่ท่านแอนตี้ หรือว่าเข้าใจผิด หาว่าวัดเรานี่เป็นอย่างที่สื่อเขาออกไป ท่านได้มาเห็นก็ได้มีความคิดดีๆ กับเรา ได้มาเข้าใจ พอได้เข้าใจ ท่านก็จะไปเล่าตามหมู่บ้านที่วัดท่านอยู่ สิ่งนี้เองที่สามเณรได้เห็นมาตลอดตั้งแต่งานศพพระอภิธรรมของคุณยาย
เหลืออีกไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นเวลาที่น้อยมากถ้าเทียบแล้วในการสร้างบารมีในโลกมนุษย์นี้ ก็จะถึงงานที่จะสลายร่างคุณยาย หลวงพ่อได้เห็นความสำคัญมากสำหรับงานนี้ สำคัญมากๆ จนถึงหลวงพ่อต้องยอมเสียสละแชมป์เปรียญธรรมเอกไป ซึ่งเรารักษาได้มาหลายปี หลวงพ่อได้ตัดสินให้ลูกพระมหาที่ต้องสอบเปรียญธรรมเอกในปีนี้ไปทำหน้าที่ที่จะนิมนต์พระมาร่วมงานของคุณยายประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด ฉะนั้นการเรียนบาลีต่างๆ จึงตกมาเป็นของสามเณร เพื่อจะให้สามเณรรักษาแชมป์รวมไว้ได้ ก็คือจะมีแชมป์อยู่ ๒ อย่าง คือแชมป์เปรียญธรรมเอกตั้งแต่ประโยค ๗ ๘ ๙ แล้วก็แชมป์รวมตั้งแต่ ๑ ถึง ๙ เพราะตอนนี้ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะได้แชมป์เปรียญธรรมรวมอยู่
และอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงเวลาสอบ ตอนนี้ก็เห็นเพื่อนๆ หลายๆ รูป ได้เริ่มคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือในการเรียนมากขึ้น ต้องใช้ความเพียรอย่างมากๆ ทีเดียวในการเรียนบาลี สามเณรเองได้เรียนทางโลก ถึงแม้จะมีวิชาเป็นสิบๆ แต่ก็ยังไม่ใช้ความเพียรเหมือนภาษาบาลี เพราะภาษาบาลีนั้นต้องอ่านทุกวัน ท่องทุกวัน ถ้าเว้นไปเพียงแค่วันเดียวหรือ ๒ วัน มาดูใหม่ ก็เหมือนกับเริ่มใหม่ เพราะว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นการจดจำ การท่องบ่นเอา ฉะนั้นจึงต้องมีความเพียรมากๆ และไม่ใช่มีความเพียรแค่เดือน ๒ เดือน ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการสั่งสมความเพียร ยิ่งในเวลาช่วงติว จะเป็นเวลาที่โอ้โฮ ทุกคนจะทุ่มชีวิตจิตใจมาก บางคนดูหนังสือจนโคมไฟงอก็มี พลาสติกที่หุ้มโคมไฟละลายเลย เพราะดูตั้งแต่ ๒ ทุ่มบ้างถึงตี ๒ บางคนมีความเพียรหนักถึงตี ๓ ก็มี ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีเพื่อนเณรบางรูป ดูตั้งแต่ ๒ ทุ่มจนถึงตี ๒ ทุกวัน ทุกวัน สั่งสมเอาไว้อยากสอบผ่าน
และใช่ว่าดูมากๆ แล้วนี่จะสอบผ่าน ต้องอาศัยบุญด้วย อย่างสามเณรเองนะครับ อยู่ประโยค ๖ มีหนังสือวิชาแปลมีอยู่ ๒ วิชา วิชาแปลกับวิชากลับ วิชาแปลคือแปลภาษามคธเป็นภาษาไทยเป็นการแปลพระวินัยเสขิยวัตรของพระภิกษุ มีทั้งหมด ๖๐๐ กว่าหน้า แต่ข้อสอบออกมาแค่หน้าเดียว คิดดูจะออกหน้าไหนดีนี่ ตั้ง ๖๐๐ กว่าหน้า นี่คือวิชาเดียวนะครับ อีกวิชาหนึ่งวิชากลับ คือเขาจะมีภาษาไทยมาให้เรา เราก็ต้องแต่งเป็นภาษาบาลีให้ได้ มีทั้งหมด ๔ เล่ม ประมาณ ๕๐๐ หน้า ออกมาแค่แผ่นเดียว ออกเรื่องไหนดีนี่ ออกแผ่นไหน ฉะนั้นการสอบบาลีเลยไม่แน่ ต้องอาศัยกำลังบุญอย่างมากๆ ในการเรียนแต่ละครั้ง
และตอนนี้ทุกคนก็เตรียมพร้อมที่จะเริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ เพื่อจะได้รักษาแชมป์ประโยครวม เป็นของขวัญให้แด่หลวงพ่อ ให้แด่คุณยาย เพราะว่าต้องตักตวงตั้งแต่วันนี้ เราจะหวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้ เพราะว่ายายนี้สามเณรทุกรูปก็จะต้องเตรียมงานโดยเฉพาะการต้อนรับพระเถระ ซึ่งเป็นงานประจำของสามเณรจะต้องมารับพระเถระทุกครั้ง เสริฟน้ำฉัน น้ำชากาแฟ ผ้าเย็นต่างๆ และยิ่งงานนี้เป็นงานใหญ่ หลวงพ่อให้ความสำคัญมาก จึงต้องมีการตระเตรียมอย่างเนิ่นๆ ฉะนั้นเลยต้องดูบาลีแต่เนิ่นๆ จะมัวหวังแต่ว่าใกล้ๆ สอบแล้วค่อยดูไม่ได้ จะต้องมีความเพียรตั้งแต่วันนี้ ซึ่งคนบาลีจะรู้ดี เรียนบาลีจะรู้ว่าเป็นอย่างไร
ก่อนที่ทุกท่านจะได้นั่งธรรมะกัน สามเณรได้มีชาดกเรื่องหนึ่งซึ่งฟังมานานแล้ว แต่ก็ยังจำได้ เป็นชาดกที่สามเณรชอบมาก ก็เป็นข้อคิดให้แก่เราอย่างดีทีเดียว และอยากให้ทุกท่านได้รับฟังแล้วก็เอาเป็นข้อคิด และยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ออกพรรษาใหม่ๆ ยังอยู่ในช่วงงานกฐินวัดต่างๆ ก็จะทอดกฐินกัน บางคนอาจจะตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ตั้งแต่ต้นพรรษาว่าตัวเองจะทำความดีอย่างนั้นอย่างนี้ ออกพรรษาแล้วก็ทำได้ ก็มีความปีติใจ สำหรับสามเณรเองก็มีจำพรรษา ก็ได้อธิษฐานไว้ ออกพรรษาก็เออ เราปีติใจ เราทำได้ ความดีนี้ แต่ไม่บอก อุบไว้คนเดียว เอาไว้ปีติใจคนเดียว
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัจจะบารมี เรื่องมีอยู่ว่าในอดีตกาลนะครับ มีพระราชาพระนามว่าโกสัมภิกะ ครองราชอยู่ในเมืองโกสัมพี ในนิคม ในแคว้นนั้นก็มีนิคมหนึ่ง มีพราหมณ์อยู่ ๒ คนเป็นเศรษฐี มีทรัพย์ คน มีเศรษฐีอยู่ ๒ คน มีทรัพย์คนละ ๘๐ โกฏิ ก็ถ้านับตามเงินบาทก็ประมาณคนละ ๘๐๐ ล้านบาท คนละ ๘๐๐ ล้านบาท ต่อมาบิดามารดาก็ทำกาละ เสียชีวิตไป ท่านทั้งสองคนจึงปรึกษากัน เพราะว่าเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก ก็เลยปรึกษากันจะได้นำทรัพย์ ๘๐๐ ล้านบาทนี่เอามาบริจาค คนละ ๘๐๐ ล้านบาทนะครับมาบริจาค
ฉะนั้นท่านทั้ง ๒ คนก็ ได้สร้างอาศรมบวชเป็นดาบสอยู่ที่ป่าหิมพานต์ คนหนึ่งชื่อว่าทีปายานะดาบส อีกคนหนึ่งชื่อปันนาปายะดาบส ทั้ง ๒ คนก็อยู่ในอาศรม หาผลหมากรากไม้ใบไม้กินประทังชีวิต ท่านอยู่อย่างนั้นประมาณ ๕๐ กว่าปี ๕๐ ปี ก็ไม่สามารถที่จะทำฌานหรืออภิญญาให้เกิดขึ้นได้
จากนั้นก็ได้ออกจากป่าหิมพานต์ เที่ยวจาริกแสวงบุญไปเรื่อย จนถึงเมืองแคว้นกาสี ถึงแคว้นนี้ได้มีสหายคนหนึ่งของทีปายานะดาบสนี่ ได้เป็น (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
สหายท่านนี้ก็มีชื่อเหมือนกับเพื่อนของทีปายานะดาบส คือปันนาปายะดาบส คือปันนาปายะเศรษฐี เป็นสหายของทีปายานะดาบส พอท่านเข้าไปหา สหายท่านก็ดีใจที่ท่านทั้งสองคนได้มาเยี่ยม แล้วก็ได้สร้างบรรณศาลาให้ท่านอยู่ในสวน แล้วก็บำรุงด้วยปัจจัย ๔ ทั้งหลายให้ท่านอยู่อย่างสบาย
อยู่ได้ประมาณ ๒ ถึง ๓ ปี ท่านทั้งสอง ดาบสทั้งสองนี่ก็ได้ออกจาริกแสวงหาบุญอีก เดินทางไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองพาราณสี ได้อาศัยอยู่อาทิมุทิกสุสาน ก็เป็นที่ฝังและเผาศพคนตายสมัยก่อน ก็อาศัยอยู่ศาลนั้น อยู่ได้สักพักหนึ่ง ทีปานะยะดาบสก็ได้ลาปันนายะดาบสเพื่อมาอยู่กับสหาย สหายที่เคยสร้างอาศรมให้ กลับมายังแคว้นกาสี ปล่อยให้ปันนิยะดาบสอยู่ในสุสานคนเดียว ท่านก็ต่างคนต่างอยู่สักพักหนึ่ง
มาอยู่วันหนึ่งมีโจรเข้าไปลักของ และถูกพวกเจ้าของนี่ติดตามมา พวกเโจรนี่ก็กลัว เลยทิ้งหอบของนี่ไว้ที่หน้าอาศรมของปันนิยะดาบสในสุสาน พวกเจ้าของตามมาก็เข้าใจผิด คิดว่าเจ้านี่นี่ กลางวันทำเป็นถือศีลเป็นดาบส กลางคืนกลับเป็นโจร ไปลักของเขามา ก็ไล่ทุบตี แล้วก็จับส่งพระราชา พระราชาก็ไม่พิจารณาอะไร สั่งให้เสียบเหลา ให้เสียบเหลา ก็สั่งพวกราชบุรุษให้เสียบหลาว ราชบุรุษก็นำตัวไปที่สุสาน เอาไม้ตะเคียน ไม้ตะเคียนถือว่าเป็นไม้แข็ง นำมาเป็นหลาวแหลมๆ จะเสียบ แปลก เสียบไม่เข้า เลยเปลี่ยนใหม่เอาไม้สะเดาบ้าง ไม้สะเดาก็เสียบไม่เข้า คราวนี้เป็นของแข็ง เอาเหล็กมาเลย เอาเหล็กมา เหล็กก็เสียบไม่เข้า
ท่านปันนิยะดาบสนี่ก็เอะใจ เอ๊ะ ท่านก็ระลึกชาติดู อ๋อ ว่าชาติก่อนเราจับแมลงตัวหนึ่ง แล้วเอาไม้ทอง ไม้ทองหลางเสียบแมลงวันตัวนี้ การที่เราได้ถูกเสียบหลาวเพราะ เป็นเพราะผลกรรมนี้นี่ ท่านจึงปลงตกเลย สั่งบอกพวกราชบุรุษไปเอาไม้ทองหลางมาเถอะ มาเสียบเราเถอะถึงจะเข้า พวกราชบุรุษก็ได้ไปเอามา เอามาแล้ว ก็เสียบท่าน ไม่รู้เสียบยังไงเหมือนกันนะครับ กลางตัวหรือยังไงก็ไม่รู้
พอดีวันนั้นทีปานะยะดาบสนี่กลับมาเยี่ยมสหาย เห็นสหายถูกเสียบหลาว ก็ถามว่าท่านทำความผิดจริงหรือ ก็ตอบว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ทำความผิด ถ้าท่านมีจิตประทุษร้ายในคนที่ทำอย่างนี้ไหม ก็บอกว่าเราไม่เคยมีจิตคิดจะประทุษร้ายเลย ไม่มีจิตโกรธเลย ทีปานะยะดาบสก็เลยบอกว่าเออ ร่มเงาของสหายนี่ร่มเย็นดี แล้วก็ไปนั่งที่ใต้หลาว เลือดที่ไหลลงมาตามหลาว ก็มาเปื้อนที่ตัวของทีปานะยะดาบส
พวกราชบุรุษมาเห็นเข้า ก็ไปทูลพระราชา พระราชาก็รับสั่งคือมาดู โอ้ แปลก ดาบสนี้มานั่งใต้ร่มเงา ก็มาดู แล้วก็ได้สนทนากัน เลยรู้ว่าตัวเองไม่ได้พิจารณา สั่งผิดไป ท่านดาบสไม่ได้ทำความผิด คือรับสั่งให้เอาหลาวออก สั่งราชบุรุษเลย เอาหลาวเอา แต่อย่างไรหลาวก็ไม่ออก จะเอาใครมาดึงก็ไม่ออก ก็ด้วยผลกรรมที่ท่านเสียบแมลงวัน แต่แมลงวันไม่ได้ตายในตอนนั้น ตายตอนสิ้นอายุขัย ท่านเห็นอย่างนี้เลยบอกว่าถ้าพระองค์นี่จะประทานชีวิตแก่เรานี่ ก็โปรดนำเลื่อยมาเถอะ นำเลื่อย มาตัดหลาวนี่ให้เท่าหนังเท่าเนื้อ พระราชารับสั่ง ท่านเลยมี ตัวเลยมีไม้ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
ดาบสทั้งสองก็ได้รักษากัน ทีปานะยะดาบสนี่ก็รักษาปันนิยะดาบสให้หาย แล้วได้กลับไปที่แคว้นกาสีอีก ไปหาสหาย สหายก็นำภรรยาและลูกมาเยี่ยม ภรรยาและสามีนี่ สหายนี่ก็ได้คุยกับดาบส ส่วนลูกนี่ก็ไปเล่นลูกข่างอยู่ข้างๆ อาศรม พอดีลูกข่างนี่ตกไปในรูของจอมปลวก ตกไปแล้ว ไปตกบนหัวงู งูมันอยู่ในรู งูโกรธมาก เด็กนี้ก็เอามือไปล้วงลูกข่างออกมาเล่นต่อ งูโกรธเลยกัดเอา ด้วยกำลังพิษนี่เด็กก็เลยล้มลงเดี๋ยวนั้นเอง มารดาบิดาเห็นเข้าก็เลยอุ้มลูกมาวางไว้ที่เท้าของดาบส ขอให้ดาบสทำยาอะไรก็ได้รักษาลูก ดาบสก็บอกเราไม่ใช่หมอ เราเป็นนักบวช
สองสามีภรรยาเลยขอให้ทำสัจจะกิริยา ท่านมีสัจจะกิริยาอะไร จงทำมาเถอะ ดาบสก็เลยเอาเลย ทำสัจจะกิริยา ตั้งแต่เราบวชมา ๕๐ ปีนี่นะ เพราะต้องการบุญ แต่มีจิตยินดีอยู่ในเพศสมณะนี่เพียง ๗ วันเท่านั้นเอง จากนั้นมานี่ไม่เคยเลยที่จะยินดี แต่ก็ไม่ได้บอกให้ใครเลย อดทนสร้าง อดทนอยู่ ด้วยคำสัตย์นี้ขอพิษในร่างกุมารนี้ เด็กนี้จงหายไป เด็กจงรอดชีวิต จากนั้นพิษส่วนบนก็คือตั้งแต่อกของเด็กก็ได้ซึมลงสู่ดิน ดาบสบอกว่าโอ้ สัจจะกิริยาเรามีอาภัพเพียงแค่นี้ ก็ขอให้บิดานี้ทำสัจจะกิริยาบ้าง
ท่านก็เอาเลย บิดาก็บอกว่าบางครั้งแขกที่มาบ้านนี่ เราก็ยินดี บางครั้งก็ไม่ยินดีที่จะให้พัก ที่จะให้เข้ามาอยู่ แต่เราก็ได้ให้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอให้พิษจงหายไป จงรอดชีวิต จากนั้นพิษเหนือสะดือก็ได้ซึมลงสู่ดิน เด็กก็นั่งได้ แต่ยังยืนไม่ได้ เพราะว่าพิษในส่วนล่างยังไม่หายไป บิดาเลยบอกแก่มารดา เธอจงสัจจะกิริยาบ้าง มารดาก็บอกว่า โอ้ สัจจะกิริยานี้ไม่สามารถบอกได้ แต่ทางสามีก็บอกว่าให้ทำเถอะ จะได้รักษาลูก
มารดาเลยบอกว่า ตั้งสัจจะกิริยาเลยว่าไอ้งูตัวนี้ที่เลื้อยจากโพรงไม้ จากโพรงปลวกนี่ มากัดลูกในวันนี้ ไม่เป็นที่รักของแม่เลยฉันใด พ่อของลูกก็เป็นฉันนั้นแหละ ไม่เป็นที่รักของแม่เลย ด้วยสัจจะกิริยานี้ พิษจงหายไป จากนั้นพิษก็ลงซึมไปสู่ดิน เด็กก็สามารถที่จะวิ่งเล่นต่อไปได้ นี่คือสัจจะกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เพียง เพียงแค่สัจจะเป็นความจริง ไม่ได้อ้างอิงความดีอะไรเลย เพียงแค่ความดีเล็กๆ น้อยๆ ยังสามารถทำให้เด็กนี้รอดชีวิตได้
ข้อคิดอีกข้อหนึ่งที่สามเณรได้คือเพศสมณะนี้คือเพศสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นมหาจักรพรรดิ มหากษัตริย์ มหาเศรษฐีอันใด ล้วนจะต้องมาจบที่เพศนี้ ดังที่โอวาทที่หลวงพ่อเคยให้ไว้กับสามเณรว่าต้องรักษาเครื่องแบบนี้ไว้ให้ดีเท่าชีวิต คือตายได้ แต่อย่าเสียชุดนี้ ให้ชุดนี้แนบอยู่กับกายเสมอ เป็นชุดที่มนุษย์เทวาทั้งหลายกราบไหว้บูชา ฉะนั้นให้รักษาไว้ให้ดี สามเณรคิดได้ข้อนี้ว่าโอ้โฮ เพศนี้เรา ได้มาอยู่ในเพศนี้แล้ว ได้มาอยู่จุดสูงสุด ก็เลยปีติใจที่ได้มาบวช และได้มาร่วมสร้างบารมีกับหลวงพ่อ
ต่อไปก็ ก่อนที่จะได้พักกัน ขอเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตาเจริญภาวนา นึกถึงความดีที่ได้ทำมาให้น้อมนำใจที่สร้างไปในอารมณ์ต่างๆ มาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็ตรึกระลึกถึงบุญที่เราได้กระทำมา ในช่วงสั้นนี้ก็เป็นงานกฐิน งานทอดผ้าป่าและบุญที่เราได้มาฟังสวดพระอภิธรรมคุณยาย ได้มาฟังธรรม ให้ทุกท่านตรึกระลึกนึกถึงบุญ และตรึกระลึกถึงศูนย์กลางกายสักครู่หนึ่ง
สัพเพ (หมด 1/B)
PAGE
PAGE 12
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\ตุลาคม\44-10-11 FW-AAT.doc