น้ำใจไมตรีที่ไม่มีวันลืม
(ม้วน 1/A)
พระมนตรี : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระและพระมหาเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกเป็นหลานของคุณยายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ)
ก่อนอื่นก็ต้องขออนุโมทนากับความตั้งใจในการที่ทุกๆ ท่านได้ร่วมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที และแสดงความมีไมตรีจิตต่อคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วยการทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์กันทุกๆ คนนะ(สาธุ)
และในอีก ๒ วันข้างหน้านี้ก็จะเป็นวันบุญใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่ทุกๆ ท่านจะได้ร่วมใจกันแสดงความมีไมตรีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อให้อนุชนที่จะติดตามในภายหลังได้รับทราบเรื่องราวของท่าน อันเป็นเหตุนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย อันที่พึ่งที่ระลึกภายในตัวของพวกเราทุกคนต่อไป
ในวันนี้หลวงพี่มีความตั้งใจที่จะมาสรรเสริญคุณธรรมของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในเรื่องความมีไมตรีจิต โดยเนื้อหาจุดที่จะนำมาเล่าในวันนี้จะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน กล่าวคือ ในส่วนแรกจะได้กล่าวถึงเรื่องราวความมีน้ำใจ หรือความมีไมตรีจิตของบุคลากรภายในวัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลวงพี่ได้ตัดสินใจเข้ามาบวชที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ในส่วนที่ ๒ จะได้กล่าวถึงความมีน้ำใจของบุคลากรที่อยู่ภายนอกวัดที่ได้พบเจอ นับตั้งแต่บวชสร้างบารมีเรื่อยมา
และในส่วนที่ ๓ จะได้กล่าวถึงความมีน้ำใจ ความมีไมตรีจิตของครูบาอาจารย์ที่ได้ประสบพบเจอและได้ยินได้ฟังมา เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๘ ในขณะที่หลวงพี่เพิ่งจะสอบปลายภาคเสร็จ ก็ได้รับทราบข่าวที่ทำให้ตนเองต้องประหลาดใจอย่างมาก กล่าวคือโยมพี่ชายได้มาบอกโยมแม่ตอนประมาณเที่ยงคืนว่าเขาต้องการจะบวช และจะเดินทางไปบวชที่วัดพระธรรมกายในวันรุ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วมาก โยมแม่ก็ยังไม่ได้ให้คำตอบอะไร ท่านบอกว่าเอาไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้
และในตอนเช้าวันนั้นนั่นเอง โยมพี่ชายก็ได้ขับรถมาที่วัด ในตอนนั้นก็มีความคิดอยู่ลึกๆ เหมือนกันว่าถ้าหากว่าโยมพี่ชายมาบวช เราก็น่าจะไปบวชด้วย บวชพร้อมๆ กันไปเลยจะได้มีเพื่อน แต่เนื่องจากที่บ้านมีลูกเพียง ๓ คน ถ้าผู้ชาย ๒ คนไปบวช และน้องสาวก็ยังเป็นเด็ก ที่บ้านก็คงจะไม่มีใครช่วยงานบ้าน และโยมแม่ก็ได้ให้เหตุผลในการขอร้องอย่างนี้ โยมพี่ชายจึงได้มาบวชก่อน
ต่อมา เมื่อได้มาเยี่ยมพระพี่ชายที่วัด ก็รู้สึกว่าวัดนี้ใหญ่และกว้างขวางมาก แต่ก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไร เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายหลังที่โยมพี่ชายลาสิกขาและได้กลับมาที่บ้าน หลวงพี่เริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโยมพี่ชาย เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ปกติโยมพี่ชายจะเป็นคนที่นอนตื่นสายมากๆ แต่เมื่อกลับจากการอบรมธรรมทายาทแล้ว โยมพี่ชายตื่นเช้า เท่านั้นยังไม่พอ ยังปลุกหลวงพี่ ชวนลุกขึ้นมาสวดมนต์และนั่งสมาธิอีก อัศจรรย์ นี่ วัดนี้ทำให้โยมพี่ชายเราเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
และเหตุการณ์ที่ทำให้หลวงพี่เกิด Question Mark ขึ้นในใจอย่างมากมาย และลั่นวาจาว่าในปีหน้าจะต้องมาบวชให้ได้ก็เกิดขึ้น คืนวันหนึ่งในเวลาประมาณเที่ยงคืน ภายหลังจากที่หลวงพี่ในขณะนั้นยังไม่ได้บวช ได้ดูโทรทัศน์ที่ห้องของโยมพ่อโยมแม่จบลง หลวงพี่ก็เดินกลับมาที่ห้องน้ำของตนเองเพื่อพักผ่อน โดยมีโยมแม่เดินติดตามมาด้วย เพื่อดูแลโยมพี่ชายซึ่งได้เข้านอนไปตั้งแต่ประมาณ ๔ ทุ่ม อากาศภายในห้องนอนเย็นมาก โยมแม่จึงได้นำผ้าห่มเพื่อที่จะไปห่มให้โยมพี่ชาย และในขณะที่ห่มผ้าให้นั่นเอง โยมพี่ชายได้งัวเงียลืมตาขึ้น และกล่าวกับโยมแม่ว่า หลวงพี่หรือครับ คำพูดคำนี้สะดุดใจหลวงพี่อย่างรุนแรงมากๆ หลายๆ คำถามเกิดขึ้นในจิตใจของหลวงพี่ว่าอะไรกัน วัดนี้เขาดูแลกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ พระพี่เลี้ยงท่านดูแลเอาใจใส่ลูกกลุ่มถึงขนาดนี้เลยหรือ เขาเป็นห่วงเป็นใยกันขนาดนี้เชียวหรือ วันนั้นก็เลยตั้งใจเลยว่าปีหน้าจะต้องมาพิสูจน์ให้ได้
ในวันแรกที่มหาวิทยาลัยเปิดการศึกษา หลวงพี่ก็เดินหาชมรมพุทธ แต่ก็ยังไม่เจอ เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจหาอย่างจริงจังนัก เมื่อเปิดเทอมไปได้สัก ๑ อาทิตย์ ในขณะนั้นก็เจอชมรมพุทธแล้ว และเดินขึ้นไปบนชมรมพุทธ บอกกับโยมพี่ที่นั่นว่า พี่ครับ ผมมาสมัครบวชฤดูร้อนในปีหน้า เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงที่ทางชมรมพุทธของสถาบันจัดงานนิทรรศการชมรมพุทธ ก็ได้อธิษฐานจิตตอกย้ำกับพระประธาน รูปพระธรรมกายอีก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้มาบวชที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้
และเมื่อได้มาบวชแล้วก็เกิดความประทับใจในมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และประทับในความทุ่มเทเสียสละของหมู่คณะ จึงได้ตัดสินใจสร้างบารมีต่อมา ในส่วนที่ ๒ นะ ต่อมาก็เป็นส่วนของความประทับใจในความมีไมตรีจิต มีน้ำใจของบรรดาญาติโยมที่ได้ผ่านมาการอบรมจากที่วัดพระธรรมกาย และวัดที่เป็นวัดสาขาของเราที่หลวงพี่ได้ประสบพบเจอมา เรื่องราวก็มีอยู่ว่าในประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ ภายหลังจากที่รับบุญอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนเสร็จสิ้นลง ก็เดินทางไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจ จึงได้หาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการไปลงให้ธรรมะแก่ชาวเขา ณ บ้านกัลยาณมิตรในละแวกนั้น
และครั้งนี้เองได้ไปพบกับความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน กล่าวคือในขณะที่พระอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านชักชวนไปให้ธรรมะแก่ญาติโยมที่หมู่บ้าน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านของโยมท่านนี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่ เป็นระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร เส้นทางที่จะเข้าหมู่บ้านแห่งนี้ หากจะแบ่ง สามารถแบ่งได้ออกเป็น ๒ ช่วง คือประมาณ ๒ กิโลเมตรแรก จะเป็นถนนคอนกรีต ระยะทางหลังจากนั้นจะเป็นถนนดิน หลวงพี่เดินทางเข้าหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยรถกระบะ การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะถนนมีน้ำขังและเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทาง ตลอดทางสังเกตว่าจะมีโบสถ์ตั้งอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ที่กลางหมู่บ้าน และที่ท้ายหมู่บ้าน
เมื่อไปถึง โยมท่านนี้ก็ได้รวบรวมเพื่อนบ้านออกมาต้อนรับคณะพระอาจารย์ด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง การสื่อสารระหว่างพระอาจารย์กับโยมกลุ่มนี้มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็มีโยมกลุ่มหนึ่ง โยมท่านหนึ่งในนั้นเคยมาอบรมธรรมทายาทหญิง จึงได้ช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้ เมื่อโยมท่านนี้จบจากการอบรมกลับไปแล้ว ก็ได้ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยการชักชวนเพื่อนบ้านสวดมนต์ รักษาศีล นั่งปฏิบัติธรรม และชวนเดินทางมาร่วมพิธีกรรมสำคัญๆ ที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้
ภายหลังจากที่ได้สนทนากันสักครู่ ได้ทราบว่าปกติเวลาที่จะเดินทางมาวัดพระธรรมกาย จะต้องเดินด้วยเท้า ออกมาขึ้นรถที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งมีระยะทางถึง ๕ กิโลเมตร หลวงพี่เกิดความประทับใจในน้ำใจของโยมท่านนี้มาก เพราะธรรมดาการเดินทางในระยะทาง ๕ กิโลเมตรนั้นเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล และยิ่งเป็นการเดินทาง ๕ กิโลเมตรบนภูเขาแล้ว พวกเราลองคิดดูเถอะว่าจะลำบากยากเย็นสักเพียงใด เท่านั้นยังไม่พอนะ โยมท่านนี้นี่ยังได้มีโอกาสชักชวนคนในหมู่บ้านให้มาร่วมงานด้วย
ต่อจากนั้นก็ได้เดินทางไปให้ธรรมะแก่ชาวเขาอีกเผ่าหนึ่ง คือเผ่ามูเซอ ระหว่างทางที่เดินไป เดินทางไปนั้นพระอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่าชาวเขาเผ่ามูเซอเป็นเผ่าที่ได้ชื่อว่าเป็นนักล่า ชาวเขาเผ่านี้จะมีถิ่นที่อยู่ อยู่บริเวณที่มีความสูงประมาณพันสามร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล คือสูงกว่าพนาวัฒน์ราวๆ ๒๐๐ เมตร ชาวเขาเผ่านี้จะนับถือผี หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเขามีศาสนาผีเป็นศาสนาประจำเผ่า ฟังดูแล้วนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าบ้านเมืองของเขา ที่อยู่ของเขานี่จะเป็นอย่างไร
ในตอนนั้นได้ไปพักอยู่ ณ บ้านพักของศูนย์พิทักษ์ป่าดอยมูเซอ บรรยากาศดีมาก อากาศเย็นสบาย ในตอนเช้าจะมีเสียงไก่ป่าขันปลุก ในตอนเย็นๆ เมฆจะลอยผ่านลำตัวของเราไป บรรยากาศคล้ายๆ กำลังอยู่ในสรวงสวรรค์ทีเดียว เวลาจะไปนำสวดมนต์ จะต้องไปเลือกสวดมนต์ที่บ้านกัลยาณมิตรที่ไม่มีผี เพราะว่าถ้าพระไปสวดมนต์บ้านที่มีผี ผีก็จะหนีไป แล้วจะไม่มีใครหรือไม่มีอะไรที่คอยคุ้มครองพวกเรา
ผู้ชายเผ่านี้จะมีชื่อขึ้นต้นนำหน้าด้วยคำว่าจะ เช่นจะแกะ จะหาน ส่วนผู้หญิงจะขึ้นต้นด้วยคำว่านะ เช่นนะทอ นะลา หรือถ้าจะจำง่ายๆ ก็จำว่านะจ๊ะ นะกับจะ นะจ๊ะ เป็นนะจ๊ะ พระอาจารย์เล่าให้ฟังอีกว่าปกติถ้าหากมีบุคคลภายนอกที่พวกเขาไม่รู้จักเข้ามาในหมู่บ้าน เขาจะไม่ทำการต้อนรับเป็นอันขาด ทั้งนี้เพราะเคยมีข่าวว่า เคยมีประวัตินะว่าเคยมีคนที่มาจากในเมืองหลวงพี่มาหลอกลวงพวกเขา แต่ที่ที่คณะของเราจะไปกันนี้ เราจะไปเยี่ยมเด็กๆ ที่เคยมาช่วยงาน และเคยมาอบรมอยู่ที่วัดของท่าน
ในวันที่ไปลงบ้านกัลยาณมิตร รถที่ใช้เดินทางมาไม่อยู่ คณะของเราจึงต้องเดินทางด้วยการโบกรถ หรือที่ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าฮิทไฮ๊ นะ ฮิทไฮ๊ จากบรรดารถของญาติโยมที่อยู่แถวๆ นั้น เมื่อเดินทางไปถึง เด็กๆ ที่ได้รับทราบข่าวก็พากันเดินออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ในคราวที่ขึ้นไปนั้นก็ได้นำขนม เงาะ และก็ทุเรียนติดรถขึ้นไปแจกเด็กๆ ที่สวดมนต์ทำวัตร รักษาศีล และนั่งสมาธิเป็นประจำด้วย ซึ่งก็มีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๙ บ้าน มีการถ่ายรูปพิธีมอบเงาะ ทุเรียน แล้วก็แจกขนมให้แก่เด็กๆ ในวันนั้นด้วย เด็กๆ และผู้ปกครองจึงแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่ากันอย่างเต็มยศ เดินทางมาร่วมพิธีกันอย่างสวยงาม
ชุดประจำเผ่าของผู้หญิงของเผ่านี้นะ จะเป็นผ้ามันๆ แขนยาวๆ คล้ายกับผ้าแพร แต่เนื้อผ้าจะหนากว่า สีสรรสดใส มีสีน้ำเงิน สีชมพู เป็นต้น ผ้านุ่งก็จะเป็นผ้ามันๆ ชนิดเดียวกัน สีชมพู น้ำเงินหรือสีเขียว กระดุมแต่ละเม็ดที่ติดอยู่บนเสื้อ จะทำด้วยเงินแท้ ส่วนเครื่องแต่งกายของผู้ชาย จะเป็นเสื้อแขวนยาว ผ้ามันสีดำ เด็กๆ ดูตื่นเต้นและดีใจมากที่จะได้ถ่ายรูป และรับแจกสิ่งของเหล่านี้
มีชาวเขาหลายๆ ท่านที่ไม่รู้จักทุเรียน ในเวลาที่หลวงพี่ส่งมอบทุเรียนให้นั้น พวกเขาก็จะใช้ถุงปุ๋ย พับๆ แล้วก็วางไว้บนมือ เพื่อรับทุเรียนจากหลวงพี่ไป มีแม่ของเด็กชาวเขาคนหนึ่งเมื่อได้รับมอบทุเรียนไปแล้วก็เอาไปดม ไปดมเสร็จแล้ว เขาก็ทำหน้า หลวงพี่ นี่ลูกอะไร ทำไมมันหอมจังเชียว หลวงพี่ฟังแล้วก็รู้สึกขำๆ หลวงพี่รู้สึกว่าพวกเขาน่ารักมากๆ สัมผัสได้ถึงความสดใสที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขาเหล่านั้น ก็บอกเขาไปว่าอันนี้เขาเรียกว่าลูกทุเรียน มีพันธุ์ชะนีแล้วก็พันธ์หมอนทอง หลังจากนั้นก็ได้ให้ญาติโยมที่ติดตามไปด้วย ช่วยสอนวิธีแกะทุเรียนให้กับพวกเขา
ภายหลังจากทำพิธีมอบทุเรียนเสร็จแล้ว ก็เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น เสียงสวดมนต์ของชาวเขาเหล่านี้ แม้จะไม่ชัด แต่ก็ใส และไพเราะมากๆ หลังจากนั้นก็เป็นการเล่าธรรมะให้พวกเขาฟัง บรรยากาศในวันนั้นเป็นไปด้วยความสดใสและเบิกบาน ในช่วงท้ายที่สุดมีการฉายวีดีโอให้เด็กๆ ได้รับชม
เมื่อลงบ้านกัลยาณมิตรเสร็จแล้ว ในขณะนั้นก็เป็นเวลาประมาณ ๔ ทุ่มครึ่ง อากาศเย็นมาก หมอกลงจัด จนมองเห็นบรรยากาศรอบข้างเป็นฉากขาวๆ ทางคณะพระอาจารย์ก็กำลังหาทางกันอยู่ว่าจะเดินทางกลับที่พักกันอย่างไร เด็กๆ ที่นั่นต่างก็ช่วยกันหาหนทาง สุดท้ายก็ไปหาได้รถกระบะมา ๑ คัน เพื่อส่งคณะพระอาจารย์กลับที่พัก เมื่อคณะพระอาจารย์จะกลับ เด็กๆ ต่างพากันขอติดรถไปส่งพระอาจารย์ด้วย โดยขอนั่งติดรถกระบะทางด้านรถไป
ทัศนวิสัยในตอนกลางคืนนั้นแย่มาก เพราะรัศมีในการมองทางสามารถมองได้เพียงไม่เกิน ๒ เมตร แม้จะเปิดไฟสูงก็ตาม และที่สำคัญก็คือรถคันนั้นไม่มีไฟตัดหมอก โยมอุบาสกจึงต้องค่อยๆ ขับด้วยความระมัดระวัง เส้นทางบนภูเขาก็แสนจะขดเคี้ยว แต่เด็กๆ ที่ติดตามมาด้วยนั้นก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวเลย เมื่อคณะพระอาจารย์กลับมาถึงที่พัก เด็กๆ ก็ลงมานมัสการลาด้วยความเบิกบาน พร้อมกับเสียงหัวเราะที่แสนสดใส ชนิดที่ว่ายากที่จะลืมเลือน และคงจะต้องจดจำไปอีกนานแสนนานทีเดียว
จากเหตุการณ์ที่ได้พบเจอในคราวนั้น ทำให้หลวงพี่เกิดความดีใจและปีติใจว่าการอบรมต่างๆ ที่ทางวัดและศูนย์สาขาจัดขึ้นนั้น เป็นประโยชน์และจะก่อให้เกิดสันติสุขแก่โลกได้อย่างแท้จริง เพราะขนาดโยมทั้ง ๓ ท่านนี้ เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังสามารถน้อมนำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเผยแผ่สู่ใจของชาวเขาเพื่อนบ้าน ให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับความสุข ได้รับความสบายใจถึงเพียงนี้ ธรรมทายาทอีกหลายๆ ท่านที่เราไม่ได้รับทราบข้อมูล ก็คงจะกำลังทำหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรม หลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสู่บุคคลต่างๆ อีกมากมายเช่นเดียวกัน
และในส่วนสุดท้าย คือเหตุการณ์ท้ายที่สุดที่จะนำมาเล่าให้ฟังในครั้งนี้ คือความประทับใจ ความซาบซึ้งใจในความมีไมตรีจิตและความห่วงใยของครูบาอาจารย์ ที่ได้รับฟังและได้พบเจอมาเมื่อเร็ว⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในวันนั้นจึงได้เดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์
คุณยายก็ลงสอนธรรมะเหมือนปกติ ในวันนั้นโยมท่านนี้ท่านตั้งใจนั่งธรรมะมาก เมื่อหมดเวลาปฏิบัติธรรมในรอบบ่ายแล้ว โยมท่านนี้ก็ยังคงนั่งธรรมะต่อไป ปกติคุณยายท่านจะชอบคนนั่งธรรมะ แต่ในวันนั้นคุณยายได้มาบอกกับโยมท่านนั้นว่า กลับบ้านเถอะคุณ แม้ว่าโยมท่านนั้นจะยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ด้วยความเคารพในตัวของคุณยาย จึงกราบลาคุณยาย และเมื่อมองไปยังบริเวณบ้านของตนเองที่อยู่บริเวณตลาดพลู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้น ก็ต้องตกใจ เพราะว่ามีควันไฟพวยพุ่งขึ้น บริเวณละแวกบ้านของเขา
เมื่อไปถึงปากซอยทางเข้าบ้าน ก็ได้พบเห็นผู้คนกำลังขนข้าวขนของหนีไฟออกมา แม้ว่าจะมีเสียงตะโกนร้องทักทานว่าอย่าเสียดายทรัพย์เลย ให้เสียดายชีวิตดีกว่า แต่บ้านคือสมบัติอันล้ำค่าของโยมท่านนี้ เมื่อวิ่งไปถึงที่บ้าน ปรากฏว่าไฟได้ไหม้มาถึงรั้วบ้านของโยมท่านนี้แล้ว แต่ก็ประหลาดว่ามีลมชนิดหนึ่งพัดโอบอุ้มเปลวเพลิงที่กำลังจะลุกลามมาถึงบ้านของโยมท่านนี้นี่ ต้านทานกองไฟนี้เอาไว้ ไม่ให้ลุกลามมายังบ้านของโยมท่านนี้ ท้ายที่สุดบ้านหลังนั้นก็ปลอดภัย ในวันรุ่งขึ้น โยมท่านนี้จึงได้นำกระเช้าผลไม้พร้อมทั้งซองปัจจัยมากราบถวายแด่คุณยายในความมีไมตรีจิตของท่าน
และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จะนำมาเล่าให้ฟังนี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง คือในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลวงพี่ก็ได้รับบุญในการอบรมสามเณรอีกเช่นเคย การอบรมสามเณรยุวธรรมทายาทในปีนี้ มีอะไรที่พิเศษกว่าปีก่อนๆ กล่าวคือจะมีเด็กที่มาอบรมหลายวัยมาก อายุตั้งแต่ ๕ ปี ฟังไม่ผิดหรอกนะ อายุตั้งแต่ ๕ ขวบไปจนถึง ๑๕ ขวบเลยทีเดียวบรรยากาศในการอบรมนั้นคงไม่ต้องบอกญาติโยมว่าจะสนุกสนานเพียงใด บรรยากาศอบรมสุดแสนจะสดใส
แต่จะนำมากล่าวแต่เพียงความประทับใจที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวกับครูบาอาจารย์ เรื่องก็มีอยู่ว่าในวันหนึ่งขณะที่อยู่ในช่วงของการอบรมสามเณรนั้น ตอนนั้นสามเณรยังไม่ได้บวช คณะพระพี่เลี้ยงได้พาเหล่ายุวธรรมทายาทตัวน้อยๆ มาทำกิจกรรมละลายพฤติกรรม หรือที่เราเรียกว่ากิจกรรมหล่อหลอมนั่นเอง กิจกรรมการหล่อหลอมสามารถสร้างความสนุกสนานและเบิกบานให้กับเด็กๆ เป็นอย่างดีทำให้เด็กๆ ได้ทำความรู้สึก และทำความสนิทสนมกับเพื่อนๆ เด็กๆ จึงหายคิดถึงบ้านไปได้ชั่วคราว
ภายหลังจากที่ทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมเสร็จแล้ว มีเด็กยุวธรรมทายาทคนหนึ่ง เดินมาหาพระพี่เลี้ยงกลุ่มท่านหนึ่ง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่รัตนบัลลังก์ แล้วถามว่าหลวงพี่ครับ หลวงพี่ครับ พระองค์ที่นั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์นั้นน่ะคือใคร ท่านมีความสำคัญอย่างไร ในวันก่อนผมยังเห็นมาเดินแถวไซด์ๆ อยู่เลย ก็คงไม่ต้องสงสัยกันล่ะนะว่าพระพี่เลี้ยงท่านนั้นจะมีความรู้สึกอย่างไร เพราะขนาดที่หลวงพี่ได้รับการบอกเล่าจากคณะทีมงานที่ช่วยกันอบรมในครั้งนี้นี่ ยังมีความรู้สึกว่าตัวเป็นหนามนะ ตัวเป็นหนาม คือขนลุกไปทั้งตัวทีเดียว
เด็กคนนั้นไม่ทราบว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นใคร เด็กคนนี้เห็นแต่ว่ามีพระองค์หนึ่งมาเดินดูบรรยากาศภายในบริเวณไซด์ ๓ นะ หรือที่พวกเรารู้จักกันดีในอาคาร ในนามอาคารแก้วดวงใจ ซึ่งก็ทำให้คณะทีมงานอบรมยุวธรรมทายาทในปีนี้ ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะทีมงานยุวธรรมทายาทในปีก่อนๆ ก็ได้รับความเมตตาจากคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เช่นกัน คือท่านได้เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่คณะพระอาจารย์ และพระพี่เลี้ยงทุกๆ รูปในโครงการ นอกจากนั้นท่านยังได้มอบล็อคเก็ตของคุณยายให้ และท่านฝากกล่าวคำที่ให้กำลังใจถวายแด่ทีมงานทุกๆ รูป ซึ่งมีใจความโดยสรุปว่าเมื่อได้รับมอบล็อคเก็ตนี้ไปแล้ว ขอให้ทุกท่านสร้างบารมีในเพศสมณะนี้ให้ได้ตลอดไป
จากเหตุการณ์ที่หลวงพี่ได้เล่าให้ทุกๆ ท่านฟังในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน ต่างก็มีความห่วงใย มีความปรารถนาดีต่อพวกเราทุกๆ คน ท่านคุ้มครองป้องกันภยันตรายต่างๆ ให้แก่พวกเรา ท่านทั้งอบรมสั่งสอนให้พวกเราเป็นคนดี ให้รักการสร้างบุญสร้างบารมี ทั้งๆ ที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นหน้าที่ของเรา ซึ่งพวกเราทุกคนจะต้องทำเอง ท่านทั้งสอนให้พวกเราฟัง และท่านยังทำให้เราดูเป็นแบบอย่า เพราะมโนปณิธานของครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่านก็คือการนำพวกเราทุกๆ คน สร้างบุญสร้างบารมีร่วมกับท่าน ไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม
ดังที่คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ท่านได้กล่าวถึงความรู้สึกของท่านที่มีต่อพวกเราทุกๆ คนไว้ตอนหนึ่ง และจะขอนำมาเปิดให้ทุกๆ คนได้รับฟังต่อไป
(เสียงคุณยายจากเทป) : ยายก็ถือว่าลูกยายทั้งหมด คนอยู่วัดนี่นะ ลูกยายหลานยายทั้งนั้นเลย ยายไม่ได้แต่งงาน ต้องมานั่งสร้างวัดให้เขาอยู่ ให้ทุกคนได้บุญกะยายเยอะๆ นะ เราละจากโลก เอาอะไรไปไม่ได้ สร้างบุญเอาบุญไป สร้างบาปเอาบาปไป ทุกคนจะได้บุญกะยายเยอะๆ
หลวงพี่ : คุณยายได้กล่าวไว้ว่า ยายก็ถือว่าลูกหลานยายทั้งนั้นแหละ คนที่อยู่วัดนี่นะ ลูกยายหลานยายทั้งนั้นเลย ยายไม่ได้แต่งงาน มัวแต่มานั่งสร้างวัดให้เขาอยู่ ให้ทุกคนได้บุญกับยายเยอะๆ นะ เราละจากโลกมนุษย์นี้น่ะ เราเอาอะไรไปไม่ได้หรอก สร้างบุญก็เอาบุญไป สร้างบาปก็เอาบาปไป ทุกคนจะได้บุญกับยายเยอะ เผื่อไปเจอยาย จะได้ไปสร้างบุญสร้างบารมีกันอีกนะ
ในช่วงที่สุดนี้ ก็ขอเรียนเชิญทุกๆ ท่านได้ตั้งใจนั่งหลับตา ตรึกระลึกนึกถึงความมีไมตรีจิตของคุณยาย ของครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่านกันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ (หมด 1/A)
หน้า PAGE 10 / NUMPAGES 10
441008FW-AAT