ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ขอเพียงมียายอยู่ในใจ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลก กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพ สวัสดีครับเพื่อนสหธรรมิกที่ให้โอกาสสละเวลาอันมีค่ามาฟังกระผม เจริญพร ยอดกัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานยายผู้ใจบุญทุกท่าน วันนี้รู้สึกว่าอากาศจะหนาว เพราะรู้สึกสั่น ๆ สามเณรก็รู้สึกมีความปีติใจ และดีใจที่ได้มีโอกาสมานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งสามเณรไม่เคยคาดคิด แต่ก็เคยฝันเหมือนกันว่าสักวันหนึ่งอาจจะมีอย่างนี้ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ สามเณรไม่กล้าพอ เพราะหลวงพี่บอกว่าใครจะขึ้นเทศน์บ้านยายบ้าง สามเณรไม่กล้าพอ ไม่ ไม่ ไม่ยอมรับตอนแรก พอตอนหลังนึกได้ว่าโอกาสนี้มีเสี้ยวชีวัน สามเณรก็เลยสมัคร ตอนแรกว่าจะขึ้นก่อน แต่ก็ให้น้องเณรเขาขึ้นก่อน สามเณรเผอิญติดเรียน ที่วันนี้สามเณรโกนผมก็เพราะว่าสามเณรไม่ได้โกนวันพระที่แล้ว เพราะว่าไปเรียนอยู่ที่วัดสามพระยา ก็คงอีกไม่กี่วันก็คงจะไปติวแล้ว คุณโยมท่านใดต้องการอยากได้บุญกับสามเณรก็ไปถวายภัตตาหารเช้าเพลได้ วันนี้สามเณรจะเล่าประสบการณ์ตอนที่มาอยู่สร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายพอเป็นประสบการณ์เผื่อคุณโยมท่านใดอยากเอาไปใช้ประพฤติปฏิบัติตามก็ไม่เป็นไร เอาไปใช้ได้ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ สามเณรได้บวชอยู่ที่วัดข้างนอก และอยู่ได้ประมาณสัก ๒ เดือนกว่า ๆ ก็ดั้นด้นเดินทางเพื่อจะมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ช่วงที่สามเณรยังอยู่ที่วัดข้างนอก พระอาจารย์หรือว่าหลวงพ่อที่อยู่วัดนั้น บอกเสมอว่าวัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ใหญ่ และมีญาติโยม พระเณร สามเณรก็อยากเห็นและอยากรู้จัก ก็เลยเดินทางมา เมื่อมาถึงวันแรกก็ตรงกับวันเข้าพรรษาพอดี คือวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๕ สามเณรจำได้ว่าตอนนั้น หลังจากเข้าพรรษาแล้ว ช่วงบ่ายจะมีการรวมตัวกันรับบุญนะครับ หลวงพี่พระอาจารย์ก็เรียกรวมตัว ท่านก็บอกว่า วันนี้จะมีการปลูกต้นสนกัน ใครปลูกได้ต้นใหญ่ที่สุด สูงที่สุดจะที่รางวัลใหญ่ให้ หลวงพี่ก็ว่าอย่างนั้นนะครับ สามเณรก็คิดในใจว่า ตอนอยู่บ้าน เราก็เคยปลูกมา ก็เลยช่วยกันปลูก ต้นสนที่ล้อมแผนกสามเณรไว้นะครับ สามเณรปลูก ผ่านไป ๕ วัน ต้นของสามเณรตาย เนื่องจากหาทำเลไม่ดี ก็ตอนนั้นในความคิดของเด็ก ๆ ก็คือตรงที่ทางน้ำไหลไปคงจะดี เพราะว่าต้นสนของเราจะได้ดื่มน้ำเยอะ ๆ จะได้โตเร็ว ๆ นะครับ แต่ ๕ วันนั้นสามเณรไม่เคยไปดูเลย ลืมไปแล้วว่าปลูกไว้ ไปเจออีกทีก็ตายแล้ว ปัจจุบันนี้ต้นสนที่สามเณรปลูกไว้ยังอยู่นะครับ แต่ไม่ใช่ของสามเณรเอง ของสามเณรตายตั้งแต่ ๕ วันแรก ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับรางวัล ต้องรอไปอีกหลายสิบปี และไม่รู้ใครจะอยู่ทันหรือเปล่า ตอนมาวันแรกหลังจากปลูกต้นสนเสร็จ ตอนค่ำสามเณรจะหิวปานะก็เลยไปหาปานะ แต่เนื่องจากมาวันแรกยังไม่รู้ว่าเขาฉันปานะกันที่ไหน ก็เลยเดินหา ไม่กล้าถาม เพราะไม่คุ้นกับใคร ก็เดินหากับเพื่อนสามเณรอีก ๒ รูป ไปเจออยู่หน้าห้องพัสดุ ก็มีนมใส่ไว้ในตะกร้า ประมาณสักครึ่งหนึ่ง แต่ไม่กล้าฉัน เพราะว่าตอนที่สามเณรอยู่วัดข้างนอก เขาห้ามฉันนมตอนเย็น ก็คือตั้งแต่หลังเพลเป็นต้นไป เพราะว่าถ้าฉันแล้วจะผิดศีล เพราะว่าวัวกินหญ้า พอกินหญ้าก็ไปผสมกับเลือด พอออกมาเป็นนม มันก็เป็นหญ้า เขาว่าอย่างนั้นนะครับ ถ้าฉันแล้วผิดศีล สามเณรก็เลยไม่กล้าฉัน ยืนรออีกสักหน่อย ก็มีพี่เณรองค์หนึ่งเดินออกมา ก็บอกว่า น้องเณรไม่ต้องรอ ฉันได้เลย สามเณรก็เอาเลยครับ วันนั้นฉันคนละ ๑ แพค หมดไปเลย ก็อิ่มกันเลย ช่วงที่อยู่วัดข้างนอก สามเณรอยู่วัดป่า จะฉันมื้อเดียว ประมาณเกือบ ๙ โมงเช้า ครึ่ง ๆ ระหว่างช่วงเช้ากับช่วงเพล ฉะนั้นเวลาฉันไม่ว่าสามเณรจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ต้องครึ่งบาตรขึ้น และอาหารทุกอย่างจะผสมกันหมด ยกเว้นผลไม้ที่วางไว้ข้าง ๆ เนื่องจากสามเณรตัวเล็กที่สุดแต่ก็ไม่ยอมแพ้ เพราะว่าอาหารเพลไม่มี มีแต่ช่วงเช้า สามเณรก็ฉันไป กะว่าพออิ่ม วันนี้อิ่มตอนเช้าแล้ว จะหยุดก็ไม่ได้เดี๋ยวตอนเพลหิว ก็เลยฉันเผื่อตอนเพลด้วย แล้วทีนี้ก็นึกถึงตอนเย็นอีก ตอนเย็นก็มีแต่น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ สามเณรก็เลยฉันเผื่อตอนเย็นไปอีก ๓-๔ คำ ยังไงก็เหมือนเดิม พอถึงตอนเย็นตอนค่ำก็หิว แต่สามเณรไม่กล้าฉันเยอะ เพราะว่าน้ำปานะทำให้อยากเข้าห้องวัด เวลาจำวัดจะจำวัดกุฏิละรูป กุฏิเล็ก ๆ อยู่ในป่า ห่างไกลกัน คุณโยมต้องนึกถึงบรรยากาศที่อยู่ในป่า มีเสียงจิ้งหรีดและก็น่ากลัวอย่างนั้น สามเณรก็กลัวกัน ก็ไม่กล้าฉันเยอะ ก็ฉันกันวันละ ๔-๕ แก้วพอประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวฉันเยอะไปแล้วจะเข้าห้องน้ำ นี่ก็ตอนอยู่ที่วัดข้างนอก ช่วงที่สามเณรมาอยู่วัดพระธรรมกายแล้ว ได้เรียนบาลีเป็นครั้งแรก ก็คือปี ๒๕๓๗ ปีแรกเป็นเณรใหม่ ต้องประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วก็เข้าระบบระเบียบ ปี ๒ ก็เรียนนักธรรมตรี ก็ไม่มีปัญหาครับนักธรรม ขยันอ่าน ขยันท่องก็ได้ แต่นักธรรมเป็นวิชาที่สนุกสนาน ก็เลยขยันอ่าน และไม่ค่อยตก แต่มาประโยค ๑ - ๒ นี่ ไม่รู้เป็นไร สามเณรไม่ชอบ เพราะว่ามีแต่ท่องกับท่อง แบบอาจารย์ท่านให้แนวท่องมา ก็บอกว่าวันนี้ไปท่องนามให้จบอย่างนี้ หรือว่าอาทิตย์นี้นามต้องจบ อย่างนี้ สามเณรก็ท่อง ท่องแค่หน้าละ ๒ - ๓ บรรทัด แล้วก็เล่น เพราะว่า เด็กชอบเล่น ไม่ชอบพิถีพิถันเรื่องการเรียนเท่าไหร่ ปีนั้นสามเณรกะว่าสัก ๗ วันสุดท้าย จะไปดูบาลี แต่ไม่เคยคิดถึงหนังสือเลยว่าหนังสือนั้นมีกี่เล่ม หนังสือมี ๔ เล่ม แล้วก็เล่มหนึ่งก็ร้อยกว่าหน้า คิดดู ๗ วันจะดูทันที่ไหน สามเณรก็ไปดูเอาช่วงติว ภายใน ๗ วันนี้ก็ดูได้สักประมาณ ๒ วัน หาตรงไหนที่น่าออก เปิดตรงไหนก็น่าออกหมด สรุปแล้วก็ไม่ได้ดู พอไปสอบ สามเณรไม่กลัว ไม่ตื่นเต้นไม่เร้าใจอะไรเลย เฉย ๆ กรรมการแจกข้อสอบปุ๊บ บอกว่าอย่าเพิ่งเปิด สามเณรก็ยังไม่เปิด พอกรรมการบอกว่าเปิดได้แล้ว สามเณรก็เปิดเลย เปิดขึ้นมามองดู ตรงไหนนี่ มีในหนังสือหรือ สามเณรมอง ไม่เคยเห็น ตรวจดูหมดแล้วทั้ง ๔ เล่มก็ไม่เจอ หรือว่ากรรมการแจกผิด แจกข้อสอบประโยค ๓ หรือเปล่า ว่าจะถามอยู่ แต่ก็ไม่กล้าถาม ก็เขียน ๆ ไป ปีนั้นพอถึงวันประกาศผล เห็นเพื่อนดีใจ โห่ร้องแบบปีติที่สอบได้ สามเณรก็เลยเอะใจ เขาดีใจอะไรกัน ก็รู้ว่าเกี่ยวกับผลสอบบาลี สามเณรก็เลยไปถามดู มีชื่อผมไหม ไม่มี สามเณรก็เฉย ๆ ไม่สนใจอีก พอตอนฉันเช้าก็ไปปกติ เดินผ่านเขายังไม่ติดรายชื่อ แต่เขามาติดเอาช่วงเวลาก่อนจะไปฉันเพลที่สภาหลังจาก สามเณรก็เดินผ่านไป ก็เห็นเพื่อนเขาไปยืนชี้กันแล้วพูดว่า ผมผ่าน ผมผ่าน สามเณรก็เลยแวะไปดูบ้าง ไปดูรายชื่อประโยค ๑ - ๒ ปกติสามเณรจะอายุน้อยที่สุด รายชื่อก็อยู่ต่ำที่สุด สามเณรก็ไล่ทีละรายชื่อ ทีละชื่อ มาถึงชื่อสุดท้ายครับ ไม่มีชื่อสามเณรนะครับ แค่นั้นแหละครับ เพิ่งรู้ว่าอาการของคนกลืนน้ำลายไม่ลงเป็นยังไง มันจุกที่คอ กลืนน้ำลายไม่ลง น้ำตาแทบจะเล็ด ตอนนั้นแหละครับ หัวใจดวงน้อย ๆ ของสามเณรรู้สึกคิดเพียงว่าปีหน้าจะมุ่งมั่นเอาให้ได้ ตอนเดินไปฉันก็ฉันไม่ลง ฉันน้ำก็ไม่ลง ผลไม้ก็ไม่ลง สรุปแล้วไม่ฉันดีกว่า ก็เลยไม่ฉัน นั่งดูเพื่อนฉันไป มีความสุข เขาสอบได้ คุยกันสนุกสนาน เราก็นั่งเศร้าไม่เห็นมีใครถามเราเลย อย่างนี้ครับ ก็ไม่เป็นไร สอบได้ไปเถอะ เดี๋ยวไปทีหลังก็ได้ หลังจากนั้นก็มุ่งมั่นเต็มที่ ประโยค ๑ - ๒ ปีต่อมาก็สอบผ่าน พอประโยค ๓ ก็ไม่พลาด เพราะว่าตั้งใจดูเต็มที่ กะว่าเห็นพี่เณรรุ่นก่อน ๆ ท่านได้แล้วท่านจะได้รับพัด ตอนนั้นสามเณรตัวเล็ก ๆ คิดว่า พัดนี่ถ้าตั้งแล้วเกือบเท่าเรา ถ้าเราได้จับพัดคงจะประทับใจน่าดู สามเณรก็เลยมุ่งมั่นตั้งใจ ประโยค ๓ ก็ไม่มีปัญหา ได้ ประโยค ๔ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ประโยค ๔ นี่ ปีเดียวเหมือนกัน แต่ปีที่ประทับใจที่สุดก็คงเป็นประโยค ๕ ประโยค ๕ เป็นปีที่ มีข่าวลือมา โจษจันกันว่าคุณยายจะถวายปากกาสำหรับเขียนข้อสอบสนามหลวง ปีนั้น สามเณรก็โจษจัน พูดกันไม่ว่าจะเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่สอบก็คุยกัน พูดถึงกันเกรียวกราวว่ายายจะถวาย บางรูปมาก็บอกว่า ปากกานี่กลั่นอย่างดี เขียนไม่มีติด เขียนลื่นเขียนง่าย ใครเขียนแล้วสอบได้ ปีนั้นไม่เห็นยกชั้นเลย ก็คงจะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ปากกายายอย่างเดียว ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองด้วย ตอนนั้นสามเณรไปรับปากกายาย ทุกคนจะเหมือนกับแม่ทัพที่จะออกศึก เวลาจะได้รับอะไร รับพระราชทานอะไรสักอย่างจากพระราชา เขาจะเอาดาบขึ้นมาใส่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ แล้วก็ทูลขึ้นบนหัว อธิษฐานแบบขนพองสยองเกล้า อะไรทำนองนั้น สามเณรก็สังเกตดู ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ เป็นสามเณร รับมาทูนหัว อธิษฐานกันอย่างดี ปากกาเล่มนั้นไม่เคยใช้เลย จนถึงวันสอบก็จะใช้กัน สามเณรก็เก็บไว้ในกระเป๋า พอถึงเวลาจะจำวัดก็มาไว้ที่ใกล้ ๆ หัวนะครับ แล้วก็กราบ แล้วก็อธิษฐานทุกวัน อธิษฐานทุกวันบอกว่าข้อสอบออกมา ถึงไม่ตรง แต่ก็ขอให้ทำได้ เคยดูมาทำนองนี้ พอถึงวันสอบ สามเณรก็ไปสอบที่วัดมหาธาตุ อยู่ที่กรุงเทพฯ ใกล้ ๆ สนามหลวง สามเณรไปสอบด้วยกันก็เยอะ แต่ไปดูรายชื่อ รายชื่อของสามเณรโดนตัดไปอยู่ชั้น ๓ ชั้น ๑ จะเป็นของภิกษุ สามเณรข้างนอก ชั้น ๒ จะเป็นภิกษุสามเณรวัดเราปนอยู่ แต่สามเณรอายุน้อยที่สุดก็เลยโดนตัดไปอยู่ข้างบนครับ ชั้น ๓ สามเณรก็ขึ้นไป มองซ้ายครับ นี่ก็หลวงพ่อ มองขวานั่นก็พระเถระหรือเปล่า ก็คือมีแต่พระผู้มีอายุ มีเณรอีกรูปหนึ่ง แต่ไม่มาสอบ ชั้น ๓ ก็เลยมีแต่สามเณรรูปเดียว พูดถึงวันสอบ สามเณรก็เหงื่อแตก มือปาดแล้วปาดอีก เหงื่อก็ไม่ยอมหยุด เพราะว่าปีนั้นดูหนังสือได้น้อย ไม่ค่อยมั่นใจ แต่มือที่กำปากกาไปกำแน่น วันนี้ทำไม่ได้ ขอให้มือพาไปก็แล้วกัน ทำนองนี้ กะ ๆ ไว้ พอกรรมการแจกข้อสอบ สามเณรก็ไม่รอแล้ว หลายปีมาแล้ว เปิดพร้อมกันนะ ทำนองนี้ ปีนี้ไม่รอแล้ว ดูเลย เปิดขึ้นมาก่อนเพื่อนเลย ก็ดีใจเพราะเป็นไปตามที่อธิษฐานไว้ อานุภาพยาย อานุภาพปากกา เปิดขึ้นมาก็ไม่นอกเหนือจากที่เคยดูมา แต่พระที่อยู่ด้านหลัง ท่านบ่นให้ฟัง แบบทำนองว่าปีนี้เก็งตรงนี้เรื่องนางกานา ทำไมปีนี้มาออกวิสาขาอย่างนี้ แล้วก็นั่งเขียนไป เขียนตอนแรกเขียนไม่ได้ เพราะว่ามือมันสั่น มันปีติ มันดีใจว่า ข้อสอบตรงนี้เราทำได้ ต้องนั่งทำใจประมาณ ๑๐ กว่านาที แต่ข้างหลัง ๔ - ๕ รูปเริ่มลุกแล้ว บอกกับกรรมการว่า กรรมการปีนี้เก็งกานากัน ทำไมมาออกวิสาขาทำนองนี้ ท่านก็เดินออกไปเลย วันแรกมี ๓๐ กว่ารูป พอวันที่ ๒ หันไปข้างหลังนี่โหรงเหรง เหลือประมาณสัก ๒๐ กว่ารูป เพราะว่าถ้าไม่ได้วิชาแรก วิชาที่ ๒ ก็คงจะไม่ได้ ท่านคิดอย่างนี้ ท่านก็เลยไม่มากัน แต่ส่วนมากก็มีแต่พระผู้มีอายุ ท่านสอบมาหลายปีแล้ว ท่านก็เลยไม่สู้ ขอกลับก่อน พอประโยค ๖ ประโยค ๗ สามเณรดูก่อนสอบประมาณสัก ๑ ชั่วโมง ข้อสอบดูประมาณ ๓ - ๔ รอบ ก็เลยไม่มีปัญหา ประโยคนี้ก็เลยสอบได้ เป็นประโยครับพัดด้วย พอประโยค ๗ ก็สบาย ๆ ก็สอบได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดตามตรง สามเณรดูหนังสือไม่ค่อยได้เยอะ แต่ทำนองว่าจะมีดวงเรื่องเกี่ยวกับข้อสอบ ไม่ถูกก็ใกล้เคียงทำนองนั้น ดูถูกประมาณ ๕ บรรทัดแรก ที่เหลือลุยเอง ใช้ความสามารถพิเศษทำการเขียน คิดแต่ว่ากรรมการช่วยก็แล้วกัน เพราะว่าประโยค ๗ ๘ ๙ เป็นเปรียญเอกแล้ว ผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้ บางทีตัวเดียวตกเลย สามเณรก็กลัว เพราะว่าแต่งเองทั้งนั้น เขียนเอง ไม่ได้ดูในแบบ เพราะว่าดูผ่าน ๆ ตา แต่ก็สอบได้ การสอบบาลีแต่ละปี ก็ใช้ปากกายายมาทุกปี แต่เอาไส้มาเปลี่ยน แต่ปลอกยังเป็นปากกายายอยู่ พอสอบประโยค ๗ เสร็จ ตอนนั้นก็อยู่วัดสร้อยทอง ก่อนที่สามเณรจะกลับมาวันสุดท้าย หลวงพี่รูปหนึ่งท่านก็เดินมายืมปากกา ถามว่า เณร ทำได้ไหม สามเณรบอก ปีนี้ต้องลุ้นหนัก ผมก็ไม่มั่นใจครับ ท่านก็บอกว่าอย่างสามเณรได้อยู่แล้ว ท่านก็ให้กำลังใจ ก็เลยถามท่านว่ามีอะไรครับ ท่านก็บอกว่าจะยืมปากกายาย สามเณรก็ให้ปากกายายไป แล้วท่านก็บอกว่า เดี๋ยวสอบเสร็จเดี๋ยวหลวงพี่จะมาคืนให้ หลังจากสอบเสร็จประมาณสักหลายเดือนผ่านไป ต่างฝ่ายต่างก็ลืม ลืมไปแล้ว ว่าใครยืมของใคร ช่วงนั้นพอมาถึงช่วงที่ใกล้สอบ สามเณรหาปากกายาย หายังไงก็หาไม่เจอ ก็เลยนึกถึงหลวงพี่ที่ยืมไป ก็ไปหาท่านแล้วก็ถามว่าหลวงพี่ครับ ปากกายายผมล่ะ ท่านก็บอกว่า ปากกาอยู่กับหลวงพี่หรือ นึกว่าหลวงพี่ให้ไปแล้ว ยังไม่ให้หรือครับ รู้สึกว่ามันจะหายนะ ปีนั้นก็เลยไม่มีปากกายาย ปีนั้นสอบประโยค ๘ ปากกายายก็ไม่มี ดูหนังสือก็น้อย เพราะว่าประโยค ๘ มี ๓ วิชา แต่ละวิชาจะยากมาก ยิ่งวิชาแรกเป็นการแต่งคาถา ซึ่งต้องรู้ว่าตรงไหนเสียงสั้น ตรงไหนเสียงยาว ต้องแต่งให้ถูก ถ้าผิด ๒ ที่กรรมการมักชอบพูดว่า เอาไปลงถังขยะ ไม่ต้องเอามาเก็บไว้ ปีหน้าค่อยมาสอบใหม่ ท่านจะพูดกันอย่างนี้ เขียนผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้ทำให้สอบตกเยอะเหมือนกัน ตอนนั้นสามเณรไม่มีปากกายาย ดูหนังสือก็น้อย วิชาที่ ๒ ก็เยอะมีจำนวน ๖๓๐ หน้า ดูก็ผ่าน ๆ ตา แต่ก็สู้ นึกว่าปากกายายไม่มี แต่ถ้าใจเรามียายอยู่ในใจ จะทำอะไรก็สำเร็จ สามเณรก็เลยท่องหนังสือ สรุปแล้วปีที่แล้ว ก็เลยสอบได้ประโยค ๘ ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้าย กะว่าจะเต็มที่สักหน่อยหนึ่ง ปีนี้ก็กำลังรีบเร่งดูหนังสือ ต้องรอลุ้นให้คุณโยมช่วยเป็นแรงใจ กำลังใจด้วยก็แล้วกัน สามเณรก็จะพยายามสอบประโยค ๙ ให้ได้ครับ อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ คนฉลาดพึงหวังอยู่เรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่ายเสีย เราได้เห็นด้วยตัวเราเองว่าเราปรารถนาอย่างใดก็ได้เป็นตามที่เราปรารถนาแล้ว สามเณรก็ขอฝากถึงคุณโยมทุกท่านว่าสิ่งใดที่เราตั้งใจไว้ ปรารถนาไว้ ขอให้เรามุ่งมั่นตั้งใจทำให้เต็มที่ อดีตยอดคน เขาก็คนเหมือนกัน เขาทำมาได้ยังไง เราก็ทำให้ได้อย่างนั้น เหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรา ทุ่มชีวิตทั้งชีวิตกว่าจะได้วิชชาธรรมกายมา ท่านต้องสละชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่คุณโยมตั้งใจปรารถนาไว้ ก็ขอให้ทำเต็มที่ และทุกอย่างก็จะสำเร็จดังใจที่มุ่งหมายไว้ เดี๋ยวให้คุณโยมตั้งใจหลับตาระลึกนึกถึงบุญกุศลที่ได้รับในช่วงเย็นของวันนี้ **************************** จบ ****************************