ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สามเณรอย่าดื้อนะ ระวังจะโดนเฆี่ยน

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) สามเณรประสงค์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบขอโอกาส กราบนมัสการพระมหาเถระ คณะสงฆ์ ผู้สังฆชินราช พุทธชิโนรส ผู้รักษาโอสถรสทิพย์แห่งพระนิพพาน ที่ชาวโลกกล่าวขานกันว่าพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระชินวงศ์ สัมมาสัมพุทธเจ้า และสวัสดีพี่เณรและเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เรียกว่าวันนี้เป็นวันดีดิถีศุภวาระสมัยที่กระผมจักได้บรรยายธรรม ด้วยภูมิปัญยาอันเล็กน้อย ด้อยด้วยประสบการณ์ จะขอกล่าวขานอรรถรสบทธรรมสัมมาปฏิบัติ แก่สัตบุรุษพุทธบริษัทผู้ที่ประชุมภิญโญสโมสร ณ บวรนิวาศสถานสภาธรรมพิมานแห่งนี้ ในวโรกาสที่ญาติโยมทุกท่านทุกคนมาประพฤติวัตรบำเพ็ญกุศล งานสวดพระอภิธรรมของคุณยาย อันเป็นบุญพิธีพิเศษที่ชาติหนึ่งมีเพียงแค่ครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้พวกเราลูกหลานทุกท่านจึงตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าเวลาของวันเช่นนี้ เพื่อเป็นการสะดวกแก่กระผมผู้แสดง และเป็นการแจ่มแจ้งแก่ญาติโยมผู้สดับ กระผมจึงขออนุญาตเพื่อบรรยายธรรมแก่ท่านสาธุชนทั้งหลาย ณ โอกาสบัดนี้ ขอเจริญพรคุณโยมทุกท่าน (สาธุ) ก่อนอื่นก็ต้องขอปรับคีย์เสียงหน่อย วันนี้เป็นวันที่สามเณรปีติยินดีอย่างมาก เสียดายถ้าความเป็นปีตินี่ ธรรมาสน์คงจะน้ำท่วมไปแล้วล่ะครับ ก็สามเณรจะเล่า ก่อน ก่อนที่จะเข้าเรื่อง จะขอเล่าเหตุการณ์เมื่อ ๓ วันก่อนให้ฟังสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าเมื่อ ๓ วันก่อนสามเณรได้ทราบข่าวจากพระอาจารย์ อ้อ ลืมไป ก่อน ๓ วันก่อนอีกนิดหนึ่งนะครับ คือเมื่อก่อน ก่อนหน้านี้พระอาจารย์ท่าน ท่านมาแจ้งตอนรวมตัวฉันปานะตอนเย็นท่านก็มาแจ้งว่าสามเณรรูปไหนที่มีใจรักอยากบูชาธรรม บูชาพระคุณของคุณยาย แล้วก็พร้อมที่จะขึ้นแสดงธรรมหรือบรรยายธรรมเล่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณยายที่เคยได้พบได้เจอะได้เจอมา ก็ให้เตรียมตัวไว้ โดยที่ท่านขอให้พี่เณรภันเตก่อน คือเณรที่ใกล้จะบวชแล้วอะไรอย่างนี้ เปิดโอกาสให้ท่านขึ้นก่อน แล้ววันต่อมา วันต่อมาก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ท่านให้สามเณรกุฏิภันเตเรียกอันดับก่อน เรียกลำดับนะครับ เรียกลำดับว่าจะขึ้นลำดับที่เท่าไหร่ สามเณรในฐานะที่ทั้งกุฏิสามเณรมีน้องอยู่รูปเดียว คือเป็นรอง น้องรองคนสุดท้ายในกุฏินะครับ สามเณรก็เปิดโอกาสให้พี่ๆ ท่านเรียกกันก่อน ท่านก็เรียก lucky number ของตัวเองแต่ละรูป รูปหนึ่งท่านก็ปรารภอยากได้ลำดับที่ ๑ เพราะว่าอยากจะเป็น ๑ เหมือนคุณยาย เป็น ๑ ไม่มี ๒ อีกรูปหนึ่งท่านบอกเอาลำดับที่ ๙ เพระว่าลำดับที่ ๙ นี่เป็นเลขดี ลำดับที่ ๙ ๙ ประโยค ประโยค ๙ สอบประโยค ๙ ได้ เอาล่ะ อีกรูปหนึ่งขอวันคล้ายวันเกิด เอ๊ะ เลือกๆ กัน เลือกมา จนกระทั่งทุกรูปเลือกหมด เหลือลำดับที่ ๓ ว่างลง สามเณรก็แลซ้าย เหลียวไปทางขวาที เอ๊ะ พี่เณรเลือกกันหมดแล้ว เหลือสามเณรอยู่รูปเดียว แหงนหน้าไปมองไปตรงกลาง เจอพระอาจารย์พอดี ท่านถามว่าลำดับที่ ๓ ว่าง พร้อมไหม สามเณรตอนนั้นกำลังปีติอยู่ว่าจะได้ขึ้นแสดงธรรมที่บ้านยาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากว่าพร้อมหรือไม่พร้อม ตอบท่านไป ครับ พอตอบครับเท่านั้น ฮึ เราตอบอะไรไป ตายแล้วไปรับพระอาจารย์ พอรับอันดับที่ ๓ ทั้งที่ตอนนั้นคือลำดับที่ ๓ นี่คิดว่าจะต้องขึ้นเย็นวันนั้นเลย ใจถึงแล้ว โอ้โฮ ลำดับที่ ๓ อาจจะต้องเตรียมตัว เอ๊ะ เราจะขึ้นธรรมาสน์ยังไง ตอนไปหน้าโยมมากๆ จะตื่นโยมหรือเปล่า ชักง่าย สั่นขึ้นมา ทันทีทันใดยังไม่ทันขึ้นธรรมาสน์ครับ ก็พอเก็บความปีตินั้นไว้ ก็ถึง ขณะจิตหนึ่งก็คิดขึ้นได้ว่าเราตั้งใจไว้แล้ว แล้วก็ความปรารถนานี้เราไม่ใช่ว่าเราปรารถนาเอาตอนนี้ที่ไหน คือเตรียมตัวตั้งใจอธิษฐานมาทั้งปี คุณโยมทุกท่าน สามเณรตั้งใจอยากจะบูชาธรรมคุณยายด้วยการขึ้นมาเล่าธรรมะเล็กๆ น้อยๆ พอน่ารักๆ ให้คุณโยมทุกท่านได้ฟัง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ที่เลิศที่ประเสริฐทั้งหมดนี่ ล้วนแล้วแต่การให้ธรรมนี่เป็นเลิศที่สุด นี่แกะโดยใจความนะครับ ถ้าแปลโดยพยัญชนะอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าพอเหตุการณ์วันนั้นจบ จบลงด้วยดีนะครับ วันนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นคือ ๓ วันก่อนที่สามเณรพูดนี่แหละครับ พระอาจารย์ท่าน หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จกลับกุฏิ ท่านบอกว่าวันพุธมีคิวว่าง ใครพร้อมบ้าง ก็ไล่กันไปตามภันเต ไล่ไปไล่มาสามเณรเป็นคนเกือบสุดท้าย แต่ละรูปท่านก็บอก ๓ วันครับพระอาจารย์ ผมไม่ค่อยไหวครับ พอไล่มาถึงสามเณร สามเณรตอบท่านไป ยังไม่ทันคิดเลยครับตอบว่าครับ ฮึ ตอบไปอีกแล้วหรือนี่ ตอบไปโดยที่ยังไม่ทันคิด ก็วันนี้จึงได้มีสามเณรมาเล่าธรรมะให้คุณโยมทุกท่านฟัง เพราะคำว่าครับคำเดียว ก็ฟังบรรยากาศของ ๓ วันก่อนไปแล้ว ตอนนี้ก็มาเข้าเรื่องที่สามเณรเตรียมจะมาเล่าให้โยมทุกท่านฟังในวันนี้ ของขวัญชิ้นแรกที่สามเณรได้รับจากคุณยาย คือดวงแก้ว ตอนนั้นประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ หรือ ๓๙ ไม่แน่ใจ คุณยายได้ถวายดวงแก้วขนาด ๓ เซนติเมตร แก่พระภิกษุสามเณรทั้งวัด ซึ่งตอนนั้นสามเณรเองยังอยู่ที่วัดสาขา สามเณรก็ได้รับด้วย พูดถึงวัดสาขาต้องขอแนะนำก่อนว่าสามเณรเองบรรพชาที่วัดพระสิงวรวิหาร โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพสิงหคณาจารย์เป็นอุปัชฌาย์ ตอนนี้ท่านเป็นพระธรรมสิทธาจารย์แล้ว ก็บรรพชาที่นั่นเสร็จ บรรพชาในโครงการสามเณรลูกแก้วฉลอง ๗๐๐ ปีเชียงใหม่ แล้วก็พำนักอยู่ที่สวนแก้ววนาราม จนกระทั่งเสร็จการอบรมก็อยู่ที่นั่น พูดถึงดวงแก้วต่อนะครับ ดวงแก้ว พอได้ดวงแก้วครั้งนั้นเสร็จแล้ว สามเณรรู้สึกว่ามีความผูกพันมาก แล้วก็รักมากดวงแก้วดวงนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคย เออ ไม่รู้จักคุณยายนะครับตอนนี้ ไม่รู้จักคุณยาย มาวัดทีก็อาทิตย์ต้นเดือน เห็นก็ไกลๆ แต่รู้ว่าดวงแก้วนี้ต้องศักดิ์สิทธิ์แน่นอน ถ้าพูดภาษาตามท้องถิ่นต้องบอก ต้องขลังแน่นอน แต่พระอาจารย์ท่านก็ มาแนะนำวิธีบูชาดวงแก้วให้ฟัง ท่านบอกว่าดวงแก้วนี้ชอบของหอมที่มีสีขาว และชอบอาบแสงจันทร์ ตอนนั้นความรู้สึกนึกคิดของสามเณรตอนนั้น สามเณรคิดว่าของหอมคือดอกมะลิ และแสงจันทร์ล่ะ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ แสงจันทร์จะสวย สามเณรก็เลย ถึงวัน ๑๕ ค่ำ ก็พากันไปหาดอกไม้ ตอนนั้นอยู่บนเขา คือที่สวนแก้ววนารามเป็นเขา ป่าสน อยู่บนเขา หาดอกมะลิจะหาได้ที่ไหน ไม่มี สามเณรก็เดินไปเรื่อยๆ คนป่าเผื่อมีดอกไม้ป่าที่มีคุณสมบัติคล้ายๆ กัน ก็ไปเห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีขาว ตอนกลางคืนจะกลิ่นหอมมาก ดอกไม้นั้นคือดอกอูนที่เราทราบกันดีว่านักบุญขุนเขาเอาดอกบุญมาฝากอะไร เพลงนั้นนะครับ ก็พอได้ดอกไม้นั้นมาแล้ว ก็มาเก็บไว้ยามค่ำๆ หลังจากทำวัตรเสร็จตอนกลางคืนครับ ทำวัตรสวดมนต์เสร็จ ก็จะเอาดวงแก้วนี้กับดอกอูนขึ้นไปที่บนลานธรรม พอถึงปุ๊บ ก็จะก่อทรายขึ้น ก่อทรายพูนๆ ขึ้นสูงหน่อย แล้วก็ปูผ้าวางไว้ก่อน จากนั้นก็เอาดวงแก้ววางไว้ หลังจากนั้นเอาดอกอูนวางไว้ แล้วสามเณรก็นั่ง นั่งธรรมะ ดูดวงแก้วไปด้วย ดูพระจันทร์ไปด้วย สังเกตว่าดวงแก้วจะอาบแสงจันทร์ยังไง คือความคิดของเด็กๆ นะครับ สังเกตดูว่าดวงแก้วจะอาบแสงจันทร์ยังไง และสามเณร ด้วยเหตุนี้เองสามเณรจึงรักดวงแก้วดวงนี้มาก ไปไหนสามเณรก็เอาไปด้วย ไป หลายๆ ครั้งที่ต้องออกนอกพื้นที่คือไปที่อื่น จะเล่าตอนที่สามเณรกลับบ้านก็แล้วกันครับ ช่วงนั้นอยู่ที่ข้างบน สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านหลายๆ ครั้ง สามเณรกลับบ้าน พระอาจารย์ท่านก็จะให้ปัจจัยกลับบ้าน ซึ่งข้างบนนั้นจะหาปัจจัยก็ไม่ค่อยมี พระอาจารย์ท่านก็ให้ค่ารถ ตอนนั้น ๓๐๐ หรือ ๕๐๐ สามเณรก็กลับบ้าน เชื่อไหมครับว่าปัจจัย ๓๐๐ หรือ ๕๐๐ นั้นเสียแค่ค่ารถไป ค่ารถกลับหรือว่าอาหารกลางทางนั้น สามเณรไม่เคยจ่ายเลย เพราะอะไร เพราะว่าเวลาสามเณรนั่งฉันไป ฉันไป ฉันเสร็จกำลังจะหยิบซองขึ้นมา ซองปัจจัยที่พระอาจารย์ถวาย พระอาจารย์ให้จะจ่ายกับโยมที่ร้านอาหารอะไรอย่างนี้ ก็มีโยมเข้ามา บอกมื้อนี้ขอถวาย ขอถวายเณร สามเณรก็ โยมถวาย มื้อนี้เป็นเจ้าภาพ สามเณรก็เลยให้พร ซึ่งตอนนั้นเอง สามเณรก็ให้พรอะไรไม่เป็นหรอกครับ เพราะยังบวชใหม่ และนึกได้วันที่บวชก็สอนให้ ให้พรยถาสัพพี ก็เลยเอาสัพพีตีโย จนจบ จบปุ๊บ โยมนึกว่าจะเสร็จ โยมมาพูดใหม่ครับ สามเณรถ้าคราวหน้ามาอีกก็ขอนิมนต์แวะฉันนี่อีก เพราะพูดอย่างนี้ ไปกี่ครั้งกี่ครั้งไม่ค่อยแวะร้านเดิมฮะ เพราะว่าจำไม่ได้ จำไม่ได้ ร้านใหม่เรื่อย ก็เป็นอย่างนี้ประจำฮะ บ่อยมาก แทบทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ปกติต่างจังหวัดนี่เขาจะไม่ค่อยศรัทธา ญาติโยมจะไม่ค่อยพระ จะไม่ค่อยเณรเท่าไหร่ ว่าถวายเณร เณรไม่ขลัง ถวายพระดีกว่า แต่นี่คงจะด้วยอานุภาพดวงแก้วของคุณยาย ทำให้ดลจิตดลใจสามเณรไม่ต้องเสียสตางค์ที่พระอาจารย์ให้มาไปจ่าย แล้วมีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้อัศจรรย์มากที่ข้างบน โยมก็จะได้รู้ว่า อย่างที่สามเณรเล่าไปเบื้องต้นว่ามันเป็นป่าสน ตอนกลางคืนนี้ไฟมีแต่ที่กุฏิ ที่กุฏิของสามเณร ถ้าปิดไฟที่กุฏิก็มืดหมด ได้ยินแต่เสียงลมพัดใบสนตอนกลางคืน บรรยากาศวังเวงน่ากลัวมากนะครับ เพื่อนๆ หลายรูปนี่เจอผีหลอก เจอผีหลอกจริงๆ นะครับ เจอเห็นกันจะๆ บางทีเป็น เป็นแบบ เห็นเป็นรูปคน เป็นคนก็ว่าได้ บางทีเห็นเป็นแสงไฟ แล้วก็มีรุ่นพี่เล่า รูปหนึ่งเล่าให้ฟังบอกครั้งหนึ่งนี่ไปบิณฑบาตตอนเช้า เนื่องจากว่าที่นั่นห่างไกลจากบ้านคน ห่างไกลมาก จะต้องออกบิณฑบาตตั้งแต่ ๕ กว่านิดๆ แล้วกะว่าไปถึงบ้านโยมที่รับบาตรก็พอดีสว่าง อะไรอย่างนั้น ซึ่งตี ๕ กว่านิดๆ ยังมืดอยู่เลยนะครับ ตี ๕ กว่านิดๆ ยังมืด ทำไง พอถึงเช้า ตอนเช้าวันนั้นท่านก็ไปด้วยกับเพื่อนๆ ลงจากที่พัก มันต้องลงเขา และผ่านทุ่งนา แล้วก็ขึ้นเขาอีกลูกหนึ่ง แล้วกว่าจะถึงบ้านโยม พอลงเขาเสร็จ ไปถึงกลางทุ่งนา มีเพื่อนรูปหนึ่งบอก เฮ้ยมีคนมา ท่านก็ไม่ได้พูดภาษานี้หรอกนะครับ ว่าข้างบนเขามีกะเหรี่ยง มีลั้วะ มีเหนือ เออ มีม้งด้วย เป็นภาษาท้องถิ่นนะครับ ตอนนั้นก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ก็ท่าน ท่านบอกมีคนตามมา สามเณรทุกรูปหันไปพรึ่บ ฮึ อยู่ไหน อยู่ไหน ก็ชี้ไป โน่น อยู่โน่น เดินมาเห็นแต่ไฟฮะ ไม่เห็นหน้าเห็นตาคน ทุกคนก็มองไปที่ไฟ มองด้วยความดีใจครับ ว่าเออ มีโยมมา คงจะช่วยอะไรเราได้บ้าง พอนำทาง เพราะว่าตอนนั้นยังมืดอยู่ ก็จะได้ให้นำทาง เอาไฟส่องนำทางไป แต่ว่าท่านก็ชะลอเท้า ฝีเท้าเดิน ค่อยๆ เดินไป เพราะว่ามีคนนำทางแล้ว แต่ว่าระหว่างที่ชะลอฝีเท้านั้นก็มองไฟนั้นไปด้วย รู้สึกว่าไฟนั้นผิดสังเกต เหลียวมองไฟ เอ๊ะ ปกติคนเดินทุ่งนาที่มีข้าว จะต้องเดินตามคันนาเหลียวไปเหลียวมา แต่นี่เดินตรงมาเลย แล้วแถมยังเร็วผิดปกติ โอ้โฮ แค่นั้นแหละครับทุกคนหยุดพรึ่บ มองไปที่ไฟ อะไรมันผิดสังเกตปานนี้ มองไป พอไฟมาใกล้ๆ ใกล้เข้าใกล้เข้า เห็นมีแต่ไฟ ด้ามคบเพลิงก็ไม่มี คนถือก็ไม่มี เอาล่ะซิ งานนี้ทำยังไง ทุกคน สามเณรทุกรูปจับบาตรแน่น เตรียมพร้อม กระเจิงกันเลยครับ งานนั้น ตอนนั้นไม่ทราบว่าวันนั้นท่านได้รับบาตรกันหรือเปล่า เพราะว่ากระเจิงกันกลางทุ่งนาไปแล้ว สามเณรเองก็ต้องขออธิบายตรงนี้นิดหนึ่งนะครับว่าข้างบนนั้นไม่ได้มีแค่เออ เขาเรียกอะไร สัมภเวสี แต่ว่าเป็นชาวเขาแถวๆ นั้น เขาเลี้ยง เลี้ยงของไว้นะครับ เขาเล่นของ เออ วันดีคืนดีก็จะปล่อยของมาเที่ยว คงจะเป็นของที่เขาเล่นไว้ ด้วยเรื่องนี้เองเป็นเหตุที่สามเณรพอฟังจากรุ่นพี่เสร็จแล้ว สามเณรก็คิดเรื่องสนุกๆ ได้เรื่องหนึ่ง คือตอนก่อนบวชนี่สามเณรเคยดูหนัง หนังเกี่ยวกับหนังผีที่เขาฉาย ฉายกันโรงหนังตามชนบทเขาจะมี ฉายโรงหนังแบบเอาผ้ากระสอบล้อมนะครับ แบบเข้าทีก็ ๕ บาท แต่สามเณรไม่ค่อยเสียตังค์ ไปเกาะแขนผู้ใหญ่เข้าไป เสีย ๕ บาท ไม่ยอมจ่าย ก็นึกขึ้นได้ ตอนนั้นนึกถึงเรื่องนี้ว่าเออ เวลาพระเอกหนังนี่เจอผี พระเอกหนังจะวิ่ง วิ่งไปก่อน วิ่งด้วยความกลัวอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช พอวิ่งไปได้สักพักหนึ่ง ก็นึก คือเรามีของดีนี่ มีพระ หยุดและหันหน้าไปทางผี ผี เรามีพระ แล้วก็ยื่นให้ดู แล้วผีก็จะวิ่งหนี อะไรอย่างนี้นะครับ เผื่อว่าตัวไหนที่เหี้ยนๆ หน่อย ผี เราให้พระ แล้วก็คล้องคอไป แล้วผีมันก็จะตายตรงนั้น (หัวเราะ) สามเณรก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเออ เราก็มีของดีนี่ มีคุณยายนี่ครับ มีดวงแก้วคุณยาย มีเหรียญของวัด เราน่าจะลองดูบ้าง ตอนนั้นก็ ตอนนั้นความคิดนี้เกิดขึ้น ก็ไปปรึกษากับเพื่อน คู่ buddy เราจะจับผีกัน จับผีมาอวดเพื่อน ตอนนั้นอยากเป็นพระเอก อยากเป็นเหมือนพระเอกหนัง จะจับผีมาอวดเพื่อน ปรึกษากัน เอ๊ะ จะไปวันไหนดี มันต้องรีบๆ หน่อย ผีจะออกมาดี ก็ดู เอามืดอย่างเดียวไม่ได้ พระอาจารย์เห็นไปเที่ยวตอนกลางคืนป่าเขามันอันตราย เดี๋ยวท่านจะว่าเอา ก็ ก็แอบ แอบไปฮะ วันไหนที่พระอาจารย์ท่านประชุมกันอยู่ ไม่มีใครอยู่กุฏิ นี่ขอเปิดเผยความลับหน่อยนะครับ (หัวเราะ) ปกติไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน วันนี้เอาความลับมาขายหมดแล้ว ก็ ก่อนจะไปก็ปูที่นอนก่อน เผื่อพระอาจารย์กลับมาท่านเห็น นึกว่าไปเข้าห้องน้ำอะไรอย่างนี้ สามเณรก็พอ เอ้าพอได้เวลาก็ชวนเพื่อน ไฟฉายคนละกระบอก ตอนนั้นไป ๒ คน ขึ้นไปบนเขา เอ๊ะ ไปตรวจ ตอนไปนี่ใจเต้นตูบตับๆ เอ๊ะ ถ้าผีมา เราจะทำยังไง ทั้งๆ ที่ทีแรกนี่อยากจะไปจับผี พอขึ้นถึงกลางเขา กลัวผีขึ้นมา แล้วก็จะทำยังไง ก็ตกลงกัน รูปหนึ่งบอก เดี๋ยวผมเอาจีวรคลุม คลุมมิดเลย แล้วจับให้แน่น อีกรูปหนึ่งบอกเอาพระคล้องด้วย จะได้อยู่มั่นๆ จะได้ไม่หลุดไปไหน เอ๊ะ ได้ที ตกลงกันอย่างนี้แล้วก็ เดินหากันจนทั่วเขา ไม่เจอครับ ทำอย่างนี้อยู่บ่อย ไม่เจอสักทีหนึ่ง ไปบิณฑบาตตอนเช้า เขาบอกเจอผีกัน สามเณรไป ก็ไม่เจอ เพราะว่าเอาดวงแก้วยายไปด้วย เอาของศักดิ์สิทธิ์ที่ ติดตัวไปตลอด นี่คงจะเป็นเพราะอานุภาพของ ของศักดิ์สิทธิ์ที่คุณยายได้ให้ไว้ นี่ขนาดของศักดิ์สิทธิ์ที่ ถ้ามองกันหยาบๆ คือ มองข้างนอกเป็นดวงแก้วไม่มีชีวิต แต่ถ้ามองกันอย่างละเอียด อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิตในสิ่งนี้ มีชีวิตอยู่ข้างใน ขนาด ยังเป็นถึงขนาดนี้ แล้วลองคิดดู ของ ของละเอียดๆ อย่างที่บุญ อย่างบุญที่คุณยายให้จะขนาดให้ อย่างที่คุณโยมได้ยินมาบ่อยๆ ก็คือคนป่วยหนักถึงปานตาย คุณยายก็ไปช่วยมาแล้ว แม้แต่พ่อตกนรก คุณยายก็ไปช่วยขึ้นมาได้แล้ว อย่างนี้ ก็ก่อนที่จะจบ ก่อนที่สามเณรจะจบการบรรยายธรรมวันนี้ ก็อยากจะเอาคำสอนยายที่คุณยายได้สอน ขออภัยได้ให้ไว้กับสามเณรทุกรูปมาเล่าให้คุณยายฟัง เป็นคำสอนสุดท้ายที่สามเณรได้ ได้รับจากคุณยาย สามเณรทุกรูปเลยนะครับได้รับจากคุณยาย โยมฟังสามเณรเล่าธรรมะไปวันนี้ จำอะไรไม่ได้ ก็ขอให้จำสามเณรเอาของขวัญชิ้นแรกที่คุณยายให้ กับธรรมะบทสุดท้ายที่คุณยายให้กับสามเณรมาเล่าก็แล้วกันนะครับ ธรรมะบทสุด เออ คำสอนยายที่ให้ไว้บทสุดท้ายนั้นคือ คุณยายท่านบอกว่า สามเณรอย่าดื้อนะ เดี๋ยวเขาจะเฆี่ยนเอา สามเณรอย่าดื้อนะ เดี๋ยวเขาจะเฆี่ยนเอา สามเณรอย่าดื้อนะ เดี๋ยวเขาจะเฆี่ยนเอา คุณยายพูดอย่างนี้นะครับ พูดจริงๆ เลย ย้ำ ๓ รอบ เพราะว่าตอนนั้นคุณยายไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว คุณยายจำได้ สามเณรยังจำได้ วันนั้นคุณยายท่านมาถวายปากกากับขนมแล้วก็ช็อคโกแล็ตกับสามเณรทุกรูปที่เต๊นท์แก้วดวงธรรม ยังจำภาพวันนั้นติดตาอยู่เลยนะครับ คุณยายถวายด้วยความปีติยินดี ยิ้มแย้ม โอ้โฮ อาการของคุณยายวันนั้น ทำให้สามเณรเกิดมาไม่เสียชาติเกิดที่ได้มาอยู่วัดพระธรรมกาย รู้สึกอย่างนี้เลยนะครับ เพราะว่าเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น แม้กระทั่งคุณยายนี่ไม่แข็งแรง ต้องนั่งรถเข็นมา โยมพี่อารีพันธุ์พามานะครับ คุณยายก็ถวายทานด้วยความปีติยินดี พอถวายเสร็จแล้วยังให้แนวทางประพฤติปฏิบัติในชีวิตอีก สามเณรขอใช้คำว่าประพฤติปฏิบัติในชีวิตก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าคำสอนของคุณยายบทนี้นั้น ถึงแม้จะดู สอนแบบเด็กๆ แต่ว่าข้างในนั้นแฝงไปด้วยนัยหลายหลากลึก ยากที่จะบรรยายให้จบนะครับวันนี้ เพราะว่า ว่าอะไร สามเณรขอเอาสักข้อหนึ่งก็แล้วกันนะครับ มาบรรยายให้คุณโยมได้ฟัง คือท่านสอน ท่านสอนว่าสามเณร สิ่งไหนที่ทำแล้ว ทำให้พระอาจารย์ท่านเดือดร้อน ถึงขั้นท่านไปหาไม้เรียวมา แล้วก็มาออกแรงฟาดไปที่สามเณร เฆี่ยนสามเณร สิ่งนั้นแล้วก็ สามเณรเองก็เดือดร้อน ทำให้ต้องเจ็บ แล้วเดือดร้อนกายยังไม่พอ เดือดร้อนใจอีก พระอาจารย์ท่านก็เดือดร้อนใจ ว่าเออ เราเสียใจว่าเรานี่ได้ฟาด ได้เฆี่ยนสามเณรไปแล้ว สามเณรท่านคงเจ็บ และสามเณรเองก็ร้อนใจว่าเอ๊ะ เราอยู่บ้าน ไม่เคยโดนพ่อแม่ตี ไม่เคยโดนพ่อแม่เฆี่ยนเลย คือทั้งชีวิตที่เกิดมาจนกระทั่งมาบวชเข้าเป็นสามเณร ไม่เคยโดนเลย พ่อแม่ประคบประหงมมาอย่างดี แล้วทำไมเรามาอยู่วัด ยังโดนพระอาจารย์เฆี่ยน สึกดีกว่าอะไรอย่างนี้นะครับ ก็คุณยายท่าน ต้องบอกว่าสิ่งนี้ก็อย่าทำ คือถ้ามันร้อนเราร้อนเขาแล้วก็อย่าทำ สิ่งไหนที่เป็นอย่างนี้ แล้วคุณโยมก็สามารถกลับไปใช้ได้นะครับ จำแค่ อย่าดื้อนะ เดี๋ยวเขาจะเฆี่ยนเอา จำแค่นี้นะครับ แล้วก็กลับไปใช้ สิ่งไหนที่ทำแล้ว เดือดร้อนในภายหลังก็อย่าทำ ก็วันนี้ สามเณร ก่อนที่จะ จะจบตรงนี้ไป ก็อยากจะขอเรียนเชิญคุณโยมทุกท่าน ทุกๆ ท่านเลยนะครับ ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาพระคุณของคุณยายโดยพร้อมเพรียงกัน สัพเพ (จบหมด 1/A) PAGE PAGE 9 FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-26 FW-AAT.doc