“พระพ่อ” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแชมป์บาลี
(ม้วน 1/A)
พระมหาสุวิทย์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบขออนุญาตพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก ขอเจริญพร ยอดกัลยาณมิตรทุกท่านนะ (สาธุ)
วันนี้ถือเป็นโอกาสดีเพราะว่าเป็นวันครบรอบ เป็นวันครบรอบการสวดพระอภิธรรม หลังจากที่คุณยายได้ละสังขารจากพวกเราไป แล้วก็ข้อแรกถือว่าเป็นโอกาสดีของหลวงพี่ ต่อไปก็เป็นโอกาสดีของญาติโยม เพราะว่าวันนี้เป็นไงครับ อากาศร้อน อากาศร้อนเป็นการทดสอบตบะ ว่าใครจะยอมแพ้กับอากาศร้อน ทนลุกไปก่อน
หลวงพี่เองนี่ปัจจุบันนี้ก็ได้รับบุญเป็นพระพี่เลี้ยงของสามเณร สามเณรประจำนะ เป็นสามเณรนักเรียนบาลี โดยได้รับหน้าที่ตั้งแต่วันบวชวันแรก หลวงพ่อทัตตะท่านก็ให้หน้าที่มาวันนั้นเลย หลังจากที่บวชเสร็จ ก็อยากจะเล่าถึงประวัติแล้วก็ปกิณกะนานาสาระสมัยเมื่อยังเป็นเด็กน้อยนะ เด็กน้อย ตอนเข้าวัดใหม่ๆ
หลวงพี่เข้าวัดมาเมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ ตอนนี้ก็ ๒๓ แล้วนะ ก็จัดได้ว่าโตมาด้วยน้ำมือของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายมากกว่าครึ่งชีวิต โตมาอยู่กับวัดแล้ว เพราะว่าหลวงพ่อท่านเลี้ยงดีนะ สมัยก่อนหลวงพ่อทัตตะท่านอยากให้ลูกเณรโต ตัวใหญ่ๆ เหมือนฝรั่ง ท่านก็ไปปรึกษาผู้ชำนาญการฝ่ายโภชนาการ เมื่อได้ข้อตกลงแล้วก็มาประชุมกับพระพี่เลี้ยง ก็เป็นอันตกลงว่าให้สามเณรดื่มนมทุกเช้า ดื่มนม สมัยก่อนตอนเช้าๆ นี่ หัวหน้ากุฏิต้องไปต้มน้ำฮะ ทวินกระป๋องใหญ่ ต้มนมมา แล้วก็ฉันกัน รูปละ ๑ กระติก ๑ กระติก พร้อมกับไข่ต้ม ไม่ใช่ ไม่ใช่นมอย่างเดียวด้วย ไข่ต้มด้วย เป็นสูตรเร่งรัดนะฮะ สูตรเร่งรัดเพราะว่าหลวงพ่อท่านอยากให้โตเหมือนฝรั่ง
สมัยก่อนนั้นนี่ กิจวัตรกิจกรรมสามเณรนี่ถือว่าแน่นมากฮะ เพราะว่าแต่ละองค์นี่แทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยนะ จะมีเวลาก็ตอนกลางคืนประมาณ ๑ ชั่วโมง ที่ไว้สำหรับท่องหนังสือ นอกนั้นเป็นกิจวัตรกิจกรรมที่หมู่คณะจัดสรรขึ้น พระพี่เลี้ยงท่านจัดสรรขึ้นเพื่อเป็นการฝึกฝนอบรมตัวเอง จะมีเวลาท่องหนังสือนี่ จะเป็นเวลาแบบฉาบฉวยเอานะ ฉาบฉวยเอา อย่างเช่นเวลาเดินบิณฑบาตถือหนังสือไป ถือหนังสือไป เดินข้ามถนนก็ต้องหยุดดูแป๊ปหนึ่ง พอข้ามไปเสร็จแล้วก็ดูต่อ จนกระทั่งเจอผู้มีบุญใส่บาตร ก็เก็บหนังสือแล้วก็รับบาตร เป็นอย่างนี้นะทุกวัน เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนญาติโยมที่ใส่บาตรนี่ก็จะเห็นจนคุ้นตานะ ชินตาไปเลย
สมัยก่อนตอนเช้าๆ นี่มีกิจกรรมพิเศษคือการไปกวาดวัด อย่างที่หลวงพี่มหาวีรวัฒน์ ได้เคยเล่าไปเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้ว ต้องไปกวาดวัด อย่างที่ท่านบอกแล้วว่าแต่ละองค์นี่ก็ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นสิงห์ปั่นซาเล้ง ปั่นซาเล้งกันแบบเต็มที่ แต่ละองค์ก็วัยรุ่นทั้งนั้นฮะ ปั่นกันไปนี่ ประมาณ ๑๐ คัน หน้าวัด หลังวัด ก็ช่วงนั้นแหละจะได้เจอยาย จะได้เห็นยาย เวลายายมา ท่านก็เห็นเณรกวาดใบไม้อย่างนี้ ท่านก็จะมา มาแล้วก็ มาสอนฮะ สามเณรกวาดนี่ กวาดเอาแบบ เอาเสร็จรวดเร็วทันใจ แต่ยังใช้ไม่ได้ ยายก็จะมาสอนกวาดแล้วต้องเก็บนะ ยายสอนให้กวาดแล้วเก็บด้วย บางคนกวาดแล้วกองไว้ ยายมาเห็น วันต่อมาก็จะมาบอกว่ากองไม่ได้ กวาดแล้วต้องเก็บให้เสร็จภายในวันนั้น แล้วเผื่อมีงูเงี้ยวเคี้ยวขอนี่มาอาศัยอยู่ เวลาเก็บเราจะอาจเป็นอันตราย
แล้วก็จะเห็นยายนั่งรถสามล้อ แล้วก็มีจะฝูงไก่ นกยูง แค่พอยายนั่งสามล้อผ่านไปที่ไหน ได้ยินเสียงกระดิ่ง ไก่มาจากทั้งทิศทั้ง ๔ อยู่ฝั่งคลองทางโน้นก็ยังบินข้ามมานะ อุตส่าห์บินข้ามมา วิ่งตามยายกันเป็นแถว เป็นความอัศจรรย์ใจของสมัยนั้นนะ สมัยเป็นเด็กๆ ก็ตอนนั้นนี่มีโอกาสได้พบ ได้พบยาย ช่วงเช้า
อีกช่วงหนึ่งก็คือช่วงต้นเดือน สมัยก่อนนี่ก็เป็นความคิดแบบเด็กๆ อีกเช่นกัน เพราะว่ากว่าจะได้เห็นหลวงพ่อ ได้เห็นยายนี่ยาก เดือนหนึ่งจะได้เห็นระยะประชิดตัวนี่ ใกล้ห่างระยะ ๒-๓ เมตรนี่ คือท่านเดินผ่าน state นะ เลยเห็น เวลาท่าน พอใกล้ๆ ๙ โมงครึ่งปุ๊ป ก็เตรียมหันไปดูแล้ว ท่านจะนั่งรถออกมาจากประตู ๓ เราก็จะนั่งดูกัน จนหลวงพ่อมาระยะใกล้ ดูด้วยความปีติเบิกบาน เพราะว่าถือว่าเป็นภาพที่หาได้ยาก สมัยก่อนคิดอย่างนี้นะ เพราะเดือนหนึ่งจะมีโอกาสได้เห็นนี่ยากมาก ดูด้วยความเลื่อมใส แต่ก็ยังไม่ค่อยคิดอะไรนะตอนสมัยเด็กๆ
แต่ว่าจากจุดนั้นแหละได้ดูทุกวันต้นเดือน จากจุดนั้นนี่ก็เป็นความรู้สึกดีๆ เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่ได้เพาะอยู่ในใจ เติบโตมาทีละน้อยนี่ เพราะว่าหลังจากได้อยู่วัดนานขึ้น ได้ฟังคำสอนของพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงเล่าถึงประวัติครูบาอาจารย์ของยาย ของหลวงพ่อธัมมะ ประวัติการสร้างวัดต่างๆ ก็เป็นความศรัทธาที่ปลูกขึ้นมาในใจ เติบโตขึ้นมาทีละน้อย แล้วก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
ตอนนั้นนี่ในใจก็เริ่มคิดแล้วว่า เออทางนี้แหละถูกต้องที่สุดแล้ว เรานี่จะสร้างบารมีอยู่กับหลวงพ่อนี่ให้ได้ตลอดชีวิตนะตอนนั้นนะ คิดตั้งแต่เด็ก แล้วก็อีกช่วงหนึ่งที่เราจะได้เจอคุณยายก็คือช่วงใกล้สอบ หลายๆ องค์ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาบาลีนี่ ถ้าขึ้นมาบนธรรมาศน์นี้นะฮะ ถ้าพลาดไม่ได้ในการเล่าเรื่องคุณยายถวายท๊อฟฟี่ ถวายช็อคโกแลต หลวงพี่ก็เช่นกัน เพราะเป็นนักเรียนบาลี คุณยายถวายช็อคโกแลต ท๊อฟฟี่ ตอนนั้นนี่คุณยายก็จะบอกว่าใครฉันช็อคโกแลตยายก็ให้มีปัญญามากๆ ให้สอบได้ พอเราฟังอย่างนั้นปุ๊ป ก็ได้โอกาสนะ อยากเก่งอยู่แล้วนักเรียนบาลี ก็เลยฉันก่อน เดิมพันก่อน ๑ เม็ด เดิมพันไปก่อน ที่เหลือเอาไว้ทำอะไร
ที่เหลือก็เอาไว้วันสอบ ถือติดตัวไปเลย ใส่กระเป๋าพกไป ถือว่าเป็นปานะพิเศษ ข้างๆ มีลูกอม ในมือมีปากกายาย ด้านหน้ามีดวงแก้วของยาย แล้วก็รูปหลวงพ่อ ถือว่าเป็นความอุ่นใจ เวลาเขียนนี่นึกๆ นึกบาลี นึกข้างไหนไม่ออกนี่ ก็หันไปข้างๆ เอาลูกอมยายมาฉัน ฉันแล้วนี่มันก็มีความรู้สึกว่าปัญญาจะเกิดขึ้นทันทีนะ ในมือก็ถือปากกายาย ความมั่นใจ เขียนได้แน่ๆ ด้านหน้ามีดวงแก้ว พระข้างๆ วัดข้างนอกมอง สงสัยองค์นี้เพ่งกสิณ ก็จะเป็นอย่างนี้
แต่ว่าก็ปรากฏว่าครั้งใดที่ทำแบบนี้นะ สอบได้ทุกปี คงจะเป็นเพราะว่าเมื่อใจเราอยู่กับสิ่งที่ครูบาอาจารย์ให้มานี่ ใจมันเป็นบุญเป็นกุศลนะ บุญก็ได้โอกาส อาจจะเป็นกุศโลบายของคุณยายหรือเปล่า หลวงพี่ก็ไม่ทราบนะ คิดเอาแบบเด็กๆ
แต่สิ่งที่ได้มานี่ จากการที่ได้เห็นคุณยาย ได้เห็นหลวงพ่อนี่ สิ่งที่ได้มาเกิดขึ้นในใจก็คือความรักบุญ กลัวบาป แล้วก็เชื่อว่านรกสวรรค์มีแน่นะ เวลาเจอลูกพระลูกเณรนี่ ท่านก็บอกยายไม่มีลูกนะ พระเณรทุกองค์เป็นลูกหลานยาย แล้วท่านก็จะเล่าถึงสิ่งที่ท่านได้สร้างบารมีมาสมัยเมื่อท่านยังแข็งแรง สมัยทำวิชชานี่ ไปช่วยพ่อบ้าง ปัดลูกระเบิดบ้าง
แล้วหลวงพี่สังเกตดูนัยน์ตาของท่านนี่เวลาเล่าเรื่องเหล่านี้ นัยน์ตาของท่านจะเป็นประกายนะส่องสว่าง มีแวว ท่านเล่าด้วยความปีติทุกครั้ง แล้วก็ทุกครั้งที่เจอก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง จะเป็นเรื่องที่ท่านเล่าด้วยความประทับใจ เพราะว่าจริงๆ แล้วนี่ แต่ละท่านจริงๆ แล้วต้องมีความประทับใจอยู่ช่วงชีวิตใดชีวิตหนึ่งอยู่แล้วนะ แต่ใครจะสร้างความประทับใจเป็นภาพดีๆ ในใจที่มีคุณค่าพอที่จะเล่าให้คนรุ่นหลังฟังได้
หลังจากที่หลวงพี่ได้เรียนบาลีมานี่ สอบผ่านมาเรื่อยๆ ในใจก็มีความคิดช่วงที่ยายเริ่มจะ ค่อนข้างจะไม่ค่อยแข็งแรง หลวงพี่ก็มีความคิด คิดว่าเรานี่จะต้องสอบได้ประโยค ๙ แข่งกับเวลาที่คุณยายนี่ก่อนที่ท่านจะละสังขารไป หลวงพี่มีความตั้งใจอย่างนั้น แม้แต่ช่วงเวลาที่วัดเรามีช่วงวิกฤต พระเณรอาจจะไม่ค่อยว่างจะต้องไปประจำตามจุดต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัย ก็ไม่เว้นว่างจากหนังสือบาลีต้องพกไปด้วยนะ ว่างเมื่อไหร่ดู ว่างเมื่อไหร่ดู เป็นอย่างนั้น
แต่ว่าก็มีอันให้ต้องเป็นไป พลาดท่า สมัยตอนเรียนประโยค ๙ ปีแรก พลาดท่า ไม่ทันยาย ก็เป็นความเออ เจ็บใจลึกๆ เจ็บใจลึกๆ ที่ว่าเรานี่เสียโอกาสที่ความตั้งใจที่เราจะทำไว้ แต่ว่าก็คิดใหม่นะ คิดใหม่ หลวงพ่อได้ให้โอกาส เอาอัญเชิญสรีระยายมาให้เราได้บำเพ็ญกุศลกัน ถือว่าเป็นโอกาส หลวงพี่ก็เลยคิดใหม่ว่ายังไงต้องสอบให้ได้ก่อนที่สรีระยายจะถึงวันที่สลายร่าง หลวงพี่ก็เต็มที่นะกับชีวิต ดูหนังสือเต็มที่เลย ไม่หวั่นนะ วันไหนไม่ว่างก็หาเวลาเอา ดึกดื่นค่อนคืนก็ดูเอา ต้องดูให้ได้ทุกวัน เพราะบาลีนี่เป็นเรื่องแปลกนะ ถ้าเว้นวันดูสัก ๓ วันอย่างนี้ ๗ วันเว้นซ้อมดนตรี อักขระ ๕ วัน หนีเนิ่นช้า แต่บาลีไม่ถึงวันก็เรียบร้อย เหมือนต้องมาทบทวนใหม่ เป็นอย่างนี้
แล้วก็หลวงพี่นี่เมื่อสอบได้แล้วนี่ แต่จริงๆ ก่อนจะสอบได้นี่นะ ต้องพึ่งบุญมากเลย ปีนี้จริงๆ แล้วต้อง จะว่าสอบได้เพราะบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้วก็คุณยายนี่ เพราะว่าหลวงพี่นี่ก็ได้ทราบว่าญาติโยมหลายๆ ท่านเวลาอธิษฐานอะไรนี่ สำเร็จทุกอย่างนะ เวลาอธิษฐานกับยาย หลวงพี่ก็เอาบ้างนะ เอาบ้าง จนทุกวันมาเลย ถือดอกบัวมาอธิษฐานกับยายทุกวัน ทุกวัน ไปเจดีย์ก็อธิษฐานทุกวัน ทำบุญอะไรก็อธิษฐานทุกวันนะ
เก็บกระโถนก็อธิษฐานขอให้สอบได้ เก็บขยะก็ขอให้สอบได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะมันเกี่ยวกันยังไงนะ แต่ว่ามาคิดเอาทีหลังแล้วกันว่าคงจะเป็นบุญช่วยแหละ เพราะว่าเก็บกระโถนเก็บขยะ เราเสียเวลาเก็บแต่ได้บุญ บุญนี้ที่เราเสียเวลา แทนที่จะเอาไปดูหนังสือหนังหา เราก็มาช่วยเพื่อนเก็บกระโถนนี่ บุญนี้ก็ขอให้ข้าพเจ้าย่นย่อเวลา ขอให้สอบได้ เก็บขยะ สิ่งไหนที่เป็นข้อเขียนที่เราเขียนผิดพลาดไปบนกระดาษสอบ อานิสงส์จากการเก็บขยะบนพื้นดิน ขยะนี่พอถูกเก็บไปพื้นดินก็สะอาด กระดาษสอบของเรานี่ ตรงไหนที่ผิดพลาดไปจากการที่เราเก็บขยะ ก็ขอให้สิ่งผิดพลาดบนกระดาษหายไป กรรมการให้เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกก็เป็นถูกยิ่งๆ ขึ้นไป เห็นแล้วถูกอก ถูกใจ ถูกพระทัย ก็อธิษฐานกันไปเรื่อย แต่ว่าเป็นความจริง
บุคคลสำคัญนะ บุคคลสำคัญที่ทำให้หลวงพี่มีกำลังใจสอบได้นี่นะ เราก็คงรู้อยุ่แล้ว พอบุคคลสำคัญนะ ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ประมาณ ๓ ปีที่แล้วนี่ ท่านโอ้โฮ เต็มที่เลยนะ พอรู้ว่าสอบไม่ได้ยกชั้นนี่ ท่านเต็มที่เลย มาเลยถามว่า เรียกประชุมนักเรียนทั้งหมด ถามใครทำไมตก ทำไมถึงสอบไม่ได้ แต่ละคนต้องรายงาน รายงานความผิดพลาดข้อบกพร่องของตัวเองนี่ เมื่อหลวงพ่อได้รับทราบแล้วว่าส่วนหนึ่งจากการที่ไวยากรณ์พื้นฐานไม่แม่น ตั้งแต่นั้นมาท่านก็มานั่งฟังเราท่องไวยากรณ์ทุกวัน ถือว่าเป็นความสุขของท่านนะ เพราะท่านบอกว่าเออ ได้ฟังลูกๆ ท่องไวยากรณ์เหมือนได้ฟังเสียงสวรรค์ ลูกๆ ก็ได้บุญไปตอนนั้น ก็ขอแบ่งบุญให้ทุกท่านเลยนะ
ตอนนั้นนี่ไวยากรณ์นี่ปกติมีอยู่ ๔ เล่ม ท่องวันละเล่มให้หลวงพ่อฟัง ก็ตกเล่มหนึ่ง บางเล่มก็ ๔๕ นาที บางเล่มก็เกือบชั่วโมง ก็ต้องท่องให้ท่านฟังทุกวัน ท่านก็จะนั่งหลับตาฟังตลอด แล้วก็ยกย่อง ยกกำลังใจ ยกใจของเราให้มีกำลังใจที่จะสอบยกชั้นให้ได้ ท่านก็จะมาให้กำลังใจทุกวันนะ เล่าถึงบุคคลสำคัญบ้าง เล่าถึงประวัติของท่านบ้าง
แล้วจริงๆ แล้วนี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เป็นอดีต จะว่ายังไง แชมป์ท่องไวยากรณ์ สมัยก่อนท่านบวชใหม่ๆ อยู่วัดปากน้ำ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ ยังไม่รู้ พอดีเหตุการณ์วันหนึ่งนี่ไฟมันดับ ไฟมันดับ ปกติคนนำนี่จะถือหนังสือ เพื่อนถือหนังสือเด็ดขาด หลวงพ่อไม่ให้ถือ หลวงพี่นำ หลวงพี่ตอนนั้นเป็นเณร เป็นหัวหน้าสามเณร นำท่องไวยากรณ์ทุกวัน เผอิญวันนั้นไฟดับ ตายแล้ว หนังสือดูไม่ได้ จะทำยังไงดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ พอดีในห้องนั้นเป็นห้องแอร์ ร้อนฮะ ท่านก็เลยให้ไปออกนั่งที่สนามหญ้า ไปนั่งที่สนามหญ้า เผอิญนะ มันใกล้ตอนเย็นๆ ช่วงเย็นๆ โพล้เพล้แล้ว ยุงวัดเราก็เริ่มมา ปกติยุงวัดเราก็เชื่องใช่ไหม สะกิดก้นแล้วยังไม่ยอมหนี มันก็เริ่มจู่โจมสามเณรที่ท่องหนังสืออยู่ รวมกระทั่งกัดหลวงพ่อด้วย
เราก็ชักใจไม่ดี เห็นหลวงพ่อโดนยุงกัดแล้ว ก็เลยท่องลัดนะ อันไหนเว้นได้เว้น อันไหนลืมแล้วก็รีบทำเป็นแกล้งลืม ท่องไป อันไหนข้ามได้ข้ามเลย ปรากฏว่าเล่มนั้นนี่ใช้เวลา ๔๕ นาที หลวงพี่ท่องเหลือครึ่งชั่วโมง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เกิดอาการแปลกใจ ท่านก็ลืมตาขึ้นมา แล้วก็ถามว่าอ้าว ทำไมจบไวจังวันนี้ ก็เลยต้องกราบทูล เออ กราบเรียนท่านไปว่า (หัวเราะ) เลยต้องกราบเรียนท่านไปว่า อ๋อ พอดีกระผมเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อโดนยุงกัดครับ ก็เลยท่องลัด เผื่อว่าหลวงพ่อจะได้ไม่โดนยุงกัด หลวงพ่อบอกโอ๊ย ไม่ต้องกลัวนะท่องใหม่อีกรอบ ก็เลยเป็นอันว่าต้องได้ท่องใหม่นะ แต่ก็ยังท่องไม่ครบหรอกนะ อันไหนบางอันจำไม่ได้ก็พยายามลัดให้น้อยที่สุดนะ
แล้วก็จากช่วงนั้นนี่ ก็เป็นความผูกพันอย่างใกล้ชิดระหว่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อกับลูกเณร ช่วงนั้นก็เลยมีการแต่งกลอนถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นแบบคล้ายๆ จดหมาย แต่ว่าเราแต่งเป็นกลอน แต่งไปให้ท่านตอนเย็นวันรุ่งขึ้นท่านแต่งกลับคืนมาให้เรานะ แต่งกลับไปกลับมาอย่างนี้เยอะแยะเลยนะ หลวงพี่หยิบมาแค่เศษหนึ่งส่วนสิบ เผื่อว่าจะมาอ่านให้ท่านผู้มีบุญฟังนะ ก็เลยจะมาลองอ่านให้ฟังนะ ฟังสามเณรท่านแต่งนะ
หัวใจพ่อแกร่งกล้า เกรียงไกร
แม้ว่างานยิ่งใหญ่ พ่อสู้
พ่อทำอย่างไรไร วอนบอก
ลูกๆ ขอเรียนรู้ สู่ห้วงเมธี.
หลวงพ่อท่านก็แต่งตอบมา
หัวใจพ่อแกร่งด้วย ธรรมกาย
ท่านสับซ้อนมากมาย จึ่งสู้
ใจมุ่งสู่เป้าหมาย ที่สุด ธรรมเฮย
ทำดั่งนี้โปรดรู้ ตรึกไว้ในใจ.
ลูกเณรก็เขียนตอบไปอีก
วันเวลาล่วงแล้ว ลับตา
หวลผ่านมิหวลมา อยู่ยั้ง
แต่ใจลูกตั้งหน้า ทวนฟิต บาลี
ก็เพื่อมิพลาดพลั้ง ยกชั้นดั่งใจ.
นะ ต้องการจะยกชั้นให้ได้ดั่งใจหลวงพ่อนะ หลวงพ่อท่านก็เลยแต่งตอบมาว่า
บ่มีใครอาจยั้ง เวลา
แต่ดึกดำบรรพ์มา ก่อนกี้
ล่วงแล้วล่วงลับลา ล่วงลี้ ลาเลย
เมื่อลูกรู้ ดั่งนี้ ฟิตให้สุดใจ.
ยังมีอีกหลายบทนะ ก็คิดว่ายังอยากจะฟังต่อใช่ไหม (หัวเราะ) ก็บทต่อไป
พระ พ่อพริ้งเพริดแพร้ว เพ่งเพียร นะอยากเล่นสำนวน
ราช รักรบรุดเรียน เรื่องรู้
ภาวนา หน้าเนียน หนักแน่น
วิสุทธิ์ สดใสสู้ สุดสร้างสรรสี.
นะ หลวงพ่อท่านก็เลยแต่งคืนมาว่า
ลูกเขียนได้เพราะพริ้ง แพรวพราย
พ่ออ่านงงตาลาย หมดแล้ว
หัวใจแทบวางวาย ไม่รู้ เรื่องนอ
แต่ก็รักลูกแก้ว ที่ให้ยาหอม.
เป็นยาหอมท่านนะ เพราะว่ากลอนนี้อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องนะ ลูกเณรก็เขียนต่อไป
ลูกจะเพียรภาคทั้ง ปริยัติ
ควบคู่ปฏิบัติ หยุดไว้
ปฏิเวธแจ่มจรัส แน่วแน่ ปณิธาน
เต็มหมดสามปอไซร้ ลูกแก้วธรรมกาย.
หลวงพ่อก็ตอบมา
เออ ดีแล้วลูกเอ้ย คิดดี
ขออย่าคิดบางที เท่านั้น
ถ้าคิดคิดทั้งปี นะลูก
ชีวิตเราแสนสั้น อย่ายั้งความเพียร.
ยังมีอีกนะ ยังไม่หมด นี่แค่เศษหนึ่งส่วนสิบ ก็จะขอเสนอสัก ๕ ใบ เมื่อกี้เพิ่งหมดไป ๒ ใบ
ลูกเรียนบาลีนี้ ดีจริง
เป็นคำสอนบอกทุกสิ่ง จดไว้
ถ้าหากไม่ละทิ้ง เพียรตาม ปฏิบัติ
ลูกคงจะต้องได้ ขุมทรัพย์ภายใน.
หลวงพ่อก็เขียนตอบมานะ
ลูกมีบุญมากเน้อ ได้เรียน
อย่าเกียจคร้านหมั่นเพียร เพ่งไว้
ค่าล้ำกว่าวิเชียร หมื่นหล้า เชียวนา
จำท่องคล่องปากได้ ปากนั้นมีแสง
เณรก็เขียนต่อไปว่า
บาลียังอยู่คู่ฟ้า เพียงใด
ลูกจะทุ่มหทัย เรียนไว้
เปล่งประกายแผ่ไป ทั่วโลก
ขอเพียงสรรพสัตว์ได้ หลุดพ้น สุดธรรม.
พ่อก็เขียนตอบมา
บาลีจะคู่ฟ้า อนันต์กาล
ไว้ส่องทางนิพพาน พุทธเจ้า
ให้สัตว์จิตชื่นบาน หลุดห้วง ทุกข์เฮย
หมั่นตรึกทุกค่ำเช้า จักพ้นสังสาร.
ยังมีอีก อันนี้ท่านแต่งมาให้ตอนใกล้จะสอบแล้ว
เกือบจะใกล้สอบแล้ว บาลี
หมั่นฟิตทวนให้ดี ลูกแก้ว
ยกชั้นแน่ปีนี้ เป็นอัศ- จรรย์เฮย
โลกธาตุคงไม่แคล้ว สั่นสะท้านโมทนา.
โอมเพี้ยงให้ลูกน้อย ทุกองค์
เขียนตอบข้อสอบจง ตอบได้
ให้ทั่วโลกมึนงง สอบได้ อย่างไรแฮ
ทั้งที่กิจกรรมไซร้ มากล้นเหลือหลาย.
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งในหนึ่งส่วนสิบ เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังอุตส่าต์แต่งเพลงให้อีก แต่งเพลงเกี่ยวกับเรื่องการเรียนบาลียกชั้นอย่างที่เราได้ฟังวันที่พระภิกษุสามเณรออกมารับทุนการศึกษา นั่นก็เป็นหนึ่งในเพลงที่หลวงพ่อท่านแต่ง แล้วก็เพลงที่เปิดวันตอกเสามงคลที่โรงเรียนปริยัติธรรม นั่นก็อีกเพลงหนึ่ง
และหลังจากที่ท่านลงมา มาลุยให้โอวาท ให้คำสอนยกย่อง ยกใจ พอช่วงใกล้สอบนี่ พอไปสอบไปติวที่วัด วัดของพระอาจารย์ที่ท่านมาสอน หลวงพ่อก็ยังตามส่งโอวาทไปให้อีกนะ ท่านส่งโอวาทไปเป็น เออ ได้คร่าวๆ ว่าปีนี้นี่หลวงพ่อเสียอะไรไปหลายๆ อย่าง เสียทั้งคุณยาย เสียทั้งป้าหวิน เสียทั้งโยมแม่ เสียทั้งอิสรภาพในการที่จะเผยแผ่งานพระศาสนา แต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อยังไม่เสียคือแชมป์ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของทุกองค์ที่ต้องรักษาแชมป์ เท่านั้นแหละ ทุกองค์ก็ทุ่มสุดใจ ดูหนังสือกัน ดูกันเอาเป็นเอา เอาเต็มที่นะ เต็มที่ทุกองค์
และจุดประสงค์จริงๆ ของการยกชั้นที่หลวงพ่อท่านต้องการให้มีนี่ เพื่อที่จะกระตุ้นสังฆมณฑล ท่านจึงมากระตุ้นพวกเราก่อน ให้เกิดการเรียน เพราะว่าพระเถระข้างนอกได้เคยชี้แนะมาว่าจริงๆ แล้วนี่ งานอื่นๆ นี่ ทางข้างนอกจะไม่ค่อยได้เห็น แต่สิ่งที่จะ ทุกรูปจะใส่ใจก็คือผลการสอบ ผลการสอบ เพราะทุกๆ ปีนี่จะมีการจัดอันดับของการสอบ ใครสอบได้เยอะ ก็ขึ้นเป็นแชมป์ หนังสือพิมพ์ก็จะลง พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เลยเน้นเรื่องการสอบให้ได้เป็นแชมป์ ถึงจะไม่ได้ยกชั้นนะ แต่เป็นหน้าที่ต้องรักษาแชมป์
และทั้งหมดนี้นี่ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทุกๆ ปีที่เราได้แชมป์ จะขาดไม่ได้นะ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีหลวงพ่อนะ ไม่มีคุณยายที่เป็นประดุจธงชัยให้เรามอง ให้เราดู ท่านสั่งไปทางไหน เราไปทางนั้น ถ้าเกิดว่าไม่ได้ ไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายนี่ หลวงพี่ก็เชื่อว่าทุกๆ องค์ก็คงจะไม่มีไฟขนาดนี้ ที่จะรักษาแชมป์จน ๕ ปี ปีแล้วปีเล่า จนครบ ๕ ปี
พวกเราก็เช่นกันถือว่าเป็นโอกาสดีเป็นบุญ เป็นโชคของเราที่ได้ครูบาอาจารย์ ที่เลิศที่ประเสริฐที่สุด ความรู้ในวิชชาที่ดีที่สุดก็อยู่ที่นี่ อยู่แต่ว่าพวกเรานี่จะเต็มที่ขนาดไหน ขอเพียงแค่ว่าเราทุกท่านนี่หลวงพ่อสั่งอะไร บอกอะไร แนะนำอะไร เราทำตามอย่างเดียว ลำบากตัวเราเองนี่ปัญญาก็คงจะคิด ไม่ถึง ไม่ลึกซึ้งมากพอในการที่จะทำชีวิตของเรานี่ให้คุ้มค่ากับการเกิดมาในชาตินี้ เราก็จึงต้องอาศัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่เป็นผู้ชี้นำทางนะ
ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่ยังมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อคอยชี้นำ ชักจูงพวกเราให้ดำเนินไปในเส้นทางธรรม จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ตอนนี้ก็พอสมควรแก่เวลา เป็นโอกาสดี ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านนะ นั่งหลับตานึกถึงพระคุณของคุณยาย
สัพเพ จบ....
หน้า PAGE 11
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-17 FW-AAT.doc