ด้วยบุญที่ทำกับคุณยาย
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีครับเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
๑๑ พรรษาที่ผ่านมา. อาตมามีโอกาสได้พบเห็นคุณยายอาจารย์บ่อยครั้งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพรรษาแรก เนื่องจากตั้งแต่บวชอุทิศชีวิตมา ก็ได้อยู่สร้างบุญบารมีที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมมาโดยตลอด ซึ่งสถานที่ก็จะอยู่ใกล้กับที่พักของคุณยายนั่นเอง สมัยนั้นในช่วงเย็นๆ คุณยายท่านมักจะออกมาเดินออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ และในช่วงเย็นๆ อีกเช่นกัน สามเณรใหม่องค์น้อยๆ ก็จะออกมารับบุญพัฒนาโรงเรียนกัน ไม่ว่าจะเป็นตัดหญ้า ถอนหญ้า รดน้ำ พรวนดิน หรือกวาดถนนก็ตาม
คุณยายท่านจะรักใคร่เมตตาสามเณรมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ท่านเห็นสามเณรกำลังรับบุญทำความสะอาดอยู่ เนื่องจากท่านจะรักความสะอาดมาก บ่อยครั้งเลยทีเดียว ที่ท่านมักจะนำเอาไอศกรีมมาถวายสามเณรในช่วงระหว่างรับบุญ และขณะที่คุณยายกำลังจะนำเอาไอศกรีมมาถวายสามเณรนั้น สามเณรใหม่องค์น้อยๆ ก็จะรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนว่า ”คุณยายอาจารย์จะถวายไอติมแล้ว...” จากนั้นก็จะมีเสียงรับต่อกันมาเป็นทอดๆ เสียงจะดังกระจายไปจนทั่วอาณาบริเวณของโรงเรียน และโดยไม่ต้องนัดหมายสามเณรทุกรูปก็จะวางงานทุกอย่างในทันที แล้วจะมายืนตั้งแถวเรียงหนึ่งด้วยอาการสงบ สำรวม น่าเลื่อมใส อยู่ต่อหน้าคุณยายโดยถ้วนหน้า ซึ่งทุกครั้งอาตมาก็จะได้รับถวายตามไปด้วย
ในขณะที่คุณยายกำลังจะถวายไอศกรีมนั้น “ท่านจะเบิกบานแจ่มใสมาก ประกายตาของท่านจะกระจ่างสุกใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ท่านจะสบตากับอาตมาทุกครั้ง ยิ้มกว้างจนกระทั่งเห็นไรฟัน เมื่อถวายเสร็จก็จะยกมือประนมขึ้นไหว้ แม้ว่าเราจะเป็นศิษยานุศิษย์ของท่านก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยพูดอะไรกับอาตมาเลย ในขณะกำลังถวายอยู่”
ทว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งแปลกกว่าทุกๆ คราว วันนั้นหลังจากที่อาตมาแบ่งบุญให้กับสามเณรเรียบร้อยแล้ว ก็ไปฝึกสอนสามเณรอีกชุดหนึ่งที่จะต้องขึ้นอ่านชาดก ณ สภาธรรมกายสากลในระหว่างฉันเช้าวันรุ่งขึ้น วันนั้นอาตมาทำท่าจะเป็นไข้ ไม่สบาย มีอาการอ่อนเพลีย และง่วงเหงาหาวนอนอย่างหนัก ฝึกสอนสามเณรไปก็หาวไป แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ ว่า “โอ๊ย… ง่วงจัง ทำไมวันนี้ง่วงจัง”
ในระหว่างนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล... จนกระทั่งดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ว่า ”คุณยายอาจารย์จะถวายไอติมแล้ว” และในทันใดก็มีสามเณรรูปหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามา พร้อมกับกล่าวว่า “พระอาจารย์ครับ คุณยายอาจารย์จะถวายไอติมแล้วนะครับ เร็วนะครับ แถวยาวนะครับ ช้าอาจหมด” จากนั้นก็พรวดออกไป
อาตมาก็เลยวางงาน แล้วกล่าวกับสามเณรแบงค์ว่า “ ไป แบงค์... วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวไปฉันไอศกรีมของคุณยายอาจารย์กัน เสร็จแล้วจะกลับมานอนพักสักหน่อย วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ง่วงนอนผิดปกติ ” แล้วจึงเดินไปหาคุณยายท่าน ซึ่งยืนอยู่ห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร เมื่อไปถึงโยมพี่อารีพันธ์ก็หันมาเห็นอาตมาเข้า จึงหยิบไอศกรีมขึ้นมา ๒ แท่ง ส่งให้กับคุณยาย พร้อมกับกล่าวว่า “ สามเณร ๑ แท่ง พระอาจารย์ ๒ แท่ง ”
คุณยายท่านก็รับมา แต่วันนี้ท่านดูไม่เหมือนทุกๆ ครั้ง ทุกครั้งท่านจะสบสายตากับอาตมาแล้วยิ้มกว้าง แต่วันนี้สายตาท่านจะทอดต่ำ ใบหน้าท่านจะนิ่งๆ แล้วทุกครั้งเมื่อท่านรับมาแล้วก็จะถวายเลย แต่ครั้งนี้ท่านจะถือค้างไว้นิดหนึ่ง แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือท่านจะไม่เคยพูดจาอะไรกับอาตมาด้วยเลย แต่ครั้งนี้ท่านพูด ท่านพูด ๔ คำ ช้าๆ ชัดๆ ว่า “เอา ไป แก้ ง่วง” อาตมาพอได้ยินเท่านั้นก็งงงันวูบ แล้วก็มองหน้าคุณยายอย่างตะลึงลาน แล้วอุทานออกมาด้วยความมึนงงว่า “คุณยายอาจารย์ทราบได้ไงครับว่าผมง่วง“ อุทานเช่นนี้ออกมา ๒ เที่ยว คุณยายท่านได้ยินท่านก็เฉยๆ แล้วก็หันไปหยิบไอศกรีมมาถวายสามเณรต่อ
อาตมากับสามเณรแบ๊งค์ก็เลยต้องเดินกลับด้วยความแปลกใจ เพราะว่าเราคุยกันอยู่ในห้องเรียนนี่นา แล้วทำไมคุณยายท่านยังคงทราบได้ โอ้โฮ นี่ขนาดว่าคุณยายท่านกำลังยืนถวายไอติมอยู่แท้ๆ แต่ทว่าญาณทัสสนะของท่านก็ยังคงแม่นยำจนถึงขนาดนี้เลยทีเดียว และนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่อาตมาบวชแล้วครั้งที่ ๒
แต่ทว่าก่อนหน้านั้นอาตมาก็เคยบวชมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้ลาสิกขาไป ใช้ชีวิตทางโลกเหมือนชาวโลกทั่วไป จนกระทั่งห่างวัดและไม่อยากเข้าวัดในที่สุด แต่ก็ยังมีการนั่งสมาธิอยู่เป็นประจำมิได้ขาด หัวค่ำของวันหนึ่ง ขณะที่อาตมากำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ก็หวนนึกไปถึงสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้านี้ว่า “ปกติในช่วงหัวค่ำ คุณยายท่านจะนั่งสมาธิ แล้วประกอบวิชชาธรรมกาย ติดตามเอาส่วนละเอียดของนักสร้างบารมีทั้งหลายมาเข้าวัดก่อน จากนั้นส่วนหยาบๆ คือกายมนุษย์ของพวกเรานี้ จึงจะสามารถติดตามมาได้ในภายหลัง”
แล้วอาตมาก็เกิดความคิดต่อไปอีกว่า “ตอนนี้เวลาประมาณทุ่มครึ่ง ถ้างั้นคุณยายท่านก็คงจะนั่งสมาธิอยู่ด้วย ถ้าหากว่าเรานึกคิดอะไรที่ศูนย์กลางกาย คุณยายท่านก็คงจะรับรู้ได้น่ะซิ” จากนั้นก็เกิดความคิดที่ไม่บังควรขึ้นว่า “ไหน ลองดูดีกว่า ดูว่าคุณยายท่านจะเอาเราเข้าวัดได้ไหม” แล้วจึงนึกเป็นเสียงดังขึ้นบริเวณกลางท้องว่า “คุณยายอาจารย์ครับ ยังไงตอนนี้ผมก็ยังจะไม่เข้าวัด ผมจะมีครอบครัว มีลูกมีเต้าก่อน แล้วรอให้ลูกผมโตเมื่อไหร่ ผมแก่แล้ว ค่อยกลับมาบวชใหม่ตลอดชีวิต ยังไงคุณยายเอาผมเข้าวัดให้ได้ซิครับ”
เมื่อผ่านค่ำคืนนั้น อาตมาก็ลืมเหตุการณ์นี้ไปโดยสนิท จนกระทั่งกลางดึกของคืนหนึ่ง ขณะที่อาตมากำลังหลับสนิทอยู่นั้น จู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วในทันทีที่ลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ “มีคนแก่ ผมหงอกขาวโพลน นุ่งห่มชุดขาว ยืนอยู่ใกล้ๆ” ความคิดแวบแรกที่ผ่านเข้ามาคือผี” พร้อมทั้งดีดตัวลุกขึ้นนั่งจ้องในทันที
ความคิดแวบที่ ๒ ที่ผ่านเข้ามาในขณะที่เพิ่งลุกขึ้นนั่งจ้อง แล้วปรับสายตาที่ยังงัวเงียอยู่นั้น คิดว่าเป็นปู่ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว เมื่ออายุ ๘๐ กว่า ซึ่งปกติจะตัดผมสั้นเกรียน และผมหงอกขาวโพลนทั้งศีรษะ อาตมาจึงอุทานออกมาด้วยความแปลกใจว่า “อากง”
แต่แล้วเพียงแค่ชั่วครู่ เมื่อสายตาสามารถปรับอยู่ในสภาพปกติ และมีสติแจ่มใสขึ้นแล้ว ปรากฏว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า มิใช่ปู่ดังที่เข้าใจ “แต่กลับกลายเป็นคุณยายอาจารย์ของพวกเรานั่นเอง ท่านยืนอยู่ห่างไปประมาณเมตรครึ่ง กำลังหันหน้ามาทางอาตมา สวมใส่ด้วยชุดแม่ชีสีขาว ที่ท่านสวมใส่อยู่เป็นปกติ” เมื่ออาตมาเห็นเช่นนั้นก็แตกตื่นตะลึงลานเลยทีเดียว นั่งมองคุณยายตาค้าง แล้วอุทานออกมาไปว่า “คุณยายอาจารย์นี่” พอหายตะลึงปั๊บ ก็ยกมือขึ้นไหว้ท่าน พร้อมกับกล่าวว่า “หวัดดีครับ คุณยายอาจารย์” พอสวัสดีปุ๊บ คุณยายท่านก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว
แล้วก็ปรากฏภาพของหน้าต่างที่ท่านยืนบังอยู่เมื่อสักครู่ขึ้นแทนที่ เมื่ออาตมาเห็นชัดเจนเช่นนี้ ก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย พร้อมทั้งเปลี่ยนเอาความคลางแคลงสงสัยต่างๆ ทิ้งไปด้วยเช่นกัน แล้วก็นอนหวนนึกทบทวนไปมาถึงแต่เรื่องของคุณยายท่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนึกไปถึงสมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คุณยายท่านก็ต้องคอยช่วยปัดลูกระเบิดให้ แล้วมีชาวบ้านจำนวนมากในสมัยนั้นมองเห็นแม่ชีปัดลูกระเบิด จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกรียวกราวในสมัยนั้น
อาตมาก็เกิดความคิดขึ้นว่า “เอ๊ะ หรือว่าภาพที่ชาวบ้านเห็นในค่ำคืนนั้น จะเหมือนกับภาพที่เราเห็นในคืนนี้” ความคิดเช่นนี้ก็ติดค้างใจมาโดยตลอด จนกระทั่งอาตมากลับมาบวชใหม่อีกครั้งหนึ่งก็อยากจะเรียนถามคุณยายท่านมาก แล้วก็มีอยู่ถึง ๓ ครั้ง ๓ คราเลยทีเดียว ที่คุณยายท่านออกมาเดินเล่น ออกกำลังกาย แล้วเล่าให้พวกเราฟังถึงประวัติการสร้างวัดของท่าน
คุณยายท่านก็เล่าให้ฟังว่า ”ในสมัยที่ท่านอยู่ในวัดปากน้ำ ตอนที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านก็ต้องคอยช่วยปัดลูกระเบิดให้” พออาตมาได้ยินดังกล่าว ก็อ้าปากจะถามทุกๆ ครั้ง แต่ทว่าเมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก ก็จะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนท่าน จึงมิได้ถาม จนกระทั่งทุกวันนี้
ย้อนกลับไป หลังจากเหตุการณ์ที่พบเห็นคุณยายท่านในค่ำคืนนั้นไม่นาน หลังเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง ขณะที่อาตมากำลังขับรถกลับบ้าน เนื่องจากว่าเป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว และอยู่ในซอย ถนนจึงว่าง อาตมาจึงขับแบบสบายๆ มิได้ระมัดระวังตัวอะไร แต่ทว่าค่อนข้างเร็ว เมื่อมาถึงใกล้วัดลาดปลาเค้า ซึ่งถนนสมัยนั้นจะทั้งแคบ ทั้งมืด แล้วเป็นโค้งหักศอกที่อันตราย จู่ๆ ก็มีเสียงห้าวๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “ระวัง ขับช้าๆ ข้างหน้ามีอุบัติเหตุ” เขาพูดอย่างนี้นะ “ระวัง ขับช้าๆ ข้างหน้ามีอุบัติเหตุ” อาตมาพอได้ยินเท่านั้นก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ รีบถอนคันเร่งในทันที พร้อมกับอุทานตวาดออกไปเสียงดังลั่นรถว่า “ใคร ใคร เสียงใคร” เหลียวมองหาดูก็ไม่มีใคร ไปดูที่วิทยุ ก็ไม่ได้เปิดทิ้งเอาไว้ ก็เลยพูดปลอบใจตัวเองขึ้นว่า “สงสัยหูแว่วไปเองมั้ง คิดไปเองมากกว่า” แต่ตอนนั้นหัวใจเต้นเหมือนรัวกลอง
และแล้ว เพียงแค่ชั่วครู่ อาตมาก็เห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นข้างหน้า แต่เนื่องจากว่าถนนมืดมาก ต้องขับเข้าไปใกล้ จึงจะเห็นชัดเจนขึ้นว่า “มีรถปิคอัพบรรทุกผลไม้มา ขวางลำ จอดแน่นิ่งอยู่กึ่งกลางถนน ระหว่าง ๒ ช่องทาง และผลไม้ที่บรรทุกมาก็เทเต็ม ๒ ข้างทาง ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือมีบรรดาไทยมุงส่วนหนึ่งยืนอยู่บนท้องถนน อีกส่วนหนึ่งยืนอยู่ข้างถนน” นี่ถ้าหากว่าอาตมาขับรถมาเร็ว มิได้ระมัดระวังล่ะก็ หากเบรกกะทันหันแล้วเสียหลัก ก็คงจะต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อผ่านจุดที่เกิดเหตุมาแล้ว อาตมาก็ฉุกคิดขึ้นว่า “เอ๊ะ มีอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ ถ้างั้นหูของเราไม่ได้แว่วไปเองน่ะซิ ถ้างั้นเสียงใครล่ะ” เท่านั้นแหละ ก็เสียวสันหลังวูบวาบ วูบวาบ ขนลุกซู่ๆ เลยทีเดียว หลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นไม่นาน ความรู้สึกที่อยากจะบวชก็ทับทวีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอาตมาตัดสินใจบวชในที่สุด ซึ่งเร็วกว่ากำหนดที่ได้ตั้งใจไว้มาก จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะบวชตลอดชีวิตในวัยชรา แม้กระทั่งอาตมาก็ยังรู้สึกประหลาดใจในการตัดสินใจของตนเองเช่นกัน
ชีวิตของคนเรา มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศดังที่เข้าใจ การคิดการพูดการกระทำและสิ่งต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นในชีวิต ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดคิด ยังมีภพซ้อนภพ มีชีวิตที่อยู่ในภพภูมิอื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตของเราอยู่ และมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราด้วย เพียงแต่เราไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสหยาบๆ ของกายมนุษย์เท่านั้นเอง
ครอบครัวของอาตมามีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องของโยมแม่นั้น ตั้งแต่ก่อนเข้าวัด ก่อนเข้าสู่เส้นทางการสร้างบารมี ก็พบเจอแต่เรื่องแปลกๆ ในขณะที่มีกัลยาณมิตรมาชักชวนให้เข้าวัด ก็ชักชวนแบบแปลกๆ หรือแม้กระทั่งเมื่อเข้าวัดมาแล้ว ก็ยังเจอแต่เรื่องแปลกๆ อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้คอยตอกย้ำความเชื่อของอาตมาในสมัยนั้นก่อนที่จะเข้าวัด ให้เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่าชีวิตของคนเราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศนะ
เริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก ในสมัยที่โยมแม่เพิ่งหัดซื้อขนมเองเป็นใหม่ๆ มีอยู่วันหนึ่งก็เดินเล่นไปถึงบริเวณทาง ๓ แพร่งใกล้บ้าน ซึ่งปกติตรงทาง ๓ แพร่งนั้น ก็จะมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่เสมอ แต่แปลก มีแบ๊งค์ ๒๐ บาท ตกอยู่ข้างทาง ทว่าไม่มีใครเห็น แต่โยมแม่เห็น โยมแม่ก็เก็บเอามาใช้ ซึ่งเงิน ๒๐ บาทในสมัยเมื่อประมาณ ๖๐ ปีก่อน เป็นจำนวนเงินที่มากโขเลยทีเดียว สำหรับเด็กน้อยตัวเล็กๆ เนื่องจากขนมชิ้นหนึ่งก็เพียงแค่ไม่กี่สตางค์เท่านั้นเอง
แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ เมื่อใดก็ตามที่โยมแม่ใช้จนกระทั่งตังค์หมด แล้วเดินมาถึงตรงจุดนี้ ก็จะมีเงินตกอยู่ให้เก็บอีก ๑๐ บาทบ้าง ๒๐ บาทบ้าง จนกระทั่งเกิดความคุ้นเคย เมื่อใช้ตังค์หมดก็จะเดินมาเก็บตรงจุดนี้ ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้
หลังจากนั้นเมื่อโยมแม่เติบโตขึ้น ความฝันของโยมแม่ก็ทำให้ผู้คนทั้งหลาย ต่างร่ำลือกันไปทั่ว เนื่องจากจะตรงกับความเป็นจริงอย่างน่าประหลาด ซึ่งตรงขนาดที่ว่าไม่เคยผิดพลาดเลยแม้สักครั้งเดียว ต่อเนื่องยาวนานถึง ๑๐ กว่าปีด้วยกัน แต่ในส่วนของรายละเอียดนั้น อาตมาก็จะขอเล่าข้ามไปเลยแล้วกัน เพราะว่าสิ่งที่โยมแม่ฝันจะเป็นตัวเลข พวกเราคงทราบดีว่าหมายถึงอะไร
จากการที่โยมแม่ฝันโดยที่ไม่ผิดพลาดเลย ต่อเนื่องยาวนานถึง ๑๐ กว่าปี จนทำให้วงการตัวเลขในยุคนั้นปั่นป่วน และความฝันในบางครั้งก็จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตในภพภูมิอื่นอย่างน่าประหลาด จึงเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำความเชื่อของอาตมาในสมัยนั้นก่อนเข้าวัด ให้เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่าชีวิตของคนเรา มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศนะ
นอกจากนี้แล้ว ในสมัยนั้นมีเพื่อนบ้านอยู่คนหนึ่ง มีอาชีพเป็นทนายความ เพื่อนบ้านคนนี้มีเพื่อนคนหนึ่งดูหมอแม่นมาก แต่แปลก แม้บ้านอยู่ที่อื่นก็ยังอุตส่าห์ ถ่อสังขารเดินทางมาไกลๆ เพื่อดูหมอให้คนแถวบ้านอาตมา ฟรี ไม่คิดตังค์ ครั้งแรกที่มาดูให้นั้น โยมแม่ก็ไม่ไปดูด้วย แต่ทว่าครั้งที่ ๒ เพื่อนบ้านก็ชักชวนให้ไปดู วันนั้นโยมแม่ก็เดินเข้าไปในบ้านเขา ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งหันมามองหน้า พอเห็นหน้าโยมแม่ปุ๊บ ก็มองหน้านิ่งในทันที ไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น แล้วไม่สนใจใครอื่น
จากนั้นก็หันไปพูดกับผู้คนรอบข้างว่า “ขออภัยทุกๆ คนนะครับ ขออภัยทุกคนนะครับ วันนี้ผมไม่ดูหมอให้นะครับ ขออภัยด้วยนะครับ” เพื่อนบ้านที่เข้าไปก็แปลกใจกันมาก ก็เป็นคนชักชวนให้มาดูแท้ๆ แต่พอมาถึง ยังไม่ทันได้ดู ก็กลับบอกเลิกดูเสียแล้ว จากนั้นก็หันมามองหน้าโยมแม่ แล้วก็พูดกับโยมแม่ว่า “สำหรับคุณพี่ ผมก็ไม่ดูให้นะครับ แต่ผมอยากจะขอร้องให้คุณพี่ไปที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญครับ โยมแม่ก็งงหนักเข้าไปใหญ่ ก็จะมาดูหมอแท้ๆ แต่กลับชักชวนให้ไปที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โยมแม่ก็บอกปฏิเสธไปท่าเดียว ไม่ว่าหมอจะหว่านล้อมอย่างไรก็ตาม
จนกระทั่งหมอเห็นว่าไม่สามารถที่จะชักชวนได้แล้ว ก็เลยเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนมาขอร้องให้โยมแม่อยู่ที่บ้านก็ได้ แต่ว่าให้นั่งสมาธิแทน แต่เนื่องจากว่าการนั่งสมาธิสมัยนั้นเป็นสิ่งที่ลี้ลับ มิได้แพร่หลายกว้างขวาง และเป็นสากลดังเช่นสมัยนี้ และมีการร่ำลือผิดๆ อยู่มากมาย โยมแม่ในสมัยนั้นก็เป็นคนที่กลัวผีมาก ก็เลยไม่กล้านั่ง หมอดูยังไม่ละความพยายามเท่านี้ พอกลับไปที่บ้าน ก็ยังอุตส่าห์โทรศัพท์มา ทุกวั๊นทุกวัน ขอร้องให้โยมแม่นั่งสมาธินะ นั่งสมาธินะ ติดต่อกันแรมเดือนเลยทีเดียว
จนกระทั่งโยมแม่ใจอ่อน ก็ตกลงจะทดลองนั่งสมาธิ วันนั้นก็ขึ้นไปในห้องพระ เพื่อทดลองนั่งสมาธิ พอนั่งไปได้ประมาณสัก ๕ นาทีเท่านั้น ก็เห็นดวงไฟสีเขียวพุ่งเข้ามาจากหน้าต่าง ตรงหิ้งพระ เข้าชนใบหน้า โยมแม่ตกใจมาก รีบหลบ แล้วก็ลืมตาขึ้นในทันที หัวใจเต้นแรงตึกตั๊ก ตึกตั๊ก ไม่ทราบว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร พอสักครู่หนึ่งหายตกใจ ก็แข็งใจทดลองนั่งดูใหม่ แต่ปรากฏว่าครั้งนี้หลับตาปุ๊บ ก็เห็นดวงไฟที่ว่า พุ่งเข้าชนใบหน้าทันที คราวนี้ก็เลยเลิกนั่งไปแรมเดือนเลยทีเดียว จากนั้นก็แข็งใจกลับมาทดลองนั่งดูใหม่ ก็ปรากฏว่าเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นเดิมอีก คราวนี้ก็เลยเลิกนั่งไปนั่งร่วมสิบปีด้วยกัน
หลังจากนั้น พวกเราลูกๆ เติบโตขึ้น แล้วเข้าวัดพระธรรมกายกัน ก็สอนให้โยมแม่ทดลองนั่งดูใหม่ เมื่ออาตมาบวชแล้ว ก็กลับไปเยี่ยมโยมแม่ โยมแม่ก็เล่าให้ฟังว่า “เดี๋ยวนี้นั่งสมาธิดีขึ้น นั่งแป๊บเดียว ใจก็นิ่งแล้ว แต่เมื่อก่อนนี้ต้องนั่งนานกว่าใจจะนิ่ง” อาตมาก็เลยถามโยมแม่ไปว่า “เมื่อก่อนนี้โยมแม่ต้องนานแค่ไหน ใจถึงจะนิ่ง” โยมแม่ก็บอกว่า “อ๋อ เมื่อก่อนเหรอ ต้องนั่งนานประมาณ ๕ นาที กว่าใจหยุดนิ่ง” อาตมาก็งงงันวูบหนึ่ง แล้วนึกขึ้นในใจว่า “อะไรนะ ๕ นาทีหรือนาน ไอ้เรานั่งจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก กว่าใจหยุดนิ่ง
จากนั้นก็หันไปถามโยมแม่ว่า “เอ้า แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ โยมแม่ต้องนั่งนานแค่ไหน ใจถึงหยุดนิ่ง” โยมแม่ก็ตอบว่า “อ๋อ เดี๋ยวนี้หรือ บางครั้งยังตั้งท่าไม่เสร็จเลย ใจก็นิ่งแล้ว” แล้วก็หันมาถามอาตมาว่า “อ้าว แล้วพระล่ะ ต้องนานแค่ไหน ใจถึงหยุดนิ่ง” อาตมาพอได้ยินเท่านั้นก็อึ้งไปวูบหนึ่ง แล้วก็ตอบโยมแม่กลับไปว่า “อึม ก็แล้วแต่” โยมแม่ก็ทำหน้างงๆ แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ
จากนั้นก็เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “ตอนที่นั่งแล้วใจนิ่งๆ นะ มันก็เหมือนกับตัวเราเข้าไปในอุโมงค์ลึกๆ ลึกๆ เข้าไปเรื่อยๆ เข้าไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด” จากนั้นก็หันมาถามอาตมาว่า “เอ้า แล้วพระล่ะ นั่งแล้วเป็นไงบ้าง” อาตมาก็อึ้งไปอีกวูบหนึ่ง ก็เลยตอบโยมแม่กลับไปว่า “อึม ก็แล้วแต่” คราวนี้รู้สึกว่าโยมแม่จะอึ้งไปเหมือนกัน
เมื่อหลายปีก่อน โยมแม่เส้นโลหิตในสมองแตก ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก มีอยู่วันหนึ่ง โยมพ่อออกไปธุระนอกบ้านพักหนึ่ง โยมแม่อยู่บ้านคนเดียว ก็เกิดความคิดขึ้นว่า “ตอนนี้อยู่บ้านคนเดียว อย่าขึ้นไปชั้นบนนะ ขึ้นไปแล้วจะตกบันไดลงมา” โยมแม่ก็นึกค้านขึ้นในใจว่า “เอ๊ะ มันจะเป็นไปได้ยังไง ขึ้นลงอยู่เป็นประจำ มันจะบังเอิญมาตกเอาตอนที่ไม่มีคนอยู่เชียวหรือ ถ้าเราขึ้นอย่างระมัดระวัง มันจะตกได้ไง ไหนลองดูซิ
พอคิดเช่นนั้น ก็ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปอย่างระมัดระวัง ก็ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่ทว่าตอนจะลงนี่ซิ ปรากฏว่าเพียงแค่ก้าวเท้าก้าวแรกเท่านั้น ก็ก้าวพลาด พอก้าวพลาดหัวก็คะมำไปข้างหน้า พอหัวคะมำไปข้างหน้า มือซ้ายที่เอื้อมมาจับราวบันไดข้างขวาก็หลุดมือ พอหลุดมือตัวก็กำลังจะกลิ้งลงไปข้างล่าง คนที่เสียหลักขนาดนี้แล้วนี่ ต่อให้เป็นนักยิมนาสติก ก็ต้องกลิ้งตกลงบันไดอย่างแน่นอน โยมแม่ก็นึกในใจขึ้นว่า “โอ๊ย แย่แล้ว คราวนี้ต้องตกบันไดแน่ๆ แล้ว”
แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า “จู่ๆ ก็เหมือนมีใครไม่ทราบ มาช่วยประคับประคองโยมแม่ จากที่หัวคะมำไปข้างหน้าแล้ว ค่อยๆ เงยขึ้น ค่อยๆ เงยขึ้น แล้วค่อยๆ นั่งลง ค่อยๆ นั่งลง อย่างนุ่มนวลที่สุด” มันเป็นไปได้ยังไง คนที่เป็นอัมพาต ต่อให้เป็นพื้นราบปกติ แล้วมีหลักที่มั่นคง ก็ไม่สามารถนั่งลงได้อย่างนุ่มนวลเช่นนี้ได้ แล้วใครเล่าที่มาคอยช่วยประคับประคองโยมแม่ ที่นั่นก็ไม่มีใครอยู่
ที่บ้านจะมีก็แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาเท่านั้น จะมีก็แต่องค์พระแก้วใสที่รับมาจากวัดพระธรรมกาย จะมีพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จะมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ จะมีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และนอกจากนี้แล้วก็จะมีดวงแก้วและพระของขวัญที่รับมาจากวัดพระธรรมกายอีกจำนวนมากเลยทีเดียว เนื่องจากที่บ้านได้เป็นประธานรองมาแล้วหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน ก็ลองคิดดูเองว่าใครที่มาช่วยประคับประคองโยมแม่
บางคืนขณะที่โยมแม่กำลังหลับอยู่นั้น “ก็มีใครไม่ทราบเอามือมาตีที่เนื้อตัวโยมแม่เบาๆ คล้ายผู้ใหญ่ปลอบเด็ก หรือคล้ายกับจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะ มีใครที่คอยดูแลรักษาอยู่”
หรือในบางคืน ปกติในช่วงตี ๓ กว่า ตี ๔ โยมพ่อจะตื่นขึ้นมานั่งสมาธิอยู่เป็นประจำ มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นกะทันหัน แล้วในทันทีที่ลืมตาขึ้น ”ก็เห็นองค์พระแก้วใสจำนวน ๓ องค์ลอยอยู่เบื้องหน้า แล้วมีอยู่องค์หนึ่งจะเหมือนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พอโยมพ่อเห็นปุ๊บ ท่านทั้ง ๓ องค์ก็ลอยขึ้นไปชั้นบนตรงบันไดอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว ซึ่งชั้นบนก็เป็นที่ตั้งของห้องพระ และในห้องพระก็จะมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่เป็นองค์ใสๆ อยู่”
โอ้โฮ มหาปูชนียาจารย์ของพวกเรา ท่านจะคอยดูแลรักษาพวกเรา แม้กระทั่งในยามหลับ แม้กระทั่งในยามตื่น หรือแม้กระทั่งในยามปฏิบัติธรรมก็ตาม พวกเรานับว่ามีบุญญาบารมีอย่างมากที่ได้เกิดมาเป็นศิษยานุศิษย์ของท่าน
พูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วนี่ ที่วัดพระธรรมกายของเรานี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะมากเลยทีเดียว เมื่อ ๒ ปีก่อนโยมแม่มาจุดโคมมาฆประทีปที่วัดพระธรรมกาย ก็เล่าให้ฟังว่า “โอ้โฮ มองเห็นดวงแก้วลอยอยู่ในอากาศเยอะแยะไปหมดเลย ดวงเล็ก ดวงใหญ่ลอยอยู่ต่ำๆ” โยมน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินก็รีบทักท้วงว่า “อ้าว เห็นแล้วทำไมไม่รีบเรียกให้ดูล่ะ” โยมแม่ก็บอก อ้าวไม่เห็นหรือ ก็เห็นเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ แล้วดวงแก้วก็ลอยอยู่เยอะแยะไปหมด ต่ำๆ ด้วย นึกว่าเห็นกันหมด ก็เลยไม่ได้เรียกให้ดู”
และมีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่าปีติอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพราะว่าในวันที่โยมแม่นำปัจจัยประธานรองฉลองเจดีย์มาถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้น ในขณะกำลังยืนถือพานปัจจัยรอถวาย ก็หันมามองหลวงพ่อปั๊บหนึ่ง พอเห็นเท่านั้นก็ตะลึงงันในทันที “เอ๊ะ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวันนี้มีแสงสว่างแผ่ออกมาจากตัว โยมแม่นึกว่าตาฝาด คราวนี้ก็เลยยืนจ้องตาเขม็งเลย ก็ยังปรากฏว่าเห็นชัดเจนอยู่ “เนื้อตัวของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีแสงสว่างแผ่ออกมา คล้ายๆ กับ หลอดไฟเรืองแสง” อาตมาก็เลยถามว่าโยมแม่เห็นอยู่นานไหม โยมแม่ก็ตอบว่า “มองเท่าไหร่ก็เห็นตลอด” โอ้โฮ แถวที่ยืนรอถวายปัจจัย ยาวขนาดไหน โยมแม่เห็นชัดเจนอยู่ตลอด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านมี เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีอานุภาพมาก จนกระทั่งบังเกิดความสว่างแผ่ออกมาให้เราเห็นได้ด้วยตาเนื้อเช่นนี้ บุญที่พวกเราจะได้รับจะต้องมากมายจนคำนวณไม่หวาดไม่ไหวอย่างแน่นอน เป็นสิ่งที่น่าปีติอย่างยิ่งสำหรับพวกเราลูกๆ ทุกๆ คน
แล้วในวันทอดกฐินคุณยายอาจารย์ ปี ๔๒ ก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ในครอบครัวเราถึง ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกนั้น โยมน้องสาวเขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนนี้ทนายความประเทศอังกฤษได้ส่งจดหมายมา เรื่องก็มีอยู่ว่าในสมัยที่น้องสาวเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ มีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่ง เป็นแหม่มชาวอังกฤษ ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ
น้องสาวก็ไปบอกบุญ เขาก็ทำบุญมาจำนวนหนึ่ง แต่เนื่องจากว่า “เขาเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย หมอก็กำหนดเส้นตายไว้เรียบร้อยแล้ว น้องสาวก็เลยสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวให้ ๑ องค์ แล้วก็บอกให้เขารับทราบ” แล้วก็น่าแปลก “พอถึงกำหนดเส้นตาย เขาเกิดไม่ตายอย่างน่าประหลาด จนเหตุการณ์ล่วงผ่านมาเป็นปีๆ เลยทีเดียว จนทุกคนลืมไป” หลังจากนั้นอาการจึงกำเริบขึ้น ก็บินกลับไปประเทศอังกฤษ พออาการทรุดหนัก ก็แจ้งให้น้องสาวทราบ และขอร้องให้น้องสาวบินไปเยี่ยมที่
ประเทศอังกฤษ ดูซิ แม้แต่ฝรั่งมังค่า ยามเมื่อใกล้ตาย ไม่ทราบว่าจะต้องไปเจอสิ่งน่ากลัวอะไรบ้างในภพภูมิข้างหน้า สำนึกสุดท้ายของชีวิตก็ยังต้องหันมาคิดถึงกัลยาณมิตรที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาคนหนึ่งในเมืองไทย
เมื่อน้องสาวบินกลับจากการเยี่ยมได้ไม่นาน อาจารย์ท่านนี้ก็เสียชีวิตด้วยอาการสงบ และในวันทอดกฐินคุณยาย น้องสาวก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนนี้ทางทนายความประเทศอังกฤษ ส่งจดหมายแจ้งมาว่าทางอาจารย์แหม่มตายแล้ว และได้มอบมรดกส่วนหนึ่งให้ เป็นจำนวนเงินถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท น้องสาวก็เลยนำปัจจัยจำนวนนี้มาทำบุญเป็นประธานรองในครั้งที่ผ่านมาให้กับอาจารย์
น้องสาวคนนี้พวกเราจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง อาจจะเคยเห็นหน้าตอนที่มาวัด เพราะว่ามีรูปติดอยู่ริมถนน เพราะปีที่แล้วได้ลงสมัครส.ส.ในเขตนี้ ชื่อนางสาวรัตนา อุดมศรีพันธุ์ เป็นผู้อำนวยการโครงการเยาวชนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ แล้วก็เป็นผู้นำบุญคนหนึ่งของวัดเราด้วย
พอน้องสาวเล่าจบ น้องชายลูกน้าก็รีบเล่าให้ฟังต่อ ซึ่งน้องชายลูกน้าคนนี้บวชแล้ว ๓ ครั้ง คือที่บ้านอาตมาบวชคนละหลายครั้ง พี่ชาย ๒ ครั้ง อาตมา ๒ ครั้ง น้องชาย ๒ ครั้ง ตอนนี้ก็ยังเป็นอุบาสกอยู่ แต่น้องชายคนนี้ลูกน้าบวชแล้ว ๓ ครั้ง เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๓-๔ คืนก่อน ก่อนที่จะมาทอดกฐินกับคุณยาย กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ พอเที่ยงคืนก็จะไปปิดไฟนอน ก็เหลือบไปเห็นมีอะไรมองอยู่ที่หน้าต่าง พอหันไปมองเท่านั้น ก็ตกใจแทบช็อคเลย
ปรากฏว่ามีหัวกะโหลกขาวโพลน และโครงกระดูกทั้งตัวยืนมองอยู่ อาตมาถามว่า “เห็นอยู่นานไหม เห็นชัดไหม” น้องชายบอก “ชัดครับ ตอนนั้นเปิดไฟสว่างทั้งในห้อง ทั้งที่ระเบียงห้อง แล้วก็เห็นอยู่นานตั้ง ๑๐ ถึง ๑๕ นาทีได้ โครงกระดูกยืนสักพักหนึ่งก็ เริ่มวิ่งไปวิ่งมาตรงระเบียงห้อง วิ่งช้าๆ เหมือนกับในหนังที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคสร้างขึ้นมา แล้วไม่วิ่งเฉยๆ นะ วิ่งแล้วร้องเสียงดังลั่นเลย” อาตมาถามบอก “เอ้า เขาร้องว่าอะไร” น้องชายบอก “ไม่ทราบครับ ฟังไม่รู้เรื่อง” “อ้าว ทำไมฟังไม่รู้เรื่องล่ะ เขาร้องไม่เป็นภาษาหรือ” น้องชายบอก ”เปล่าครับ ตอนนั้นต่ายกลัวมาก กลัวจนกระทั่งตัวสั่นฟันกระทบกันกึกกักๆ เลย ก็ไม่รู้ทำไง ก็เลยสวดมนต์ พอสวดมนต์แล้วก็ยังไม่ไป ก็เลยอุทิศส่วนบุญกุศลให้ อุทิศส่วนบุญให้ก็ยังไม่ไป ตอนนั้นก็ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน พอเห็นเทปของที่วัด ก็เลยหยิบเทปที่วัดมาเปิดเสียดังลั่นเลย ปรากฏว่าเสียงดัง กลบเสียงร้อง ก็เลยไม่รู้ร้อง ร้องว่าอะไรบ้าง”
โอ้โฮ นี่ขนาดบวชแล้ว ๓ ครั้ง อุทิศบุญกุศลให้ ไม่เอาแน่ แล้วจะเอาอะไรล่ะ ตอนนั้นน้องชายก็อับจนสิ้นหนทางแล้ว ไม่ทราบว่าจะทำยังไงเหมือนกัน แต่แล้วจู่ๆ ก็พลัน เกิดปฏิภาณวูบขึ้นมาว่า ”อีก ๓-๔ วัน จะไปทอดกฐินของคุณยายอาจารย์ที่วัดพระธรรมกาย ไหนลองอุทิศส่วนบุญกุศลนี้ให้ดีกว่า” พอคิดเช่นนั้นก็หันบอกไอ้เจ้าโครงกระดูกจอมตื๊อว่า “อีก ๓-๔ วันจะไปทอดกฐินของคุณยายอาจารย์ที่วัดพระธรรมกาย ก็ขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ให้นะ” พอพูดเท่านั้น “ไอ้เจ้าโครงกระดูกก็ค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว” โอ้โฮ นี่ขนาดบวชแล้ว ๓ ครั้ง อุทิศบุญกุศลให้ ไม่เอาแน่ แต่จะเอาบุญใหญ่กับคุณยายอาจารย์ของพวกเราเท่านั้น
คุณยายอาจารย์ของพวกเรา ท่านมิใช่ว่าจะเป็นเพียงที่พึ่งที่ระลึกของพวกเราเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นที่พึ่งที่ระลึกของสรรพชีวิต ในภพภูมิต่างๆ อีกด้วย
พวกเรานับว่ามีวาสนาอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเป็นศิษยานุศิษย์ของท่าน เพราะท่านจะคอยติดตามดูแลรักษาพวกเราข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว เราจึงไม่พลัดตกไปสู่อบาย จึงได้โอกาสรู้จักวิชชาธรรมกาย และได้โอกาสดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งการสร้างบารมีตลอดไป
***************************** จบ *****************************