ระลึกชาติไปดูต้นแบบ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มีความบริสุทธิ์เกินเปรียบ มีญาณทัสสนะแผ่ขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด มีพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ทุกตัวตนโดยไม่เลือกด้วยเศียรเกล้า ขอนอบน้อมพระธรรม อันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ พร้อมทั้งพระอริยสงฆ์ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติตรงด้วยเศียร กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กราบคารวะพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีใจแช่อิ่มอยู่ในบุญ มีใจจดจ่ออยู่กับธรรมะภายในทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวันก่อนที่จะถึงวันเข้าถึงธรรมของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำเพียงวันเดียว แม้จะยังไม่ถึง ๑๕ ค่ำก็ตาม แต่ว่าดวงจันทร์ก็แจ่มกระจ่างอยู่บนท้องฟ้า ดังนั้นก็ขอให้อย่างน้อยใจของกัลยาณมิตรทุกท่านแจ่มใสดั่งดวงจันทร์นั้น
กัลยาณมิตรลูกหลวงพ่อ หลานของคุณยายทุกท่าน เวลาแห่งชีวิตของเราทั้งหลายนั้นซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย สั่งสมบุญอยู่เป็นนิจ เป็นชีวิตที่ไม่ผ่านไปเปล่าโดย ปราศจากประโยชน์ แต่เป็นชีวิตที่มีประโยชน์ คือเกิดบุญสั่งสมขึ้นในจิตในใจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเราจะเกิดบุญอย่างต่อเนื่องอย่างนั้นก็ตาม แต่ว่าเราก็ยังอยากได้บุญมากๆ ได้บุญพิเศษ เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถพลิกผันชีวิตของตนเองจากที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก แล้วก็อยากได้บุญที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นยิ่งขึ้นไป ชนิดที่สามารถพลิกผันชีวิตของตนเองได้ด้วย
กัลยาณมิตรผู้มีใจแช่อิ่มอยู่ในบุญทุกท่าน ในการทำงานทางโลกนั้นถ้าอยากจะได้ผลงานที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องศึกษาจากประวัติการทำงานของคนรุ่นเก่าๆ ที่เขาทำงาน แล้วประสบผลสำเร็จ ศึกษาแล้วก็ดูข้อบกพร่องที่มีอยู่ ถึงจะสมบูรณ์มากขนาดไหน แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ แล้วก็ทำตามอย่างที่ศึกษานั้น พร้อมทั้งปกปิดระวังไม่ให้เกิดข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทำได้อย่างนี้ผลงานนั้นๆ ก็จะสมบูรณ์มากที่สุด
ในการสร้างบารมีก็เช่นเดียวกัน พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ท่านก็ดูตัวอย่างการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตนั่นแหละ ดูเรื่อยมา ทำตามท่านเรื่อยมา อาศัยได้ทำตามคำสั่งสอนของท่าน ได้บำเพ็ญบารมีตามรอยเท้า ตามเยี่ยงอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าชาติไหนพระโพธิสัตว์เจ้าได้เกิดมาพบกับพระพุทธเจ้า ชาตินั้นก็สามารถบำเพ็ญบารมีได้ดี บำเพ็ญบารมีได้มาก เพราะว่าได้เห็นต้นแบบที่ดี ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์ ส่วนชาติไหนที่เกิดไม่ทันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ศึกษาจากบัณฑิตผู้ที่เคยได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประพฤติปฏิบัติตาม หากชาติไหนพลาดพลั้งเกิดไม่ทันคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ชาตินั้นก็บำเพ็ญบารมีได้ยาก อาจจะผิดพลาดไปเกิดในอบายภูมิได้เหมือนกัน
อยากจะขอยกตัวอย่าง พระชาติหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้แก่ภิกษุสงฆ์ คือมีอยู่คราวหนึ่งพระภิกษุรูปหนึ่งท่านก็ตั้งใจออกบวชอย่างดีนั่นแหละ แต่ว่าเวลาไปบิณฑบาตไม่ค่อยได้สำรวม มองไปเรื่อย ก็ไปเจอวิสมาคารมณ์ คือเห็นหญิงสาวแต่งตัวสวยงาม ก็เกิดนึกรักใคร่ กลับมาวัดก็ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญสมณธรรมได้ นึกถึงแต่หน้าของสตรีนั้น เกิดเบื่อหน่ายอยากจะสึกออกไป จึงไปกราบลาอุปัชฌาย์อาจารย์ และเอาบาตร เอาจีวรไปคืนท่าน
อุปัชฌาย์อาจารย์ท่านก็ดี เป็นกัลยาณมิตรให้ แนะนำตักเตือนว่าท่านบวชในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประหารกิเลสคือราคะได้ แต่ท่านปล่อยให้กิเลสราคะนั้นมาประหารตัวท่านเอง ท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย ตอนนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เดี๋ยวเราจะพาไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็พาพระภิกษุรูปนั้นไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่าเธอทั้งหลายพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนามาทำอะไรหรือ ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลเรื่องราวให้ฟังตั้งแต่ต้น
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสดับฟังเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสว่าเป็นธรรมดาที่สตรีทำความเศร้าหมองให้แก่เธอ ซึ่งยังเป็นผู้ไม่สมบูรณ์ด้วยคุณ แม้ในกาลก่อน สตรียังสามารถทำความเศร้าหมองให้แก่พระโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ผู้ทรงคุณ ทรงฌานอภิญญา ลมที่สามารถพัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหวได้ ทำไมจึงจะพัดใบไม้แห้งเก่าๆ ให้ปลิวไปไม่ได้เล่า
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็ทูลถามว่าเหตุการณ์เช่นนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงยกอดีตที่เป็นชาดกมาเล่าให้ฟัง ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายเสวยพระชาติเกิดเป็นลูกของพราหมณ์มหาศาล มีสมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เมื่อบิดามารดาละจากโลกนี้ไป ได้จัดงานสรีรกิจเผาศพเสร็จแล้ว ก็ได้ครอบครองสมบัติทั้งหมด มีครอบครัว มีลูกและภรรยา ครองสมบัตินั้นเรื่อยมา
อยู่มาวันหนึ่งก็นึกถึงบิดามารดา คิดว่าบิดามารดาของเราหาทรัพย์เอาไว้มากมาย ทรัพย์นั้นยังปรากฏอยู่ แต่บิดามารดานั้นไม่ปรากฏ สลดใจถึงกับเหงื่อไหล สลดใจมาก แล้วก็ตัดสินใจว่าเราจะต้องออกบวช จึงได้สละทรัพย์ถึง ๘๐ โกฏินั้นสร้างมหาทานบารมี เสร็จแล้วก็ลาครอบครัว ลาหมู่ญาติผู้ร้องไห้น้ำตานองหน้าออกบวชเป็นดาบสในป่าหิมพานต์ บำเพ็ญพรตอยู่ไม่นาน ก็ยังฌาน อภิญญาสมาบัติให้เกิดขึ้น เล่นฌาน อยู่กับฌานอย่างมีความสุข สนุกสนานอยู่ในป่าหิมพานต์นั้น
อยู่มานาน เกิดอยากจะไปเที่ยวในถิ่นมนุษย์บ้าง สาเหตุก็เนื่องจากว่าบำเพ็ญฌานมานาน บำเพ็ญเพียรมานาน เกิดอ่อนล้า ร่างกายอิดโรย ต้องการจะพักผ่อนบ้าง ต้องการจะเข้าไปในถิ่นมนุษย์ เข้าไปในเมือง เพื่อไปบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แล้วก็จะได้เป็นเนื้อนาบุญให้แก่ชาวพระนคร เป็นทางสวรรค์ว่า ถ้ามนุษย์ทั้งหลายได้กราบไหว้ผู้มีศีลผู้มีฌาน ก็จะเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ได้ถวายภัตตาหาร ก็จะเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไป
จึงเหาะจากป่าหิมพานต์ ตรวจดูก็เห็นอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี เป็นที่น่ารื่นรมย์ จึงได้ลงในอุทยาน พักที่ร่มไม้แห่งหนึ่ง ยังคืนนั้นให้ล่วงไปด้วยความสุขในฌาน รุ่งเช้าก็ได้นุ่งผ้า ห่มหนังเสือ เกล้าชฎา ถือภาชนะภิกษา เดินออกภิกษาไปตามลำดับ เดินไปจนถึงประตูพระราชวัง
พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นดาบส ก็เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์พระดาบสมาเพื่อที่จะถวายภัตตาหาร อำมาตย์ก็ไปนิมนต์ ดาบสก็บอกว่าพระราชาไม่รู้จักเรา พระราชาจะนิมนต์เราถูกหรือว่านิมนต์ดาบสรูปอื่นหรือเปล่า อำมาตย์ก็บอกว่าขอให้ท่านคอยอยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวเรากลับไปเฝ้าพระราชา กลับมาแล้วอีกครั้งหนึ่งค่อยรู้ก็แล้วกัน อำมาตย์ก็กลับไปทูลพระราชา พระราชาก็บอกว่าดาบสรูปอื่นไม่มี มีแต่ดาบสรูปนั้นแหละ ให้ท่านรีบไปนิมนต์มาเร็วๆ อำมาตย์ก็รีบมานิมนต์ รับภาชนะภิกษาเดินนำพระดาบสเข้าไปในพระราชวัง
พระราชาได้ต้อนรับพระดาบสด้วยข้าวต้ม ข้าวสวย โภชนียะอันประณีตที่เจ้าพนักงานจัดถวายพระองค์นั้นถวายแด่พระดาบส เมื่อเสร็จภัตกิจ พระราชาก็ทูลถามว่าพระดาบสมาจากไหน มาทำไม พระดาบสก็ตอบว่าอาตมาภาพมาจากป่าหิมพานต์ การที่นักบวชได้ที่พักตลอด ๓ เดือนในฤดูฝนนั้นจะเป็นการดี แล้วพระราชาก็ได้ทูลถามปัญหา พระดาบสแก้ปัญหาได้ถูกพระทัย พระราชาจึงเกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ได้กราบนิมนต์ให้พักอยู่ในอุทยาน บอกว่าพระคุณเจ้าจะไม่ลำบากด้วยปัจจัย ๔ หม่อมฉันจะปรนนิบัติดูแลอย่างดี พระดาบสก็รับนิมนต์ เสร็จแล้วก็จัดอาศรม สร้างบรรณศาลาถวายพระดาบส สร้างที่พักกลางวัน ที่พักกลางคืนถวาย มอบให้นายอุทยานเป็นผู้ดูแลรับใช้
พระดาบสได้รับการปรนนิบัติจากพระราชามีความสุขอยู่ในอุทยานนั้นเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี อยู่มาคราวหนึ่ง ปัจจันตชนบทของพระราชาเกิดจลาจลขึ้น พระราชามีความจำเป็นที่จะต้องไปปราบจลาจล ซึ่งสั่งให้พระเทวีดูแลพระดาบส ส่วนพระราชาเองต้องออกศึกไปปราบจลาจล บอกว่า เธออย่าได้ประมาท จงช่วยปรนนิบัติพระดาบสแทนเราด้วย พระเทวีก็รับคำด้วยดี
ตั้งแต่พระราชาจากไป พระดาบสก็ไม่มาตรงเวลา ปรารถนาจะมาเวลาไหนก็มา มีอยู่คราวหนึ่ง พระเทวีจัดภัตตาหารเอาไว้ถวาย คอยอยู่จนนานแล้ว ไม่เห็นพระดาบสมา จึงสรงสนานพระกาย เสร็จแล้วก็ทรงพระภูษาหน้าเกลี้ยง ห่มไว้อย่างหลวมๆ นอนบนเตียงน้อย คอยทางมาของพระดาบสจึงเคลิ้มหลับไป
พระดาบสพอได้เวลาสะดวกก็เหาะมาทางอากาศ ผ้าพาดกลองที่นุ่งกระทบกับช่องพระแกล คือพระดาบสจะเหาะเข้าทางหน้าต่าง ผ้ากระทบกับหน้าต่าง พระเทวีก็ตกใจ สะดุ้งลุกขึ้น พระภูษาทรงหลุด พระดาบสเห็นดังนั้นก็ตะลึงในความงามของพระเทวี ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่โดยสภาวะของตนได้ เกิดความกำหนัดรักใคร่ แม้พระเทวีจะนิมนต์ให้นั่งก็ไม่นั่ง พระเทวีจึงนำภัตตาหารนั้นใส่ภาชนะภิกษาถวายพระดาบส แล้วก็นิมนต์ให้กลับ
พระดาบสตั้งแต่เห็นพระเทวีอย่างนั้น ฌานก็เสื่อม ราคะที่เคยข่มไว้ด้วยกำลังฌานกำเริบขึ้น เสมือนงูเห่าที่ถูกขังอยู่ในกะโปง พอหลุดจากกะโปงได้ก็ชูหัวแผ่แม่เบี้ย พระดาบสมีอาการเสมือนกาปีกหัก ไม่สามารถที่จะเหาะกลับได้ ได้แต่ถือภาชนะภิกษาเดินออกทางประตูใหญ่ ไปพระราชอุทยาน
ตั้งแต่วันนั้นมา ดาบสไม่สามารถที่จะฉันภัตตาหารได้ ได้แต่เอาซุกไว้ข้างเตียง นอนซมอยู่ในบรรณศาลา ด้วยพิษแห่งกามตัณหาที่เกิดขึ้นเผาลนจิตใจ อดอาหารอยู่ถึง ๗ วัน เมื่อพระราชายังชนบทให้สงบแล้วก็เสด็จกลับพระนคร เสด็จเวียนประทักษิณพระนคร ๓ รอบ แล้วก็ตรงไปหาพระดาบส โดยที่ยังไม่ได้เข้าไปในพระราชวัง เห็นอาศรมรกร้าง เต็มไปด้วยใบไม้ กิ่งไม้แห้ง หยากไย่ใยแมงมุม ก็ตกพระทัยคิดว่าพระดาบสคงจะหนีไปแล้วกระมัง จึงเปิดประตูบรรณศาลาเข้าไป พบพระดาบสนอน มีอาการคล้ายคนป่วย จึงถามว่าท่านไม่สบายหรืออย่างไร พระดาบสก็ตอบว่าอาตมาภาพถูกลูกศรเสียแล้ว พระราชาสงสัยคิดว่าศัตรูไม่ได้โอกาสที่จะทำร้ายเรา จึงทำร้ายพระดาบสของเรากระนั้นหรือ จึงพลิกพระดาบสดูรอยแผลที่จะถูกยิง พระดาบสก็บอกว่าศรนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนยิงอาตมาหรอก อาตมาแทงตัวเอง แทงที่หทัย ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นโดยที่อาตมานำมาเอง
เสร็จแล้วดาบสก็ขอให้พระราชาออกไปนอกอาศรม ขอโอกาสพระราชาสักครู่หนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นนั่ง นึกถึงฌานอภิญญาที่ตนเคยได้ นึกถึงกสิณทำบริกรรมกสิณ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น เข้าวาโยกสิณสมาบัติ เหาะขึ้นไปในอากาศ อนุศาสตร์ทำแก่พระราชา แล้วก็บอกลา แม้พระราชาจะอ้อนวอนให้อยู่ ท่านก็บอกว่าเพราะเราอยู่ในเมือง เพราะเราอยู่ที่นี่แท้ๆ ถึงได้แย่อยู่ในขณะนี้ เสร็จแล้วก็อำลาพระราชากลับไปอยู่ในป่าหิมพานต์ตามเดิม ยังฌานอภิญญาให้เกิดขึ้น เล่นฌานอยู่ตรงนั้นจนตลอดชีวิต แล้วก็มีฌานไม่เสื่อม เข้าถึงพรหมโลก
จะเห็นได้ว่าการสร้างบารมีนั้นก็มีข้อผิดพลาดได้เหมือนกัน แม้จะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คุณยายของเรานั้นเป็นผู้ที่ทรงฌาน ทรงอภิญญา การสร้างบารมีของคุณยาย ท่านก็ดูตัวอย่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณยายของเราแม้ไม่รู้หนังสือ อ่านพระไตรปิฎกไม่ออก แต่ภายในของท่านนั้น อัดแน่นไปด้วยพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน สงสัยอะไรคุณยายก็เข้ากลางไปถามพระธรรมกาย หรือระลึกชาติย้อนหลังไปดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นท่านบำเพ็ญบารมีมาอย่างไร ย้อนหลังไปดูเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ แล้วก็ดูข้อบกพร่อง แล้วก็ดูวันที่ดีที่สุด วันที่พระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีได้ดีที่สุด ท่านก็เอาวันนั้นแหละเป็นแบบ เป็นบรรทัดฐานทำให้ได้อย่างวันนั้น ทำให้ได้บ่อยๆ ทำให้ได้อย่างต่อเนื่องจนตลอดชีวิตของท่าน ป้องกันข้อผิดพลาดเพราะท่านรู้ดี มีปัญญา บอกว่าการสร้างบารมีถ้าทำให้ผิดพลาด ก็จะเสียเวลา
อย่างที่หลวงพ่อทัตตชีโวท่านได้เล่าเอาไว้ว่าคุณยายแม้จะถอนหญ้าไป ท่านก็ระลึกชาติไป ระลึกชาติไปดูพระพุทธเจ้าว่าท่านบำเพ็ญบารมีมาอย่างไร นั่นแหละ คุณยายของเรา คุณยายของเราเพียบพร้อมไปทั้งหมดเลย แม้ทานบารมีของคุณยายก็เป็นประเภททานที่ยิ่งใหญ่ เป็นทานที่ครอบฟ้าครอบจักรวาล เพราะว่าคุณยายท่านเป็นผู้นำในการสร้างวัดพระธรรมกาย บุญใดๆ ที่ใครก็ตามสร้างสมในอาวาสแห่งนี้ คุณยายมีส่วนร่วมในบุญนั้นๆ ทุกบุญไป คุณยายท่านเป็นผู้ชาญฉลาดในการสะสมบุญบารมีอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง
ดูตัวอย่าง อย่างโรงทานที่คุณยายเริ่มก่อตั้ง ท่านก็ทำตามอย่างพระโพธิสัตว์เจ้าในอดีต เป็นโรงทานที่ทำหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงพระ เลี้ยงเณรผู้มีศีลทั้งหลาย เลี้ยงอุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศีลผู้มีธรรม เลี้ยงกัลยาณมิตร สาธุชนผู้มีบุญ เป็นสังฆทานที่ยิ่งกว่าสังฆทาน เป็นนิจภัตตทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าได้บุญมาก
ฉะนั้นเราในฐานะลูกศิษย์ของคุณยาย ก็ต้องเอาอย่างท่าน ให้โรงทานของท่านสามารถเลี้ยงพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้อย่างต่อเนื่องเรื่อยไป เราก็จะได้บุญพิเศษ ได้บุญมากอย่างคุณยายด้วย
สำหรับการรักษาศีลของคุณยายนั้น ท่านก็ทำอย่างต่อเนื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศีล คือมีศีลอยู่ในชีวิตประจำวันของท่าน อย่างที่จะเห็นว่าการรักษาศีลของคุณยายนั้นเป็นการรักษาศีลอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ท่านกล่าวไว้ในหนังสือคำสอนยายเล่ม ๒ ว่า เกิดมาเป็นคนนี่โชคดีที่สุดแล้ว เราเกิดมาก็เพื่อมาสร้างความดี มาหากำไรใส่ตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีอย่าให้ติดตัวไป ชีวิตนี้จะได้มีกำไรมากๆ ภพชาติต่อไปจะได้ก้าวหน้า ก้าวหน้าไม่ถอยหลังกลับ เกิดชาติต่อๆ ไป คำว่าตกต่ำอย่าได้มีเลย
เหมือนอย่างยายเกิดมาแล้ว พออายุ ๒๖ ปียายก็ถือศีล ๕ ได้บริสุทธิ์ จนกระทั่งบัดนี้อายุได้ ๗๑ ปีแล้ว ก่อนนั้นยายผิดอยู่ข้อเดียวคือชอบตบยุง แต่พออายุ ๒๖ ปี ก็สอนตัวเองได้ว่ายุงตัวเล็กกว่าเราตั้งเยอะ ยังไปรังแกมัน ไปฆ่ามัน เราตบมันมาตั้ง ๒๖ ปีแล้ว ยุงจะลดลงสักตัวก็ไม่มี พอคิดได้อย่างนี้จึงรักษาศีล ๕ ตั้งแต่นั้นมา พออายุ ๒๘ ปี ก็รักษาศีล ๘ ได้บริสุทธิ์จนกระทั่งบัดนี้ เกิดมาชาตินี้ยายได้กำไรแล้ว มีแต่สิ่งที่ดีๆ ติดตัวไป ชีวิตยายจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จะไม่มีตกต่ำเลย ยายคว้าธงชัยของยายได้แล้ว จะกรองเอาแต่ที่ดีๆ ไป เพราะฉะนั้นต้องอธิษฐานให้ดี คำว่าไม่ดี คำว่าตกต่ำอย่าให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าเลย ให้มีแต่ที่ดีๆ ที่ทำให้ก้าวหน้าติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน
สำหรับการเจริญภาวนาซึ่งเป็นเหตุให้ใจบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากความเศร้าหมอง เข้าถึงความผ่องใส เข้าถึงความสุขนั้น คุณยายทำจนสามารถช่วยตัวเองได้ ช่วยพ่อของท่านได้ ได้ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้เป็นครูบาอาจารย์ ได้เป็นผู้นำในการสร้างวัดพระธรรมกาย เป็นผู้นำในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างสภาธรรมกาย แล้วก็สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี
การที่คุณยายสามารถได้รับบุญใหญ่ๆ ขนาดนั้น ก็เนื่องมาจากว่าคุณยายท่านมีใจที่บริสุทธิ์หยุดนิ่ง เข้าถึงพระธรรมกายที่สว่างไสว คุณยายจึงได้เป็นเจ้าของบุญอันเยี่ยมยอดนั้น คุณยายแม้จะไม่ค่อยมีเวลา เพราะเริ่มต้นตรงที่เป็นคนรับใช้เขา ไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเอง ต้องรีบทำงานให้เสร็จเร็วๆ แล้วก็หลีกไปนั่งธรรมะ ๑๐ นาทีบ้าง ๑๕ นาทีบ้าง แต่ใจคุณยายนั้นกระหยิ่มอยู่ตลอดเวลาว่า เดี๋ยวเถอะ เราจะรีบทำงานให้เสร็จ แล้วตอนดึกๆ จะไปนั่งธรรมะให้จริงๆ จะไปนั่งธรรมะให้ใสๆ ให้ดีจริงๆ เลย คุณยายท่านกระหยิ่มในธรรมะอยู่ตลอดเวลา ใจของคุณยายอยู่ในธรรมะตลอด ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ไม่ให้ใจพรากจากธรรมะเลย คุณยายจึงเข้าถึงพระธรรมกายได้ไว แล้วก็มีธรรมะที่เจริญรุดหน้า ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งตลอดเวลา
อย่างที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้พูดถึงอานิสงส์ของใจที่ต่อเนื่อง ความเพียรที่ต่อเนื่องเอาไว้ว่าในการบำเพ็ญภาวนา ความเพียรเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่ง ต้องทำเสมอ ทำเนืองๆ ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน ทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าละ อย่าทอดทิ้ง อย่าท้อแท้ มุ่งรุดหน้าเรื่อยไป ผลจะเกิดขึ้นวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ผลเกิดขึ้นอย่างไร ท่านก็รู้ด้วยตัวของท่านเอง เราทั้งหลายก็ต้องทำอย่างท่าน ทำตามท่านให้ได้ดีอย่างท่าน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ เป็นหลานศิษย์คุณยาย
พวกเราทั้งหลาย คุณยายผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถที่จะปราบมารประหารกิเลส ผู้ได้นามว่ามหารัตนะ เพราะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัตนะอันยิ่งใหญ่คือพระธรรมกาย บัดนี้ท่านก็ได้ละสังขารของท่านไปตามวาระแล้ว ได้เข้าถึงกายแห่งสมณะเทพบุตร ณ ดุสิตบุรีพิมาน ก็ด้วยบุญบารมีที่ท่านสั่งสมเอาไว้ดีแล้วนั่นเอง แม้จะอย่างนั้นก็ตาม คุณยายก็ยังได้ให้คำยืนยันไว้ว่าแม้ยายตายไปแล้ว ยายก็สามารถช่วยพวกเราได้ จะหาครูบาอาจารย์อย่างคุณยายได้ที่ไหนอีก ที่แผ่บารมีคุ้มครองผองศิษย์ แม้ชีวิตจะหาไม่แล้ว
คุณยายผู้ยิ่งด้วยความเพียร ทุกจังหวะชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างมีคุณค่า มีความสุข เบิกบานและแจ่มใสด้วยอำนาจแห่งใจที่หยุดนิ่งดีแล้ว วันๆ หนึ่งของคุณยายนั้นผ่านไปอย่างมีคุณค่า มีคุณค่าอย่างมหาศาล สมกับพุทธพจน์ที่ว่า
โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน
ก็ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่ตั้งมั่น
พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้มีปัญญา มีฌาน ประเสริฐกว่า
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
การฝึกจิตอันข่มได้ยาก เป็นธรรมชาติเร็ว มักตกไปในอารมณ์อันน่าปรารถนาเป็นการดี เพราะจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
วันนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตา รวมใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงคุณความดี บุญบารมีที่เราได้ตั้งใจสั่งสมอบรมมาตั้งแต่ในอดีตชาติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ บุญที่เราได้ตั้งใจกระทำในวันนี้ ได้ตั้งใจฟังพระสวดพระอภิธรรม ตั้งใจฟังเทศน์ นึกน้อมบุญนี้บูชาแด่คุณยาย อนุโมทนาบุญที่คุณยายมี ขอให้ข้าพเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมีส่วนแห่งบุญบารมีนั้นด้วย ธรรมอันใดที่คุณยายได้บรรลุได้เข้าถึงแล้ว ก็ขอให้เราได้เข้าถึงธรรมนั้นตามคุณยายไปด้วย
แล้วก็นึกแผ่ส่วนบุญนี้ไปให้แด่ผู้มีพระคุณ มีบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ ให้ท่านเหล่านั้นมีส่วนแห่งบุญนี้ แผ่บุญบารมีไปให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเบื้องล่าง เบื้องกลาง เบื้องบน ทั้งที่เกิดในทุคติ เกิดในอบายภูมิ นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ภุมมเทวา รุกขเทวา อากาสเทวา เทวดาในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น รูปพรหมและอรูปพรหมทั้งหลาย ให้ท่านเหล่านั้นรับทราบและอนุโมทนาบุญ มีส่วนแห่งบุญที่เราได้ตั้งใจบำเพ็ญนี้ รวมใจของเราหยุดไปที่ศูนย์กลางกาย นิ่งๆ ที่กลางดวงบุญ ให้ใจแจ่มใส เบิกบานสว่างไสว ไปด้วยอำนาจแห่งบุญที่เราได้ตั้งใจสั่งสมไว้ดีแล้วนี้ สัพเพฯ
******************************** จบ ********************************