ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อานิสงส์ของความศรัทธา ๕ ประการ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถระที่เคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ากัลยาณมิตรลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายผู้รักในการศึกษาวิชชาธรรมกายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) คุณยายรักธรรมะ รักบุญ รักสะอาด คุณยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นนักหนา คุณยายพูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา เรารู้ค่า บารมี นี้เพราะคุณยาย วันนี้นับเป็นวันดีอีกวันหนึ่งของพวกเรานักสร้างบารมีทั้งหลาย ที่จะได้มาร่วมกันแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ อันเป็นเครื่องหมายของคนดีที่บัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อนได้กระทำไว้เป็นเยี่ยงอย่างว่า คุณธรรมพื้นฐานของคนดีนั้นจะต้องมีความกตัญญู คือรู้คุณ แล้วก็กตเวทีคือตอบแทนคุณ พวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีกันทั้งนั้น และที่สำคัญพรรษานี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้เมตตาให้เป็นพรรษาแห่งการบูชาที่ยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าพรรษาแห่งมหาบูชา จากการแสดงธรรมของหลวงพี่ครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ ๖ มีนาคมที่ผ่านมานั้น หลวงพี่ได้กล่าวสรรเสริญคุณธรรมของคุณยายไว้ ๓ ประการด้วยกัน ประการแรก คุณยายเป็นต้นแหล่งแห่งศรัทธา ประการที่ ๒ คุณยายเป็นต้นแหล่งแห่งขวัญและกำลังใจ ประการที่ ๓ คุณยายเป็นต้นแหล่งแห่งความสามัคคี ซึ่งในวันนี้หลวงพี่ก็จะได้มาขยายความเพิ่มเติมในเรื่องของความศรัทธา ซึ่งหลวงพี่เห็นว่ามีความสำคัญมาก ก็อยากจะได้มาอธิบายเพิ่มเติมให้พวกเราได้ทราบกัน ซึ่งมีหัวข้อใหญ่ๆ อยู่ ๒ หัวข้อด้วยกัน ก็คือลักษณะของผู้มีศรัทธา แล้วก็อีกหัวข้อหนึ่งก็คืออานิสงส์ของศรัทธา ก็ขอให้พวกเราได้น้อมใจตาม เพื่อจะได้ตอกย้ำความศรัทธาของพวกเราให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น ว่าที่เขาบอกว่าบุคคลมีความศรัทธานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ในฐานะสูตร จากพระสูตร และอรรถกถาแปล อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๑ หน้า ๑๙๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระภิกษุไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส พึงรู้ได้ด้วยสถาน ๓ สถาน ๓ คืออะไร สถาน ๓ คือ บุคคลผู้ใคร่ในการเห็นผู้มีศีลทั้งหลาย ๑ บุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังธรรม ๑ บุคคลมีใจปราศจากมลทิน คือความตระหนี่อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยแล้ว มีมืออันล้างแล้วคือคอยจะหยิบของให้ทาน ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ พอใจในการให้และการแบ่งปัน ๑ ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส พึงรู้ได้ด้วยสถาน ๓ นี้แล กล่าวโดยสรุปก็คือว่าผู้ใดที่ใคร่ในการเห็นผู้มีศีล ปรารถนาจะฟังพระสัทธรรม และกำจัดมลทินคือความตระหนี่ที่อยู่ในใจได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าผู้มีศรัทธา ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นก็มีตัวอย่างอยู่หลายท่านด้วยกันที่เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาอย่างท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี หรือมหาอุบาสิกาวิสาขา ที่พวกเราหลายท่านก็คงคุ้นเคย มีพระอาจารย์ท่านได้มาแสดงธรรมในเรื่องของยอดอุปัฏฐากฝ่ายอุบาสก แล้วก็ยอดอุปัฏฐากฝ่ายอุบาสิกามาแล้ว ที่ในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้นั้นก็ยังไม่เห็นชัดเจนเท่ากับการที่ได้เห็นพวกเราลูกหลวงพ่อ หลานคุณยาย ที่ได้มาฟังธรรม บางท่านก็มาถวายภัตตาหารพระภิกษุตลอด บางท่านก็เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี บางท่านก็เพิ่งมาใหม่ แต่ก็ทำมาตลอด ก็เป็นสิ่งที่พอจะเห็นได้ในปัจจุบันนี้ หลายๆ ท่าน เป็นผู้ที่เรียกว่าชิตังเมกันมาหลายๆ ครั้ง คือสามารถเอาชนะความตระหนี่ ปิดบัญชีกันมาก็หลายหน แต่ปิดเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที ก็มีมาอยู่เรื่อยๆ อันนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ ล้วนแต่เป็นทายาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีศรัทธาเต็มเปี่ยมในพระพุทธศาสนาด้วยกันทุกๆ คน การที่ทุกท่านได้กระทำอย่างนี้ได้ เพราะทุกท่านนั้นมีต้นบุญต้นแบบ ตั้งแต่คุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ตลอดถึงพระเถรานุเถระที่คุณยายท่านได้ตั้งใจฝึกฝนอบรมเคี่ยวเข็ญมา ให้พวกเราได้รู้ได้เห็นและได้ปฏิบัติตาม โบราณท่านได้กล่าวไว้ในเรื่องทรัพย์ ว่าทรัพย์ของคนดีนั้นถึงแม้นจะมีน้อย ก็ยังได้เป็นที่พึ่งของบุคคลอื่น และได้แต่งไว้เป็นกลอนน่าฟังทีเดียว แต่งไว้ว่า ทรัพย์คนดี มีน้อย พลอยได้พึ่ง เหมือนน้ำบึง น้ำบ่อ พออาศัย ทรัพย์คนชั่ว มากมี ตระหนี่ใน ดื่มไม่ได้ น้ำสมุทร มันสุดเค็ม ก็อธิบายว่าทรัพย์ของบุคคลที่เป็นคนดี เหมือนกับน้ำบึงน้ำบ่อ ซึ่งมีไม่มาก ถ้าเปรียบเทียบกับน้ำในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แต่น้ำในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่นั้นไม่สามารถที่จะเอามาดื่มกิน เอามาทำการเกษตรได้ แต่น้ำบึงน้ำบ่อ ถึงแม้มีเล็กน้อย แต่ก็พอยังประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้เอามาทำการเกษตร เอามาดื่มกินได้ ที่พวกเราทั้งหลายได้สละทรัพย์กันมานับครั้งไม่ถ้วน ทรัพย์ของพวกเราได้ฝังไว้ดีแล้วในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทรัพย์ของคนดี พระพุทธศาสนาก็ได้พึ่งพาทรัพย์ของเรา เพื่อจะได้ขยายงานพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลยิ่งๆ ขึ้นไป ทีนี้เรามาดูอานิสงส์ของผู้มีศรัทธาว่าเมื่อเราเป็นผู้มีศรัทธาแล้ว จะทำให้เราได้อะไรบ้าง อานิสงส์ของผู้มีศรัทธานั้น ได้กล่าวไว้ในสัทธานิสังสสูตร จากพระสูตรและอรรถกถาแปลอังคุตตรนิกาย ปัญจก - ฉักกนิบาต เล่มที่ ๒๒ หน้า ๓๘ ได้อธิบายว่าสัปบุรุษผู้สงบในโลกทุกๆ ท่าน เมื่อจะอนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่อนุเคราะห์ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปหาผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่เข้าไปหาผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะต้อนรับ ย่อมต้อนรับผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่ต้อนรับผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะแสดงธรรม ย่อมแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่แสดงธรรมแก่ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ กุลบุตรผู้มีศรัทธาเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ โดยสรุปอานิสงส์ของการมีศรัทธานั้นก็มีอยู่ ๕ ประการด้วยกัน โดยย่อๆ ก็คือ ๑. จะได้รับการอนุเคราะห์ก่อน ๒. ได้รับการเข้าไปหาก่อน ๓. ได้รับการต้อนรับก่อน ๔. ได้สดับธรรมหรือฟังธรรมก่อน และประการสุดท้าย เมื่อละจากสังขารนี้แล้ว ย่อมเข้าสู่ความเป็นสหายของเทวดา คือเข้าสู่โลกสวรรค์ก่อน นี้จะอธิบายขยายความในข้อแรก ว่าสัปบุรุษผู้สงบในโลกทุกๆ ท่าน เมื่อจะอนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่อนุเคราะห์ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น คำว่าสัปบุรุษผู้สงบในโลกนั้นท่านหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย เมื่อท่านจะอนุเคราะห์สัตว์โลก ท่านย่อมอนุเคราะห์ผู้ที่มีศรัทธาก่อน อย่างเช่นท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาลคือนายปุณณะเศรษฐี ที่ก่อนจะเป็นเศรษฐีนั้นได้เป็นชาวนาไถนากับภรรยา พระสารีบุตรได้เข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน วันที่ ๗ ก่อนจะออกจากนิโรธสมาบัติก็ตรวจดูด้วยญาณว่าจะโปรดใคร นายปุณณะก็เข้ามาในญาณทัสสนะของท่าน ต่อมาท่านก็ตรวจดูว่านายปุณณะนั้นมีศรัทธาหรือไม่ ถ้าวันนั้นนายปุณณะไม่มีศรัทธาที่จะถวาย โอกาสก็พลาดไปที่จะได้เนื้อนาบุญคือพระสารีบุตร แต่นายปุณณะนั้นมีศรัทธา จึงมีโอกาสได้ทรัพย์ใหญ่ เมื่อได้ถวายทานกับพระสารีบุตรแล้ว ไถนาก็เป็นทองคำ นี่คือความสำคัญของศรัทธาว่าทำไมจึงต้องมีศรัทธา เพราะว่าเมื่อสัปบุรุษหรือบุคคลผู้พ้นจากกิเลสแล้ว ท่านจะโปรด ท่านจะโปรดบุคคลผู้มีศรัทธาก่อน ประการที่ ๒ และ ๓ ก็คือเมื่อจะเข้าหา ย่อมเข้าหาผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น และย่อมไม่ต้อนรับผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น คือสมมติว่ามีบุคคล ๒ คน บุคคลหนึ่งมีศรัทธา แต่อีกบุคคลนั้นไม่มีศรัทธา ถ้าพระอรหันต์ท่านจะไปโปรด ท่านก็จะเข้าบ้านบุคคลที่มีศรัทธาก่อน บุคคลที่ไม่มีศรัทธาก็พลาดโอกาสไป ประการที่ ๔ เมื่อจะแสดงธรรมย่อมแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่แสดงธรรมแก่ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่นหนึ่ง ก็อย่างที่พวกเรามานั่งฟังอยู่ที่นี่แหละ ก็มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ตั้งใจฟังธรรม จึงได้มีโอกาสฟังธรรม และประการสุดท้ายผู้มีศรัทธานั้นเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าสู่โลกสวรรค์ เพราะว่าการที่เรามีศรัทธานั้น พอศรัทธาเราเกิดขึ้น เราก็มีโอกาสที่จะทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา เพราะศรัทธานั้นเป็นเบื้องต้น การที่เราจะทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาได้นั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากการที่เรามีศรัทธาก่อน พอเรามีศรัทธาแล้วเราก็ทำด้วยความศรัทธาเลื่อมใส นี่ก็เป็นเรื่องของลักษณะของผู้มีศรัทธา ๓ ประการ และก็อานิสงส์ของศรัทธาอีก ๕ ประการ ที่มาขยายความให้พวกเราได้ฟังกันในวันนี้ และในสมัยพุทธกาลนั้น ก็มีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้บวชด้วยศรัทธา ก็คือพระรัฐปาลเถระ ซึ่งประวัติของท่านเป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว ท่านเป็นบุตรของเศรษฐีในถุลลโกฏฐิตนิคม ก็พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ แล้วก็มีความสมบูรณ์ด้วยกามคุณทั้งหลาย แต่เมื่อท่านได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ยินดีที่จะสละกามนั้น แล้วก็ออกบวช แต่ก็มีอุปสรรคก็คือว่าท่านนั้นเป็นลูกคนเดียว บิดามารดาก็ไม่อยากจะให้บวช อยากจะให้สืบทอดตระกูล แต่บุคคลเมื่อมีศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้ว อะไรก็มาขวางไม่อยู่ ท่านถึงกับยอมอดอาหาร เรียกว่ายอมตายกันทีเดียว เหมือนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านนั่งธรรมะ ท่านก็ยอมตายทีเดียว พระรัฐปาละท่านก็เหมือนกัน ตั้งใจไว้ว่าถ้าไม่ได้บวชจะอดอาหารจนตายเลย คนเราเมื่อมีความตั้งใจที่แรงกล้า เอาชีวิตเป็นเดิมพัน สุดท้ายก็ชนะนะ ไม่ว่าพ่อแม่จะอ้อนวอนอย่างไร ก็ไม่ฟัง สุดท้ายพ่อแม่ก็อ่อนใจ ก็อนุญาตให้บวช และเมื่อได้บวชแล้ว อีกไม่นานท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้บวชด้วยศรัทธา ธรรมะของท่านที่เป็นที่รู้จักกันของสาธุชนสมัยนั้นก็คือธัมมุทเทศ ๔ เป็นธรรมะที่มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน ซึ่งยังความเลื่อมใสให้แก่พระราชาพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าโกรัพยะ ธรรมะ ๔ ข้อของท่านนั้นได้กล่าวถึงความเสื่อมไปของสังขารไว้ว่า ข้อที่ ๑ โลกคือหมู่สัตว์ อันชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน ข้อที่ ๒ โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน ข้อที่ ๓ โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของๆ ตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป ข้อที่ ๔ โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ซึ่งธรรมะ ๔ ข้อนี้ เมื่อเรานำมาพิจารณาแล้ว ก็จะทำให้เรานั้นละวางทรัพย์สมบัติทั้งหลาย สิ่งรอบตัวทั้งหลาย แล้วก็มุ่งไปสร้างบุญสร้างบารมีเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ก็ให้เราลองพิจารณาตามไปดู ข้อที่ ๑ โลกคือหมู่สัตว์ อันชรานำเข้าไป ไม่ยั่งยืน คือสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเดินเข้าสู่ความชราและความตายอยู่ตลอดทุกอนุวินาทีเลย อย่างเรานั่งกันอยู่ตรงนี้ เซลต่างๆ ในร่างกายของเราเสื่อมถอยไปทุกอนุวินาที เกิดดับทุกอนุวินาที ถ้าเรายังยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ในทรัพย์สินของเรา คิดว่าเป็นของๆ เราอยู่ เราก็ไม่มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ ดังนั้นให้เราหมั่นพิจารณาธรรมะ ๔ ข้อนี้อยู่เนืองๆ ข้อที่ ๒ โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน คือใครที่เขาบอกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จริงๆ แล้วก็มีผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า คือความแก่ ความเจ็บ และความตาย ถึงแม้จะใหญ่แค่ไหนก็แล้วแต่ แต่สักวันหนึ่งเขาก็ต้องทิ้งความยิ่งใหญ่นั้นไป แล้วก็เข้าสู่ความแก่ ความเจ็บแล้วก็ความตาย ข้อที่ ๓ โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป เราเกิดมา เด็กทารกพอเกิดมา ประการแรกก็คือร้องก่อน ร้องจ้าก่อนเลย แล้วก็กำมือแน่นเลย เป็นธรรมะอย่างหนึ่งเหมือนกันให้เราได้รู้ว่า คนเราเกิดมาเพื่อจะยึดมั่นถือมั่น แต่พอเวลาเราละสังขารไปแล้ว เมื่อทำพิธีรดน้ำศพ ก็ต้องแบมือให้คนที่มาร่วมงานรด ก็เป็นธรรมะให้เรารู้ว่า พอเวลาตายเอาอะไรไปไม่ได้เลย ต้องแบหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายของเรา ที่เราคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นของเราอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลามันก็ต้องทิ้งไปทั้งหมดเลย อันนี้เป็นในส่วนของร่างกายเรา จะนับประสาอะไรกับทรัพย์สมบัติข้างนอกที่มาทีหลัง และข้อที่ ๔ โลกคือหมู่สัตว์ย่อมพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม แล้วก็เป็นทาสแห่งตัณหา คือถ้าไม่มีปัญญาพิจารณา คำว่าพอ มันหายากเหมือนกัน คนในโลกนี้มีร้อย ก็อยากจะมีพัน มีพันอยากจะมีแสน มีแสนก็อยากจะมีล้าน แต่ถ้ามีแล้วเอามาสร้างบารมีก็ดี มีร้อยล้าน พันล้านก็ดี แต่มีไว้สร้างบารมี แต่ถ้าตัวเองมีแล้ว และต้องไปเบียดเบียนคนอื่น และก็ไม่รู้จักพอก็ลำบาก ก็จะเป็นทุกข์ทั้งตนเองและผู้อื่น นี่ก็เป็นตัวอย่างของพระภิกษุในสมัยพุทธกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญไว้ พรรษานี้เป็นพรรษามหาบูชา หลวงพี่ก็อยากจะน้อมนำโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในบางตอนที่ประทับใจ แล้วก็อยากจะมาถ่ายทอดให้พวกเราฟัง หลวงพ่อท่านได้กล่าวไว้ที่อุโบสถวัดพระธรรมกายให้แก่พระภิกษุ สามเณรได้ฟัง ท่านบอกว่าคำว่ามหาบูชาหมายถึงการบูชาที่ยิ่งใหญ่ บูชาใคร บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทั่งบูชาครูบาอาจารย์ของเรา คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และบูชาคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้สืบทอดและถ่ายทอดวิชชาธรรมกายมาถึงพวกเรา ครูบาอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านนี้เป็นผู้มีพระคุณแก่พวกเราและชาวโลกอย่างมาก ท่านเปรียบประดุจพ่อ ประดุจแม่ แม้นจะนำท่านมานั่งบนบ่า บนไหล่ทั้ง ๒ ข้าง ให้มาถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ กี่โกฏิกี่กัป ก็ยังทดแทนพระคุณท่านไม่หมด ต้องบูชาท่านด้วยการบูชาอันยิ่งใหญ่ ทำสิ่งที่ท่านชอบและถูกใจท่าน เมื่อทำในสิ่งที่ท่านชอบและถูกใจท่าน จึงจะได้ชื่อว่าบูชาท่าน ตอบแทนพระคุณท่าน สิ่งที่ท่านชอบที่เป็นหลักก็มีอยู่ ๒ อย่างคือปฏิบัติบูชา และอามิสบูชา เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเรียนเชิญทุกท่านได้น้อมนำใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพื่อจะปฏิบัติบูชาด้วยกัน ให้พวกเรานึกถึงบุญกุศลที่พวกเราได้ตั้งใจมาตอบแทนคุณของคุณยาย แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่าน และบุญกุศลที่พวกเราได้กระทำมาทั้งหมด เป็นบุญเล็กบุญน้อย ที่เรานึกได้ก็ดี นึกไม่ได้ก็ดี ให้นึกอาราธนาบุญกุศลเหล่านั้นเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกๆ คน นึกอย่างเบาๆ สบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ใครถนัดแบบไหนตามใจชอบแต่ละคนเลยนะ ให้นึกน้อมภาพคุณยายเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายของเราทุกๆ คน บางท่านอาจจะนึกชัดเจนแจ่มใส บางท่านอาจจะลัวๆ ลางๆ ก็ไม่เป็นไร ให้น้อมคุณยายไว้ในศูนย์กลางกายของพวกเราทุกๆ คน แล้วเราก็กราบคุณยายว่าเราทุกคนได้ตั้งใจมาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณยาย บุญกุศลที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ขอน้อมถวายแด่คุณยาย และกราบขอความเมตตาคุณยายได้นำลูกหลานทุกคนไว้ที่กลางกายของคุณยาย และกลั่นแก้ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ทั้งหลายที่ไม่ดี ให้มลายหายสิ้นไปให้หมด ให้มีแต่ผังที่ดีๆ ที่จะเกื้อกูลในการสร้างบุญสร้างบารมี ตามติดคุณยาย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะไปได้ตลอดรอดฝั่งทุกภพทุกชาติ ใครเจ็บไข้ไม่สบาย ทั้งหลาย บาปศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้มลายหายสิ้นไปให้หมด มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดีวันดีคืน ใครเป็นนักธุรกิจค้าขาย เป็นลูกจ้างบริษัท ก็อธิษฐานจิตคุณยาย ทำมาค้าขายอะไรก็แล้วแต่ ก็ให้ขายคล่องกำไรงาม มีทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมาทุกทิศทุกทาง ท่านใดที่ปรารถนานอกเหนือจากนี้ที่เป็นไปในการสั่งสมบุญสั่งสมบารมีเพิ่มเติม บุญเพิ่มเติม บารมีของพวกเราทั้งหลายก็ให้อธิษฐานจิตตามใจปรารถนากันสักครู่หนึ่งนะ (สัพเพฯ) *********************************** จบ ***********************************