ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วิธีการพ้นทุกข์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก และเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่าน ในค่ำคืนนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีอีกวาระหนึ่งที่ทุกท่านได้พร้อมกันเดินทางมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยพร้อมเพรียงกัน ถ้าหากจะกล่าวถึงบุคคลผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ สมควรแก่การเคารพบูชากราบไหว้แล้ว ก็คงไม่มีบุคคลท่านใดที่จะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระพุทธองค์นั้นท่านเป็นจอมศาสดาเอกของโลก เป็นผู้ที่สามารถตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง คือสามารถที่จะรู้แจ้งในทุกๆ สรรพสิ่งได้ด้วยตัวของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอก หรือว่ามีใครมาสอนแต่อย่างใด พระองค์ยังเป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย แต่ว่าก่อนที่พระองค์จะสามารถตรัสรู้ได้นั้น พระองค์ก็ต้องสั่งสมบุญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ตั้งแต่ชาติแรกจนกระทั่งถึงพระชาติสุดท้ายที่ได้ตรัสรู้ ท่านเองต้องสั่งสมบุญบารมีมากมาย นับประมาณไม่ได้ แต่เดิมท่านเองก็เป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับพวกเรานี่เอง คือมีเลือด มีเนื้อ มีหนัง มีกระดูก ต่างก็ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายกันไปเหมือนกันกับพวกเรา ทุกชาติที่ท่านเกิดมาก็สั่งสมประสบการณ์เอาไว้ แต่ว่าสิ่งที่พิเศษที่ต่างจากบุคคลธรรมดาก็คือท่านนั้นเป็นผู้ที่มีใจที่พิเศษ คือมีใจที่มุ่งปรารถนาพระโพธิญาณ จะเก็บเอาไปแต่ประสบการณ์ที่ดี เป็นประโยชน์ เป็นบุญเป็นกุศล เป็นบารมีเท่านั้น สิ่งใดที่ท่านทราบว่าเป็นความชั่วช้าลามก เป็นบาป เป็นอกุศล ท่านจะพยายามไม่เลือกเก็บเอาไว้ในใจ จะเลือกเก็บแต่สิ่งที่ดี นี่เป็นความพิเศษของท่าน แรกๆ ก็มีบ้างที่ท่านพลาดพลั้ง เนื่องจากยังไม่ทราบว่าสิ่งใดเป็นบาป เป็นความชั่ว ก็มีพลั้งเผลอไปทำบ้าง ไปคิดบ้าง ไปพูดบ้าง ก็ส่งผลตามการกระทำของท่านเอง ก็ต้องพลัดไปตกในอบายภูมิอยู่บ้าง แต่ว่าเมื่อท่านสั่งสมบารมีมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็มีความดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่พลาดพลั้งไปนั้นก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ การที่จะต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิก็น้อยลง น้อยลง สิ่งที่เป็นความดีงามก็เข้ามาสู่ตัวของพระองค์มากขึ้นทุกวันทุกวัน จนกระทั่งติดเป็นนิสัยที่ดีของพระองค์เอง เป็นนิสัยที่ดีงาม หรือว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี ที่เรียกว่าบารมี ๑๐ทัศ ตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมีทั้ง ๑๐ ประการ เป็นนิสัยที่ดีงามของท่านที่บังเกิดขึ้นมา ตั้งแต่นั้นท่านก็ทราบว่าเราเองจะต้องสั่งสมบารมีอย่างเป็นระบบ คือสรุปรวบยอดความดีทั้งหลายในโลกนี้ไม่เกิน ๑๐ อย่างนี้ และในที่สุดเมื่อบารมีแก่รอบจนกระทั่งมากมายและบริสุทธิ์ สะอาด ผ่องใสดีแล้วก็สามารถที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ในที่สุด และด้วยพระปัญญาของท่านเองที่ได้สั่งสมมามาก ในคืนวันก่อนที่จะตรัสรู้นั่นเอง ท่านก็ได้ข้อสรุปมาอยู่ข้อหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต้องประสบพบเจอในทุกๆ ชาติ ทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือว่ายากจนเข็ญใจแค่ไหน จะเป็นพ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจ นักการเมืองหรือว่าพระราชา มหากษัตริย์ต้องเจอทั้งนั้น ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ สิ่งนั้นท่านบอกว่าเป็นความทุกข์ ความทุกข์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ แม้กระทั่งตัวของท่านเองก็ต้องเจอ การที่ท่านบอกอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่ว่าท่านมองโลกตามความเป็นจริง และความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้นด้วยตั้งแต่เราเกิดมาจากครรภ์ของมารดาในวันแรกที่ลืมตาดูโลก ไม่มีใครเลยที่ลืมตามาพร้อมกับเสียงหัวเราะ เบิกบาน ว่าได้เกิดมาแล้วบนโลกใบนี้ โดยปกติก็เห็นแต่ร้องไห้จ้ากันมาทุกคน ถ้าใครหัวเราะมา เราคงเข้าใจว่าเป็นทารกที่ผิดปกติเป็นแน่ เพราะเหตุว่าแม้กระทั่งบรรยากาศในโลก อุณหภูมิปกติ อุณหภูมิห้องนี่ทารกน้อยยังไม่สามารถที่จะทนได้ นั่นเป็นความทุกข์ตั้งแต่เกิดมาแล้ว พออายุมากขึ้นก็เริ่มมีอายุแก่ตัวลงไป ก็ยังเป็นความทุกข์เข้าไปอีก ไม่มีบุคคลใดที่อยากจะให้ตัวเลขอายุของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ริ้วรอยบนใบหน้าเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่พึงปรารถนาทั้งสิ้น ทุกคนย่อมไม่อยากที่จะชราภาพลงไป เพราะฉะนั้นความแก่ก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นความตาย หรือว่าระยะตอนที่เราใกล้จะตายยิ่งเป็นความทุกข์หนักเข้าไปอีก เพราะว่าการที่จะต้องทนกับความทรมานของสังขารที่ไม่อาจจะควบคุมได้แล้ว เป็นความทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น เมื่อละโลกไปแล้วยังส่งผลความทุกข์ไปยังหมู่ญาติและพี่น้องทั้งหลายอีก ดังนั้นความเกิด ความแก่และความตายจึงเป็นทุกข์ประการนี้ นอกจากนี้ยังมีความทุกข์ที่เป็นทุกข์จร เรียกว่าเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป เช่นความโศกเศร้า ความเสียใจ ความร่ำพิไรรำพันต่างๆ นั่นก็เป็นอาการอย่างหนึ่งของความทุกข์ที่อยู่ในตัวของคนเรา ความทุกข์กายทุกข์ใจ อาการป่วยทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งการพบเจอในสิ่งที่ตัวเองไม่รัก ไม่พึงปรารถนา ก็เป็นความทุกข์ การต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ก็เป็นความทุกข์ การต้องพลัดพรากจากของรักของตัวเองก็เป็นความทุกข์ ซึ่งพระองค์ได้สรุปเอาไว้ว่าความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลจากตัวของเราเลย จริงๆ แล้วอยู่ภายในตัวของเรานี่เอง ที่ท่านบอกว่าขันธ์ ๕ นี่เป็นความทุกข์ เมื่อเราเดินไปไหนมาไหนนั่นแหละเราแบกความทุกข์ไปกับตัวเราทุกวี่ทุกวัน แต่ด้วยพระปัญญาของพระองค์ เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ทรงท้อพระทัย ท่านเป็นบุคคลที่สู้กับปัญหา กล้าที่จะเผชิญกับปัญหา ในเมื่อตัวเองต้องทุกข์อย่างนี้ ต้องหาเหตุของความทุกข์ให้ได้ว่าทุกข์นั้นมาอย่างไร ท่านสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวตั้งแต่ธรรมชาติ เช่นเมื่อมีความร้อนก็ย่อมมีความเย็นแก้ เมื่อมีความมืดก็ย่อมมีความสว่างแก้ เมื่อมีต่ำก็มีสูง อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีความทุกข์ มันก็ต้องมีอย่างหนึ่งที่สามารถแก้ความทุกข์ได้ แล้วท่านก็ค้นพบภายในตัวเองว่าจริงๆ แล้ว ความอยากนั่นเอง ความอยากนั่นเองที่เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาในตัวของคนเรา ถ้าหากว่าสามารถขจัดความอยากไปได้แล้วล่ะก็ ความทุกข์ก็จะไม่บังเกิดขึ้นมาอีก ความอยากนั้นก็มาในหลายๆ รูปแบบด้วยกัน อย่างเช่นความอยากเห็นในสิ่งที่สวยงาม ความอยากได้ในสิ่งที่พึงปรารถนาทั้งหลาย บางคนเห็นรถสวยๆ งามๆ ก็อยากจะขับ อยากจะได้มาเป็นของตัวเอง พยายามเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถคันนั้นที่ตัวเองชอบมาให้ได้ ในระหว่างนั้นเองความทุกข์ก็เกิดขึ้นด้วย นั่นเรียกว่าเป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ถ้าหากไม่สามารถที่จะซื้อรถคันนั้นได้ ก็ยิ่งเป็นความทุกข์หนักเข้าไปอีก เป็นความขัดเคืองใจ ขัดข้องขุ่นใจไปตลอด บางคนชอบอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทดี ต้องซื้อบ้านที่มีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ที่ชอบ เมื่อไม่ได้ก็เป็นความทุกข์เกิดขึ้นในใจ ต้องทนอยู่ที่เก่าอยู่ร่ำไป หรือบางคนชอบคนที่หน้าตาดี หน้าตาสวย อยากเข้าไปพบ ไปคุย ไปพูดด้วย แต่ว่าเมื่อไม่ได้สมดังปรารถนาความทุกข์ก็เกิดขึ้นในใจเช่นเดียวกัน บางคนอยากได้ยินเสียงที่ไพเราะ รอเวลาได้ยินเสียงเพลงที่ชอบ ก็มีความสุข แต่ว่าสิ่งนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ความสุขแต่อย่างใด เพราะว่าจริงๆ เป็นความทนได้ง่ายมากกว่า ส่วนความทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าความทนได้ยาก เมื่อไม่ได้ยินเสียงนั้น ความทุกข์ก็บังเกิดขึ้นมา ดิ้นรนแสวงหาเพื่อที่จะให้ได้มาในสิ่งนั้น บางคนชอบอาหารอร่อยๆ เคยไปทานที่ภัตตาคารนั้นมา อยากจะไปทานอีก พอดีวันนั้นภัตตาคารเกิดปิดขึ้นมา ก็ไม่สามารถทานได้ นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ เพราะว่าใจของตัวเรานี่เอง ได้ออกไปอยู่นอกตัวเรียบร้อยแล้ว เมื่อไปติด หรือว่าไปปรารถนาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร เรียกว่าใจออกไปอยู่นอกตัว ใจไม่ได้กลับเข้ามาอยู่ในแหล่งของความสุขที่แท้จริง เมื่ออยู่นอกตัวก็แสวงหาร่ำไป ทั้งชาติก็ไม่สามารถที่จะเจอความสุขภายในได้ บางคนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ตอนนี้เป็นลูกน้อง เป็นลูกน้องอยากที่จะเป็นหัวหน้าเขา เพราะว่าลูกน้องต้องทำงานหนัก ต้องทำตามคำสั่งของหัวหน้า บางทีอยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากจะเป็นตัวของตัวเองบ้าง ก็ไม่สามารถที่จะทำได้เต็มที่ ดิ้นรนแสวงหาอยากที่จะเป็นหัวหน้าเขา ในขณะนั้นเองก็เป็นความทุกข์เกิดขึ้นมาเหมือนกัน แต่พอได้เป็นหัวหน้าเขาสมใจแล้ว ก็ต้องมีภารกิจหน้าที่ต่างๆ มากมายในการบริหารสถานที่หรือว่าองค์กรนั้นๆ ในหลายๆ ฝ่าย หลายๆ หน่วยงาน ก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในที่สุดอยู่ดี ก็บังเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาอยากที่จะเป็นลูกน้องเหมือนเดิมอีก หัวหน้างานไม่อยากจะเป็นแล้ว เพราะว่ามีงานเยอะกว่าเดิมหลายเท่า นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นเหตุของความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ดังนั้น พระองค์ก็ค้นพบถึงเหตุต่างๆ เหล่านี้ แล้วก็พยายามที่จะหาสิ่งที่มาแก้ความอยากให้ได้ ถ้าเราแก้ความอยากได้เมื่อไหร่ ก็แปลว่าความทุกข์ย่อมหายไปจากตัวของพระองค์เองและสรรพสัตว์ทั้งหลายไปด้วย ท่านก็ค้นเข้าไปในตัวเอง แล้วก็พบว่าถ้าอยากจะหมดความอยาก หรือว่าหยุดอยากได้ ก็ต้องทำให้หมดทุกข์เสียก่อน คือทำให้ตัวเองไม่มีความอยากในตัว หรือว่าหยุดอยากนั่นเอง เมื่อหยุดอยากได้เมื่อไหร่ ความสุขก็จะบังเกิดขึ้นมาในใจ และเมื่อค้นพบคำตอบนี้แล้ว ท่านก็มีความเชื่อมั่นอย่างแน่แท้ทีเดียวว่าสภาวะนั้นต้องบังเกิดขึ้น ต้องมีจริงๆ แน่นอน เรียกว่าเรามีความคิด มีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับความทุกข์และหนทางแก้ทุกข์ ดังนั้นจึงทรงหาวิธีการต่อไป วิธีการที่จะทำอย่างไรนะ จึงจะสามารถหยุดอยากได้ วิธีการนี้ท่านค้นพบว่ามันมีอยู่เพียงวิธีการเดียวเท่านั้น เป็นหนทางเดียวหรือเรียกว่าเอกายนมรรค เป็นหนทางอันประเสริฐหนทางเดียวที่เรียกว่าหนทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะหยุดอยากได้ หรือว่าพ้นทุกข์ได้ หนทางนั้นถ้าว่าโดยสรุปแล้วก็คือการกระทำตัวเองให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ ถ้าหากว่าบุคคลใดกระทำตัวเองให้มีความบริสุทธิ์ได้ทั้งกาย วาจา และใจ ทั้งธาตุธรรมในตัวบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วล่ะก็ จะเข้าถึงสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ได้อย่างเที่ยงแท้ถาวร ไม่กลับมามีความทุกข์อีกต่อไป แต่ว่าวิธีการนี้ก็มีอยู่หลายขั้นตอนด้วยกัน ในระยะเริ่มต้น เราก็ต้องมีความเห็นที่ถูกต้องเสียก่อน คือทำความเข้าใจของเราให้ถูกต้องเสียก่อน เข้าใจถูกต้องในเรื่องราวของโลกและชีวิต คือโลกนั้นก็มีเกิดแล้วก็มีดับแตกสลายไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งคน สัตว์ สิ่งของที่บังเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร มีอันต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด แม้แต่คนเราก็ย่อมเสื่อมสลาย ละสังขารไปในที่สุดเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังต้องมีความเชื่อว่าทำดีแล้วได้ดีจริงๆ ทำชั่วได้ชั่วจริงๆ พูดง่ายๆ คือเชื่อผลของกรรม ของการกระทำ ของตัวเองนั่นเอง ว่าถ้าหากทำความดีผลต้องเป็นความดีแน่ๆ ทำดีแล้ว ผลจะออกเป็นความชั่วไม่ได้ และทำความชั่ว ทำบาปแล้วผลก็ต้องออกมาเป็นความชั่ว เป็นความบาป จะทำบาปแล้วได้บุญนั้นเป็นไปไม่ได้ เรามีความเชื่อกันอย่างนี้ ทำทานแล้วได้ผลจริง ทำทานแล้วมีทรัพย์สมบัติบังเกิดขึ้นจริง นี่ก็เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้เมื่อทำความเห็นของตัวเองได้ แน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะมีความเชื่อมั่นอย่างแน่แท้ทีเดียวว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริงๆ ไม่ได้มีเพียงปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเท่านั้น และมีความเชื่อมั่นอีกด้วยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสรู้จริงๆ ด้วยพระองค์เอง โดยที่ไม่มีใครบอกใครสอน พระองค์ไม่ได้ไปค้นคว้าในห้องสมุด หรือว่าทำงานในห้อง Lab จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แล้วสามารถรู้ได้ แต่ว่าพระองค์รู้ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ สั่งสมบุญบารมีมาจนมากนับประมาณมิได้ แล้วจึงสามารถตรัสรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง เมื่อบุคคลนั้นมีความเชื่อ มีความเห็น หรือมีความเข้าใจที่ถูกต้องดีงามเช่นนี้แล้ว ก็จะส่งผลไปอีก ส่งผลไปยังความคิดของบุคคลนั้นเอง ให้มีความคิดว่าโลกใบนี้เป็นสถานที่ที่อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นมาไม่ว่าจะสร้างให้มั่นคงถาวรแค่ไหนก็ตาม วันหนึ่งก็ต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด ความคิดเบื่อหน่าย ในการทนทุกข์อยู่ในโลกนี้ก็จะไม่มี อยากที่จะพ้นทุกข์ แล้วก็อยากที่จะออกจากกามภพ ออกจากกามทั้งหลายไปให้ได้ ความคิดนี้จะบังเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันทุกวัน มีใจจรดจ่อมากเข้ามากเข้า ก็จะมีความรู้สึกเช่นนี้ทุกชั่วโมง ทุกนาที อย่างยิ่งยวด จะตรึกอยู่แต่เรื่องนี้ทุกๆ วินาที ทุกๆ ขณะจิตทีเดียว อยากที่จะพ้นทุกข์ไปให้ได้ เมื่อความคิดเช่นนี้บังเกิดขึ้นมาแล้วก็จะส่งผลไปยังคำพูดของคนๆ นั้นเอง ส่งผลไปทางวาจา คำพูดที่ออกมาจากปากของบุคคลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะพูดในเรื่องที่เป็นอรรถเป็นธรรม จะพูดคุยในเรื่องที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ไปให้ได้ คำพูดหรือว่าวาจาใดที่พูดออกมาแล้วที่ไม่ใช่สุภาษิต ไร้สารประโยชน์ ไม่เป็นอรรถเป็นธรรม ไม่นำพาไปสู่หนทางของพระนิพพาน บุคคลนั้นก็จะมีสติ คิดได้ก่อนที่จะพูดออกมา แล้วก็จะไม่พูดในคำหรือว่าประโยคนั้นเลย เมื่อส่งผลมายังคำพูดแล้วก็ยังส่งมาที่การกระทำอีกด้วย ทำให้การกระทำทั้งหลายเป็นไปเพื่อที่จะพ้นทุกข์ เป็นการกระทำที่ดีงาม สิ่งใดก็ตามที่เป็นหนทางแห่งการเบียดเบียนทั้งตัวเอง เบียดเบียนทั้งบุคคลอื่น เบียดเบียนทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวใหญ่หรือว่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพียงใดก็ตาม ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ทำความเป็นเบียดเบียนนั้นเลย แม้แต่ยุงตัวเล็กๆ มดตัวเล็กๆ ก็จะไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายเลย ใจของเขาจะมีแต่ความเมตตาบังเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะนั่นเป็นผลจากความเข้าใจถูก ความคิดถูกของเขานั่นเอง ว่าถ้าทำสิ่งนั้นไปแล้วมันเป็นการขวางหนทางสายกลาง เป็นการขวางหนทางของพระนิพพานของตัวเองและของคนอื่นด้วย ดังนั้นทั้งความคิด คำพูด และการกระทำก็จะไม่ทำในสิ่งที่เป็นอกุศลแม้แต่เพียงเล็กน้อย เมื่อเป็นดังนี้แล้ว แม้ถึงคราวที่จะต้องประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตของตัวเอง ก็จะเลือกประกอบแต่ อาชีพที่ทำให้ไม่ต้องเบียดเบียนใครทั้งตัวเองและผู้อื่น อาชีพไหนที่เมื่อทำแล้วทำให้ผู้อื่นต้องได้รับความเดือดร้อน ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ทำ แม้นว่าเศรษฐกิจของตัวเองจะบีบรัดเพียงใดก็ตาม แม้นว่าจะไม่มีอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็ตาม บุคคลนั้นก็จะไม่ยอมที่จะทำอาชีพที่ทุจริตหรือว่าต้องเบียดเบียนเลย แม้ว่าตัวเองจะต้องอดตายก็ยอม คือมีความทุ่มเท ทำความดีด้วยชีวิตเข้าแลกทีเดียว เมื่อเป็นดังนี้แล้ว บุคคลผู้ซึ่งยอมสละได้แม้ชีวิตเพื่อความดีอย่างนี้ บุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่มีความเพียรพยายามเป็นเลิศ เพียรพยายามที่จะเลิกความชั่วเพียงเล็กน้อย แม้ไม่มีใครเห็นเขาก็จะไม่ทำความชั่วนั้น ตรงกันข้ามเขาจะมีความเพียรพยายามที่จะทำความดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป แม้ว่าเป็นความดีเพียงเล็กน้อยและไม่มีใครเห็นก็ตาม เขาจะทำความดีนั้นด้วยการทุ่มชีวิตของเขาทีเดียว เมื่อเป็นดังนี้แล้ว บุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัว มีความระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นความดีงาม สิ่งใดเป็นความชั่ว แล้วก็จะเลือกคิด พูด ทำ ในสิ่งที่เป็นความดีเท่านั้น สุดท้ายก็จะมีความตั้งใจมั่น คือมีความตรึกนึกคิด อารมณ์อยู่แต่ในความดีล้วนๆ ทุกๆ วัน ทุกๆ ชั่วโมง ทุกๆ นาที ทุกๆ วินาที ทุกๆ ขณะจิตของเขาจะเป็นไปเพื่อประกอบความดีงามแต่เพียงส่วนเดียว พูดง่ายๆ ใจของเขาจะแช่อยู่ในกลางของความสุข กลางของแหล่งกำเนิดความดีทั้งหลายอยู่เสมอ นี่ก็เป็นวิธีการในการพ้นทุกข์ เรียกว่าเป็นหนทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ให้คำตอบกับมนุษย์ทั้งโลกเอาไว้นั่นเอง แต่ถ้าหากจะกล่าวโดยสรุปถึงวิธีการนี้แล้ว สิ่งที่เป็นเหมือนกับแกนหลักให้กับขั้นตอนทั้งหลาย ให้สามารถทำได้ บรรลุผลสำเร็จได้โดยสะดวกง่ายดาย แกนหลักนั้นก็คือการทำสมาธิ หรือว่าการตั้งใจมั่นในสิ่งที่ดีงาม คือการเจริญภาวนานั่นเอง ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้แนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์เป็นลำดับมาว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ คำๆ นี้เป็นคำที่สรุปรวบยอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ตรงกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้จริง ไม่ได้ออกห่างจากร่องรอยของคำสอนของพระองค์เลยแม้แต่น้อย และคำๆ นี้เอง หยุดเป็นตัวสำเร็จ คือบทสรุปประสบการณ์ทั้งหลายที่พระบรมโพธิสัตว์ต่างได้กระทำมาอย่างน้อย ๒๐ อสงไขย แสนมหากัป ระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นสามารถสรุปเหลือเพียงคำเดียว คือคำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จนี้ ดังนั้นพวกเราทั้งหลายที่เป็นศิษย์ของท่านในยุคปัจจุบันนี้ จึงเป็นผู้ที่มีบุญมาก ได้สั่งสมบุญมาอย่างดีแล้ว จึงได้มาทราบคำๆ นี้ และได้มา ประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาในทุกๆ วัน ไม่ต้องลองผิดลองถูกอย่างพระโพธิสัตว์ในกาลก่อนทั้งหลายที่ท่านลองผิดลองถูกมาด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ดังนั้นการได้ตอบแทนพระคุณของท่าน จึงเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนควรกระทำ และเมื่อตอบแทนท่านแล้ว ผลที่ได้รับก็กลับมาสู่ตัวของเราเองด้วย พูดง่ายๆ ว่าทำให้ท่านแต่ว่าได้ที่เรา เราเองจะเป็นผู้ได้ ได้บุญบารมีเพิ่มขึ้นทุกวัน การบูชาท่านโดยหลักแล้วก็มีอยู่ ๒ วิธีด้วยกัน อย่างแรก คืออามิสบูชา ในขณะนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะได้สั่งสมมหาทานบารมีด้วยการสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เพื่อที่จะประดิษฐานรูปหล่อทองคำของท่าน ดังนั้นโอกาสนี้ได้มาถึงพวกเราแล้ว ถ้าหากเราเกิด ก่อนหน้านี้หรือว่าหลังจากนี้ไปก็พลาดที่จะได้มีโอกาสอย่างนี้ ดังนั้นขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสามารถให้เต็มที่ บุคคลผู้มีบุญทั้งหลายกำลังรอข่าวบุญจากพวกเราอยู่ เมื่อพวกเขาทราบข่าวบุญนี้แล้ว บุคคลผู้ที่สั่งสมบุญมาดีแล้ว ก็จะมีความศรัทธาเลื่อมใส (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) และตอบรับคำเชิญชวนของเรา มาร่วมสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี และความสำเร็จก็จะบังเกิดขึ้นในไม่ช้า อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการบูชาธรรมท่านก็คือการปฏิบัติบูชา การปฏิบัติบูชาถือว่าเป็นสุดยอดของการบูชา ในโอกาสอันใกล้นี้ อีก ๓ วันก็จะถึงวันงานบุญใหญ่ของทางวัดของเราเอง คือวันสมาธิโลก จึงขอเชิญชวนผู้มีบุญทั้งหลายได้มาเอาบุญกันในวันนั้น และไปชักชวน ญาติพี่น้องทั้งหลายมาร่วมงาน ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรก็จะได้บุญใหญ่คือบริวารสมบัติติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ นอกจากนี้เรายังได้มาปฏิบัติบูชา มากลั่นจิตกลั่นใจให้ใส สว่าง เพื่อที่เราจะได้เข้าถึงแหล่งของความสุขภายใน การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสุดยอดของบุญ เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรานั้นพ้นทุกข์ไปได้ เป็นการหยุดอยากที่แท้จริง ดังนั้นบุคคลใดที่ตั้งใจในพรรษานี้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกวันไม่เคยขาด บุญก็จะหลั่งไหลมาทับทวีในศูนย์กลางกายของเรา ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราอีกด้วย ดังนั้นให้เราปฏิบัติธรรมด้วยใจรักจริงๆ ปฏิบัติธรรมเพื่ออยากที่จะพ้นทุกข์จริงๆ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมไปเพื่อที่จะอยากเด่นอยากดัง หรือว่าอยากให้ใครเขาชมเรา แต่ว่าเราทำไปเพื่อตัวของเราเอง เพื่อบุญของเราเอง เพื่อในที่สุดเราจะได้พ้นทุกข์ไปได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นการบูชาธรรมท่านก็มี ๒ ประการนี้ด้วยกัน ดังนั้นในโอกาสนี้ก็ขอเชิญชวนทุกท่าน ณ ที่นี้ได้กลั่นจิตกลั่นใจของเราให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์โดยพร้อมเพรียงกันนะ ขอเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตาของเราเบาๆ เราจะได้ตั้งใจปฏิบัติบูชาท่านโดยทำใจของเราให้หยุดนิ่ง ทำใจของเราให้เฉยอย่างเบาสบาย โดยจรดใจของเรานิ่งๆ ลงไปในกลาง ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้แนะนำเราไว้อย่างดีแล้ว เราก็จรดใจของเราเบาๆ ด้วยอารมณ์ที่ประณีตละเอียดอ่อน จรดลงไปในกลางความสุขภายใน จรดลงไปในกลางของแหล่งกำเนิดความดีงามทั้งหลายภายในตัวของเรา ที่นั่นจะเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขทั้งหลายที่มนุษย์เราต่างพึงปรารถนามานับภพนับชาติไม่ถ้วน ก็เพื่อที่จะแสวงหาสิ่งนี้ให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจรดใจลงไปนิ่งๆ ในกลางพระธรรมกาย กลั่นให้ใส ให้สว่าง ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเราไปตลอด ********************************** จบ **********************************