ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตามรอยคุณยาย บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) กัลฯ อารีพันธุ์ : กราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงยิ่ง กราบนมัสการพระคุณเจ้าและสามเณรทุกรูป สวัสดีท่านอุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นประดุจญาติทางธรรม ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกท่าน (สวัสดีครับ) ทุกท่านที่อยู่เบื้องหน้าในขณะนี้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณร หรือเป็นอุบาสก อุบาสิกาน่ะค่ะ ทุกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่มีจิตใจงดงามนะคะ เป็นผู้ที่รักบุญรักกุศล และเป็นผู้มีบุญอย่างยิ่งที่เป็นลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายน่ะค่ะ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าคนทั้งหมดในโลกนี้น่ะค่ะ ที่บังเกิดมานี่นะคะบนกองเงินกองทองนี่ค่ะ เมื่อเวลาที่หมดบุญนี่นะคะ เงินทองก็หมดตาม แต่ลูกหลวงพ่อหลานคุณยายค่ะ เดินอยู่บนกองบุญกองกุศลค่ะ เมื่อทุกคนอยู่บนกองบุญกองกุศลนี้ ไม่ดื้อและทำตาม เชื่อฟังที่หลวงพ่อและคุณยายได้บอกไว้ บุญกุศลก็จะมีแต่ทับทวียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งหมายถึงความสุขและความสำเร็จในชีวิตที่มีแต่จะเจริญยิ่งขึ้นน่ะค่ะ สิ่งที่จะนำมากล่าวในวันนี้ค่ะเป็นเรื่องซึ่งไม่เคยได้เล่ามาก่อนนะคะ แต่เนื่องจากเป็นโอกาสที่ทุกท่านน่ะค่ะได้ทุ่มเทเสียสละแรงกายแรงใจ สร้างมหาวิหารนะคะ ร่วม แบบทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจร่วมบุญกันสร้างมหาวิหาร วันนี้เรื่องที่จะเล่าในวันนี้นะคะ ก็เลยขอมอบเป็นของขวัญนะคะจากใจแล้วก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านน่ะค่ะ (สาธุ) วันนั้นนะคะเป็น ๑ วันในเดือนกันยายน ๒๕๓๙ ค่ะ เป็นปีที่คุณยายท่านได้หยุดการรับแขกทุกวันอาทิตย์น่ะค่ะ เพราะท่านเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและมีกำลังถอยลงนะคะ อาทิตย์ต้นเดือนก่อนหน้านั้น จะเป็นที่ที่ท่านรับแขกนะคะ ที่มาถวายปัจจัยหรือมาขอบารมีท่านนี่เกือบ ๒๐๐ คนต่ออาทิตย์หนึ่ง ในอาทิตย์ต้นเดือนนั้นแหละค่ะ เมื่อคุณยายกลับมาถึงกุฏิแล้วนะคะ ท่านก็เป็นลมด้วยความที่อดทนแล้วก็ไม่ยอมบอกใครเลย ต่อมาเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ นะคะ คุณยายก็ป่วยลงอีก ด้วยอาการเป็นลมนะคะ เมื่อตรวจเลือดก็พบว่าท่านมีเลือดน้อยมาก คุณหมอก็สั่งให้เลือดนะคะ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่คุณยายได้รับเลือดเข้าสู่ร่างกายจากคนอื่นน่ะค่ะ ทำให้สุขภาพท่านนี่เริ่มดีขึ้น มีแรงมากขึ้น และหลังจากนั้นมาพอเดือนเมษายน ๒๕๔๐ ประมาณหลังจากนั้นมา ๖ เดือนน่ะค่ะ เม็ดเลือดที่ได้ให้เข้าไปในตัวคุณยายก็หมดอายุลง ร่างกายของคุณยายไม่สามารถที่จะผลิตเลือดได้อีก ไม่สามารถผลิตเลือดใหม่ได้ และก็ไม่สามารถที่จะให้เลือดใหม่เข้าไปได้อีก เพราะเลือดเดิมของท่านนี่บริสุทธิ์มาก ไม่รับของคนอื่นเข้าไปแล้ว ร่างกาย ถึงแม้จะกรุ๊ปเดียวกันค่ะ แต่ร่างกายก็สร้างแอนตี้บอดี้ขึ้นมา ทำให้กลายเป็นเลือดซึ่งหายากมากนะคะ รับเลือดกรุ๊ปเดียวกันของคนอื่นนี่ไม่ค่อยได้ ต้องหาเลือดที่เฉพาะกว่านั้นอีก ซึ่งมีประมาณ ๕ % ของคนไทยน่ะค่ะ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ต้องหาวิธีใหม่เลย ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยมากๆ นะคะ ช่วงนี้ ในช่วงระยะปี ๒๕๔๐ นี้ คุณยายได้พูดกับทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดท่านว่ายายอยากจะกลับบ้านแล้ว แล้วก็ยายจะกลับบ้านตลอดเวลา วันละหลายๆ ครั้ง ซึ่งได้กราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อน่ะค่ะ หลวงพ่อธัมมะท่านก็บอกว่าเวลานี้เป็นเวลาที่วิมานของคุณยาย ยิ่งวันยิ่งสุกใสสว่างมากขึ้น บริวารเตรียมตัวกันใหญ่ที่จะต้อนรับเจ้าของวิมานนะคะ รอด้วยความเคารพรักคุณยายอย่างยิ่ง และด้วยความกตัญญูอย่างเลิศล้ำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะน่ะค่ะ หลวงพ่อพยายามหาทุกวิถีทางที่จะยืดเวลาของคุณยายออกไปให้มากที่สุด แล้วเร่งการก่อสร้างธรรมกายเจดีย์ให้อย่างเร็วที่สุด เพื่อที่จะให้คุณยายได้อยู่ฉลองธรรมกายเจดีย์ เพื่อที่หลวงพ่อต้องการให้คุณยายได้รับบุญใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าคุณยายจะมีบุญมากอยู่แล้วก็ตามค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมาเยี่ยมคุณยายน่ะค่ะเกือบทุกวันในช่วงนั้น ยกเว้นช่วงที่ท่านเป็นหวัด และหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็จะพูดกับคุณยายทุกครั้งที่มาเยี่ยมว่าคุณยายจะต้องไม่เป็นอะไร และจะต้องอยู่จนกว่าธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกาย วิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทุกอย่างจะสำเร็จเรียบร้อยก่อน และหลวงพ่อก็หันมาสั่งอุปัฏฐากว่าพวกเราให้ช่วยกันดูแลประคับประคองกายหยาบของคุณยายให้ดี เพราะว่าคุณยายเป็นสมบัติล้ำค่าของหลวงพ่อและของทุกคน หน้าที่ของหลวงพ่อที่จะต้องดูแลคุณยายนี่เป็นสิ่งที่หลวงพ่อต้องทำอยู่แล้ว และทำมากกว่าใครๆ ด้วย เพราะหลวงพ่อต้องแก้ไขทั้งหยาบทั้งละเอียดตลอดเวลา กายสังขารของคุณยายในเวลานั้นถ้าหากใครได้พบท่านก็จะเห็นตรงกันเลยว่า คุณยายท่านงามผุดผ่อง มีนวลสว่างออกจากใบหน้าและกายของท่านอยู่เสมอๆ ไม่เหมือนคนป่วยทั่วไป เพียงแต่ท่านไม่ค่อยมีแรง แล้วก็กำลังถอยลงเท่านั้นเอง หรือว่าถ้าหากทุกท่านจะลองจินตนาการก็มองไปดูรูปของท่านข้างหน้านี้ วัย ๙๒ ปีของคุณยายน่ะค่ะ ก็ยังคงความงามเช่นในรูปข้างหน้า หน้าผากของคุณยายไม่มีรอยย่น หางตาของท่านไม่มีรอยเท้านกชนิด แก้มของท่านก็ยังเต่งตึง รอยยิ้มของท่านที่ทำให้ดอกไม้บานยังอาย คุณยายท่านงดงามกว่าในรูปถ่ายมาก รูปถ่ายของท่านงามสู้องค์จริงไม่ได้เลย และต่อมาในช่วงปี ๒๕๔๑ บริวารของคุณยายก็จะมาตามท่านบ่อยมาก คุณยายมักจะชี้ไปที่ประตูห้อง แล้วก็บอกว่าเขามากันแล้ว ไป ไปกัน ยายจะกลับไปบ้าน คุณยายจะพูดอย่างนี้อยู่บ่อยๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านก็จะบอกว่าให้พวกเราคืออุปัฏฐากน่ะค่ะ และให้คุณยายด้วย บอกกับเทวดาที่มาน่ะค่ะว่าให้ชวนเขา ให้ชวนเทวดาน่ะค่ะ บอกว่าไม่ต้องมาชวนคุณยายนะจ๊ะ ให้มาชวนเทวดานี่ช่วยกันสร้างธรรมกายเจดีย์ให้เสร็จเร็วๆ น่ะค่ะ แต่เทวดาก็บอกว่าคุณยายอุบาสิกาจันทร์ท่านอธิษฐานไว้แค่นี้เอง ซึ่งทำให้เราต้องตกลงกันกับเทวดาว่ายังไม่ให้คุณยายไปช่วงนี้ จนกว่าทุกสิ่งจะสำเร็จเรียบร้อยก่อน ถึงแม้เวลาที่เหลือจะน้อย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านต้องต่ออายุขัยของคุณยายตลอด ใจของหลวงพ่อจรดจ่ออยู่กับคุณยายตลอดเวลา ท่านจะไม่ไปไหนไกลจากคุณยายเลยค่ะทุกครั้งที่หลวงพ่อไปเยี่ยมคุณยาย หลวงพ่อก็จะขอร้องคุณยายทุกครั้งว่าให้คุณยายตกลงอยู่เพื่อที่จะฉลองพระเจดีย์ให้เสร็จก่อน เนื่องจากสุขภาพและวัยของคุณยายในขณะนั้นทำให้จำเป็นจะต้องมีอุปัฏฐาก เป็นทีมอุปัฏฐากเกิดขึ้น อุปัฏฐากจะมี ๖ คน ๔ คนนี่นะคะ จะมี ๔ คนที่อยู่รับบุญ อยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยที่อีก ๒ คน จะสลับหมุนเวียนผลัดกันมารับบุญ ในช่วงกลางคืนก็จะมีพยาบาลหรือตัวแทนอุปัฏฐากคนหนึ่งที่จะเฝ้าดูคุณยายตลอดเวลา อีก ๓-๔ คนก็จะนอนอยู่ใกล้ๆ เวลากลางคืนก็อาจจะถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาช่วยกันทำงาน คืนหนึ่งอาจจะประมาณสัก ๔-๕ ครั้ง นอนไปสักชั่วโมงหนึ่งบ้าง ๒ ชั่วโมงบ้าง ก็ลุกขึ้นจนกว่าจะเช้า ส่วนบุญรอบเช้า ก็จะรับบุญตั้งแต่ ๖ โมงเช้าไปจนถึงเที่ยงคืนหรือตี ๑ เป็นอย่างนี้ปกติ จนกระทั่งเป็นเวลาช่วง ๒ ถึง ๓ ปีในช่วงนั้น แต่อุปัฏฐากทุกคนก็ทุ่มเทกันทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง แล้วก็เต็มใจ ทำด้วยตัวและหัวใจ ซึ่งแม้จะง่วงบ้างหรือเหนื่อยบ้าง แต่ก็รู้ว่าคุณยายท่านอยู่ให้เราได้เอาบุญกับท่าน ซึ่งทุกคนคิดเพียงว่าขอให้คุณยายท่านอยู่กับเราไปนานที่สุด พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็ได้พูดกับอุปัฏฐากว่าตอนนี้นี่พวกเราโชคดีนะที่ยังมีคุณยายให้ได้อยู่เอาบุญกับท่าน ถ้าไม่มีท่านก็จะต้องคิดถึงบุญที่ทำตอนนี้ ซึ่งยิ่งกว่านี้ค่ะ คุณยาย ก็จะสรุปว่าคุณยายท่านน่ะค่ะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เนื้อนาบุญหรือเป็นทักขิไนยบุคคล หรือเป็นอู่แห่งทะเลบุญ ให้เราได้ตักตวงบุญกับท่านเท่านั้น คุณยายท่านยังเป็นครูน่ะค่ะ ผู้ฝึก ท่านฝึกลูกศิษย์ของท่าน แม้ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ท่านฝึกให้ทุกคนนะคะ ลูกศิษย์ของท่านทุกคนเป็นผู้ที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ แล้วก็มีศักยภาพ ท่านฝึกให้เราเป็นนักสร้างบารมี ฝึกความขยัน ฝึกความอดทน ความประหยัด ความอ่อนน้อม ความไม่โอ้อวดทั้งหลาย ท่านฝึกอย่างนี้น่ะค่ะมาตั้งแต่สมัยรุ่นบุกเบิกรุ่นแรกของวัด ในขณะที่คุณยายมีเงิน ๓,๒๐๐ บาท แต่คุณยายก็บอกกับยุครุ่นบุกเบิกรุ่นนั้นซึ่งมีประมาณ ๑๑ ท่านน่ะค่ะ ท่านบอกว่า ท่านพูดกับรุ่นบุกเบิกว่าพวกเราไม่ใช่เป็นลูกเศรษฐีหรือมีทรัพย์สมบัติ แต่ทุกคน ๑๑ คนนี่นะคะ ถ้าจำไม่ผิด ก็จะบอก ก็จะมีคุณสมบัติ ซึ่งคุณยายบอกว่าทุกท่านทุกคนนี่นะคะ ที่มาช่วยยายนี่ ถ้าจะตีราคาไปแล้วก็เทียบ เทียบเป็นจำนวนเงินนี่เป็นร้อยล้านค่ะ ในขณะนั้นถึงแม้คุณยายมีแค่ ๓,๒๐๐ แต่คุณยายก็มี เหมือนมีเงินอยู่ในมือเป็นพันล้านค่ะ คุณยายจึงมั่นใจว่าคุณยายสร้างวัดได้สำเร็จ เพราะทุกท่านที่ทุ่มเทขณะนั้นเป็นผู้ที่เสียสละมอบตัวและหัวใจฝากไว้ในกำมือของคุณยายทุกคน คุณยายท่านเฝ้าฝึกฝนอบรมจนกระทั่งทุกท่านที่เป็นรุ่นบุกเบิกนั้นเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่าง และจนมาเป็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นพระอาจารย์ เป็นพระเถระให้แก่รุ่นน้องรุ่นลูกที่ตามมาในภายหลังนี่น่ะค่ะ ชุดอุปัฏฐากนั้นจึงเป็นชุดสุดท้ายที่ท่านได้อบรมสั่งสอนให้ทำงานเป็นทีมน่ะค่ะ ซึ่งท่านจะทำให้ไม่มีการเกี่ยงงาน ให้ทุกคนรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับ ให้ไม่รู้จักโกรธกัน ให้ไม่อิจฉากัน ไม่ให้โอ้อวด ให้แบ่งงานกัน และช่วยเหลืองานกัน ให้ทุกคนขยันและอดทน ให้รักสามัคคี ซึ่งในปัจจุบันในขณะนี้คุณยายท่านได้กำลังฝึกพวกเราทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าท่านในขณะนี้น่ะค่ะ ก่อนที่ท่านจะสลายร่างไปน่ะค่ะ ท่านได้ฝึกทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าท่านในขณะนี้ให้เป็นนักสร้างบารมี ให้ขยันเอาบุญเหมือนท่านน่ะค่ะ โดยที่ท่านให้ตั้งใจเอาบุญกฐินสร้างมหาวิหารกับท่าน ให้ทุกคนนี่นะคะ มีตัวและหัวใจที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับทุกคนเหมือนกับที่ท่านได้ทำมาแล้วค่ะ ที่ท่านได้ทำมาในสมัยกฐินครั้งแรกนะคะ ที่ท่านขึ้นทุกบ้าน ไปทุกภาค ทุ่มสุดชีวิต คิดถึงบุญทุกวัน แล้วก็บอกบุญทุกๆ คนที่ท่านได้พบ ชาวกรุงเทพฯ นะคะ ขณะนี้มีเพียง ๖ ล้าน ชาวไทยทั่วประเทศก็มี ๖๐ ล้าน ชาวโลก็มีประมาณ ๖,๐๐๐ ล้าน แต่ผู้ที่ทราบข่าวกฐินสร้างมหาวิหารนี้มีเพียงแค่จำนวนเป็นหมื่น เพราะฉะนั้นน่ะค่ะเขาทั้งหลายรอเราอยู่ เรายังไปไม่ถึงเขา หรือเขาก็ยังมาไม่ถึงเรา จึงขอให้ทุกท่านได้คิดว่าเราจะได้นำสิ่งที่มีค่า สิ่งที่ดีที่สุดไปมอบให้กับทุกคนค่ะ ซึ่งเขาจะรับหรือไม่นี่เป็นเรื่องของเขา แต่ความสุขของการเป็นผู้ให้นี่น่ะค่ะ เป็นบุญกุศลที่เราจะได้รับอย่างเต็มที่ และแม้ลมหายใจของคุณยายท่านจะหยุด แต่ในใจของคุณยายก็ยังโชนนิรันดร์ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกท่านนี่ได้ภูมิใจนะคะว่าทุกท่านในที่นี้ก็คือบุคคลรุ่นสุดท้ายที่คุณยายกำลังฝึกฝนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในขณะที่คุณยายยังมีสังขารอยู่ค่ะ ท่านบอกว่าจงอย่ากลัวนะคะ เพราะโชคไม่เคยช่วยผู้ที่ไร้ความกล้าหาญ จงอย่ากลัวนะคะ เพราะโชคไม่เคยช่วยผู้ที่ไร้ความกล้าหาญ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าถ้าเรารักเขาจริงนะคะ มีความปรารถนาดีต่อเขา ต้องการให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด เราก็ต้องยอมเสียสละทุ่มเทจิตใจสร้างบารมี ๑๐ ทัศเพื่อการนี้ค่ะ ท่านบอกว่าให้ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าน่ะค่ะ ท่านเทศนาทั้งคืนเลยนะคะ เพียงเพื่อให้มหาทุกขตะ ยอมตัดสินใจสละผ้าสาฎกผืนเก่าๆ ที่สลับใช้กับภรรยานะคะ เอาออกทำบุญถวายท่าน ไม่ใช่เพียงว่าท่านต้องการผ้าสาฎกผืนนั้นน่ะค่ะ แต่เพราะว่าชาติก่อนๆ นั้นก็จนมาอย่างนี้ทุกชาติ ท่านบอกว่าชาตินี้มหาทุกขตะยังไม่ยอมทำทาน ชาติต่อไปก็จะยิ่งเป็นบรมมหาทุกขตะ แต่ในที่สุดมหาทุกขตะก็ยอมชนะใจตนเอง สละผ้าผืนนั้นน่ะค่ะ ผ้าผืนสุดท้ายชนะความตระหนี่ในใจ เพราะฉะนั้นสมบัติใหญ่จึงเกิดขึ้นกับเขาทั้งในปัจจุบันและก็ทุกภพทุกชาติ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยและคุณยาย ท่านต้องการแก้ไขนะคะ ท่านต้องการื้อผังความยากจน ต้องการแก้รื้อผังการหาทรัพย์ยากของพวกเราทุกคนให้หมดไปน่ะค่ะ ต้องการเปลี่ยนผังเป็นรวยถาวรน่ะค่ะ ให้รวยแล้วรวยเล่า เฝ้าแต่รวย เพื่อให้ได้สมบัติจักรพรรดิมาทันใช้ในชาตินี้ เพราะถ้าหากชาตินี้นะคะเราจะลำบาก ก็ขอให้อดทนและให้สร้างบารมีเต็มกำลัง มีน้อยก็ทำให้เต็มกำลัง มีปานกลางก็ให้ทำปานกลาง มีมากก็ให้ทำมากค่ะ เพื่อที่จะส่งผลให้เป็นมหาสมบัติ ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีจนกว่าจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมค่ะ เพราะว่าทั้งเราและทุกๆ คนเลยที่ต่างมาทำบุญนี้ ได้ทำถูกอู่แห่งทะเลบุญน่ะค่ะ ถูกเนื้อนาบุญ ถูกทักขิไนยบุคคลถึง ๓ ชั้น บุญที่เกิดขึ้นมากมายนี่เป็นสมบัติทับทวี ปัจจัยที่ได้ทำลงไปนี่ ที่พระเดชพระคุณบอกว่าเหมือนฝุ่นอยู่ในเล็บมือ แต่สมบัติที่เกิดขึ้นนี้เป็นจักรวาล ถ้าหากเราได้เห็นด้วยตาของเรานี่นะคะ สมบัติที่เกิดขึ้นนี้จะมากมายจนกระทั่งเราเกิดความปลื้มปีติอย่างมาก และสมบัตินี้ถ้าหากไม่นำออกมาด้วยการบริจาค ถ้าหากเราตายไปแล้ว ก็ต้องตกไปเป็นของคนอื่น รอคอยให้เขาอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ ท่านบอกว่าแล้วก็อย่าหวังด้วย เพราะขนาดเรายังนานๆ ทำให้กับบรรพบุรุษสักทีหนึ่ง ถ้ารอเขาทำบุญให้เราก็ไม่เต็มอิ่ม ถ้ามัวแต่อนุโมทนาบุญก็ได้แต่เศษบุญน่ะค่ะ แต่เนื้อบุญเขาเอาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องทำเองน่ะค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าอุปัฏฐากนี่โชคดีที่มีคุณยายให้ได้เอาบุญกับท่านในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ เพราะว่าเวลาที่ท่านมีอยู่ให้กับเรานี่เหลือน้อยลงทุกวัน เช่นเดียวกันกับที่ทุกท่านที่ได้มาฟังงานสวดพระอภิธรรมของคุณยายนะคะ หลังจากนี้ไปอีก ๒ เดือน จนถึงวันที่ ๗ ตุลาคมค่ะ ช่วงนี้คือโอกาสน่ะค่ะที่เราจะได้ทำบุญทอดกฐินสร้างมหาวิหารกับคุณยายท่าน และหลังจากนั้นไปก็หมดโอกาสนี้ แต่จากนั้นไปอีก ๔ เดือนนะคะ คือวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๕ หลังจากวันนั้นไปก็จะไม่มีโอกาสได้มาฟังสวดพระอภิธรรมอย่างนี้อีกแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นนี้คือโอกาสน่ะค่ะที่ทุกคน ที่ทุกท่านจะได้ตั้งใจเอาบุญกับคุณยายนะคะ ที่ท่านยังมีสังขารอยู่กับเราค่ะ แต่สิ่งที่ตั้งใจจริงๆ ที่จะมาพูดกับทุกท่านในวันนี้นะคะ ตั้งใจมาพูดในวันนี้ก็คือว่าเมื่อทีมอุปัฏฐากน่ะค่ะได้รับทำหน้าที่ดูแลคุณยายอย่างใกล้ชิด ได้ไปรู้ไปเห็นถึงคุณธรรมการปฏิบัติตัวของคุณยายในขณะที่ท่านป่วยอยู่น่ะค่ะ ได้เห็นถึงการสร้างบารมีของท่าน ที่หัวใจของท่านนี่เป็นนักสร้างบารมี ที่ท่านสร้างบารมี ๑๐ ทัศอย่างสมบูรณ์น่ะค่ะ จึงจะขอน้อมนำเหตุการณ์จริงๆ ที่ได้ประสบมานี่ค่ะ มาเล่าพอสังเขปตามที่มีสติปัญญาจะได้รู้เห็นมานะคะ แม้ว่าคุณยายท่านจะป่วยอยู่น่ะค่ะ แต่ท่านสร้างบารมีตลอดเวลา เต็มบารมี ๑๐ ทัศนะคะ ชนิดที่ท่านทุ่มเททั้งชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อที่ว่าท่านจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมค่ะ เพราะว่าต้องใช้บุญอย่างมหาศาล การสร้างทานบารมีของคุณยายนะคะ คุณยายเป็นผู้ที่เสียสละนะคะ ท่านเป็นผู้ให้มาตลอดชีวิตของท่าน แม้ว่าท่านอยากจะกลับบ้านนะคะ แต่เมื่อการมีชีวิตอยู่ของท่านเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ท่านก็ยอมเสียสละอดทนต่อทุกขเวทนาทุกอย่าง มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นประโยชน์ เป็นขวัญ เป็นกำลังใจ เป็นเนื้อนาบุญให้กับลูกหลาน สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ คุณยายท่านให้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเป็นหนังของท่าน ท่านให้ทุกอย่าง ถึงแม้ว่าท่านจะต้องทนเจ็บ ทนทุกขเวทนา ท่านก็ให้น่ะค่ะ เพราะว่าท่านเกิดมาเป็นผู้ให้ ท่านให้อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วนี่ท่านจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ และการที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้บุญอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นคุณยายท่านจึงบอกพวกเราอยู่เสมอว่ายายงกบุญ ยายรักบุญมากที่สุด รักบุญอย่างเดียว เพราะบุญช่วยยายได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นขณะที่ท่านป่วยอยู่ คุณยายจึงทุ่ม ทุ่มชีวิตทำทาน เก็บเสบียงค่ะ ท่านทำบุญทุกวันไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว แม้วันที่ท่านจะละสังขาร วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๓ เวลาประมาณตี ๓ เศษ คุณยายได้ถวายปัจจัยทั้งหมดของท่านที่ท่านเก็บสะสมไว้ทั้งหมดเลย ได้ถวายดวงแก้วดวงใหญ่นะคะ ประมาณ ๑๐ เซ็นต์ ถวายผ้าไตรจีวรเนื้อละเอียด ประณีต แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นตัวแทนรับอยู่ข้างเตียงท่าน คุณยายสละทุกอย่างนะคะ สละมาตลอดชีวิต ท่านไม่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ ปัจจัยที่มีผู้มาถวายท่านนะคะ ตลอดชีวิตท่านไม่เคยใช้เลยแม้แต่บาทเดียว ท่านนำไปถวายสร้างบุญทั้งหมดเลย เปลี่ยนเป็นอริยทรัพย์ แม้ช่วงเวลาสุดท้ายของท่านนะคะ คุณยายก็ยังสั่งสมทานบารมีด้วยการถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมีน่ะค่ะ ศีลบารมีค่ะ ส่วนศีลบารมีนะคะ เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี อุเบกขาบารมี บารมีทั้งหมดนี้นะคะ คือศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี อุเบกขาบารมี บารมีทั้งหมดนี้คุณยายท่านทำอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ ด้วยการที่ท่านเอาใจดิ่งเข้ากลางน่ะค่ะ ไม่ว่าในภาวะที่ท่านป่วยหรือท่านมีทุกขเวทนาเพียงใด สติของคุณยายน่ะค่ะ ท่านจะสมบูรณ์บริบูรณ์ ท่านจะเอาใจน่ะค่ะจรดศูนย์กลางกายตลอดเวลา ดิ่งเข้าสู่นิพพานในนิพพาน และท่านยังคงทำละเอียดได้ตลอดเวลา แม้นาทีสุดท้ายที่ท่านจะละสังขารก็ตาม วิริยะบารมีนะคะ วิริยะบารมีของคุณยายน่ะค่ะ คุณยายท่านทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง คุณยายเป็นผู้ที่มีความเพียรในการสู้กระทำสิ่งที่ท่านตั้งใจจะทำให้สำเร็จน่ะค่ะ ท่านเพียรขยันที่จะทำความปรารถนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้สำเร็จนะคะ คือได้อยู่ฉลองธรรมกายเจดีย์จนสำเร็จ แม้เทวดาจะมาขอให้ท่านกลับอยู่เรื่อยๆ ก็ตามนะคะ และขณะนี้ค่ะ คุณยายท่านก็ยังกำลังสานต่อความปรารถนาที่จะสร้างมหาวิหารได้สำเร็จน่ะค่ะ ด้วยความรักในบุญ ท่านไม่เคยท้อแท้ ไม่เคยสิ้นหวังเลยแม้ลมหายใจสุดท้ายของท่านจะหมดไปแล้ว แต่ไฟในหัวใจของท่านก็ยังโชนนิรันดร์ตลอดเวลา คุณยายเป็นประธานใหญ่ทอดกฐินสร้างมหาวิหาร ท่านปรารถนาที่จะให้งานชิ้นสำคัญนี้สำเร็จ ด้วยความผูกพันและด้วยคุณธรรมแห่งความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยและของคุณยาย ความเพียรของท่านแม้เหลืออยู่เพียงร่างที่ทอดอยู่เบื้องหน้าเราขณะนี้ก็ตาม ความรักที่ท่านมีต่อลูกหลานของท่านทุกคน ท่านตามพวกเรานะคะ มาเอาบุญด้วยหวังอยากที่จะให้ได้บุญใหญ่ในครั้งนี้ ท่านยังตามดูแลพวกเรากลั่นแก้เติมบุญ เติมบุญบารมีให้กับพวกเราทุกคนที่มาร่วมบุญสร้างวิหารกับท่าน และพวกเราได้มาช่วยกันสานต่อให้ความปรารถนาของท่านสำเร็จ ชื่อว่ามีส่วนในการสร้างวิริยะบารมีกับคุณยาย หากอยากเป็นอย่างคุณยาย เราต้องไม่ท้อแท้ และไม่สิ้นหวังหรือหมดกำลังใจ ต้องวิริยะพากเพียรทำให้กองกฐินให้สำเร็จจงได้ แม้ว่าจะต้องทุ่มเทสุดชีวิตก็ตาม จะต้องมีกำลังใจที่สูงส่งเช่นเดียวกับท่าน เพราะคุณยายเน้นของการทำงานเป็นทีมน่ะค่ะ เมื่อกองนี้เสร็จลง เราก็ไปช่วยกองอื่นๆ ได้อีก ให้สำเร็จพันกองน่ะค่ะ และในขณะนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย ท่านคุมบุญให้เราตลอดเวลาเลย และยังไปกับเราทุกหนทุกแห่งที่เราไปทำหน้าที่ค่ะ พวกเราทุกคนในศูนย์กลางกายของท่านนะคะ ท่านกลั่นแก้เติมบุญเติมบารมีพวกเราตลอดเวลา เพื่อที่อาศัยกายหยาบของเราไปทำหน้าที่ของการเป็นกัลยาณมิตรให้สำเร็จน่ะค่ะ คุณยายและหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะค่ะท่านลงมาคุมบุญให้เราตลอดทุกระยะเลย ท่านลงมาคุมบุญเอง เพื่อที่จะนำพวกเรานี่ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม บุญที่ท่านทุ่มลงมาตลอดเวลานี้ ท่านทุ่มลงมาอย่างชนิดสุดฤทธิ์สุดเดช ทุ่มลงมาอย่างเต็มที่น่ะค่ะ เทวดานะคะท่านตามอนุโมทนาสาธุการไปทุกขณะเลย ทุกย่างก้าวที่เราได้ทำหน้าที่เป็นประธานกองให้สมบูรณ์ หรือทุกย่างก้าวที่เราคิดไปทำหน้าที่ของการเป็นกัลยาณมิตรน่ะค่ะ หลวงพ่อธัมมะท่านบอกว่าพวกเราทุกคนเหมือนเดินอยู่บนดอกบัวที่เทวดาได้นำมาอนุโมทนากับพวกเราน่ะค่ะ และคุณยายท่านเป็นผู้ที่มีขันติบารมีอย่างสูงสุดนะคะ ขันติของท่านก็คือชาตินี้ค่ะ คุณยายท่านบอกว่าท่านจะอดทนให้ถึงที่สุด คุคณยายจะอดทนต่อทุกสภาพดินฟ้าอากาศ อดทนต่อทุกขเวทนาทุกๆ อย่าง อดทนต่อคำสรรเสริญและคำนินทาทุกอย่าง และที่เห็นเด่นชัดในยามที่ท่านไม่สบายก็คือการที่คุณยายไม่เคยเอาใจตัวเองเลย ปกติน่ะค่ะคนไข้หรือผู้ที่สูงอายุทั่วไป มักจะเอาใจตัวเองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่คุณยายเป็นบุคคลที่ตามใจทุกคนตลอดเลยค่ะ ไม่ว่าหมอหรืออุปัฏฐากจะให้ท่านรับประทานยามากน้อยเพียงใด จะบ่อยแค่ไหน จะฉีดยาเท่าใด หรือจะต้องเจาะเลือด จะต้องให้น้ำเกลือบ่อยมากเพียงใด แม้ว่าท่านจะเจ็บเท่าใด แต่คุณยายก็ยังคงเงียบและก็อดทนอย่างสูงสุด นี่คือขันติบารมีของคุณยาย ส่วนสัจจะบารมีของคุณยายน่ะค่ะ คุณยายเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจริง ไม่ว่าจะทำอะไร จะต้องทำสำเร็จให้จงได้ คำพูดของคุณยายก็เป็นคำจริง เป็นคำตรง ปากกับใจของคุณยายท่านตรงกันตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะทุกสิ่งที่ท่านพูด คุณยายจะเข้าไปค้นธรรมะภายในตัวที่ศูนย์กลางกายก่อน ซึ่งเป็นเรื่องจริงถึงจะนำมาพูด และพูดอย่างไม่เกรงการที่จะถูกเยาะเย้ยเมื่อใครไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าหากเข้าใจและตามทันที่ท่านพูดนะคะ ก็จะมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองน่ะค่ะ ตามที่ท่านสอนน่ะค่ะ เพราะคำพูดของคุณยายทุกคำ จะเป็นคำสั้นๆ กระชับ พอดีๆ และเป็นที่สุดแห่งธรรม คือไม่ต้องอธิบายอีกเลย แม้ในยามที่ป่วยก็ตาม จะไม่มีข้อบกพร่อง สิ่งนี้เป็นเครื่องชี้ชัดว่าบารมีของคุณยายนั้นแก่กล้า นอกจากนั้นคำพูดของคุณยายก็ยังเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์น่ะค่ะ เพราะท่านพูดจริงแล้วท่านทำจริง ทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีวาจาสิทธิ์ค่ะ เพราะถ้าหากเราอยากจะเป็นเช่นเดียวกับท่านนะคะ เราก็ต้องสั่งสมสัจจะบารมีติดกับท่านน่ะค่ะ อย่างเช่นในครั้งนี้เมื่อเราตั้งใจนะคะที่จะเป็นประธานกองกฐินกับท่านนะคะ หรือตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรมในพรรษามหาบูชาไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา เราก็ต้องทำให้สำเร็จให้จงได้ อธิษฐานบารมีนะคะ คุณยายท่าน (เริ่มม้วน 1/B) ตั้งใจที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมน่ะค่ะ แม้ว่าสังขารของท่านจะเป็นยังไงก็ตาม ท่านจะป่วยยังไงก็ตาม แต่มโนปณิธานเป้าหมายของท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย อีกกี่ภพกี่ชาติก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลยที่ท่านจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมให้ได้ (หมดม้วน 1/A) เมตตาบารมีของคุณยายนะคะ แม้สังขารของท่านจะไม่มีกำลัง จะถอยลงนะคะ แต่จิตใจของคุณยายนะคะ ก็ยังเต็มเปี่ยมด้วยอานุภาพและพลังแห่งความบริสุทธิ์ และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่จะให้กับพวกเราทุกคนอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามที่ป่วยน่ะค่ะ ลูกศิษย์คนไหนก็ตามหรือญาติโยมที่อธิษฐานจิตขอบุญขอบารมีกับคุณยายน่ะค่ะ ให้ช่วยนะคะ เพียงแต่นึกอธิษฐานให้ท่านไปอยู่ที่ศูนย์กลางกาย และอธิษฐานจิตขอให้สำเร็จสมความปรารถนา คุณยายท่านก็ช่วยหมดเลย หรือแม้ลูกหลานของท่านจะอยู่ต่างประเทศ กายละเอียดของท่านก็ยังไปโปรดถึงต่างประเทศน่ะค่ะ ทั้งหมดนี้คือเศษเสี้ยวของความเมตตานะคะ ที่ท่านให้กับลูกหลานอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะให้ลูกหลานของทุกท่าน ลูกหลานของท่านทุกคนมีแต่ความสุขกาย มีแต่ความสุขใจ และนอกจากนั้นทุกๆ คนนี่นะคะ ลูกหลานของท่านทุกคนก็ยังอยู่ในสายตาของท่านนะคะ คืออยู่ในธรรมจักษุของท่านตลอดเวลา ยามที่ท่านป่วยนะคะ แม้อุปัฏฐากจะดูแลท่านตลอด ๒๔ ชั่วโมงก็ตาม แต่ลูกหลานของคุณยายทุกคนก็อยู่ในศูนย์กลางกายของคุณยายตลอดเวลาชนิดไม่กระพริบตาเลยค่ะ ท่านดูแลปกป้องพวกเราตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้นะคะจะขออนุญาตนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็เชิญบุคคลจริงที่ประสบเหตุการณ์จริงน่ะค่ะมาเล่าสั้นๆ ในโอกาสนี้น่ะค่ะ อยากเรียนเชิญนะคะ ขอเรียนเชิญคุณปวีณา ดำรงวงศ์ ค่ะ คุณหมออุ๊นะคะ เชิญเลยนะคะ เป็นอุปัฏฐากท่านหนึ่งนะคะที่ดูแลพยาบาลคุณยาย แต่ดูแลในช่วงรอบดึกนะ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪า : ช่วง ช่วงที่เข้ามาดูแลคุณยายจะเป็นช่วงรอบดึกน่ะค่ะ จะเข้า เข้ามาในวัดประมาณ ๔ ทุ่มกว่าๆ ก่อนจะออกจากบ้านทุกครั้งนี้ก็ ก็จะบอกยายทุกครั้งว่ายายจ๋า อุ๊กำลังจะไปหานะ เออ ขอให้เจอคนดีๆ คนทำมาหากิน ก็จะรอเรียกเท็กซี่น่ะค่ะ แล้วก็จะเจอคนดีๆ ทุกครั้งที่มา มี มีอยู่วันหนึ่ง พอเข้าไปในนั่งรถน่ะค่ะ ก็ข้างในมันก็จะบอกว่าวันนี้ระวังหน่อยนะ อาจจะเกิดอุบัติเหตุ ก็นึกในใจว่าอึม จะต้องเจ็บตัวนิดหนึ่ง ก็นึกในใจว่าอึม ถ้าเจ็บตัวเดี๋ยวก็เข้ามาหายาย และอุ้มยายไม่ไหว บอกยายจ๋า ไม่เอา ไม่เอา เอาแบบไม่โดน แคล้วคลาดไปเลย อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็นั่งหลับมาตลอด จนถึงบางขันธ์น่ะค่ะ พอลงสะพานมา รถก็เริ่มช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ พอจะถึงซอยที่จะเข้าตลาดไทน่ะค่ะ จะมีซอยเล็กๆ ก่อนถึงตลาดไทอยู่ซอยหนึ่ง ก็จะมีรถสีดำคันหนึ่งวิ่งออกมาอย่างเร็วมากเลย พอลืมตาก็เห็นรถมันลอยข้าม ข้ามหน้ารถเท็กซี่ไปน่ะค่ะ ไปลงอีกฟากหนึ่ง แท็กซี่เขาก็ร้อง ผม มันมายังไง มันมายังไง ผมขนลุกไปหมดเลยครับ ถ้าผมมาเร็วอีกนิดเดียว รถผมต้องโดนแน่ๆ ในใจก็นึกถึง โอ้ ยายคุ้มครอง ถ้าไม่มียายสงสัยคงไปนอนอยู่ข้างทางแล้วอะไรอย่างนี้ค่ะ ก็นึกขอบพระคุณคุณยายมาตลอดทาง พอถึงวัดก็เข้ามากราบยาย ยายมองหน้าแล้วก็พยักหน้า (หัวเราะ) ค่ะ ก็เข้ามาหายายทุกคืนก็ประมาณ ประมาณเกือบถึงวัดก็ประมาณเกือบเที่ยงคืน ทุกๆ คืนเลย แล้วก็มีแค่เหตุการณ์แค่ครั้งนั้นเดียว แล้วก็ไม่เคยเจออะไรอีกเลย มาถึง มาหายายทุกคืนก็ปลอดภัยตลอด ตลอดเลยค่ะ แม้กระทั่งหลับมาในเท็กซี่ก็ถึงวัด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกน่ะค่ะ เพราะยายคอยดูแลปกป้องเราตลอด อยู่ในหัวใจตลอดค่ะ กัลฯ อารีพันธ์ : ขออนุโมทนาบุญด้วย (สาธุ) ก็คือเรื่องจริงนะคะ ที่คุณยายท่านมีเมตตาต่อลูกหลานทุกๆ คนเลยค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายท่าน ทั้ง ๓ ท่านน่ะค่ะ ท่านต่างมีมโนปณิธาน มีอุดมการณ์ที่จะปราบมารทำลายและเก็บต้นเหตุของกิเลสทั้งหมดเลยนะคะ เพื่อที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ แบบชนิดที่ไปทีเดียวหมดไม่ให้เหลือแบบแต่คนเดียวน่ะค่ะ อย่างที่เราได้ฟังท่านมาตลอดนะคะ ท่านจะปราบจนเสร็จและจะเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย เพราะฉะนั้นงานของท่านจึงเป็นงานใหญ่ แล้วก็เป็นงานยักษ์ ต้องทำกันต่อเนื่องไปทุกภพทุกชาติ นับภพนับชาติไม่ถ้วน ดังนั้นจึงต้องอาศัยบุญอาศัยบารมีอย่างมหาศาลที่จะย่นภพย่นชาติให้สั้นเข้า เพื่อจะได้ปราบมารสำเร็จค่ะ ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องรวยบุญอย่างมหาศาล เพื่อช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย หลวงพ่อธัมมะ เพื่อให้ท่านทำงานได้สะดวกนะคะ ให้สะดวกขึ้น ให้ทำง่ายขึ้น เพราะมันเป็นงานใหญ่น่ะค่ะ พวกเราจะต้องไปอยู่แนวหน้ากับท่าน จึงจะต้องมีบุญมากเช่นกัน ถ้าบุญน้อยก็ต้องไปอยู่ข้างหลัง พวกเราจะนั่งเฉยๆ รอให้ท่านช่วยเราน่ะค่ะ ให้ท่านช่วยเหลือเราอย่างเดียวนี่โดยที่ไม่ประกอบเหตุ ไม่ยอมเหนื่อย แล้วบารมีจะเกิดขึ้นได้ยังไงนะคะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าเราจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ก็ต้องอย่าให้สายสมบัติขาดช่วง เราจะทำมากทำน้อย บางครั้งนี่เราทำมาก บางครั้งเราก็ทำน้อย แต่ถ้าหากเราอยากเป็นอย่างคุณยายน่ะค่ะ เราก็ต้องทำอย่างคุณยายท่านคือทำบุญทุกวันไม่ขาดเลย ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา บุญที่เราทำนะคะ ท่านบอกว่าจะทำให้ธาตุธรรมของเรานี่ ธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ของเราสะอาดบริสุทธิ์ เป็นธาตุล้วนๆ ธรรมล้วนๆ มีแต่ความสุขอย่างเดียว และจะทำให้เรารู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสิ่งทั้งหลาย รู้ญาณทัสสนะของเราก็จะแม่นยำเพราะความบริสุทธิ์น่ะค่ะ อานุภาพและอภิญญาก็จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ท่านบอกว่าถ้าอยากให้หนทางของพระนิพพานใกล้เข้ามาน่ะค่ะ เราจะต้องทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะฉะนั้นในช่วงสุดท้ายนี่นะคะ จึงอยากจะขอน้อมนำคำพูดของคุณยายน่ะค่ะ ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้กับข้าพเจ้าเองนะคะว่า ยายบอกว่าอารีพันธุ์ ชาตินี้เราดูแลยายอย่างนี้ชาติสุดท้ายแล้ว ชาติต่อไปยายจะไม่เจ็บป่วยอย่างนี้อีกเลย ทุกชาติจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน ท่านบอกว่า เอาใหม่นะคะ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าท่านบอกว่าอารีพันธุ์ เราดูแลยายอย่างนี้ชาติสุดท้ายแล้ว ชาติต่อไปยายจะไม่เจ็บป่วยอย่างนี้อีกเลย ทุกชาติจนกว่าจะเข้าพระนิพพานน่ะค่ะ และสิ่งนี้ก็คงจะเหมือนกับที่คุณยายท่านอยากจะบอกกับลูกหลานของท่านทุกคนเลยว่าลูกหลานยาย ชาตินี้มาทอดกฐินสร้างมหาวิหารกับยายชาติสุดท้ายแล้วนะ ชาติต่อไปทุกอย่างจะเป็นผังสำเร็จหมด นึกก็สำเร็จ ไม่ต้องมาก่อสร้างอย่างนี้อีกเลยนะคะ ฉะนั้นขณะนี้คุณยายท่านกำลังฝึกพวกเราทุกคนให้ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้เต็มเปี่ยมตามรอยอย่างท่านน่ะค่ะ ขอให้พวกเราทุกคนได้ตั้งใจเอาบุญน่ะค่ะสร้างบารมี ๑๐ ทัศ อดทน แล้วก็ทำให้สำเร็จทุกอย่างเลยนะคะ ต่อจากนี้ไปนะคะ ก็ขอให้ทุกท่านได้รวมใจน้อมระลึกนึกถึงบุญบารมีของคุณยาย และระลึกถึงพระคุณของคุณยายที่กลางใจของเรานะคะ ที่ศูนย์กลางกายสักครู่หนึ่งนะคะ ก็เรียนเชิญให้ทุกท่านได้นั่งหลับตาอย่างเบาๆ นะคะ ทำใจให้สบายๆ ทำใจให้ใสๆ นะคะ แล้วนึกอธิษฐานจิตขอพรคุณยายนะคะ ให้ได้ทำหน้าที่ของนักสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ขอพรคุณยายให้ความปรารถนาทุกอย่างที่เราได้ตั้งใจไว้อย่างดีแล้ว สำเร็จสมความปรารถนา และสำเร็จเป็นอัศจรรย์ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเลยน่ะค่ะ (จากนี้เป็นเพลงคุณยาย และเสียงของคุณยาย ซ้ำกับวันเข้าพรรษาที่ ๖ ก.ค. ๒๕๔๔ ซึ่งได้พิมพ์ไว้แล้ว) (หมดหน้า 1/B) PAGE PAGE 1/ NUMPAGES 14 440730FW-XXT