ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภารกิจของพ่อคือหน้าที่ของลูก

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ นมัสการขอโอกาสพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนทุกท่านนะ (สาธุ) เมื่อกล่าวถึงคุณยายอาจารย์ ทุกๆ คนก็คงจะคิดถึงสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือคำว่าบุญ เพราะว่าคุณยายอาจารย์ รักบุญมากกว่าสิ่งใดๆ ดังทราบได้จากคำสอนของคุณยายอาจารย์ บทที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับกำลังบุญ มีบุญอย่างเดียวอะไรๆ ก็สำเร็จทั้งหมด เกิดมาในชีวิตนี้ยายตั้งใจจะสร้างบารมีให้ดีที่สุด ยายกลัวอยู่อย่างเดียวคือกลัวว่าบุญจะน้อยกว่าคนอื่นเขา” เราเป็นลูกหลานยาย ก็ต้องเดินย่ำรอยตามคำสอนของคุณยายอาจารย์ แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะที่จะให้บุญของเราไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ เขา พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ให้นัยยะเอาไว้เมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมานี่เอง คือท่านได้สถาปนาพรรษานี้เป็นพรรษามหาบูชา เมื่อเราดูตามนัยยะนี้แล้วพบว่าการบูชานั้นมีอยู่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ คืออามิสบูชา ประการที่ ๒ คือการปฏิบัติบูชา ในส่วนของอามิสบูชา อามิสบูชาในช่วงนี้คงไม่มีอะไรที่จะให้กล่าวถึงได้มากเท่ากับบุญกฐิน โดยตัวของกฐินเองก็เป็นการทำทานที่มีอานิสงส์มากอยู่แล้ว เพราะถูกจำกัดด้วยเหตุปัจจัยหลายต่อหลายประการด้วยกัน ซึ่งพอจะรวบรวมได้อย่างนี้ กฐินถูกจำกัดด้วยประเภทของทาน จะต้องเป็นสังฆทานเท่านั้น ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ได้กล่าวเอาไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสังฆทาน ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าปาฏิบุคลิกทาน ไม่ว่ากรณีใดๆ ดังนั้นนี่ก็เป็นประการที่ ๑ ที่ทำให้กฐินนั้นมีอานิสงส์มากเพราะถวายเป็นสังฆทานไม่ได้เจาะจงภิกษุรูปใด ดังคำอปโลกกฐินที่กล่าวว่า ผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิ์ประดุจเลื่อนลอยมาจากนภากาศ แล้วตกลง ณ ท่ามกลางสงฆ์มิได้เฉพาะเจาะจงแก่พระภิกษุรูปใด บัดนี้พระสงฆ์ทั้งปวงจะเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด จงพร้อมกันอนุญาตให้แก่พระภิกษุรูปนั้นเทอญ ประการที่ ๒ กฐินถูกจำกัดด้วยเวลา นับตั้งแต่ออกพรรษาไป ๓๐ วัน ถ้าไม่มีผู้ปวารณาเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน เลยจากนี้ไปแล้ว จะทำพิธีทอดกฐินอีกไม่ได้ ถูกจำกัดไว้เพียง ๓๐ วันเท่านั้น เงื่อนไขนี้คณะสงฆ์ถูกบังคับให้ต้องประพฤติตัวให้น่าศรัทธาเลื่อมใสตามกรอบของพระธรรมวินัย ไม่เช่นนั้นจะหาผู้ปวารณาไม่ได้ ประการที่ ๓ ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยงาน การที่ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยงานนั้นก็คือ เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้วจะต้องกรานกฐินให้เสร็จภายในวันนั้น ก็คือการตัด การเย็บ การย้อม แล้วก็การครองผ้ากฐินภายใน ๑ วัน จะเลยกว่านั้นไม่ได้ เงื่อนไขนี้บังคับให้คณะสงฆ์มีความสมัครสมานสามัคคีกันร่วมใจกันทำงานเพราะถ้าเสร็จไม่ทันภายใน ๑ วัน สงฆ์ทั้งหมดก็จะไม่ได้รับอานิสงส์กฐิน ประการที่ ๔ ถูกจำกัดด้วยไทยธรรม คือผ้ากฐิน จะต้องตัดเย็บย้อมให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต คือให้เป็นจีวรที่ถูกลักษณะ ไม่ใช่ว่าจะเอาผ้าอะไรก็ได้หรือออกแบบรูปทรงใหม่ ดังนั้นพระที่จะรับกรานกฐินนั้น หรือพิธีกรรมกฐินนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพระภิกษุในวัดนั้นที่มีความเข้าใจในพระวินัยและมีความสามารถที่จะตัดผ้า เย็บผ้า ย้อมผ้าให้ได้ถูกต้อง ตามพระบรมพุทธานุญาต เงื่อนไขนี้เป็นการวางกรอบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้คณะสงฆ์ศึกษาและทบทวนพระธรรมวินัยให้ถูกต้องชัดเจนอยู่เสมอ ส่งผลให้คณะสงฆ์เกิดเอกภาพในเรื่องการแต่งกายมาจนถึงปัจจุบัน ประการที่ ๕ ถูกจำกัดด้วยผู้รับ วัดวาอารามใดก็ตามที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ไม่ครบ ๕ รูป จะรับกฐินไม่ได้ และพระภิกษุอย่างน้อย ๕ รูปนั้นจะต้องอยู่จำพรรษาไม่ขาดพรรษาเลย นี่คือสิ่งที่ถูกจำกัดด้วยผู้รับ เงื่อนไขนี้บังคับให้พระภิกษุสงฆ์ต้องดำรงตนด้วยความอ่อนน้อมสุภาพถ่อมตนต่อกันและกัน หรือลดทิฐิของตนลงไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครอยากอยู่จำพรรษาด้วย ประการที่ ๖ ถูกจำกัดด้วยคราว กฐินนั้นจะสามารถกระทำได้ ๑ วัด ๑ ครั้งต่อปีเท่านั้น จะทำ ๒-๓ คณะก็ไม่ได้ ทำได้เพียงครั้งเดียว ด้วยข้อจำกัดซึ่งมีมากมาย ทำให้กฐินเป็นกาลทานที่มีผลานิสงส์มาก ส่วนกฐินของเราเพิ่มอีกประการหนึ่งที่พอจะทำให้เราคิดได้ว่ามีอานิสงส์มาก นั่นก็คือกฐินครั้งนี้มียายเป็นประธานใหญ่ มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เป็นตัวแทนของคุณยาย ซึ่งยายก็จะนำบูชาธรรมของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำเพื่อสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีอีกต่อหนึ่ง เมื่อรวมแล้ว ทั้งบุญถวายกฐิน ทั้งบุญสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และประกาศคุณของมหาปูชนียาจารย์ พวกเราก็คงจะพอคิดได้ว่าบุญจะเกิดขึ้นมากมายเพียงใด ถ้าทำกันอย่างนี้ดูจะเป็นปกติทั่วไป เหมือนกับที่เราเคยทำกันผ่านมาหลายๆ ครั้ง แล้วเราจะสามารถทับทวีบุญนี้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปสมกับที่เป็นลูกหลานยายได้หรือไม่ เพื่อจะได้ไม่กลัวว่าจะได้บุญน้อยกว่าคนอื่นเขา ก็ยังพอมีทางนะ ขอเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง หลายๆ ท่านคงจะรู้จักชฎิลเศรษฐี ผู้มีภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกผุดขึ้นหลังบ้าน ชฎิลเศรษฐีได้ใช้ชีวิตฆราวาสเสวยผลแห่งบุญในส่วนโลกียสมบัติจนถึงที่สุด บุญเต็มเปี่ยมแล้ว ญาณแก่กล้าแล้ว ก็เกิดสติคิดได้อยากจะบวชเพื่อเสวยผลแห่งอริยสมบัติ เมื่ออยากจะบวชก็มอบสมบัติของตนเองให้กับทายาท คือภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกให้แก่บุตรชายของตนเองซึ่งมี ๓ คน จึงเรียกบุตรชายคนโตมาแล้วส่งจอบเพชรให้ เพื่อลองขุดภูเขาทองคำนั้น บุตรชายคนโตของชฎิลเศรษฐี เมื่อพ่อจะมอบภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอก อันเป็นสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องที่ขุดออกมาเท่าไหร่ก็งอกเต็มขึ้นมาเหมือนเดิม ความรู้สึกของบุตรชายคนโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติ เขายกจอบเพชรขึ้นจนสูงสุดแล้วสับจอบเพชรลงบนภูเขาทองคำอย่างเต็มที่ ด้วยความรู้สึกว่าภูเขาทองคำนั้นจะถูกจอบสับออกมาเป็นชิ้นๆ ในพระไตรปิฎกเขียนไว้ว่าเมื่อจอบเพชรกระทบกับภูเขาทองคำนั้นแล้ว มีลักษณะดั่งสับลงบนพื้นแผ่นหิน ก็คือขุดไม่เข้านั่นเอง จำใจที่บุตรชายคนโตจะต้องส่งจอบเพชรให้กับน้องชายคนกลาง น้องชายคนกลางก็น่าจะรู้สึกและกระทำเช่นเดียวกับพี่ชาย ส่วนผลก็เกิดเหมือนกันเสียด้วย คือจอบเพชรสับภูเขาทองคำไม่เข้า ก็จำใจส่งจอบเพชรนั้นให้กับน้องชายคนเล็ก น้องชายคนเล็กซึ่งคงมีอาการไม่ต่างกับพี่ชายทั้งสอง ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้อีกว่าเมื่อจอบเพชรนั้นสับโดนภูเขาทองคำ ก็ประหนึ่งดังสับลงไปบนก้อนดินเหนียว คือภูเขาทองคำได้ถูกขุดออกมาเป็นก้อนๆ นั่นเอง ชฏิลเศรษฐีจึงกล่าวว่าภูเขาทองคำนี้เกิดขึ้นเพื่อเรา และบุตรชายคนเล็กโดยแท้ จึงได้มอบมรดกยกภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกให้กับบุตรชายคนเล็ก พร้อมกับกล่าวบอก บุตรคนโตและคนรองว่าลูกเอ๊ย ภูเขาทองนี้เกิดเพื่อพ่อและน้องคนเล็กของเจ้า นับแต่นี้ไป เจ้าจงอาศัยน้องของเจ้าเป็นอยู่เถอะ เรื่องนี้พวกเราเองก็ฟังกันมาหลายต่อหลายครั้ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เล่าให้พวกเราฟังบ่อยทีเดียว แม้กระทั่งตัวหลวงพี่เองก็อ่านหลายเที่ยว แต่ในพรรษานี้เมื่อคิดจะบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ จึงขอขึ้นมาแสดงธรรมสักครั้งหนึ่งก็หวนกลับมาอ่าน ก็ได้ประเด็นที่แตกต่างออกไปจากทุกๆ ครั้ง นั่นคือเมื่ออ่านถึงบุพกรรมของชฎิลเศรษฐีแล้วให้อัศจรรย์ใจ พวกเรามาฟังกันต่อนะ ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว มหาชนทั้งหลายได้พากันสร้างพระเจดีย์ทองคำขึ้นเพื่อบูชาพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า เจดีย์ในสมัยนั้นเขาสร้างกันด้วยอิฐทองคำนะ สมัยนั้นชฎิลเศรษฐีเกิดเป็นนายช่างทอง ก็มีใจคิดที่จะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอิฐทองคำและดอกไม้ทองคำ บรรจุไว้ในพระเจดีย์โดยทำเป็นหม้อทองคำที่บรรจุด้วยดอกไม้ทองคำไว้ในหม้อ งานทองคำเป็นงานที่ละเอียดประณีต การที่จะทำคนเดียวย่อมต้องใช้เวลา และพระเจดีย์ก็ใกล้จะเสร็จเต็มที เมื่อจะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทันกาลจึงต้องเร่งทำ ชฎิลเศรษฐีในชาตินั้นได้ไปชวนบุตรชายคนโตของตนมาช่วยทำ แต่ถูกปฏิเสธว่าพ่ออยากจะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำเอง ลูกไม่เกี่ยว เมื่อบุตรคนโตกล่าวอย่างนั้น ก็ไปชวนบุตรชายคนที่ ๒ บุตรชายคนที่ ๒ ก็กล่าวปฏิเสธเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่เมื่อไปชวนบุตรชายคนเล็กแล้ว บุตรชายคนเล็กกลับตอบว่าธรรมดาภารกิจ ที่เกิดขึ้นแก่บิดาย่อมเป็นภาระของบุตร ตรงนี้สะกิดใจหลวงพี่ ที่พวกเราหลายๆ ครั้งมักกล่าวกันว่าภารกิจของพ่อคือหน้าที่ของลูก นี่เท่ากับว่าพวกเราเดินย่ำรอยของบุตรชายคนเล็กของชฎิลเศรษฐี อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนี้บุตรชายคนเล็กได้ช่วยชฎิลเศรษฐี ทำต้นไม้เงินต้นไม้ทองจนเสร็จ และได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสร้างเจดีย์นั้นได้ทันเวลา ด้วยอานิสงส์บุญนี้จึงส่งผลให้ชฎิลเศรษฐีมีภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกผุดเกิดขึ้นหลังบ้านของตนเอง และส่งผลให้บรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด ช่างน่าอัศจรรย์อะไรอย่างนี้ แต่ว่ากฐินครั้งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้พวกเราทราบกันตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีเจ้าของบุญทั้งหมด ๑,๐๐๐ คณะ ไม่น้อยหรือเกินไปกว่านี้ ถ้าเราลองทบทวนดูก็จะพบว่าถ้าแต่ละคณะมีภูเขาทองคำ อันนี้สมมตินะจ๊ะ อันนี้ขอบอกว่าสมมติ เพราะไม่อาจจะคาดคะเนได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบุญครั้งนี้ สมมติว่าเป็นภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกก็แล้วกัน ถ้าแต่ละคณะมีภูเขาทองคำสูง ๘๐ ศอกเกิดขึ้น เราจะเอา ๑ ภูเขาทองคำ หรือจะเอา ๑,๐๐๐ ภูเขาทองคำ และถ้าเราสามัคคีกันให้สมกับคำว่ากฐินสามัคคีรวมใจของพวกเราเป็นหนึ่ง แล้วก็มีภูเขาทองคำซึ่งทับทวีคูณเป็น ๘๐ ศอก คูณด้วย ๑,๐๐๐ สูง ๑,๐๐๐ คูณ ๘๐ ก็ได้ ๘๐,๐๐๐ ศอก ผุดอยู่ข้างๆ สภาธรรมกายของพวกเรา ซึ่งแต่ละท่านในที่นี้ก็มีจอบเพชรขนาดใหญ่ตามกำลังบุญของตนเองปรากฏเกิดขึ้นที่บ้าน เกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญของตน ดังนั้นพวกเราใครต้องการทองคำเท่าไหร่ก็นำจอบเพชรของตนมาขุด เป็นเรื่องเฉพาะผู้มีโอกาสเท่านั้น จะยืมหรือจะขโมยจอบเพชรมาขุดก็ไม่ได้ เพราะว่าบุญนั้นต้องทำเอง จะอาศัยความเป็นญาติกันก็ไม่ได้ อาศัยปากอนุโมทนาเอา ก็คงจะได้แต่ชื่นชมเขา บุญต้องทำด้วยตนเอง เมื่อรู้เหตุอย่างนี้แล้วเราน่าจะให้โอกาสทุกๆ คนได้มีโอกาสร่วมบุญกับตัวเรา ทับทวีบุญของพวกเราขึ้น เราเองก็ไปร่วมบุญกับเขาให้ครบทั้ง ๑,๐๐๐ คณะ และเปิดโอกาสให้เขามาร่วมกับเรา จึงจะได้ใช้สมบัติร่วมกัน หลวงพี่จะยกตัวอย่างที่เคยเจอด้วยตนเอง สมบัติที่บังเกิดขึ้นแม้น้อยที่สุด เช่นปากกา ปากกาก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญของเจ้าของ บางคนมีปากกาด้ามละแสน บางคนด้ามละหมื่น บางคนหลายพัน หรือแม้ที่สุดด้ามละ ๕ บาท ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถยืมปากกาของเขามาใช้ได้ทุกด้าม ถ้าเราไม่เคยทำบุญร่วมกับเขามาก่อน เขาก็คงจะมองหน้าเรา แล้วก็ไม่ให้เรายืม สมบัติที่น้อยที่สุดราคา ๕ บาทของเขา เรายังไม่มีโอกาสที่จะใช้ร่วมกับเขาเลย อย่าพูดถึงสมบัติที่ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้เลย สิ่งนี้เจอมาแล้ว เราเองก็ต้องตัดสินใจว่าถ้าตัวเรา อยากจะใช้สมบัติทุกๆ ชิ้นในโลกนี้ได้ด้วยความเต็มใจจากเจ้าของ เราจะทำอย่างไร หวังว่าเรื่องราวของบุตรชายชฎิลเศรษฐีนี้จะพอเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจสร้างบุญ สั่งสมบารมีของพวกเราให้ยิ่งๆ ขึ้นไป บุญที่ยิ่งกว่านี้มีอีกไหม ยังมีอีกนะ ถ้าจะเอาบุญให้ได้อย่างยาย เพราะกลัวว่าจะได้บุญน้อยกว่าคนอื่นเขาก็ยังพอมีวิธีอีก ในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า บุคคลใดก็ตามที่ทำบุญด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติ แต่ขาดแคลนบริวาร บุคคลใดไม่ทำบุญด้วยตนเองมุ่งแต่ชักชวนผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมอัตคัดในโภคทรัพย์สมบัติ แต่เจริญไปด้วยบริวารทั้งหลาย บุคคลใดชักชวนผู้อื่นด้วย กระทำด้วยตนเองด้วย บุคคลนั้นย่อมอุดมไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ และประการสุดท้าย บุคคลใดไม่ทำบุญด้วยตนเอง ทั้งไม่ชักชวนบุคคลอื่น บุคคลนั้นย่อมอัตคัดทั้งโภคทรัพย์สมบัติและบริวารทั้งหลาย จากพุทธพจน์บทนี้ ชี้ให้เห็นว่า การที่เราทำบุญด้วยตัวของเราเองนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ส่วนการชักชวนบุคคลอื่นเราอาจจะมองข้ามไป แต่ตรงนี้กับเป็นนิสัยของยายทีเดียว ยายเจอใคร ยายก็ชวนเขามาเอาบุญกะยาย ยายกล่าวเอาไว้ว่าอย่าไปดูถูกเขาสักบาท สักเฟืองของเขา ก็ให้เขาได้บุญกับเรา ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นลูกหลานยายก็ต้องย่ำรอยของยาย สร้างบุญสร้างบารมีตามคุณยายอาจารย์กัน ให้ครบถ้วน ทั้งทำด้วยตัวเอง แล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และให้ทุกๆ คนที่เราได้เจอได้เป็นผู้มีส่วนในบุญทุกบุญ อย่าให้ใครตกใครหล่นไปจากขบวนของการสร้างบารมีเลย แล้วเราก็จะกล้าพูดได้ว่าไม่กลัวว่าบุญของเราจะน้อยกว่าใครๆ นี้เป็นส่วนของอามิสบูชา ในส่วนของปฏิบัติบูชานั้น พวกเราเองก็ทราบกันดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อและยายถือเป็นกิจวัตรของพวกเราเลยทีเดียว เมื่อมาถึงวัดก็ให้ปฏิบัติธรรมกัน ในลำดับต่อไป หลวงพี่ก็ขอเชิญพวกเราเอาบุญทั้งสองประการ คือได้ปฏิบัติบูชาเอาบุญกับคุณยายด้วยอีกอย่างหนึ่งนะ ให้เราปรับท่านั่งของเราให้ดีนะ ให้อยู่ในท่าที่สบายๆ ใครถนัดท่าไหนก็นั่งท่านั้น ให้มีความรู้สึกว่าจะนั่งไปนานเท่าไหร่ก็นั่งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าอีกเลย นึกถึงคุณยาย นึกถึงพระคุณที่ท่านเมตตาพร่ำสอนพวกเราให้ทั้งความรู้ปริยัติ ทั้งธรรมปฏิบัติ นึกอธิษฐานจิต ให้ผู้มีบุญทั้งหลายในโลกนี้ได้มาเจอะมาเจอกับพวกเรา ได้มารับทราบข่าวบุญ ได้มาร่วมบุญใหญ่กับพวกเราทุกๆ คน ให้ทุกคนได้มาสร้างบารมีไปร่วมกัน สั่งสมบุญบารมีข้ามภพข้ามชาติ ไม่มีใครตกหล่นตลอดเส้นทางจนถึงที่สุดแห่งธรรม นึกน้อมขอบารมีคุณยายอาจารย์ ให้มากลั่นแก้ธาตุธรรมของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้อุปสรรคที่ติดค้างปนเป็นอยู่ในใจของเราให้มลายหมดสิ้นไป ให้เหลือแต่ธาตุแห่งความสำเร็จ ให้ความตั้งใจของเราที่จะเอาบุญใหญ่ ย่ำรอยการสร้างบารมีของคุณยายอาจารย์ คิดไว้เท่าไหร่ ก็ให้ได้ทับทวีเกินไปกว่านั้น ยิ่งๆ ขึ้นไป ****************************** จบ ******************************