ปฏิบัติธรรมเพื่อใคร
กราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของสัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงยิ่ง กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ ติณฺณมญฺญตรํ ยามํ ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโต
ความว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นให้ดี บัณฑิตพึงประคับประคองตนตลอดวัยทั้งสาม วัยใดวัยหนึ่ง มาแล้วในอัตตวรรควรรณนา หมวดว่าด้วยการรักษาตน
ที่นำเรื่องนี้มาแสดงก็เพราะเห็นว่าตนเป็นเรื่องใหญ่ และวันนี้เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำ แม้ว่าหลายท่านอาจจะเคยทราบว่าวันพระไม่มีหนเดียว แต่ถ้าใครไม่เฉลียวล่ะก็ จำไม่ได้ทีเดียวนะว่าวันพระคือวันไหน ส่วนพวกเราลูกหลานคุณยายทุกท่าน เข้าใจว่ามีวันพระอยู่ทุกวัน เป็นวันพระภายในอยู่แล้ว ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้นัยว่า
ปฏิมํเสตมตฺตนา จงพิจารณาตนด้วยตนเอง
โดยเฉพาะในพรรษามหาบูชา พวกเราก็มาทบทวนศีลไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว พระท่านก็ได้ฟังพระปาฏิโมกข์ ได้ทบทวนศีลของตนเอง พวกเราก่อนฟังธรรมก็ได้รับศีล เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาวิริยคุณ ท่านได้เมตตาให้นัยยะไว้ว่าพระพุทธศาสนานั้นสอนให้พวกเราฝึกควบคุมตนเอง และในพระสูตรต่างๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องตนไว้หลายแห่งอย่างเช่น
อตฺตนา โจทยตฺตานํ จงเตือนตนด้วยตนเอง
หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบภาระให้กับทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ว่าเป็นทั้งโจทก์ เป็นทั้งผู้พิพากษาเสร็จในตัว พวกเราลูกหลานคุณยายทุกท่านเป็นบุคคลที่โชคดีที่สุดเลย เพราะคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้เอาตนเองเป็นบทพิสูจน์ว่า เกิดมาชาตินี้ คุณยายมีกำไรแล้ว มีแต่สิ่งที่ดีติดตัวไป และชีวิตคุณยายก็จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ตกต่ำเลย คุณยายคว้าธงชัยของคุณยายแล้ว จะกรองเอาแต่สิ่งที่ดีๆ ไป ซึ่งคุณยายก็ได้เมตตาแนะนำลูกหลานทุกท่านได้สร้างบารมีเพื่อจะคว้าเอาธงชัยไปให้ได้เช่นกัน
ด้วยวิธีของคุณยายก็จะทำให้ทุกท่านได้สร้างบารมีให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปโดยลำดับๆ สมกับพุทธภาษิตที่ยกเป็นบาลีอุเทศไว้ว่า
อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ เป็นต้น
ความว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นให้ดี บัณฑิตพึงประคับประคองตนตลอดวัยทั้งสาม วัยใดวัยหนึ่ง มาแล้วในอัตตวรรควรรณนา หมวดว่าด้วยการรักษาตน
พวกเราคงจำกันได้ แล้วก็คงประทับใจในคำตอบที่คุณยายได้ตอบคำถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี ในสมัยที่ทำวิชชาอยู่ว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะถามทุกคน ทุกท่านเลยว่า รู้ไหมว่าเราทำวิชชาเพื่ออะไร ท่านก็ถามเรียงคนไปเลย แล้วก็ให้ตอบทีละท่าน บางท่านก็ตอบว่าทำเพื่อพระศาสนา บางท่านก็ตอบว่า ทำเพื่อวัดปากน้ำอย่างนี้ บางท่านก็ ตอบแบบเอาใจหน่อยว่า ทำเพื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งแต่ละท่านก็ตอบในทำนองนี้กันทุกท่านเลย
จนมาถึงคุณยาย คุณยายก็ตอบออกมาจากกลางเลยว่า พวกเราจำได้ไหมว่าคุณยายตอบว่ายังไง คุณยายได้ตอบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าที่มาทำวิชชาอยู่นี่ ลูกทำเพื่อตัวเอง ซึ่งคำตอบนี้ก็เป็นที่พอใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นที่สุดเลย ท่านก็บอกว่า เออ ต้องอย่างนี้ซิ ต้องอย่างนี้ซิ จึงจะใช้ได้ แล้วภายหลังก็ขยายความให้พวกเราได้ฟังว่าที่ไปทำวิชชาอยู่นั่นก็เพื่อช่วยตนเอง ใครจะไปช่วยใครได้ ทำไปก็เพื่อช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร
และพวกเราก็คงทราบดี ตระหนักดีว่าการที่จะพ้นทุกข์ได้นั่น พวกเราคงไม่รอให้เทวดามาพลอยผสม หรือจะรอให้พระพรหมมาคอยลิขิต หรือจะรอเหล่ากัลยาณมิตรมาช่วยบันดาล เพราะวิธีหรือทางที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เมตตา บอกชัดเจนเลยว่า หยุดคือตัวสำเร็จ คือต้องนำใจจรดศูนย์กลางกายของตนเอง เพราะเราแต่ละท่านย่อมทราบว่าเราสามารถลิขิตชีวิตตนได้ คือเลือกเกิดได้ ถ้าทำอย่างคุณยาย
ฉะนั้นเรื่องตนจึงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วเราจะจัดการกับตัวเองอย่างไรให้เหมาะสมกับเป็นผู้ลิขิตชีวิตของตน ทุกคนทุกท่านก็ถือว่าเป็นยอดรักของตนเอง ธรรมดาคนที่ปรารถนาดีต่อกัน เมื่อมีสารทุกข์สุกดิบ มีเรื่องอะไรเขาก็ย่อมเข้าช่วยเหลือกันทันทีเลย ข้อนี้ฉันใด ตัวตนของเรานั้น เมื่อรู้ว่าตนเองนี่แหละเป็นที่รัก รักเหนือสิ่งอื่นใดเลย จึงควรรักษาแล้วก็ส่งเสริมให้ตนเองได้สร้างบารมีต่อทั้ง ๓ วัย
เรามาดูว่าโอกาสที่พวกเราจะสร้างบารมี ได้บารมีเต็มเปี่ยมเพื่อให้ได้ครบทั้งวัยเด็ก วัยกลางคน แล้วก็ผู้ที่มาสร้างบารมีก่อน หลวงพี่ก็จะได้แบ่งไว้เป็น ๓ ระยะคือ ระยะปฐมวัย และปัจฉิมวัย จะไม่แยกอายุ เดี๋ยวจะดูไม่เข้ากับตัวเอง
ข้อที่ ๑ ปฐมวัย อย่างเช่นน้องๆ สามเณร เหมาะแก่การเรียนอย่างยิ่งเลย เพราะว่าร่างกายกำลังเจริญเติบโต ดวงปัญญาหรือว่าสติปัญญาก็กำลังขยายทีเดียว โอกาสนี้ เหมาะสำหรับน้องๆ สามเณรมากเลย โดยเฉพาะในความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ ถือว่าน้องเณรมีบุญ แล้วก็อยู่ในปฏิรูปเทส จำง่ายๆ ก็คือในส่วนของธรรมะก็เป็นเยี่ยม อาหารก็เปี่ยมไปด้วยรสชาติ สถานที่ก็สงบ สะอาด พระอาจารย์ที่ท่านสอนก็ได้ทุ่มเท และที่สำคัญก็คือน้องเณรหรือว่าเยาวชนตัวเล็กๆ ก็จะได้ตั้งต้นทำหน้าที่ สร้างบารมีได้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยเลย
เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วว่า ได้มาสร้างบารมีก่อน ก็ให้ดีใจนะ เพราะว่าเราเจาะเวลาหาเหตุไม่ได้แล้ว ก็เก็บความปีติเบิกบานใจ เพราะว่าเรามาสร้างบารมีก่อน แล้วเราก็ได้ทำกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง เรื่องสร้างบารมีตั้งแต่ยังเยาว์ หลวงพี่อยากจะยกเรื่องของพระวนวาสีติสสเถระ ซึ่งเรื่องนี้หลวงพี่ประทับใจมากเลย
ครั้งหนึ่งมีพระอัครสาวกคือพระสารีบุตร ได้ไปยังเรือนของมหาเสนะพราหมณ์ ซึ่งพราหมณ์ท่านนี้ก็เป็นเพื่อนกับบิดาของพระสารีบุตร ด้วยคิดว่าจะไปทำการอนุเคราะห์พราหมณ์ แต่ครั้งนั้นปรากฏว่ามหาเสนพราหมณ์ได้ยากจนเสียแล้ว พอพระสารีบุตรไปถึงเรือน ท่านก็หลบหน้าอยู่ในบ้าน แต่ในใจก็คิดว่า ถ้าหากเราได้ไทยธรรมมา ก็จะทำทานภายหลัง พวกเราโชคดีได้เกิดมาในยุคที่คิดก่อน ทำก่อน ตอนนั้นก็คือคิดดูก่อนเหมือนกัน เพราะไม่มีจริงๆ เลย
ในส่วนของท่านเอง ใจก็จดจ่ออยู่กับการที่จะถวายทานพระเถระ แล้ววันหนึ่งมหาเสนพราหมณ์ก็ได้ถาดใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยข้าวปายาส พร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบอีกผืนหนึ่ง และในเช้านั้นเอง พระสารีบุตรเถระก็เข้าฌาน หลังจากที่ออกจากญาณสมาบัติแล้ว เห็นว่ามหาเสนพราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว แล้วก็หวังว่าจะถวาย
พระสารีบุตรเองก็ได้ไปสู่บ้านของมหาเสนพราหมณ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อมหาเสนพราหมณ์ได้เห็นดังนั้นก็เกิดจิตเลื่อมใสในพระสารีบุตร เนื่องจากว่ารอมานานเพื่อจะได้ถวายทานกับพระเถระ โดยเฉพาะยามยากจน การที่จะได้ไทยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ยาก ก็เลยนำข้าวปายาสแล้วก็ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ทำทานทั้งหมดเลย มีความร่าเริงปีติ ด้วยจิตเลื่อมใสอย่างยิ่งในทานครั้งนี้ แล้วก็มีความเสน่ห์ว่าอยากจะทำทาน อยากจะถวายทานกับพระเถระไปทุกๆ วันเลยทีเดียว
ครั้นเมื่อพราหมณ์นั้นทำกาละ คือสิ้นบุญไป ก็ได้ถือกำเนิดในสกุลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระในกรุงสาวัตถีนั่นเอง ด้วยใจที่จดจ่อในการที่จะถวายทาน ขณะที่มารดาท่านแพ้ท้อง ก็อยากทำบุญแล้ว วันที่ทารกนั้นได้กำเนิดได้คลอดออกมา ญาติๆ ก็ได้อาบน้ำให้ แล้วก็เนื่องจากว่าท่านได้ทำทานผ้าสาฎกเนื้อหยาบมา ในชาตินี้ท่านก็ได้ผ้ากำพลที่มีค่าแสนหนึ่งเป็นที่รองรับในวันแรกที่เกิด คืออาบน้ำเสร็จก็นอนบนผ้า พอดีวันนั้นเองพระสารีบุตรเถระก็มาที่บ้านอุปัฏฐาก ทารกน้อยก็แลดูพระเถระ แล้วก็ระลึกชาติได้ว่าพระเถระรูปนี้เองเป็นบูรพาจารย์ของเรา เราได้สมบัติคือผ้ากำพลนี้ก็เพราะอาศัยท่าน การที่เราจะได้บริจาคทานอีกครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการสมควร
จึงคิดจะนำออกมา คิดแล้วก็ทำเลยนะ ชาตินี้ทำก่อนแล้วนะ ก็คือเอานิ้วก้อยเกี่ยวกับผ้ากำพล แล้วก็ยึดไว้แน่นเลย ส่วนญาติเห็นแล้วก็ คิดว่าผ้ากำพลคล้องมือเด็ก เกรงว่าจะเป็นอันตราย ก็จะหยิบผ้านั้นออก ท่านก็ร้องไห้ใหญ่เลย ญาติก็ไม่กล้านำผ้ากัมพลออกก็ยกไปคืออุ้มท่านไปพร้อมกับผ้ากำพลนั่น ในขณะที่ญาติโยมประเคนไทยธรรมแล้วก็นำทารกไปด้วย ท่านก็ชักนิ้วก้อยออกจากผ้ากำพลปล่อยให้ผ้าตกใกล้ๆ เท้าของพระสารีบุตรเถระ
พวกเราลองมานึกดูว่าผู้ที่ใจจดจ่ออยู่กับมหาทาน ตั้งใจว่าชาติหน้าหรือชาติไหนมีปัจจัยเท่าไหร่จะทำหมด แล้วก็ได้ทำสมใจ ท่านได้บวชเมื่ออายุ ๗ ขวบ แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ถือว่าได้ทำก่อน แล้วก็บรรลุธรรมก่อน นี้คือตัวอย่างที่หลวงพี่เองประทับใจ
เรามาดูคุณยายอาจารย์ของเรา พวกเราก็คงทราบกันว่า สมัยคุณยายอาจารย์เป็นเด็กอยู่ที่นครไชยศรี มีผู้คนมาขอสิ่งต่างๆ มากมายเหมือนกัน ขอข้าวสารก็ให้ข้าวสาร ขอสิ่งใดก็ให้สิ่งนั้น นี่คืออุปนิสัยที่คุณยายได้บอกกับพวกเราว่าคุณยายสอนตนเองได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เราประทับใจกัน ถึงเวลาคุณยายทานข้าวเสร็จแล้ว ก็จะนำหม้อข้าวนี่ไปล้าง ล้างทั้งข้างนอกข้างใน คุณยายถูให้สะอาดหมดเลย ไปเช็ดถูบันไดก็เช็ดทั้งบนบันไดและใต้บันได พวกพี่ๆ เขาก็ถามคุณยายว่า ทำไมไม่ล้างเฉพาะด้านที่มันเปื้อนล่ะ หรือทำไมไม่ถูเฉพาะบนบันได คุณยายก็ตอบแบบซื่อๆ ว่าไม่รู้เหมือนกัน ยายก็ถูของยายอย่างนี้ อยากถูให้มันสะอาดให้หมด มันสอนตัวเองให้ล้างให้สะอาด ทั้งข้างนอกทั้งข้างใน
นี่คือคำพูดของยาย ดังนั้น คนที่มีความคุ้นในการทำความดี ก็จะคุ้นเหมือนกับพระวนวาสีติสสเถระ
วัยที่ ๒ ช่วงมัชฌิมวัย ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่ก็จะทำงานเพื่อตั้งเนื้อตั้งตัว มีหลักมีฐานกัน ผู้รู้ท่านบอกว่าคนเราจะอยู่ดีกินดีได้นั้นต้องทำให้ครบทั้ง ๓ รายคือ
รายที่ ๑ คือรายรับ คนที่อยากจะมีรายรับ ให้เห็นงานเหมือนกับมิตร คือเห็นงานคือเห็นมิตร แล้วก็จะมีรายรับ
รายที่ ๒ คือรายจ่าย สิ่งที่พึงจ่ายก็เพื่อบำบัด โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัย ๔ บำบัดความทุกข์ ความหิวต่างๆ ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ สำหรับผู้ที่มีทรัพย์เหลือเท่านั้น ที่จะไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งคุณยายก็ให้นัยยะไว้ง่ายๆ ว่าใช้ข้าวของให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าข้าวของทั้งกะชาติ
มาดูรายที่ ๓ คือรายเหลือ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ ให้ธรรมภาษิตแก่พวกเราว่า
อิณาทานํ ทุกขํ โลเก
พวกเราก็คงแปลได้นะ หลวงพี่ก็จะไม่ย้ำ คือการมีหนี้ มันเป็นทุกข์ ถ้าใครไม่มีรายเหลือไว้ล่ะก็ เป็นทุกข์ในโลกจริงๆ ดังนั้นทุกคนอย่าลืมตัว เมื่อวัยหนุ่มวัยสาว ผ่านไปแค่ชั่วครู่เดียว วัยชราก็จะเข้ามาแทน
วัยที่ ๓ วัยปัจฉิมวัย วัยนี้ส่วนใหญ่ก็จะหนักไปทางสร้างที่พึ่ง ผู้รู้ท่านได้แนะนำให้ยึดหลัก ๔ ประการคือ
๑. เคร่งครัด
๒. ตัดอาลัย
๓. ไร้กังวล
๔. สนใจธรรมะ
ข้อที่ ๑ คือเคร่งครัด ที่ว่าเคร่งครัดนั้นหมายถึงอะไร ทุกคนทุกท่านมีหน้าที่ให้พวกเรารักษาหน้าที่ให้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะทุกท่านทราบว่าพวกเราเกิดมาสร้างบารมีด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่เป็นหน้าที่ที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีก็ดี ทั้งที่เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่เขาตั้งให้ เราก็ทำให้ดีที่สุดเลย
มาดูตัวอย่างพระเถระรูปหนึ่งซึ่งท่านได้เคร่งครัดในการทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ชื่อพระอัตตทัตถเถระ เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสไว้ว่า อีก ๔ เดือน พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุ ๗๐๐ รูป ซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่ก็เกิดความสังเวช จึงคอยเฝ้าอยู่ที่สำนักของพระศาสดา แล้วก็ปรึกษากันว่าอีก ๔ เดือน เราจะทำอะไรกันดี ส่วนพระอัตตทัตถเถระคิดว่า ตอนนี้เรายังมีกิเลสอยู่ เราจะพยายามเอาชนะกิเลส ให้ได้ในขณะที่พระศาสดายังมีพระชนม์ชีพอยู่นี่แหละ แล้วก็ไม่ได้ไปที่สำนักพระศาสดาเหมือนภิกษุอื่น ภิกษุทั้งหลายก็มากล่าวกับท่านว่า ผู้มีอายุ ทำไมท่านถึงไม่มาสำนักพระศาสดากับพวกเราเลย
แล้วก็ไปกราบทูลกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาก็ตรัสว่าเหตุใด เธอถึงทำอย่างนั้น ท่านก็ทูลว่า พระเจ้าข้า ในเมื่อพระองค์จะปรินิพพานโดยกาลล่วงไป ๔ เดือน คืออีก ๔ เดือนข้างหน้าจะปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์ก็จะพยายามเอาชนะกิเลส แล้วก็บรรลุพระอรหัตให้ได้ ในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นี่แหละ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ แล้วก็ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีความเสน่หาในเรา ผู้นั้นควรเป็นดุจพระอัตตทัตถเถระ ผู้บูชาเราด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมชื่อว่าบูชาเรา แล้วตรัสพระคาถาว่า
บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ตนให้เสื่อมเสีย เพราะประโยชน์ของคนอื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ตนแล้ว พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน
คือเคร่งครัดในหน้าที่ ผู้ที่เข้ามาบวชก็ทำหน้าที่ ที่จะไปเอาชนะกิเลสแล้วก็ไปสู่มรรคผลนิพพาน นี่คือตัวอย่างพระอัตตทัตถะเถระ
ข้อที่ ๒ คือตัดอาลัยในการที่จะสร้างบารมีให้เป็นที่พึ่ง เมื่อตอนที่คุณยายได้ออกจากบ้าน คุณยายอาจารย์คิดอย่างเดียวว่าจะขอขมาพ่อ เรื่องอื่นไม่ได้คิดเลย เมื่อคุณยาย ได้ยินเรื่องพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายก็ตั้งใจจัดแจงเรื่องทางบ้านให้เสร็จเรียบร้อย ที่ว่าจัดแจงคือยังไง ที่นายกให้น้อง ทองหยองก็ยกให้พี่ แล้วก็มีปัจจัยติดตัวมาเพียงเล็กน้อย ในการออกจากบ้าน เพื่อขอขมาพ่อ คือตัดอาลัยไปทุกอย่าง
ข้อที่ ๓ คือไร้กังวล พวกเราส่วนใหญ่ มีลูกหลานกันทุกท่าน ถ้าจะสร้างบารมีให้เป็นที่พึ่งก็อย่าไปกังวลกับลูกหลาน เพราะว่าจะเข้าตำรารักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเรา เรามาตรองกันดูว่าสมบัติที่เราใช้อยู่ประจำ เป็นโลกียทรัพย์ เป็นสมบัติประจำโลก ซึ่งทุกท่านก็เพียงเพื่อเอาไว้ใช้สร้างบารมี คือเปลี่ยนจากโลกียทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ ถ้าใครก็ตามที่ไม่เปลี่ยนให้เป็นอริยทรัพย์ สมบัตินั้นก็จะเป็นตกของผู้อื่นต่อไป
ดูจากการกระทำของตัวเราว่า ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เราพิจารณาดูว่าเราได้เปลี่ยนโลกียทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ได้มากน้อยแค่ไหน บุญก็จะมากตามนั้นด้วย คุณยายบอกว่าให้ตั้งใจให้ดี เวรกรรมต่างๆ พยายามละเสีย อย่าให้ติดตัวเราไปแม้ชั่วคืนเดียว คือก่อนนอนให้พิจารณา เวรกรรมต่างๆ อย่าให้ติดตัวไปแม้ชั่วคืนเดียว แล้วให้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ละความชั่วให้หมด แล้วคิดปรับปรุง ทำความดีตลอดไป แล้วก็จะไร้กังวล
ข้อที่ ๔ คือสนใจธรรมะ ความดีก็คือธรรมะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ก็ขอให้ทำดีติดตัวไป จะนั่งธรรมะก็ดี จะนั่งฟังธรรมก็ดี คนที่มีธรรมะ ธรรมะย่อมคุ้มครอง ป้องกันผู้นั้น สมกับพุทธภาษิตที่ว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
คือถ้ารู้อย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ ธรรมไม่รักษา ดั่งพุทธภาษิตหนึ่งบอกว่า
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้
ด้วยวิธีนี้เอง คุณยายได้ทำเพื่อตนเอง และเพื่อคนหมู่มากด้วย คุณยายได้บอกกับพวกเราว่าเราเกิดมา ควรทำประโยชน์สักอย่างหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อตัวเราเอง ถ้าทำประโยชน์ให้ตนเองได้แล้ว ยังทำประโยชน์ให้หมู่คณะคือคนหมู่มากได้ด้วย ชีวิตนี้เกิดมาก็คุ้มแล้ว ด้วยคำสอนยาย ที่ดังกังวานในใจพวกเราตลอด เราท่านทั้งหลายก็คงจะได้ตั้งใจสั่งสมบุญติดตามคุณยายให้ดีๆ ยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะช่วงพรรษามหาบูชา เราจะบูชาธรรมคุณยายด้วยการร่วมกันสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปโดยลำดับ
ดังในฉวาลาตสูตรได้กล่าวถึงบุคคล ๔ จำพวกไว้ว่า
บุคคลจำพวกที่ ๑. บุคคลไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลจำพวกที่ ๒ คือบุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง
บุคคลจำพวกที่ ๓ คือบุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลจำพวกที่ ๔ คือบุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง และปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ในบุคคลทั้ง ๔ จำพวกนี้ พวกเราคงซาบซึ้งแก่ใจดีว่าคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อตนเอง และปฏิบัติเพื่อผู้อื่น ในสูตรนี้ท่านก็ได้ยกว่าจำพวกที่ ๔ คือบุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเองและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น นี้เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประธาน เป็นผู้อุดม และเป็นผู้สูงสุด สมกับพุทธภาษิตที่ยกเป็นบาลีอุเทศว่า อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา เป็นต้น
คนฉลาดเมื่อรู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนให้ดีตลอดทั้ง ๓ วัย ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะรักอะไรก็ตามในโลกนี้ไม่เท่ากับรักตนเอง ถึงบางคนจะเทิดทูนบางสิ่งบางอย่าง
เป็นยอดรัก แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งแล้ว เราก็จะพบว่าตนนั่นแหละคือยอดรัก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ รักอะไรจะเท่ารักตนไม่มี
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน เป็นผู้รักษาผู้อื่น เพราะท่านได้ใช้ ร่างกายและจิตใจของท่าน สร้างที่อยู่อาศัยให้กับพวกเรา คือสร้างวัดพระธรรมกาย ศูนย์กลางธรรมกายของโลกแห่งนี้ ซึ่งผู้ที่ให้ที่อยู่อาศัยคือผู้ที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง คุณยายอาจารย์ได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับพวกเรา ท่านได้พิสูจน์แล้วว่าชีวิตหนึ่งที่เกิดมาสร้างบารมีนั้น ได้สร้างบารมีอย่างไร้ขีดจำกัด ไร้พรมแดน คือไปต่างประเทศ
ชีวิตหนึ่งของคุณยายนั้นจึงเป็นที่พึ่งแก่ลูกหลานทั้งหลายตลอดกาลนาน จึงนับเป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คุณยายได้สร้างบารมีเต็มกำลังทั้ง ๓ วัย สร้างอย่างเคร่งครัด ตัดอาลัย ไร้กังวล และสนใจธรรมตลอดมา และได้เป็นผู้ปฏิบัติทั้งประโยชน์ตน ทั้งประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด สมกับนามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ยกย่องคุณยายว่า มหารัตนอุบาสิกา พวกเราลูกหลานคุณยายทุกท่านก็พร้อมที่จะเทิดทูนบูชา แล้วก็ประกาศคุณ เพื่อให้ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายนั้นได้สถิตเป็นประทีปนำทางยังใจทุกผู้คนให้งดงาม และได้ปฏิบัติธรรมบูชา เพราะศิษย์ทุกคนได้ซาบซึ้งในความบริสุทธิ์ใจและในการตอกย้ำให้พวกเราได้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ได้ผลที่แท้จริง เพราะคำพูดของผู้ที่ทำได้จริงเช่นคุณยายย่อมทรงคุณค่า ทรงพลังยิ่งนัก ซึ่งยากจะหาคำใดมาเปรียบได้
โดยเฉพาะในกาลนี้ ร่างของคุณยายยังอยู่กับพวกเรา ขอให้พวกเราได้เกิดกำลังใจในการที่จะฝึกฝนอบรมตนเอง และเมื่อคราใดที่ได้ฟังคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ ให้เกิดความปีติสุขทุกครั้งที่เราได้รับรู้รับฟังคุณงามความดีของท่าน ในพรรษานี้ผ่านมาแล้ว ๑ ใน ๖ ก็คือ ๑๕ วันผ่านไป เราจะใช้พรรษามหาบูชานี้ปฏิบัติบูชาคุณยายอาจารย์ให้ได้อย่างพระวนวาสีติสสเถระ ซึ่งท่านได้ทำทานเมื่อแรกเกิด บรรลุธรรมเมื่ออายุได้เพียง ๗ ขวบ
ดังนั้นในส่วนเวลาที่เหลือนี้ ก็ขอเรียนเชิญลูกหลานทุกท่านได้น้อมนำความดีงาม คุณธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณยายได้มอบให้กับพวกเรา สร้างวัดก็เพื่อที่จะให้พวกเราได้เข้าถึงธรรมเฉกเช่นเดียวกับคุณยาย ให้น้อมระลึกที่กลางใจ จรดใจถึงคุณยายทุกอนุวินาที ให้สมเป็น ให้สมกับเป็นพรรษามหาชน ที่เป็นดำริของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ได้เมตตาให้โอกาสกับพวกเรา (สัพเพฯ)
********************************* จบ *********************************