พระอภิธรรม
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ นมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง นมัสการพระเถระที่มีพรรษากาลแก่กว่ากระผมทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกาลูกหลานทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้อาตมาได้มีโอกาสมาแสดงธรรมในงานสวดพระอภิธรรมของคุณยายอีกวาระหนึ่ง ในวันนี้จะได้บรรยายธรรมในเรื่องเกี่ยวกับพระอภิธรรมโดยสรุป โดยเนื้อหาใจความที่ทุกท่าน ได้ฟังพระสวดพระอภิธรรมในแต่ละวันที่ได้มาฟัง งานสวดพระอภิธรรมของคุณยาย
ในเนื้อหาเกี่ยวกับพระอภิธรรมมีบาลีว่า
ตตฺถ วุตฺตาภิธมฺมตฺถา จตุธา ปรมตฺถโต จิตฺตํ เจตสิกํ รูปํ นิพฺพานมิติ สพฺพถา
แปลว่าพระอภิธรรมนั้นเมื่อว่าโดยปรมัตถแล้ว มีเนื้อความอยู่ ๔ ประการคือ ว่าด้วยเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน หมายความว่าในบทสวดพระอภิธรรมทั้งหมดที่ได้ฟังสวดนั้น มีทั้งหมด ๗ หมวดด้วยกัน เรียกว่ามี ๗ คัมภีร์ จะสังเกตได้ว่าเวลาฟังพระสวดพระอภิธรรม จะมี ๗ ส่วน แต่ในเนื้อความทั้งหมดนั้นกล่าวด้วยเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน ในความหมายในเบื้องต้นของพระอภิธรรมนั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้
พระอภิธรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นมีพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม เพราะฉะนั้น พระอภิธรรมที่ได้ฟังพระสวดนั้นอยู่ในส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกนั่นเอง และหลังจากที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์สั่งสอนชาวโลกตลอดระยะเวลา ๔๕ ปี เพราะอย่างนั้นคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นเรียกว่าพระไตรปิฎก แบ่งออกไป ๓ หมวด คือ
พระวินัยปิฎก
พระสูตร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพระสุตตันตปิฎก
พระอภิธรรมปิฎก
พระวินัยปิฎกนั้นเรียกสั้นๆ ว่าพระวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของศีล สมาธิ สิกขาบท พิธีกรรม และธรรมเนียมต่างๆ ของพระภิกษุ เป็นกฎระเบียบเกี่ยวกับพระภิกษุที่จะต้องปฏิบัติ แล้วรวมไปถึงประวัติการทำสังคายนา มีทั้งหมด ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระสุตตันตปิฎก หรือเรียกสั้นๆ ว่าพระสูตร ที่ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อเทศน์หรือพระอาจารย์บางรูปได้เทศน์ว่าพระสูตรนั้นพระสูตรนี้ในหมวดต่างๆ ในเรื่องต่างๆ นำมาจากพระสุตตันตปิฎกนั่นเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประมวลพระธรรมเทศนา คำบรรยายต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เหมือนกัน
พระอภิธรรมปิฎก หรือเรียกสั้นๆ ว่าพระอภิธรรม เพราะฉะนั้นพระอภิธรรมเป็นหมวดที่เกี่ยวกับหลักธรรมที่เป็นวิชาการ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปรมัตถธรรม คำว่าปรมัตถธรรมหมายความว่าเป็นเรื่องจริง เป็นสภาวธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเรา เกี่ยวกับเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องนิพพาน ฉะนั้น พระอภิธรรมที่ได้ยินได้ฟังพระสวดนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๗ คัมภีร์คือ
๑ ธรรมสังคณี
๒ เรียกว่าวิภังค์
๓ เรียกว่าธาตุกถา
๔ ปุคคลบัญญัติ
๕ คาถาวัตถุ
๖ ยมก
๗ มหาปัฎฐาน
ทั้ง ๗ คัมภีร์นี้คือบทสวดทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังกันเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นพระอภิธรรมคือหมวดที่ ๓ ในพระไตรปิฎกนั่นเอง ถ้าหากจะแปลความหมายของคำว่าอภิธรรม คำว่าอภิแปลว่ายิ่งใหญ่ หรือทับ โดยรูปศัพท์ ส่วนคำว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือแปลว่าความถูกต้อง ความดี หรือความสว่าง เพราะฉะนั้นเมื่อรวม ๒ คำนี้เข้าด้วยกัน แปลว่าธรรมะที่อันประเสริฐ เป็นธรรมะที่ยิ่ง เป็นธรรมะที่ปราศจากการสมมติ เพราะฉะนั้นเนื้อหาในพระอภิธรรมจึงเกี่ยวกับปรมัตถล้วนๆ เลย
เพราะฉะนั้นคำว่าปรมัตถธรรม คือธรรมชาติที่เป็นความจริงแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสภาวธรรมที่คงที่ อย่างเช่นจิตของเราเป็นจิตของเรา เรื่องรูป เกี่ยวกับตัวของเรา ร่างกายของเรา แล้วนิพพาน เป็นสภาวะที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นคำว่าจิต โดยสรุปคือธรรมชาติที่ได้เห็น รับรู้ สัมผัสถูกต้อง หรือรู้อารมณ์ เช่นตัวเรา ประกอบด้วยกายกับจิต ถ้าภาษาอภิธรรมเรียกว่ารูปกับนาม ทุกท่านเคยได้ยินหรือได้อ่าน ได้ฟังธรรมะบ้าง อ่านหนังสือธรรมะบางเล่มพูดถึงรูปนาม คือพูดถึงเนื้อหาปรมัตถธรรมนั่นเอง พูดถึงเรื่องจิต ตัวเรามีกายกับใจ หรือมีกายกับจิตตรงนี้นั่นเอง
เพราะฉะนั้นจิตนั้นเป็นสิ่งรับรู้เรื่องต่างๆ อย่างเช่น ตาได้เห็นรูป จมูกได้กลิ่น หูได้ฟังเสียง ทำให้เรารู้เรื่องต่างๆ เข้ามา แต่อีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับจิตคือเจตสิก เจตสิกเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิต เหมือนความร้อนกับแสงสว่างเกิดคู่กัน เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ โดยทั่วไปอาจจะเหมือนความรู้สึกของเรานี่เอง ที่เกิดขึ้นคู่กัน เกิดพร้อมกัน เพราะฉะนั้นจิต เจตสิกนั้น เกิดขึ้นด้วยกัน ไม่แยก ออกจากกัน เหมือนมีความร้อนต้องมีความสว่าง เหมือนไฟที่มีความร้อนความสว่างอยู่ด้วยกัน เราไม่สามารถแยกความร้อนของไฟกับความสว่างออกจากกันได้ เพราะฉะนั้นจึงเกิดขึ้นด้วยกัน
ส่วนรูปที่เห็นง่ายๆ คือร่างกายของเรา ร่างกายมีลักษณะที่เสื่อมสลายไปในที่สุด แต่สิ่งที่ยังอยู่คือจิต ร่างกายนั้นจะสลายไป
ส่วนนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากสภาวะต่างๆ จากเรื่องต่างๆ จากสภาวธรรมโดยทั่วไป จะพ้นจากไปจากการเวียนว่ายตายเกิด หมายความว่าร่างกายของเราต้องเสื่อมสลาย เวียนว่ายตายเกิดในไปภพในชาติต่างๆ แต่ว่านิพพานนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง คงที่ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะฉะนั้นเราได้ยินคำว่านิพพานกันบ่อยๆ
นิพพานมี ๒ ลักษณะก็คือ
สอุปาทิเสสนิพพาน กับ
อนุปาทิเสสนิพพาน
สอุปาทิเสสนิพพานคือนิพพานที่ยังมีขันธ์ ๕ เราสังเกตคำที่ว่า ส แปลว่า เป็น ไป กับ ด้วย หมายความว่านิพพานที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ยังมีชีวิตอยู่ หมายความว่าบุคคลหรือพระอรหันต์ที่บรรลุนิพพาน เป็นพระอรหันต์แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่
ส่วนคำว่าอนุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ คำว่าขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นนิพพานคือสภาวะที่หมดกิเลสที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปแล้วนั้น เพราะฉะนั้นนิพพานจึงเป็นจุดหมายสูงสุดใน ในพระพุทธศาสนาของเรา
อีกคำหนึ่งที่เราได้ยิน เกี่ยวข้องกับคำว่า บัญญัติธรรม จะตรงข้ามกับคำว่าปรมัตถธรรม ปรมัตถธรรมพูดถึงนิพพาน พูดถึงรูป พูดถึงจิต ส่วนคำว่าบัญญัติคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้เข้าใจความหมายเช่นกำหนดว่าคนนั้นนาย ก นาย ข สีต่างๆ ที่เรากำหนดขึ้นมา หรือชื่อนั้นชื่อนี้ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปแล้ว รูปจะเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นบัญญัติคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนปรมัตถนั้นเป็นสภาวธรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ต่อไปจะพูดถึงเรื่องประวัติความเป็นมาของพระอภิธรรม พระอภิธรรมนั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล ในสัปดาห์ที่ ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับพระอภิธรรม ซึ่งมีเนื้อความที่เกี่ยวกับปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นพระองค์พิจารณาอยู่ตลอด ๗ วัน ในขณะที่พระพุทธองค์พิจารณาเรื่องต่างๆ นั้น ในช่วง ๖ พรรษาแรกของการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสสอนพระอภิธรรมแก่ผู้ใด เพราะว่าพระอภิธรรมนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างที่จะละเอียด เข้าใจได้ยาก พระองค์พิจารณาดูว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใคร
พรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมครั้งแรก โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อทดแทนบุญคุณพระมารดา ด้วยการแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา คือเมื่อพระราชมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะในสมัยนั้นได้ทรงประสูติแล้ว ๗ วัน ได้เสด็จสวรรคต ไปเกิดใน ในสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้ามาแสดงธรรม มาแสดงที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อให้เทวดาต่างๆ ได้ฟังด้วย
เมื่อพระราชมารดาเสด็จสวรรคตนั้นไปเป็นเทวดาอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต ชื่อว่าสันดุสิตเทวบุตร คือเป็นเทพบุตร การแสดงในครั้งนั้นมีเทวดามาฟังด้วยหลายหมื่น แต่ในโลกมนุษย์นั้นพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่พระสารีบุตร คือในระหว่างที่พระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ที่บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์นั้น มีช่วงที่พระองค์เสด็จบิณฑบาต พระองค์ได้ทรงเนรมิต พุทธนิมิตอีกองค์หนึ่ง แสดงธรรมแทนพระองค์ และพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตที่อุตตรกุรุทวีป
หลังจากที่พระองค์เสวยแล้ว ได้มาสอนพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตร เมื่อแสดงธรรมพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตรที่เมืองมนุษย์แล้ว กลับไปสู่เทวโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อแสดงธรรมโปรดเทพบุตรพุทธมารดาต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อพระสารีบุตรได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ได้นำมาสอนแก่ลูกศิษย์อีกทีหนึ่ง คือพระภิกษุ ๕๐๐ รูป
มีเรื่องอยู่ว่าค้างคาวกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำ ได้ยินได้ฟังพระสวดอภิธรรม แต่ว่าไม่รู้ความหมาย แต่รู้ว่าเป็นบทสวดที่พระสวด เกิดความศรัทธา เกิดความเลื่อมใส เมื่อค้างคาว ๕๐๐ ตัวนั้นได้ยินเสียงสวดพระอภิธรรมตั้งใจฟังนอบน้อมในคำสวดพระอภิธรรมนั้น เมื่อสิ้นชาติไปแล้ว ค้างคาวนั้นไปเกิด ในเทวโลกเหมือนกันทั้งหมด จนกระทั่งศาสนาของพระสมณะโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ได้จุติจากเทวดานั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วได้บวชเป็นพระภิกษุในศาสนานี้ แล้วได้มาเรียนพระอภิธรรมกับพระสารีบุตร
เพราะฉะนั้นอานิสงส์ที่เราได้มาร่วมงานคุณยาย ได้มาฟังสวดพระอภิธรรมทุกๆ วัน ถึงแม้ว่าเราจะฟัง แล้วแปลความหมายไม่ได้ แต่ว่าอานิสงส์ที่ได้นั้นจะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ เมื่อเราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เมื่อได้มีโอกาสไปฟังพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแสดงพระอภิธรรม จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าใจความหมายได้ง่าย โดยเนื้อหาคือเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต เจตสิก รูป นิพพาน ความหมายโดยย่อเท่านี้ ส่วนรายละเอียดนั้นถ้าท่านใดมีโอกาส สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้
การศึกษาพระอภิธรรมนั้นมีการศึกษากันมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล มีการรวบรวมเรียบเรียงขั้นตอนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๙๐๐ มีพระเถระรูปหนึ่งนามว่าพระอนุรุทธะ พระอนุรุทธะในที่นี้เป็นชื่อ ซ้ำกับพระอนุรุทธะในสมัยพุทธกาล ท่านได้มาศึกษาพระอภิธรรมที่ประเทศลังกา จนกระทั่งมีความรู้แตกฉานแล้วได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางอภิธรรม และท่านได้ช่วยเรียบเรียงพระอภิธรรมขึ้นมาใหม่ ให้เป็นภาษาที่ง่ายขึ้น เพราะตัวเนื้อหาของพระอภิธรรมนั้นเป็นภาษาบาลีทั้งหมด คือคำสวดที่เป็นภาษาบาลีทั้งหมด
พระอนุรุทธะก็นำมาเรียบเรียงแล้วนำมาแปลให้ง่ายขึ้น เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในยุคต่อมาได้มีโอกาสศึกษาได้เรียน ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นท่านได้เรียบเรียงพระอภิธรรมฉบับย่อขึ้นมาใหม่ และใช้ชื่อว่าพระอภิธัมมัตถสังคหะ เป็นอภิธรรมที่เรียบเรียงขึ้นมาให้ง่ายขึ้น ให้สามารถเรียนรู้กันได้ง่ายขึ้น
เพราะฉะนั้นในพระอภิธัมมัตถสังคหะนั้นหมายถึงการรวบรวมคัมภีร์พระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ที่สวดกันเป็นภาษาบาลีนั้นเป็นฉบับย่อ แบ่งออกเป็น ๙ ปริเฉท ปริเฉทหมายความว่าเป็นตอน เป็นเรื่องๆ ทีละเรื่อง คือ
๑. เรื่องจิต เรียกว่าจิตตสังคหะ
๒. เรื่องเจตสิก
๓. เรื่องปกิณณกะ
๔. เรื่องวิถีจิต
๕. เรื่องวิมุตติ วิถีวิมุตติ
๖. เรื่องรูป
๗. เรื่องสมุทจยะ
๘. เรื่องปัจจัย
๙. เรื่องปัฎฐาน
เพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่สมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน ในเนื้อหาอยู่ในคัมภีร์พระอภิธรรมนั่นเอง เพราะฉะนั้นในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนั้น การเรียนมีสำนักเรียนที่วัดระฆังโฆษิตาราม และในปัจจุบันมีที่วัดของเรา ที่วัดพระธรรมกาย ได้เปิดเรียนพระอภิธัมมัตถสังคหะแล้วสามารถสมัครเรียนได้ในวันอาทิตย์ ถ้าท่านใดสนใจความหมายของพระอภิธรรมที่เราได้ยินได้ฟังพระสวด อภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นี้จะได้ศึกษาโดยละเอียด
เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่เราได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรมมีดังนี้
๑. ทำให้ทราบว่าหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร
๒. ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับตัวของเราเองว่า ประกอบด้วยจิต เจตสิก รูป
หมายความว่าตัวเรานี้ประกอบด้วยรูปกับนาม หรือกายกับใจ ถ้าเราละสังขารไปแล้ว หรือเราตายไปแล้ว จิตยังอยู่ จะไปหาที่เกิด เรียกว่าตายไปสู่ที่ชอบๆ เวลาบางคนบอกว่าไปสู่ที่ชอบๆ มีความหมาย ๒ นัย ที่ชอบของคนที่ไม่ดีไปสู่ทุคติ ทุคติตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าสุคติ สุแปลว่าดี คติแปลว่าที่ไปคือ ไปดี ตั้งแต่เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอรูปพรหม หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มาสร้างบารมีกันต่อ เพราะฉะนั้นภพมนุษย์นี้เป็นภพที่สามารถสร้างบุญได้ดีที่สุด เพราะว่าเรามีกายหยาบที่จะรองรับ เกิดเป็นเทวดาไม่มีโอกาสที่จะมานั่งสมาธิแบบเรา พระอินทร์อยากจะใส่บาตรต้อง ปลอมตัวมาเป็นคนแก่ แล้วมาใส่บาตร แต่ว่าเรามีกายมนุษย์สามารถที่จะสร้างบุญได้เต็มที่ จะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวของเราเอง
๓. ทำให้ รู้เรื่องเกี่ยวกับปรมัตถธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ที่แท้จริง เป็นความรู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเรื่องของนิพพาน จะทำให้เราเข้าใจจริงๆ ว่านิพพานจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร แล้วเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนาคือนิพพาน และที่สำคัญทำให้เรารู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป เราจะตัดสินใจได้ว่าการกระทำของเรานั้นมีผลมาก มีผลเป็นบุญหรือผลเป็นบาป ทำให้เราเข้าใจเรื่องบุญเรื่องบาป เข้าใจเรื่องการทำบุญว่าทำบุญอย่างไรได้บุญมาก การทำบุญนั้นมีอานิสงส์อย่างไร ถ้าท่านใดมีโอกาสที่จะเรียนรู้สามารถเรียนได้ที่วัดของเรานี่เอง สามารถติดต่อได้ที่แผนกพระอภิธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรม จะทำให้เรามีความรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระอภิธรรมมากขึ้น เวลามีคนถามว่าไปไหนกัน ไปฟังสวดพระอภิธรรม แล้วพระอภิธรรมคืออะไร จะได้ตอบได้ว่าพระอภิธรรม มีเรื่องเกี่ยวกับ รูปกับนาม โดยขยายความเป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวของเรา
เพราะฉะนั้นในวันนี้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสมาฟังพระสวดพระอภิธรรมในงานของคุณยาย เป็นบุญ ที่จะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ถึงแม้ว่ายังแปลความหมายที่เป็นภาษาบาลีไม่ได้ แต่เชื่อมั่นว่าทุกท่านที่ฟังการสวดพระอภิธรรม มีความรู้สึกว่าไพเราะ น่าเลื่อมใส ยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจของเรา บุญกุศลจะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ เหมือนกับที่มีเรื่องค้างคาวที่ฟัง ถึงแม้จะยังไม่รู้เรื่อง แต่มีใจเลื่อมใส เมื่อตายไปแล้วไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ถ้าต้องการจะทราบความหมายหรือเนื้อหาโดยรายละเอียด สามารถมาเรียนมาศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ เพราะว่าในคัมภีร์หลักในพุทธศาสนานั้นคือคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งประกอบไปด้วยพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม สามารถเรียนรู้ได้ในเนื้อหาในคัมภีร์พระไตรปิฎก จะเป็นบุญติดตัวเราไป ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราควรจะได้ศึกษาธรรมะให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น แล้วปฏิบัติธรรมควบคู่กัน จะได้ความรู้ทั้งในด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ผลที่ได้คือปฏิเวธ เป็นบุญติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ แล้วจะเป็นอานิสงส์ติดตัวไป ในภพชาติต่อๆ ไป มีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพบพระอาจารย์ พระเถระที่มีความรู้ ได้เทศน์ธรรมะบทใดบทหนึ่งให้เราฟัง เราจะมีความเข้าใจได้ง่าย มีความเข้าใจมากขึ้น
เพราะฉะนั้นในวันนี้หลวงพี่ได้มีโอกาสมาสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับพระอภิธรรมโดยย่อ เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้เรียนรู้แล้วได้ศึกษาแนะนำไปปฏิบัติ ก่อนที่จะได้จบจากการบรรยายธรรมในวันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านได้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิสักครู่หนึ่ง
เราก็รวมใจของเราเบาๆ ไปที่ศูนย์กลางกาย ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ตั้งใจมาฟังพระภิกษุสวดพระอภิธรรมในงานของคุณยาย รวมใจของเราเบาๆ ไปที่ศูนย์กลางกาย กลางท้องของเรา ค่อยๆ วางเบาๆ อย่างสบายๆ การนั่งสมาธิที่ถูกวิธีนั้น ให้ทุกท่านค่อยๆ วางอย่างสบายๆ วางใจของเราเบาๆ แผ่วๆ วางได้ถูกส่วน ใจของเราจะค่อยๆ ขยายกว้าง ขยายกว้าง ขยายกว้างรอบๆ ตัวของเรา
เรามีหน้าที่เพียงแค่รักษาใจของเราเบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกาย ศูนย์กลางกายนั้นเป็นแหล่งกำเนิดของบุญ เมื่อเราเอาใจของเราไปหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย กระแสบุญก็จะเชื่อมโยงกับใจของเรา ส่งผลให้เรารู้สึกเบาสบาย ใจขยายกว้าง เบาสบาย ปล่อยให้รัศมีของใจ ขยายกว้างเบาสบาย ใจของเราอยู่ตรงกลาง กลางตัวเบาๆ แผ่วๆ นึกให้เบาๆ สบายๆ ช้าๆ ใจเย็นๆ
**************************** จบ ****************************