ใช้บุญให้เป็น
(ม้วน 1/A)
พระบุญลือ : (ตั้งนโม ๓ จบ)
ขอกราบนมัสการพระมหาเถระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก ขอเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายผู้ใจบุญทุกท่านนะ (สาธุ)
วันนี้เป็นวันดี เป็นวันพระแรม ๘ ค่ำ วันที่ ๑๓ วันศุกร์ที่ ๑๓ เดือน ๗ กรกฎาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ถือว่าวันนี้เป็นวันดี ๒ ชั้น ในโอกาสที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของตัวหลวงพี่เอง แล้วก็เป็นวันที่หลวงพี่เข้ามาบวชในบวรพระพุทธศาสนาที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ หลวงพี่ก็มาบวชเดือนกรกฎา บวชวันที่ ๑๒ ก็ฉลองวันที่ ๑๓
วันนี้ก็ถือว่าได้รับบุญพิเศษ โดยการเทศนาบูชาธรรมคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อนึกถึงบุญ ได้มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้เพศบริสุทธิ์ ได้มาบรรพชา ได้มาอุปสมบท และได้สร้างบุญ ได้มาสร้างบุญสร้างบารมีวัดพระธรรมกายที่คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิด และมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง และคณะพระเถระเป็นผู้ที่ช่วยกันก่อตั้ง สร้างวัดกันขึ้นมา ปีนี้ก็ปีที่ ๓๑
อจริตฺวาพฺรหมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ
ชิณฺณโกญฺจาวฌายนฺติ ขีณมจฺเฉว ปลฺลเล
อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ
เสนฺติ จาปาติขีณาว ปุราณิ อนุตฺถุนํฯ
คนเขลาไม่รีบประพฤติพรหมจรรย์ หรือทำความดี ไม่รีบขวนขวายหาทรัพย์เสียตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ย่อมซบเซาเหมือนนกกระเรียนแก่ๆ ซบเซาอยู่ในหนองน้ำที่มีแต่เปลือกตม ปลาหมดเสียแล้ว เขานอนทอดถอน ระลึกถึงความหลังเหมือนลูกศรตกจากแล่งแล้ว ไม่มีกำลังวิ่งอีก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็กล่าวสั่งสอนพระสาวกและอุบาสก อุบาสิกาไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ท่านก็ปรารถนาให้พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ได้ทำความดี ได้ทำความดีนั้น ท่านก็หวังว่าท่าน ท่านว่าให้ทำความดีทุกวัย ทุกวัน ให้ทำความดีทุกวัน ทำตั้งแต่วัยต้นคือปฐมวัย และมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย คือเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายของชีวิต
หากว่าบุคคลใดนี่ประมาทแล้ว ไม่หมั่นสร้างคุณงามความดี ไม่กระทำความดี รอให้แก่เสียก่อนแล้วจึงค่อยทำความดีนั้น จะเป็นการเหมือนกับอุปมาว่าแม้เป็นการเข้าป่าในยามเย็น พอเข้าป่าไป จะไปตัดไม้ก็ได้ไม่กี่ต้น หรือที่พวกเราได้ยินคุ้นหูกันว่าพอเจอไม้งามเมื่อยามขวานบิ่นเสียแล้ว ก็หมายความว่าเวลาเรานี่ วัยหนุ่มวัยสาว เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลายของชีวิตแล้ว เราไม่หมั่นสร้างคุณงามความดี ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ไม่ทำให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่ในบุญแล้ว เราก็ไม่รู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา
พอเวลาเรารู้ค่าของพระพุทธศาสนาว่าพุทธศาสนาของเรานั้นมีดีมากมาย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ยากยิ่งที่ท่านจะบังเกิดขึ้น เมื่อท่านบังเกิดขึ้นแล้วท่านก็ตรัสคำสอนไว้ พอเรามาทราบ นั่นก็ถึงวัยที่เราจะหมดแรงกายแรงใจ บางท่านก็ไม่ทราบว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีหรือเปล่า บางคนก็มีอายุเกิดมาตายตั้งแต่เบื้องต้น ตายตั้งแต่ในท้อง บางคนก็ขวบหนึ่งเสียชีวิต บางท่านก็เสียชีวิตตั้งแต่เบื้องต้นของ ของวัย บางคนนี่ยามเช้าเห็นหน้า ยามบ่ายก็ตายเสียแล้ว บางคนยามสาย ยามบ่ายเห็นหน้า ยามเย็นก็ตายเสียแล้ว บางคนยามเย็นเจอหน้า พอเช้ามาก็ไม่เจอะเจอกัน ได้ล่วงลับดับชีวาไป นี่แหละเป็นความประมาทของผู้ที่รอให้วันเวลาล่วงไปล่วงไป พอจะรู้ตัวอีกทีก็แก่ หรือรู้ตัวอีกทีหนึ่งคือตายไปแล้ว บางท่านกลับไปสู่สุคติภพ บางท่านก็ไปสู่ทุคติภพ
อีกประการหนึ่ง การหาทรัพย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าทรัพย์ของเรานี่ ท่านก็ตรัสหัวข้อธรรมว่าทรัพย์ของเรานี่ ถ้าไม่ได้มาตั้งแต่วัยหนุ่มแล้วนี่ อีกประการหนึ่งการหาทรัพย์ควรรีบหาในวัยหนุ่ม หาในวัยหนุ่มสาวเหมือนกัน หากพลาดโอกาสตั้งแต่หนุ่มแต่สาวแล้ว เราหวังว่าเออ เราไม่รีบหา เราใช้ชีวิตไปในยาม ยามหนุ่มเราให้สนุก ครื้นเครงว่าเดี๋ยว เกิดมาไม่คุ้ม ทำให้คิดผิดแบบนั้น พอถึงเรายามแก่ พอรู้ตัวอีกที ก็แก่เสียแล้ว เราไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาทำมาหากิน หาทรัพย์ เราก็หวัง คิดทอดถอนใจตัวเอง ปลอบใจตัวเองว่าเออ เดี๋ยวลูกหลานเขาเลี้ยงเองแหละในยามแก่
ปกติของมนุษย์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ บิดามารดา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ท่านได้พรรณนาไว้ มีพระคุณมากที่จะบรรยาย ถ้าบุรุษนั้นมีอายุถึงร้อยปี เอาบิดาวาง นั่งไปบนบ่าขวา เอามารดานั่งไว้บนบ่าซ้าย ท่านให้ท่านทำกิจทุกอย่างนี่ ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะถ่าย จะอาบน้ำเช็ดถูอะไร บนไหล่ของลูกคนนั้น ก็ใช้พระคุณของท่านไม่หมด นี่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้
แต่ว่าความจริงของมนุษย์แล้ว จะมีกี่คนที่จะตรึกระลึกถึงคุณมารดาบิดาตลอดเวลา ยามเขาเจริญวัยขึ้นมา ยามหนุ่มสาวก็มีครอบครัว มีครอบครัวแล้วก็มีลูก มีภรรยา มีสามี พอมีภรรยาสามีแล้ว มีบุตรมีธิดา ก็ต้อง จิตใจต้องโดนแบ่งออกไป รับผิดชอบในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรอความหวังจากลูก บางครั้งลูกก็เพลิดเพลินในครอบครัว พอจะนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ได้อีกที อ้าว ล่วงไปเป็นเดือน ล่วงไปเป็นปี บางท่านหลายปี บางท่านต้องไปอยู่บ้านชรา บ้านคนแก่ที่เขารับเลี้ยงไว้ นี่เป็นความประมาท
ปกตินี่ ถ้าหากว่าบุคคลนั้นนี่ถ้าไม่มีทรัพย์สมบูรณ์มากแล้วนี่ เพราะปกติแล้วคนนี่ไม่ว่าจะลูกจะหลาน เขาจะเคารพนับถือกับบุคคลพึงที่มีสมบัติ เขาถึงจะชอบ หากว่าบุคคลที่วัยชราเหล่านั้นถ้าไม่มีสมบัติแล้ว อะไรแล้วนี่ เขาจะไม่ให้ความเคารพ ไม่ให้ความนับถือ ลูกหลาน ทั้งลูกทั้งหลานเหล่านั้นก็ไม่ยำเกรง เวลาเราแก่ชราบางครั้งก็ด่าว่า นี่ที่ว่าประมาทในยามที่ขณะเป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวก็ประมาท พอแก่ตัวไปแล้ว ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าก็ไม่ได้
เหมือนกับคำอุปมาในคาถาที่กล่าวมาแล้วที่ว่าเหมือนลูกศรที่ตกจากแล่ง นั้นอธิบายว่าลูกศรเมื่อยิงไปแล้ว พ้นออกจาแล่งแล้วหรือราง คือเป็นลูกศร เป็นหน้าไม้ วิ่งออกไปจากรางแล้ว ดันตกลงไปสู่ดินแล้วนี่ มันก็จะไม่มีแรงวิ่ง มันก็จะจมนิ่งอยู่ในดิน ไม่มีใครหยิบขึ้นมา ถ้าหากว่าไม่มีใครหยิบขึ้นมา มันก็อยู่แบบนั้น เหมือนกับคนที่ปล่อยวัยทั้ง ๓ วัย คือเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายของชีวิต ไปในการ ไปในการประมาท ก็ต้องนอนทอดถอนแล้วนึกถึง เสียดายเวลา อันที่ล่วงเลยไปแล้ว จะหวนกลับมาก็ไม่ได้
เหมือนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสชาดกไว้ว่า เป็นคำสอนปรารภถึงลูกเศรษฐี คอบครัวๆ หนึ่งมที่ไม่ได้หาทรัพย์เมื่อวัยหนุ่ม มีเศรษฐีอยู่ในเมืองพาราณสี มีทรัพย์สมบัติมากมายถึง ๘๐ โกฏิ รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ถ้าเทียบกับเงินปัจจุบันนี่ถึง ๘๐๐ ล้านเชียว ๘๐๐ ล้าน ได้มอบทรัพย์สมบัตินั้นให้กับลูก แล้วก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ลูกเล่าเรียนให้มีวิชชาอะไรติดตัวไป พอลูกได้ บุตรชายคนนั้นได้เติบโตขึ้นมาสู่วัยหนุ่มแล้ว ก็ได้มีภรรยาเป็นกุมารี เป็นเศรษฐีอีกครอบครัวหนึ่งเหมือนกัน ๒ สามีภรรยานี่มีทรัพย์สมบัติรวมแล้วนี่ ๘๐ คูณ เออ ๘๐ บวก ๘๐ ก็เรียกว่าพันกว่าล้าน พันกว่าล้าน
แต่ทั้ง ๒ สามีภรรยา ใช้เวลาให้ล่วงไปล่วงไป พอแต่งงานแล้วใช้เวลาล่วงไป มีทรัพย์สมบัติ ๑๖๐ โกฏิ ทั้งสองช่วยกันผลาญสมบัติ ผลาญทรัพย์ผลาญสมบัติไปหมดสิ้น เศรษฐีหนุ่มติดสุรา และใช้ทรัพย์ในการดื่มสุราเมรัยและหาความเพลิดเพลินใส่ตัว อันเป็นอบายมุขทั้งนั้น ไม่ประกอบการงานใดๆ ทั้งสิ้น ใช้สมบัติไปในการจับจ่ายใช้สอย ไม่มีรายได้ของทรัพย์ ที่มาของทรัพย์เลย แล้วก็คบเพื่อนที่คอยปอกลอก ผลาญทรัพย์ คบเพื่อนที่เป็นนักเลงสุรา วันหนึ่งทรัพย์ของเขาทั้งร้อยหกสิบโกฏิ หรือพันกว่าล้าน ก็หมด หร่อยหรอลงไป ไม่มีเลยแม้แต่จะติดตัว แม้แต่บาทเดียว
ทั้ง ๒ สามีภรรยานั้นซึ่งเป็นลูกเศรษฐีในอดีต เศรษฐีทั้ง ๒ เมือง ก็ต้องมายืนขอทาน มายืนอยู่ที่หน้าวัดเชตวันมหาวิหารคอยรอรับเศษอาหารที่เหลือจากพระภิกษุสามเณร ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทอดพระเนตรเห็น ท่านก็ทรงแย้มหรือเรียกว่ายิ้มนะ ยิ้มแบบงามๆ พระอานนท์ได้เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแย้ม อานนท์ก็ทูลถาม ต่อองค์สมเด็จพระศาสดา องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสบอกเหตุที่ท่านทรงแย้มว่าเห็น ๒ สามีภรรยานั้นไหมที่ยืนอยู่หน้าวัด เกาะประตูอยู่ ที่ต้องมาคอยขอเศษข้าว เป็นอาหารเหลือจากพระภิกษุสามเณรที่วัด เพราะเมื่อเราไม่ขวนขวายหาทรัพย์ตอนเบื้องต้นของชีวิต
ถ้าหากว่าบุตรธิดาของเศรษฐีนั้น เขาหาทรัพย์ในวัยต้นคือตอนช่วงเขาอยู่เป็นหนุ่มเจริญวัยอยู่ เศรษฐีนั้นเขาจะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของนครเลยทีเดียว ถ้าหากว่าเขาได้ฟังธรรมในวันนี้แล้ว เขาจะได้บรรลุเป็นอรหัตผล บรรลุถึงอรหัตผลเลยทีเดียว ส่วนภรรยานี่ก็ได้บรรลุถึงอนาคามีผล ถ้าหากว่าทั้งสองทำงานในมัชฌิมวัย เขาจะเป็นเศรษฐีอันดับ ๒ ของนคร ถ้าออกบวชจะได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีผล ส่วนภรรยาของเขาจะได้เป็นสกทาคามีผล ถ้าหากว่าทั้งสองทำงานในปัจฉิมวัยของชีวิตที่ยังมีแรงกายแรงใจอยู่ ถ้าหากว่าเขาออกบวชแล้ว เขาจะได้เป็น เออ ถ้าหากว่าเขาทำงานเบื้องปลายของชีวิตแล้วนี่ เขาจะได้เป็นเศรษฐีอันดับ ๓ ของนคร ถ้าหากว่าออกบวชแล้วเขาได้บรรลุธรรมถึงเป็นสกทาคามี ส่วนภรรยาของเขาจะได้เป็นพระโสดาบันเลยทีเดียว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสตอบไปว่าแต่บัดนี้เขาทั้งสอง ได้เสื่อมจากโภคทรัพย์ เสื่อม ได้เสื่อมหมดแล้วทั้งโภคะของคฤหัสถ์และสามัญผล ถ้าเราจะพูดให้เข้าใจหรือเห็นภาพคือผลแห่งสมณะคือผลทางธรรม แล้วก็ผลทางโลกที่ต้องการดำรงชีวิต คือเรียกว่าเสื่อมทั้งทางโลกและทางธรรม ตอนนี้เขาทั้งสอง แม้แต่เรี่ยวแรงที่จะดำรงชีวิต ประคองชีวิตของตัวเองไปนี่ ก็แทบไม่มี ต้องคอยขอข้าวขอปลาจากพระเณร เหมือนคนเขลาไม่รีบประพฤติพรหมจรรย์ ไม่รีบหาทรัพย์เสียแต่วัยหนุ่ม เป็นที่หลวงพี่ได้พรรณนามาแล้วในเบื้องต้น
พอหลวงพี่ได้ศึกษาธรรมะบทนี้ ประโยคนี้ หลวงพี่ก็หวนตรึกระลึกถึง ถึงตัวเอง ที่หลวงพี่เองนี่ตั้งใจสร้างคุณงามความดี ได้ทำความดี คนหนึ่งตั้งแต่เด็กมีความสนใจ ในการสร้างคุณงามความดี เรียกว่าสิ่งไหนใครบอกว่าดี หลวงพี่ก็ทำ สิ่งไหนที่บอกว่าเราสบายใจ เขาสบายใจ หลวงพี่ก็เคยตั้งใจทำเมื่อวัยเด็ก หลวงพี่มีความสนใจในด้านพระพุทธศาสนาว่าดี หลวงพี่ก็พยายามจะศึกษา แต่ก็มีเหตุ มีเหตุเหมือนกัน เพราะว่าใจของเรานี่ เป็นธรรมดาที่มันแล่นไปแล่นมา โดดไปโดดมา กระสับไปกระส่ายมา หลวงพี่เป็นคนหนึ่งที่ว่ามีความสนใจและรักษาศีลตั้งแต่วัยเด็ก หลวงพี่ก็ตั้งใจรักษาศีล เจริญภาวนาตามโอกาสที่มีความรู้ที่เคย หลวงพี่เคยเทศน์ไปเมื่อครั้งก่อนแล้ว ๓ ครั้งที่ผ่านมา
แต่ในวัยหนุ่มหลวงพี่ก็มีเพื่อนมากมาย ก็เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่าเรียนการศึกษาระดับหนึ่ง บวกกับเป็นที่รู้จักของเพื่อนของครูบาอาจารย์ ก็เรียกว่าทำให้ห่างพระพุทธศาสนา ห่างคำสอนของครูบาอาจารย์ จากคนที่ถือศีลและมั่นคง ที่เคยคิดว่าตัวเองมั่นคงในศีล มั่นคงในบวรพระพุทธศาสนา หลวงพี่ก็เคยเจอคำพูดๆ หนึ่งสั้นๆ ฟังง่ายๆ ฟังแล้วดูดี ใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้จะปฏิเสธได้ ครั้งแรก ครั้งแรกๆ แต่หลวงพี่ก็มีครูบาอาจารย์ที่หลวงพี่ภาคภูมิใจมากที่มีครูบาอาจารย์ที่ได้เคยปฏิเสธคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ที่ท่านเคยปฏิเสธคล้ายๆ กับคำปฏิเสธของหลวงพี่ แต่ตอนนั้นหลวงพี่เองยังไม่เคยศึกษาประวัติของหลวงพ่อธัมมชโยนัก
คือหลวงพี่เพลี่ยงพลั้งให้กับศีลข้อ ๑ คือศีลข้อ ๕ หลวงพี่อยู่ในวัยเด็ก วัยหนุ่ม หลวงพี่ก็ตั้งใจรักษาศีล ก็อยากจะเป็นคนที่มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ แต่ก็มีเพื่อน มีบุคคลรอบข้าง สังคมเขาบอกว่าอ้า เอาหน่อยน่า เพื่อสังคม พร้อมกับส่งเหล้าให้ หลวงพี่ก็ปฏิเสธไม่ดื่ม ไม่ดื่มไม่เอาหรอก แต่ไม่ได้บอกเขาว่ารักษาศีลเหมือนครูบาอาจารย์ ตอนนั้นยังไม่รู้จักการปฏิเสธ ไม่เอา ไม่ดื่ม ก็โดนขยั้นขยอ หลวงพี่เองก็ปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า แล้วก็หลายๆ ปี อยู่ในสภาพแวดล้อมเพื่อนฝูงที่เขาดื่มสุรากัน
วันหนึ่งหลวงพี่ก็ต้องยอมรับคำนั้นคือเพื่อสังคม พอเขาบอกเพื่อสังคมน่า วันหนึ่งจากคนที่เคยรักษาศีล ศีลข้อสุดท้ายก็เริ่มบกพร่อง ด่างพร้อย ขาด กว่าหลวงพี่จะรู้ตัวอีกทีหนึ่ง จากคนที่ไม่เคยดื่มเหล้า จากคนนะ จากเด็กที่เกลียดเหล้าเป็นชีวิตจิตใจเลย ไม่ชอบการดื่มสุราเลย เกลียดมาก แต่ยอม ไปยอมรับโดยสดุดี เพราะว่าเพื่อสังคม พอย้อนไปดูตรงนั้นแล้วนี่ พอมา หลวงพี่มารู้ตัวอีกทีหนึ่งนี่ ตอนทำงาน มีเงินเดือน มารู้อีกทีหนึ่ง มีเออ ที่ยี่ห้อๆ หนึ่งนะ ถ้าโฆษณาก็เรียกว่าขุมเดียวกันทั่วโลก ถ้าไม่ครบโหลนี่ไม่เลิก ไม่ครบโหลไม่เลิก พอรู้ตัวอีกทีนี่ ชนิดว่างอตัว เขาเรียกว่าตัวงอเหมือนกุ้งต้มเลย ยังไงอย่างนั้น ทั้งอาเจียน ทั้งปวดศีรษะ เรียกว่าทั้งหนักทั้งเบา มีความทุกข์ทรมานมาก
หลวงพี่ก็ลืมไปว่าหลวงพี่นี่เคยเข้ามาคลุกคลีในบวรพระพุทธศาสนา เคยมาพบหมู่คณะ และเคยพูดว่าไม่ลืมน่าเส้นทางพระศาสนา แต่วันนี้หรือวันนั้นของหลวงพี่สมัยเป็นฆราวาส มันเพรี่ยงพรั้ง มารู้ตัวอีกทีนี่ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนี่ตัวงอ ยืดตัวไม่ขึ้น ปวดหัวทรมาน คลื่นไส้อาเจียนมากมาย หลวงพี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้เอาใจจรดนิ่งๆ ไว้ที่กลางท้อง ต้องบอกตรงๆ ว่าวันนั้นน่ะหลวงพี่ลืมไปแล้วเส้นทางการนั่งสมาธิ ที่เคยมานั่งสมาธิ เคยมาอะไร เอาใจจรดนิ่งๆ ไว้ที่กลางท้อง พอใจจรดจากตอนเช้าๆ นี่พอยามสายก็ดีขึ้น พอยามบ่ายๆ เออ มันรู้สึกว่าระงับอาการปวดไปได้ระดับหนึ่ง แต่กระดิกตัวไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้ มันยังปวดทรมาน ต้องงอเหมือนกุ้ง งอแบบนั้น
พอตอนเย็นใกล้อาทิตย์ตก หลวงพี่ก็นึกได้ อ๋อ เรานี่นะ เราเคยรักษาศีล เราเคยเจริญภาวนา แล้วเราเคยไปพบครูบาอาจารย์ เคยไปพบกับหมู่คณะ พอหลวงพี่คิดได้เท่านั้น ชีวิตที่หลงมัวเมาในวัยหนุ่ม หลวงพี่เรียกว่าได้สติเลย ก็สรงน้ำ อาบน้ำอาบท่า แต่ว่าอาการยังมีอยู่ อาบน้ำอาบท่าแล้วรุ่งเช้านี่พอวันอาทิตย์นี่ก็ขับรถมาเลย ขับรถมาวัดตั้งวันนั้น หลวงพี่ก็ตั้งใจรักษาศีลเจริญภาวนา และได้กลับมาบวชในบวรพระพุทธศาสนา ถ้ากล่าวถึงตอนนี้แล้ว ที่หลวงพี่กลับมาได้บวช ได้มาบวช จากที่หลวงพี่เคยลืมเส้นทางพระศาสนาเพราะความประมาท
ต้องขอขอบคุณหรือขออนุโมทนาบุญกับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ท่านเป็นกัลยาณมิตร ที่หลวงพี่เคยเล่าไปเมื่อครั้งหนึ่ง ที่หลวงพี่เข้ามาจับผิดวัดพระธรรมกาย และได้พบคุณยายด้วยการเดินทาง ก็ได้เห็นความเคารพของครูบาอาจารย์ ของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งมันตรงกันข้ามที่ ภาพที่หลวงพี่คิดไว้ว่าคุณยายท่านนี้มีความเคารพ ไหว้พระไหว้เณร ทำให้หลวงพี่จากว่า คิดว่ามาจับผิด เอาแต่สิ่งที่ไม่ดีออกไป ถ้าเกิดว่าหลวงพี่ไม่เจอคุณยายในวันนั้น หลวงพี่ก็ไม่มีวันนี้ที่อยู่ในเพศสมณะ พรรษานี้ก็ขึ้นพรรษา ๕ แล้วก็จะขึ้นพรรษายิ่งขึ้นไปในอนาคต
หลวงพี่ก็หวังว่าบุญนี้จะคอยหล่อเลี้ยงทับทวีขยายให้มากขึ้น ให้สร้างบุญสร้างบารมีอยู่ในเส้นทางบวรพระพุทธศาสนา อยู่ในเพศสมณะ ที่หลวงพี่เจอคุณยายในวันนั้น ทำให้หลวงพี่มีจิตใจเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล ทำให้หลวงพี่นึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ท่านกล่าวไว้ว่าหากว่าเราใช้น้ำ ใช้ไม่เป็น เราก็จะเป็นขี้ข้าน้ำ ที่พระอาจารย์หลายรูป ที่ท่านได้มาเทศนาให้พวกเราฟัง หากว่าเราใช้ตังก์ ใช้ปัจจัยไม่เป็น เราก็จะเป็นขี้ข้าตังค์ ขี้ข้าปัจจัย เรียกว่าถ้าหากว่าเราบริหารปัจจัย ๔ สิ่งต่างๆ นี่ไม่เป็น เราก็จะเป็นขี้ข้าในสิ่งเหล่านั้น
ที่ครูบาอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองที่ท่านเคยเห็นคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง แม้ท่านจะทำทาน ท่านก็ หากาจะทำทาน ให้ขอทานเพียงแม้บาทเดียวหรือ ๒ บาท ๓ บาทอะไรก็ตาม ท่านจะยกมือพนมตั้งจิตอธิษฐาน แล้วตั้งอธิษฐานอีกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยถามว่าคุณยายจะให้ทาน แล้วทำไมต้องไหว้เขา หรือต้องจบหัวจบหน้า ทำไม คุณยายก็อธิบายสั้นๆ ว่าให้ทานด้วยความเคารพ เราเคารพในทานของเรา ว่าเราให้เขา เราก็ให้ด้วยความเคารพ หรือเป็นผู้ไม่ประมาท เรียกว่าให้ทานด้วยความเคารพไม่ประมาท เหมือนกับ เหมือนกับบัณฑิตในกาลก่อนที่กล่าวไว้คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ให้ทานด้วยความประณีต นี่คือคุณธรรมของคุณยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา
แต่หลวงพี่จะยกหยิบคำสอนของคุณยายในวันนี้คือใช้บุญให้เป็น การให้ทานเป็นเสบียง คุณยายสอนไว้ว่าการทำทานเป็นเสบียง การทำสมาธิ ทำให้หลุดพ้น ต้องทำให้มากๆ เราจะได้บุญต้องมีศรัทธา มีเนื้อนาบุญ มีทุกอย่างพร้อมถึงจะทำบุญได้ เมื่อทำบุญอย่างนี้ ถึงแม้จะทำบุญได้ เมื่อทำบุญยากอย่างนี้ ต้องอย่าไปทำบุญหกบุญหล่น อย่าทำบุญหกบุญหล่นไป ใช้บุญนั้นให้เป็น เพราะบุญจะนำเราไปสู่ความสุข นี่เป็นคำสอนของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ท่านกล่าวไว้
อาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมา ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราหรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นผู้ เป็นครูบาอาจารย์ของเรา เป็นอธิบดีสงฆ์แห่งนี้ ท่านก็มอบบุญใหญ่ให้พวกเราคืองานกฐินยักษ์ กฐินคุณยาย คือ Super big giant ที่มอบกฐินยักษ์ให้กับ บุญใหญ่ให้กับพวกเรา เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนที่คุณยาย กายหยาบของคุณยายต้องสลายร่างไปแล้ว คือวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ นี้ ช่วงคุณยายมีกายหยาบอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ให้บุญแก่พวกเรา ถ้าหากว่าพวกเราใช้เวลาที่มีอยู่นี้ช่วงในพรรษานี้เอาบุญใหญ่กับคุณยาย โดยการบูชาธรรม หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด จันทสโร โดยการตั้งใจทำบุญ ตั้งใจบอกบุญ และตั้งใจสร้างบุญสร้างบารมีอย่างมีศรัทธา อย่างมีศีล โดยการทำทาน โภคทรัพย์สมบัติของเราจะบังเกิดขึ้นมากมาย
ถ้าพวกเราที่ตั้งใจทำมาดีแล้วตั้งแต่เบื้องต้นของชีวิต คือยามเล็กยามน้อย ยามต้นคือยามหนุ่ม ยามหนุ่มยามสาว ตอนนี้บางท่านก็เข้าสู่ยามปลาย ปัจฉิมวัยแล้ว ชีวิตของเราก็จะราบรื่น เป็นเศรษฐีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย ขอให้พวกเราเอาบุญใหญ่กับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ท่านเคยเอ่ยปากชมคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเราไว้ว่า ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ขอให้เรา คำชมของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้ให้บังเกิดขึ้นกับพวกเราลูกหลานคุณยายเช่นเหมือนกันว่าพวกเราลูกหลานยาย ก็เป็นหนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน
ต่อไปนี้ ขอให้พวกเราเอาบุญใหญ่กับคุณยายด้วยการทำใจหยุดใจนิ่ง โดยการนั่งสมาธิเจริญภาวนา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแล้วแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายและเพื่อนมนุษย์สืบต่อไปนะ ให้พวกเราหลับตาของเราเบาๆ แบบสบายๆ ก็ให้เราตรึกระลึกถึงบุญที่เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติสร้างบุญสร้างบารมีมา ตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่ว่าจะ
(ม้วน 1/B)
บุญจากการทำบุญตักบาตร รักษาศีล เจริญภาวนา บุญจากการช่วยเหลือสังคม ช่วยงานพระศาสนา ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา ช่วยกันยกยอพระพุทธศาสนา และบุญที่เราตั้งใจรวมบุญมากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง พระมหาเถระ เถรานุเถระ พระภิกษุสามเณร และบุญใหญ่ที่เราจะตั้งใจเอาบุญกับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วยการทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร (หมด 1/A)
นำบุญใหญ่นี้ไปให้กับมหาชนทั้งหลาย โดยนำบุญกฐินยักษ์กฐินยาย ที่เราจะไปทำหน้าที่ชักชวนมหาชน มาร่วมงานบุญ มาร่วมทอดกฐินอีก ๓ เดือนข้างหน้า เราก็นึกน้อมขอบุญบารมีของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ให้เราได้ทำหน้าที่ได้สำเร็จ ไม่ว่าเราจะย่างก้าวไป ณ ที่ใด ณ ที่นั้นก็เป็นที่แห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นที่รวมของนักปราชญ์ราชบัณฑิต เราจะเอ่ยปากบอกบุญชักชวน ก็ให้สำเร็จได้โดยง่าย ให้มีมหาชนทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหมู่คณะ ที่วัดพระธรรมกาย เอาบุญใหญ่กับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์
เราก็ตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนากันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ ….
PAGE
PAGE 9
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\440713FW-AAT.doc