ผู้ชนะใจตน
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันสูงสุด กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
ผู้มีสัมมาทิฐิเพียงคนเดียวเมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความผาสุกแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์สุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย คุณยายของพวกเราเป็นดังเช่นนี้ การบังเกิดขึ้นของคุณยายนั้นได้ยังประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความผาสุกของชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย
การที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ไม่มีวัดพระธรรมกาย และก็ไม่มีหมู่คณะของพวกเราทั้งหลายที่จะได้มาร่วมกันสร้างบารมี ณ สถานที่แห่งนี้ และชาวโลกทั้งหลายก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รู้จักหนทางแห่งความสุขของชีวิตที่แท้จริงได้
ตัวของหลวงพี่เอง ก็เพราะวัดพระธรรมกาย ก็เพราะคุณยายนี่แหละ ถึงได้มีโอกาสมาสร้างบุญสร้างบารมี ได้มาบวชเป็นพระจนถึงทุกวันนี้ ถ้าหากไม่มาเจอวัดพระธรรมกาย ไม่มาเจอคุณยาย ชีวิตของหลวงพี่ก็คงจะไม่แตกต่างกับชีวิตชาวโลกทั้งหลายทั่วไป คือใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต แต่โอกาสดีหลวงพี่เองได้มีโอกาสมาวัด ได้มีโอกาสมาเจอหมู่คณะ ครั้งแรกที่หลวงพี่ได้มา ครั้งนั้นในปี ๒๕๓๕ การมาวัดในครั้งนั้นมาเพียงวันเดียว แต่สิ่งที่ประทับใจในครั้งนั้นคือตัวเองได้มีโอกาสชมภาพวีดีโอการอบรมธรรมทายาท
ซึ่งในครั้งนั้นเอง ทำให้หลวงพี่นี่มีความรู้สึกประทับใจมาก ที่เห็นภาพการอบรมธรรมทายาท ตัวเองมีความรู้สึกว่าเรานี่อยากบวชอย่างนี้บ้างจังเลย แต่หลังจากวันนั้นเมื่อกลับไปเรียนต่อ ก็ไม่ได้มีโอกาสมาวัดอีกนาน มาอีกครั้งหนึ่งก็ปี ๒๕๓๙ การมาในครั้งนี้หลวงพี่เองได้มีโอกาสมาอยู่ที่วัดถึง ๓ คืน ๔ วัน ได้มีโอกาสมาถือศีล ๘ มาสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วก็ได้มีโอกาสมาฟังธรรมจากพระอาจารย์ แล้วก็สิ่งสำคัญเลยก็คือได้มีโอกาสมาฝึกการนั่งสมาธิ
ซึ่งการมาในครั้งนี้เอง ทำให้ตัวหลวงพี่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ถึงแม้ว่าการมาครั้งนั้นจะไม่ได้เจอคุณยาย แต่ก็ได้มีโอกาสดีที่พระอาจารย์ทั้งหลาย ท่านได้ถ่ายทอดคุณธรรมของคุณยายเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาดของห้องน้ำ ผ่านมาทางพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง หลวงพี่เองก็ได้มีโอกาสฝึกตรงนั้นด้วย และก่อนจะกลับจากวัดในครั้งนั้น ซึ่งในขณะนั้นหลวงพี่กำลังเป็นนักศึกษา เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนจะกลับได้มีโอกาสซื้อหนังสือธรรมะติดมือกลับไปด้วย
นับเป็นความโชคดีของหลวงพี่ที่ในหนังสือเล่มนั้นมีคำสอนของคุณยายอยู่ด้วย โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเคยเขียนเอาไว้ ท่านเคยเล่าถึงตัวท่านเองว่าสมัยนั้นตอนที่ท่านยังไม่ได้บวชในปี ประมาณปลายปี ๒๕๐๙ ในช่วงเวลานั้นเองนี่ ท่านเพิ่งมาวัดครั้งแรก และในวันที่ท่านมาในวันนั้นก่อนคืนที่ท่านจะมา ท่านก็ยังดื่มเหล้าอยู่ พอรุ่งเช้าขึ้นมาวัด ก็เพิ่งสร่างเมา พอมาถึงวัดก็มาเจอรุ่นน้อง รุ่นน้องก็เลยชักชวนท่านไปร่วมบุญทอดผ้าป่า แล้วก็บอกว่าไปทำบุญเถอะ จะได้หน้าที่การงานจะได้ดีขึ้นยิ่งขึ้นไป
หลวงพ่อทัตตะสมัยนั้นท่านยังไม่ได้บวช ท่านก็เลยตอบไปว่าอึม บุญน่ะทำอยู่หรอก แต่บุญไม่เห็นช่วยเลย ทำมาตั้งเยอะ ก็ยังเห็นมีเรื่องอยู่เหมือนเดิม บุญยังไม่ช่วยฉันเลย สรุปก็คือว่าทำแล้วไม่เห็นบุญช่วยท่านเลย คุณยายได้ยินคำนั้นด้วย สักครู่หนึ่งคุณยายก็เลยถามว่าคุณ เมื่อกี้ใช่คุณหรือเปล่า ที่บอกว่าบุญไม่ได้ช่วยคุณเลย หลวงพ่อท่านก็ตอบว่าใช่
แล้วคุณยายท่านก็ถามว่า คุณ ปีหนึ่งคุณทำบุญประมาณเท่าไหร่เอ่ย ซึ่งในตอนนั้นท่านบอกว่าท่านทำบุญทุกเดือน ถึงแม้ว่าจะกินเหล้าอยู่บ้าง แต่ก็ทำบุญทุกเดือน เดือนหนึ่งประมาณร้อยถึง ๒๐๐ บาท ตกปีหนึ่งก็ประมาณสักพันสองร้อยถึงสองพันบาทต่อปี ท่านก็ตอบคุณยายไป แล้วคุณยายก็ยกมือพนมมือขึ้นมาว่าสาธุ ดีแล้ว ตั้งใจทำ เรื่องนึกว่าจะจบแค่นั้น แต่ยังไม่จบ
คุณยายท่านก็ถามต่อไปว่า คุณ แล้วคุณสูบบุหรี่หรือเปล่าล่ะ ท่านก็ตอบว่าสูบ แล้วคุณยายก็ถามว่าปีหนึ่งนี่คุณใช้เงินสูบบุหรี่ประมาณปีหนึ่งเท่าไหร่ ตอนนั้นสมัย ๒๐ ปีที่แล้ว ตอนปี ๒๕๐๙ นั่นเอง ท่านบอกว่าตอนนั้นบุหรี่สายฝนเพิ่งออกมาใหม่ ราคาซองประมาณ ๖ บาทถึง ๗ บาท ท่านบอกว่าท่านสูบวันละซองถึง ๒ ซอง ซองครึ่งถึง ๒ ซอง ก็ตกวันหนึ่งประมาณสิบกว่าบาท ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒,๐๐๐ - ๒,๕๐๐ บาทต่อปี ท่านก็ตอบคุณยายไป
แล้วคุณยายก็ถามต่อไปอีกว่า คุณ แล้วคุณดื่มเหล้าไหม ท่านก็ตอบว่าดื่ม แล้วคุณยายก็ถามว่าแล้วปีหนึ่งนี่ คุณดื่มเหล้าตกประมาณปีละเท่าไหร่ หลวงพ่อท่านก็บอกเออ ก็คงต้องเอา ๓ คูณเข้าไปล่ะมั้ง ก็ตกปีหนึ่งประมาณเกือบสักหมื่นสองพันบาทต่อปี
คุณยายก็ถามต่อไปอีกว่าคุณ แล้วคุณเที่ยวคลับเที่ยวบาร์หรือเปล่า ท่านก็ตอบว่าเที่ยว แล้วคุณเที่ยวปีหนึ่งนี่ใช้เงินประมาณปีละเท่าไหร่ ท่านก็คิดสักครู่หนึ่งก็บอกว่าประมาณ ก็เอา ๓ คูณเข้าไปอีก รวมแล้วนี่ อบายมุขที่ท่านทั้งเที่ยวทั้งทำนี่ประมาณตกปีละแสน
คุณยายท่านเลยสรุปให้ฟังว่าคุณ ทำบุญปีหนึ่งเพียง ๒,๐๐๐ ถึง ๓,๕๐๐ บาท แต่คุณสร้างบาปปีหนึ่งจะเป็นแสนแล้ว คุณยังมีหน้ามาบ่นว่าบุญไม่ช่วย คุณไม่ตกนรกก็นับว่าดีแล้ว จะมาบ่นเอาอะไร คุณน่ะปริญญาได้ทั้งเมืองนอกเมืองไทย ของแค่นี้คิดไม่ออกจริงๆ หรือนี่
นี่ก็เป็นคำสอนที่คุณยายเคยให้ไว้ และเมื่อหลวงพี่ได้อ่านถึงจุดนี้ ทำให้นึกถึงตัวเราเนื่องจากตอนเรียนก็มีโอกาสดื่มน้ำเมาอยู่เหมือนกัน เมื่อได้มาวัด ได้อ่านเรื่องนี้ เลยติดเข้าไปในใจตัวเองมากๆ แล้วก็ได้นำโอวาทของคุณยายนี่แหละไปใช้ในยุคของตัวเอง หลังจากกลับจากวัดในครั้งนั้น จึงมีความตั้งใจขึ้นมาว่าเรานี่อยากจะรักษาศีล ๘ บ้างจังเลย เนื่องจากในวันนั้นที่กลับจากวัดตรงกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ หลวงพี่ก็เลยมีความตั้งใจว่าอยากจะรักษาศีล ๘
แต่ก็เป็นธรรมดาเกือบทุกครั้งเลย เมื่อตั้งใจจะทำความดีอะไรก็แล้วแต่ มักจะมีสิ่งหนึ่งคอยมาขัดขวางในการทำความดีนั้น และในครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมื่อหลวงพี่กลับไปถึงที่พัก เปิดประตูเข้าห้อง สิ่งที่จะมาขัดขวางในการทำความดีของหลวงพี่ก็มาเลยทันที สิ่งนั้นก็คือเพื่อนของหลวงพี่ไม่เจอกันมาเป็นปี แต่วันนี้เขากลับมาหา เมื่อเห็นหน้าเขา ก็รู้เลยว่าการมาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อะไร ก็เป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อเพื่อนหลวงพี่เข้าไปในห้องเรียบร้อยทำภารกิจส่วนตัวสักครู่หนึ่ง เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรตามเพื่อนๆ ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ
เวลาผ่านไปประมาณสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนๆ ที่โทรกันมา ก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ตอนนั้นนี่ในใจของหลวงพี่เกิดการสับสนอย่างมาก เกิดการแบ่งใฝ่แบ่งฝ่ายขึ้นมาในใจหลวงพี่ ฝ่ายหนึ่งอาจจะอุปมาว่าเป็นฝ่ายดำ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะอุปมาว่าเป็นฝ่ายขาว ฝ่ายดำบอกอย่างนี้เลยว่าเราต้องไปกินกับเพื่อนนะ เพื่อนมาตั้งไกล นานๆ เจอกันสักทีหนึ่ง ต้องไปกินกับเขานะ
แต่ฝ่ายขาวนี่ ใจบอกว่าไม่ได้นะ ในเมื่อเราตั้งใจจะรักษาศีล ๘ แล้ว จะไปกินได้อย่างไร ในตอนนั้นเองเกิดการขัดแย้งอย่างมากในใจหลวงพี่ เกิดการต่อสู้กันอย่างใหญ่หลวงภายในใจ ระหว่างความดีกับความไม่ดี ซึ่งในช่วงเวลานั้นทำท่าทำทีคล้ายกับว่าฝ่ายดีเป็นฝ่ายแพ้ เพราะในช่วงเวลานั้นหลวงพี่ได้ก้าวย่างร่วมวงลงไปกับเพื่อน คือหลวงพี่พักอยู่ชั้น ๕ ก็เดินลงกับเพื่อนๆ ที่มาชั้นล่าง ซึ่งเป็นปกติธรรมดา ตามสถานที่พักของนักศึกษา มักจะมีร้านขายพวกของมึนเมาเป็นจำนวนเยอะ เมื่อลงข้างล่าง เพื่อนๆ ก็เข้าร้านๆ หนึ่งแล้วก็สั่งเหล้ากับแกล้มมาพร้อม
หลวงพี่ตอนนั้นฝ่ายขาวในตัวก็ยังไม่ยอมแพ้ ก็บอกตัวเองขึ้นมาอีกว่าไม่ได้นะ เราตั้งใจรักษาศีล ๘ จะกินได้อย่างไร แต่สภาพตอนนั้นเพื่อนๆ ได้สั่งมาเต็มโต๊ะแล้ว ทั้งแก้วก็สั่งมาให้ด้วย กับแกล้มก็พร้อมหน้า เหล้ากินไม่ได้แน่ เพราะได้รักษาศีล ๘ กะว่าจะกินกับแกล้มก็กินไม่ได้อีก เพราะว่าศีล ๘ ห้ามทานอาหารหลังเที่ยงวัน ก็เลยสั่งเด็กเสริฟไปว่าอย่างนั้นขอไวตามิลค์มาขวดหนึ่งก็แล้วกัน
ขณะที่กำลังนั่งดื่มไวตามิลค์อยู่นั่นเอง ตอนนั้นในใจมันก็ยังสู้กันอยู่ ฝ่ายดำบอกให้กินอยู่นั่นแหละ แต่ฝ่ายขาวก็ยังสู้กันอยู่ คงจะเป็นบุญเก่าของหลวงพี่ตามมาทัน ในวันนั้นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะคือฝ่ายขาว มันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของหลวงพี่ เพราะมันบอกตัวเองว่าเราจะไม่กินเหล้า เมื่อบอกอย่างนั้นมันรู้สึกชนะตัวเอง แล้วก็เลยบอกเพื่อนว่าขอตัว คืนนี้ตั้งใจจะรักษาศีล ๘ ไม่กินเหล้าแล้ว ก็เลยออกจากวงเพื่อนมา
และครั้งนั้นเอง มันเป็นความชนะที่จดจำตลอดชีวิตตั้งแต่ปี ๓๙ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นความชนะที่หลวงพี่ภาคภูมิใจมาก เพราะคืนนั้นเองมันไม่ได้บอกตัวเองเพียงแค่ว่าจะไม่กินเหล้าเพียงแค่คืนนี้ แต่มันบอกว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะไม่กินเหล้าอีกแล้ว หลวงพี่นึกถึงครั้งนี้ทุกครั้งรู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ยิ่งเมื่อตัวเองได้มีโอกาสมาอ่านธรรมะในพระไตรปิฎก หลวงพี่เจอพุทธพจน์บทหนึ่ง ท่านบอกไว้อย่างนี้
ตนนั่นแล บุคคลชนะแล้วประเสริฐ ส่วนหมู่สัตว์โลกนี้บุคคลชนะแล้ว ไม่ประเสริฐเลย เพราะเมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็นนิจ เทวดา คนธรรพ์ มาร พร้อมทั้งพรหม พึงทำความชนะของสัตว์เห็นปานนี้ ให้กลับแพ้ไม่ได้เลย
ยิ่งหลวงพี่เองมีโอกาสมาอ่านตรงนี้ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เป็นเหมือนกับเรื่องราวในอดีตของพระมหากัสสปะเถระ ที่ครั้งหนึ่งท่านก็เคยชนะความตระหนี่ที่อยู่ในใจท่าน
ในสมัยหนึ่งในอดีตของพระมหากัสสปะเถระ ผู้ที่มีความสมบูรณ์ด้วยการกำจัดกิเลส และการกล่าวสอนเรื่องการกำจัดกิเลส ในอดีตกาลประมาณปลายแสนกัป มีพระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตระ อุบัติขึ้นในโลก ในครั้งนั้นมีอุปัฏฐากคนหนึ่งชื่อว่าเวทะหะ เป็นผู้ที่มีสมบัติมาก ในเช้าวันหนึ่งได้ตั้งใจถือ รักษาอุโบสถ ได้ถือของหอมไปหาพระศาสดา ในขณะนั้นพระศาสดากำลังทรงแต่งตั้งพระมหานุสะภะเถระ เป็นผู้เลิศในการสอนธุดงค์ อุบาสกนั้นได้เห็นเหตุการณ์นั้น เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง
พอมีความรู้สึกอย่างนั้น ตั้งใจอย่างนั้น ก็เลยกราบพระศาสดา กราบนิมนต์พระศาสดาและคณะพระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ซึ่งในขณะนั้น มีพระภิกษุสงฆ์ประมาณ ๖ ล้าน ๘ แสนองค์ ท่านก็นิมนต์ไปหมดเลย ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าบัณฑิตในกาลก่อน ถึงเวลาจะทำบุญใหญ่สักครั้งหนึ่ง หรือว่ามีความปรารถนาอะไรสักอย่างหนึ่ง ท่านมักจะปรารภด้วยการสั่งสมบุญเป็นเบื้องต้นเหมือนกับอุบาสกท่านนี้ เมื่อท่านมีความตั้งใจที่จะเป็นอย่างพระมหานิสะภะเถระ ท่านก็เลยกราบนิมนต์พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๖ ล้าน ๘ แสนรูป ไปฉันที่บ้าน และท่านก็ได้ถวายมหาทานถึง ๗ วัน
ในวันที่ ๗ ท่านก็ได้ถวายไตรจีวรแก่คณะพระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อถวายเสร็จแล้ว ก้มกราบแทบพระบาทของพระศาสดา พร้อมกับบอกว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ของข้าพระองค์ผู้ถวายมหาทาน ๗ วัน ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติของเทวดาหรือสมบัติของท้าวสักกะ มาร และพรหม สักอย่างหนึ่งก็หาไม่ แต่ข้าพระองค์ต้องการความเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓
เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ พระศาสดาทรงตรวจดูในข่ายพระญาณ ทรงเห็นแล้วว่าจะสำเร็จ เลยตรัสว่าในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต ท่านจะเป็นพระสาวกที่ ๓ ของพระโคดม พระพุทธเจ้าชื่อว่ามหากัสสปะ พราหมณ์นั้นเมื่อได้ฟังดังนั้นเกิดปีติโสมนัส ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นภายในวันพรุ่งนี้ ตลอดชีวิตของเขาที่เหลือก็สั่งสมบุญบารมีมาโดยตลอด จนกระทั่งเขาหลับตาลาโลก เมื่อละโลกไปแล้วก็ไปบังเกิดอยู่ในสวรรค์ และเขาก็ท่องเที่ยวอยู่แค่ ๒ ภพคือภพสวรรค์และมนุษย์โลก
อยู่มาจนกระทั่งสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี อุบาสกท่านนี้ก็ได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ คือตระกูลพราหมณ์ที่ยากจนตระกูลหนึ่ง ในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิปัสสีจะทรงแสดงธรรมทุกๆ ๗ ปีครั้งหนึ่ง และในครั้งนั้นที่ท่านจะแสดงธรรม เทวดาทั้งหลายนี่เกิดความโกลาหล ประกาศกันไปทั่วเลยว่าพระศาสดาจะทรงแสดงธรรม พราหมณ์นั้นก็ทราบข่าวนั้นด้วย ก็เลยตั้งใจจะไปฟังธรรม แต่เนื่องจากพราหมณ์คนนี้เป็นพราหมณ์ที่ยากจน มีภรรยาอยู่คนหนึ่งที่บ้านของพราหมณ์ มีผ้าห่มเพียงผืนเดียว ดังนั้นเวลาจะไปฟังธรรมหรือไปไหนก็ตามที ต้องสลับกันไป
พอมาถึงตอนนี้พวกเราหลายๆ คนคงจะนึกยิ้ม เพราะเรื่องนี้ เราเคยฟังมาหลายครั้งหลายตอน แต่บางคนก็ยังไม่ทราบว่าเรื่องๆ นี้เป็นประวัติของพระมหากัสสปะเถระ ซึ่งในตอนนั้น พราหมณ์คนนี้ก็ได้ให้ภรรยา คือพราหมณีไปฟังธรรมในเวลากลางวัน ส่วนตนเองไปฟังธรรมในเวลากลางคืน
ในคืนนั้นที่พราหมณ์ไปฟังธรรม ขณะที่ฟังธรรมอยู่นั้นเกิดความปีติ ซาบซ่านขึ้นมา จึงอยากจะถวายทานกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เนื่องจากตัวเองมีสมบัติอยู่ชิ้นเดียวคือผ้าห่ม จึงดึงผ้าห่มผืนนั้นออกมาเพื่อจะถวายทาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถถวายได้ เนื่องจากในตอนนั้นจิตอันไม่เป็นกุศล คือจิตที่เป็นอกุศลนับพันดวงเกิดขึ้นในใจพราหมณ์ พราหมณ์มีความคิดขึ้นมาอย่างนี้เลยว่า เรามีผ้าห่มเพียงผืนเดียวเท่านั้น ถ้าเราจะถวายก็จะไม่มีผ้าที่จะห่ม และพราหมณีก็จะไม่มีผ้าที่จะห่ม เลยตัดสินใจไม่ถวายผ้า
ตรงนี้เองทำให้พราหมณ์ เนื่องจากพ่ายแพ้ในความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจ เลยพลาดโอกาสในการถวายมหาทานในครั้งนี้ แต่พราหมณ์ก็ยังนั่งฟังธรรมต่อ เมื่อฟังธรรมต่อ พราหมณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง ความปีติก็เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อเกิดขึ้นมา พราหมณ์นั้นก็มีความคิดว่าเราอยากจะถวายทานอีก แต่เหตุการณ์ก็เป็นคล้ายดังกับช่วงแรก คือเมื่อคิดจะถวายทาน ก็โดนความตระหนี่ซึ่งมีอยู่ในใจเข้ามาครอบงำ เปรียบเสมือนกับฝ่ายดำที่มีอยู่ในใจ เข้ามาสอดแทรก แล้วเขาเองก็ไม่ได้ถวายอีก ก็เลยพลาดโอกาสเป็นครั้งที่ ๒ แต่เขาก็ยังนั่งฟังธรรมต่อไปอีก
เมื่อฟังธรรมต่อไป จนกระทั่งใกล้สว่าง คราวนี้เองความปีติที่เกิดขึ้นกับพราหมณ์อีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้พราหมณ์นั้นเป็นผู้ที่ได้ชัยชนะ ชัยชนะที่ว่านี้คือเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นภายในใจของพราหมณ์ เป็นชัยชนะที่ชนะความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจ พราหมณ์ได้ตัดใจเลยว่าน้อมนำผ้าห่มผืนนั้นถวายแทบเท้าพระศาสดา พราหมณ์นั้นมีดำริขึ้นมาอย่างนี้ว่าเป็นไรเป็นกัน ค่อยรู้กันทีหลัง แล้วจึงได้ถวายผ้าผืนนั้น เมื่อถวายผ้าผืนนั้นแล้วก็ได้กล่าวคำว่าชิตัง เม ชิตัง เม ชิตัง เม เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว
มาถึงตรงนี้ อ่านตรงนี้ นึกถึงตัวเอง ว่าตัวเราก็น่าจะคล้ายๆ อย่างนั้นในครั้งที่เราชนะใจตัวเราในครั้งนั้น เมื่อพราหมณ์ประกาศอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว ในขณะนั้นมีพระราชานั่งฟังธรรมอยู่ด้วย พอได้ยินคำว่าชิตัง เม ชิตัง เม ขึ้นมา เกิดความรู้สึกไม่พอใจ เพราะโดยธรรมดาพระราชาไม่อยากให้ใครมากล่าวคำๆ นี้ในแว่นแคว้นของตน เมื่อได้ยินคำนี้ก็เลยส่งราชบุรุษไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อราชบุรุษไปถึง ก็ได้สอบถามกับพราหมณ์นั้น แล้วพราหมณ์ก็เลยบอกว่าพวกชนที่เหลือขึ้นยานช้างเป็นต้น แล้วชนะข้าศึก ข้อนั้นไม่อัศจรรย์เลย ก็เราชนะจิตอันตระหนี่ได้ถวายผ้าผืนเดียวแด่พระทศพล ดุจเอาสากทุบหัวโคกลม ซึ่งเดินมาข้างหลังแล้วให้มันหนีไป พราหมณ์ได้กล่าวคำนี้ให้กับราชบุรุษนั้นฟัง เมื่อราชบุรุษนั้นเมื่อทราบความแล้วก็นำไปกราบถวายแก่พระราชา
พระราชาเมื่อทราบเรื่องราวแล้ว เกิดความเลื่อมใสในพราหมณ์ จึงได้ถวายผ้าห่มคู่หนึ่ง ให้กับพราหมณ์นั้น พราหมณ์เมื่อได้รับผ้าห่มผืนนั้นก็เอาผ้าผืนนั้นถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่ออีก เมื่อพราหมณ์ถวาย พระราชาก็ทราบอย่างนั้นอีก ยิ่งเกิดความเลื่อมใสในพราหมณ์อีก ก็เลยถวายผ้าเพิ่มให้กับพราหมณ์นั่นอีก แต่พราหมณ์เมื่อได้ผ้าเพิ่มขึ้นมาแทนที่จะเก็บไว้ กลับถวายผ้านั้นให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นจนกระทั่งว่าพระราชานี่ได้ถวายผ้าให้กับพราหมณ์ถึง ๓๒ คู่ พราหมณ์จึงมีความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่าการทำอย่างนี้เป็นเหมือนได้เพิ่มขึ้น แล้วจึงรับเอา เพื่อกลบคำครหานั้น พราหมณ์จึงได้ถือผ้าไว้ ๒ คู่ แล้วอีก ๓๐ คู่ที่เหลือนี่ได้ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในครั้งหนึ่งพระราชาได้ถวายผ้ากัมพลแดงซึ่งเป็นของพระองค์ให้กับพราหมณ์ พราหมณ์นั้นเมื่อได้รับผ้ากัมพลแดงนั้นมาแล้ว มีความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่าของนี้ไม่ควรกับเราเลย ร่างกายของเราก็เน่าเหม็นไม่ควรเลย จึงคิดจะทำบุญกุศลใหญ่ จึงได้นำผ้ากัมพลแดงผืนนั้นไปถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทำเป็นฝ้าเพดานอยู่เหนือเตียงบรรทมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในวันหนึ่งพระราชาได้มาฟังธรรม และได้ทรงเห็นผ้ากัมพลแดงนั้นก็ทรงจำได้ว่าเป็นผ้าของตน ก็เลยถาม ทูลถามกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตอบว่าพระราชาบูชาพราหมณ์ พราหมณ์บูชาอาตมาภาพ พระราชาได้ฟังดังนั้นเกิดความเลื่อมใสพราหมณ์ยิ่งขึ้นอีก ก็เลยได้ถวายสิ่งของที่เป็นประโยชน์แก่พราหมณ์นั้นทุกอย่าง อย่างละ ๔ ชิ้น ๔ ครั้ง และก็ได้แต่งตั้งพราหมณ์ให้เป็นปุโรหิต
ตรงจุดนี้เองพวกเราคงเห็นแล้วว่าบุคคลใดก็ตามที ที่สามารถชนะ ใจตัวเองได้ ชนะกระแสกิเลสตัวเองได้ บุคคลท่านนั้นย่อมได้รับว่าเป็นบุคคลที่ประเสริฐ พวกเราลูกหลานยายทุกๆ คน มีโอกาสดีที่ได้มาอยู่ในแวดวงของครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐอย่างเช่นคุณยายของเรา คุณยายเราท่านเป็นผู้ที่ชนะแล้ว ชนะทั้งในโลกนี้ แล้วก็ชนะทั้งในโลกหน้า เพราะชีวิตของคุณยายนั้นตลอดชีวิตที่ผ่านมา ท่านใช้ชีวิตในการสั่งสมบุญบารมีมาโดยตลอด ไม่เคยยอมแพ้แก่กระแสกิเลสเลย
ตรง ๆ นี้ หลวงพี่อยากให้พวกเราลูกหลานยายทุกๆ ท่านมาทำความชนะอย่างนี้บ้าง คือมาชนะความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจของเรา หลายๆ คนก็เป็นผู้ชนะแล้ว แต่อีกหลายๆ คนก็ยังต่อสู้กับความตระหนี่ที่อยู่ในใจตัวเองอยู่ หลวงพี่ก็อยากจะขอเชิญชวนพวกเราในวาระนี้ ให้พวกเราสละความตระหนี่ที่อยู่ในใจนำชัยชนะมาสู่ตัวเรา ด้วยการร่วมบุญกับคุณยายในการสร้างพระวิหารพระมงคลเทพมุนีในครั้งนี้ เพราะว่าครั้งนี้เราจะได้เป็นผู้ชนะ และแถมจะได้บุญใหญ่ติดตัวเราไปอีกด้วย
สุดท้ายนี้หลวงพี่ขอฝากคำสอนที่คุณยายท่านเคยได้ให้ไว้ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ยายท่านบอกว่า ตลอดชีวิตยายตั้งใจฝึกตัวเอง แล้วก็พบสุดยอดของการฝึกตัวเองไม่เกินการเจริญภาวนาเข้ากลางตัวเองไป ให้มันสว่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้มันสว่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าใครจะมีอะไรล่วงล้ำ ล่วงเกินยาย ยายมีแต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียว ยายให้อโหสิกรรมกับทุกคน ไม่ต้องมารดน้ำยาย ร้องไห้กับยาย ถ้ารักยาย ให้นั่งสมาธิให้ได้อย่างยาย ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นลูกหลานยาย จึงขอเรียนเชิญพวกเราทุกท่านช่วงเวลาที่เหลือนี้เรียนเชิญปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ทำตามคำสอนยายที่ท่านให้ไว้กันนะ
เรียนเชิญพวกเราทุกท่านนะ นั่งหลับตา หลับตาของเราพอสบายๆ นึกถึงบุญกุศลทั้งหลายที่เราได้ตั้งใจกระทำมาดีแล้ว เราเป็นผู้ชนะมาด้วยดีแล้ว ตั้งแต่ชนะ ชนะความเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงาน เมื่อเลิกงานแล้ว ตัดใจไม่ยอมพักผ่อน ตัดใจ ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน มุ่งหน้ามาเอาบุญใหญ่ มาร่วมงานสวดพระอภิธรรมคุณยาย ตรงนี้เองนี่หลวงพี่เองนึกแล้วยังชื่นชมในตัวเราทุกๆ คน ดังนั้นนะให้เราทำความปีติเบิกบาน ในความชนะที่เราได้กระทำมาดีแล้ว นึกถึงบุญกุศลที่เราได้ทำมาดีแล้ว ให้เป็นดวงบุญดวงกุศลที่กลมใสอยู่กลางตัวเรา
********************************* จบ *********************************