หากวันนี้ยังเป็นพระอยู่
(ม้วน 1/A)
พระอุกฤษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐเหนือเศียร กราบนมัสการพระเถระนุเถระทุกๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานับว่าเป็นวันแห่งความปลื้มปีติของพวกเราทุกๆ ท่านที่ได้มีโอกาสมาบำเพ็ญมหาทานบารมี เพื่อตอบแทนคุณของครูบาอาจารย์ของพวกเรา ในวันนั้นนั่นเอง ถ้าพวกเราสังเกตให้ดี นอกจากจะมีชาวไทยที่ว่ามาร่วมงานในวันนั้นแล้ว ก็ยังมีชาวต่างประเทศมาร่วมงานด้วย
ซึ่งตัวหลวงพี่เองก็สะกิดใจในชาวต่างประเทศอยู่กลุ่มหนึ่ง เพราะว่าเป็นกลุ่มหนุ่มสาว และมาทราบในภายหลังว่ากลุ่มนี้ได้ใช้เวลาในการปิดภาคเรียนของเขา เพื่อมาท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆ โดยเฉพาะแถบเอเชีย เขาได้มาร่วมงานในวันนั้นเนื่องจากว่ามีคนไทยคนหนึ่งได้แนะนำวัดพระธรรมกายให้เขารู้จัก ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกทีเดียวว่าทั้งๆที่เขาก็ไม่รู้จักวัดพระธรรมกายมาก่อน แล้วก็ไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน แต่หลังจากได้ทราบ ก็ได้ตั้งใจเสาะหาวัดพระธรรมกาย แล้วก็ได้มาร่วมงานวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย
หลังจากที่ได้มาร่วมงานแล้วก็เดินชมโดยรอบแล้วนี่ พระอาจารย์ที่ท่านมีโอกาสได้ต้อนรับกับชาวต่างประเทศกลุ่มนี้ก็ได้ถามคำถามหนึ่งกับพวกเรา ก็คือถามว่ามาที่วัดแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง พวกเขาก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกว่าที่นี่เต็มไปด้วยความสุข ความเบิกบาน แล้วก็ทุกๆ คนนั้นเต็มไปด้วยมิตรไมตรี มีความเอื้ออารีซึ่งกันและกัน โดยสังเกตได้จากสีหน้า ท่าทาง อากัปกิริยาของทุกๆ คน วันนั้นก็ต่างมีความเบิกบานกัน
รวมทั้งมีความปรารถนาที่อยากจะมาปฏิบัติธรรม มานั่งสมาธิด้วย ถ้ามีโอกาสในภายหลัง เพราะว่าได้เห็นพวกเราทุกๆ ท่านนี่ได้นั่งปฏิบัติธรรมกันอย่างสงบ อย่างเรียบร้อย ดูแล้วน่าเลื่อมใส น่าศรัทธา
ตรงนี้เองทำให้หลวงพี่ได้แง่คิดว่าการที่บุคคลจะมีกุศลศรัทธาที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญก็คือสภาพแวดล้อมของเขาในขณะนั้น ถ้าเกิดเขาได้มาพบเห็นบรรยากาศที่ดีๆ เขาก็จะมีความรู้สึกว่าอยากจะประพฤติปฏิบัติธรรม และอยากจะลองดูว่าสิ่งที่ทุกคนกำลังปฏิบัตินั้น เขาแสวงหาเพื่ออะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านก็ทรงได้ให้หลักอันหนึ่งสำหรับเป็นการเอื้ออำนวยที่จะสามารถประพฤติปฏิบัติธรรม หรือว่าสามารถทำให้ฝึกฝนอบรมตัวเองได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป หลักนั้นก็คือปฏิรูปเทส ๔ สำหรับพวกเราที่เคยมาวัดบ่อยๆ แล้วก็คงจะคุ้นกับคำนี้ คำว่าปฏิรูปเทส ๔ แต่สำหรับท่านที่มาใหม่นั้นอาจจะยังไม่ทราบ
ปฏิรูปเทส ๔ นั้นก็คือสิ่งที่จะเกื้อหนุนให้เราสามารถประพฤติปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้เรานี่เข้าถึงธรรมได้เลยทีเดียว ปฏิรูปเทส ๔ นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ก็ประกอบด้วย สถาน อาหาร บุคคล ธรรมะ ๔ อย่างต้องเป็นที่สบาย
ในช่วงเข้าพรรษานี้ นับว่าเป็นช่วงดีที่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านทรงให้โอกาสกับบริษัท ๔ ที่จะฝึกฝนอบรมตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะเกื้อหนุน การที่จะฝึกฝนอบรมตัวเองนั้น ก็ต้องใช้หลัก ๔ อย่างนี้ ซึ่งวัดพระธรรมกายของเรา ครูบาอาจารย์ของเราก็ได้ใช้หลัก ๔ อย่างนี้มาโดยตลอด
ประการแรก ก็คือสถานที่เป็นที่สบายนั้น ถ้าเกิดสถานใดเป็นสถานที่ร่มรื่น สะอาดสะอ้านเรียบร้อย ไม่คับแคบจนเกินไป สถานที่นั้นจะทำให้เรามีความรู้สึกปลอดโปร่ง มีความรู้สึกเย็นใจ เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ทำให้จิตใจน้อมโน้มที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะทำให้ใจหยุดใจนิ่งได้โดยง่าย
คุณยายอาจารย์ของเรานั้นท่านให้ความสำคัญกับความสะอาด แล้วก็ความเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความสะอาดนั้น ท่านก็ได้เคยสอนไว้นะว่าข้าวของต้องเก็บให้เรียบร้อย เกิดกี่ภพกี่ชาติก็จะได้เจอแต่สิ่งที่เรียบร้อย ข้าวของที่เอามาใช้ เอามาใช้ได้ แต่ใช้แล้วต้องเอาไปเก็บไว้ที่เดิม ถ้าเราทำอะไรสะอาดเรียบร้อย เราก็จะเป็นตัวอย่างของความสะอาดเรียบร้อย ถ้าเราทำอะไรสกปรกรุงรัง ก็จะเป็นตัวอย่างของความสกปรกรุงรัง คนที่ทำอะไรสะอาดเรียบร้อย มนุษย์ก็สรรเสริญ เทวดาก็สรรเสริญ
คุณยายของเรานั้นได้เป็นต้นแบบให้กับลูกหลานของท่านมาโดยตลอดในเรื่องความสะอาด อย่างที่พวกเราได้ฟังคุณธรรมของท่านจากพระอาจารย์องค์ก่อนๆ เสมอมา ซึ่งความสะอาดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยทีเดียว ผู้ที่มีจิตใจที่รักความสะอาดนั้นจะทำให้เขาเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ยินดีในความชั่วทั้งหลายดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสไว้ว่า
ปาเป น รมตี สุจิ คนสะอาดย่อมไม่ยินดีในความชั่ว
ซึ่งพระองค์ก็เคยได้ทรงตรัสไว้ รวมทั้งในพระไตรปิฎกเองนั้นก็ได้สรรเสริญความสะอาดไว้หลายๆ ตอนด้วยกัน แล้วก็มีอานิสงส์ของความสะอาดอยู่หลายตอนด้วยกัน หลวงพี่จะขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีในพระไตรปิฎก เป็นอานิสงส์ของผู้ที่รักความสะอาด ก็คือพระเถระในสมัยพุทธกาลนามว่าพระโพธิสัมมัชชกะเถระ ได้กล่าวถึงบุพกรรมที่ท่านได้เก็บใบโพธิ์ ณ ลานเจดีย์ ทำให้มีอานิสงส์ถึง ๒๐ ประการด้วยกัน ดังนี้
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ อยู่ในภพน้อยใหญ่ ย่อมท่องเที่ยวไปแต่ใน ๒ ภพ คือในเทวดาและมนุษย์ จุติจากเทวโลกแล้ว มาสู่มนุษยโลก ก็เกิดแต่ใน ๒ สกุล คือสกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เรามีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์สูงใหญ่ รูปสวย สะอาดสะอ้าน เต็มเปี่ยมไม่พร่อง ละเอียดอยู่ตลอดเวลา เพราะใบโพธิ์อันเราทิ้งดีแล้ว
ในคติไหนๆ ก็ตาม ฝุ่นละอองย่อมไม่ติดในสรีระของเรา นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์ เพราะความร้อน ลม แดด หรือความร้อนของไฟที่ตัวของเราไม่มีเหงื่อไหล ในกายของเราไม่มีโรคเรื้อนฝีกราก ตกกระ บูด หิด เปื่อย เมื่อเกิดในภพน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีโรคในกาย เมื่อเกิดในภพน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีความบีบคั้นที่เกิดขึ้นทางใจเลย เมื่อเกิดในภพน้อยใหญ่ย่อมไม่มีใครเป็นข้าศึกเลย เมื่อเกิดในภพน้อยใหญ่ ย่อมมีโภคทรัพย์ไม่บกพร่องเลย เมื่อเกิดในภพน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีภัยจากไฟ พระราชา โจร น้ำ ทาสหญิงชายและคนติดตามย่อมประพฤติตามต้องการของเรา
เราเกิดในมนุษยโลก ปริมาณอายุเท่าใด อายุของเราย่อมไม่ลดไปจากปริมาณอายุนั้น ย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าสิ้นอายุ คนนอก ชาวนิคม ล้วนเป็นผู้ช่วยเหลือ ใคร่ให้ความเจริญปรารถนาให้ความสุขแก่เราทั้งนั้น ในทุกๆ ภพ เราเป็นคนมีโภคทรัพย์ มียศ มีสิริ มีญาติพวกพ้อง ไม่มีเวร
เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ในภพเทวดา มนุษย์ อสูร ล้วนแต่ป้องกันเราทุกเมื่อ เราเสวยยศ ๓ อย่าง ทั้งในเทวโลก และมนุษยโลก ในอวสานกาลเราได้บรรลุศิวโมกข์ มหานฤพานอันยอดเยี่ยม บุรุษใดประสบบุญเพราะเจาะจงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือโพธิ์พฤกษ์ของพระศาสดาพระองค์นั้น ปรารถนาสิ่งใดจะได้สิ่งนั้นโดยไม่ยาก เขาย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นๆ ในมรรคผล การศึกษาปริยัติและคุณ คือญาณและอภิญญา ไม่มีอาสวะปรินิพพาน
เมื่อก่อนเรามีใจยินดีเก็บใบโพธิ์เอาไปทิ้ง จึงเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยอันคุณ ๒๐ ประการนี้ ทุกทิวาราตรีกาล แค่มีจิตใจที่ยินดีที่จะทำความสะอาดลานพระเจดีย์ ยังได้อานิสงส์ขนาดนี้ ท่านว่าเรื่องของความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยทีเดียว
เพราะงั้นสถานที่ใดที่ว่าเป็นสถานที่ที่สะอาด เรียบร้อย ร่มรื่น สถานที่นั้นชื่อว่าเป็นปฏิรูปเทส นี่เป็นประการที่ ๑
ประการถัดมาเรื่องของอาหารเป็นที่สบาย ถ้าเราได้มาถวายภัตตาหารกับพระภิกษุสงฆ์ในตอนเช้าๆ เราก็จะเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้เมตตาลงมาดูเรื่องข้าวปลาอาหารให้กับลูกพระลูกหลานของท่านทุกๆ เช้า นอกจากว่าในกรณีที่ท่านสุขภาพไม่เอื้ออำนวยเท่านั้น ท่านก็จะไม่มา แต่ถ้าท่านสุขภาพแข็งแรงแล้ว ท่านก็จะมาทุกๆ เช้า ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องของข้าวปลาอาหารมาก
วัดธรรมกายของเราเองนั้นตลอดระยะเวลา ๓๐ กว่าปีมานี้ ก็ได้ใช้หลักอยู่อันหนึ่ง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยบอกไว้ว่าอิ่ม อิ่มด้วยกัน อดก็อดด้วยกัน ในหลักการนี้ทำให้พวกเรานี่มีความรักสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกัน ทำให้วัดพระธรรมกายนี่สามารถสร้างได้เจริญมาจนถึงปัจจุบันนี้ พวกเราเองก็สามารถที่จะดูแลช่วยเหลือกันในตรงนี้ได้ ถ้าเกิดพบเห็นคนที่มาใหม่ หรือว่าคนที่มานานแล้วก็ตาม แต่ว่าไม่สะดวกที่จะบริการเรื่องข้าวปลาอาหารหรือน้ำ ด้วยตัวของเขาเอง ถ้ามีเรี่ยวแรงกำลัง เราก็สามารถที่จะเอื้อเฟื้อกันในจุดนี้ได้
ตรงนี้ก็จะได้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีๆ ให้ซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถที่จะฝึกฝน ที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะว่าคนเราถ้าท้องอิ่มเสียแล้ว อารมณ์ก็ดี ทำให้สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทานมากจนเกินไปจนจุกก็ไม่ดีเหมือนกัน ก็ต้องประมาณให้พอดีเช่นกัน อันนี้คือประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของอาหารเป็นที่สบาย
ประการถัดมา บุคคลเป็นที่สบาย ถ้าเกิดเรามาทันคุณยายหรือว่าบางท่านที่มาไม่ทันคุณยาย แล้วมีโอกาสเห็นคุณยายทางเทปวีดีโอที่ได้บันทึกไว้ เราก็จะพบอย่างหนึ่งว่าภาพของคุณยายที่ปรากฏต่อสายตาเรานั้น เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกมีความสุข ความทุกข์ในใจเราที่มีอยู่ เมื่อได้มาเห็นคุณยาย ก็มีความรู้สึกว่าสามารถที่จะปลดกังวลไปได้หลายส่วน เพราะว่าคุณยายนั้นท่านเป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทที่งดงาม มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีปกติที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบาน แล้วก็ทักทายบุคคลรอบข้าง
มีโยมอยู่ท่านหนึ่งได้เล่าให้หลวงพี่ฟัง โยมท่านนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ เขาเล่าให้หลวงพี่ฟังว่าได้มีโอกาสที่ว่าถวายภัตตาหารพระในช่วงนั้น ซึ่งตอนนั้นมีพระภิกษุก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งในช่วงเพลนั้นท่านจะมาฉันที่บ้านธรรมประสิทธิ์ โดยที่ว่าคุณยายจะจัดสำรับไว้ให้ และโยมคนนี้ก็ได้มีโอกาสเตรียมสำรับไว้ โดยบางครั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่ออาจจะนิมนต์พระภิกษุที่วัดปากน้ำรูปอื่นมาฉันด้วย โดยปกติแล้วท่านก็จะฉันอยู่ในที่ชั้นบน ก็จะไม่มี เมื่อจัดภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่มีใครเข้าไป ก็ปกติจะรอจนพระฉันเสร็จ ก็จะเข้าไปเก็บถ้วยเก็บจาน
เมื่อขึ้นไปเก็บ ปรากฏว่า ก็แปลกใจ นึกว่าวันนั้นไม่มีพระมาฉันภัตตาหาร เพราะว่าถ้วยจานทุกอย่างมันเหมือนกับ เหมือนกับเพิ่งยกวางไปตอนข้างต้นเลย แต่ว่าได้สังเกตเห็นห่อทิชชู่เล็กๆ อยู่ข้างๆ เมื่อคลี่ออกดูก็เป็นเศษกระดูกไก่ที่ว่าท่านฉันเสร็จแล้ว แล้วก็ห่อไว้ พูดง่ายๆ ก็คือว่าท่านฉันได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก แม้กระทั่งภาชนะต่างๆ ก็ดูเหมือนกับตอนเพิ่งยกไปใหม่ๆ เลยทีเดียว
แล้วก็โยมท่านนี้เมื่อเก็บจานอะไรมาเรียบร้อยนี่ ก็ได้มานั่งทานอาหารข้างล่าง โดยที่มีคุณยายอาจารย์ท่านนั่งร่วมโต๊ะด้วย โยมท่านนี้ท่านเป็นคนที่ช่างสังเกต ท่านก็จะแอบชำเลืองดูคุณยายตอน ตอนรับประทานอาหาร ก็รู้สึกมหัศจรรย์ใจเลยทีเดียวว่าคุณยายนี้ท่านฉันได้อย่างงดงามมาก เป็นระเบียบเรียบร้อย ตักอาหารนี่พอดีคำ เคี้ยวอาหารก็ไม่มูมมาม ดูแล้วสวยงาม ไม่มีเสียงดังในการเคี้ยวอาหาร
และเมื่อมองที่โต๊ะ ก็เห็นว่ารอบๆ จานของตัวเองแล้วก็คนอื่นนั้นมักจะมีเศษข้าวแล้วก็เศษแกงที่ตกอยู่ แต่ของคุณยายนี้ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่ท่านก็ทานอาหารตามปกติ ไม่ได้มีทีท่าระมัดระวังแต่อย่างใด ก็คือว่าโดยธรรมชาติของท่านนั้นท่านสามารถรักษากิริยามารยาทได้อย่างงดงามแล้วก็เรียบร้อย สมกับที่เป็นครูบาอาจารย์ของเรา เป็นต้นแบบให้กับพวกเรา
ในเรื่องของคำพูดนั้นคุณยายมักจะสอนไว้เสมอว่าเวลาเราจะตักเตือนใคร ให้เราพูดดีๆ กับเขา อย่าพูดในสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกระทบกระเทือนใจ โดยเฉพาะอย่าไปด่า อย่าไปว่าเขามาก ยายจะสอนไว้ว่าเวลาจะเตือนคนอื่นนั้นต้องรู้จักพูด พูดดีๆ อย่าไปว่าเขา ค่อยๆ พูด ค่อยๆ ตักเตือน เขาก็จะฟังเรา จะเคารพ จะเกรงใจเรา แล้วก็จะมาช่วยเราตลอดไป แต่ถ้าเกิดเราพูดกับเขาไม่ดี ไปด่า ไปว่าเขา เขาก็จะกลัว แล้วไม่กล้ามาช่วยงานอีก งานของเราก็เสีย เขาก็ไม่ได้บุญ
เพราะฉะนั้นแล้วนี่ เราต้องพูดกับเขาดีๆ ไม่ด่าไม่ว่า ค่อยๆ ตักเตือน เขาก็จะฟังเรา จะคิดได้ งานเราก็สำเร็จ เขาก็จะได้บุญไปด้วย เพราะฉะนั้นแล้วนี่ เนื่องจากว่าทุกๆ คนเกิดมาไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อม ก็ย่อมมีข้อบกพร่องเป็นธรรมดา การตักเตือนกันนั้นเป็นสิ่งที่ดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าการตักเตือนเหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้กับผู้อื่น แต่ว่าผู้ตักเตือนก็ควรที่จะทำจิต มีเมตตา แล้วก็ตักเตือนด้วยความปรารถนา ส่วนผู้ที่ได้รับการตักเตือนนั้นก็ให้ทำจิตปีติใจ แสดงว่าเขาหวังดีกับเรานะ ถึงได้ตั้งใจที่จะตักเตือนเรา โดยที่ทั้งสองฝ่ายนั้นได้มีประโยชน์ซึ่งกันและกัน คนตักเตือนก็ได้บุญ คนที่ถูกตักเตือนก็ได้ปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
ดังนั้นแล้วในเรื่องของบุคคลที่สบายนั้นก็คือว่าให้พวกเรานี่ ดูอย่างยาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิริยามารยาทของเรานี่ ก็ให้เรียบร้อย เหมือนกับชาวต่างชาติมาเห็นพวกเราในวันนั้น ตอนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมก็เกิดความศรัทธา เกิดกุศลศรัทธาว่าขนาดลูกศิษย์นี่ยังปฏิบัติดีขนาดนี้ แล้วอาจารย์จะขนาดไหน สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์อีกในทางหนึ่งได้เลยทีเดียว แล้วก็ยังเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ซึ่งกันและกัน ให้ได้มีกำลังใจที่จะสร้างบารมีร่วมกันต่อไปได้ยังตลอดรอดฝั่ง ฉะนั้นแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยทีเดียว ในเรื่องของบุคคลเป็นที่สบายนี้
ประการสุดท้ายในเรื่องของธรรมะเป็นที่สบายนั้น ตอนที่หลวงพี่เพิ่งบวชได้ใหม่ๆ ยังไม่ครบพรรษา ก็เป็นความโชคดีของพวกหลวงพี่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาได้มาลงให้ ในครั้งนั้นท่านก็ลงให้กับพระซึ่งมีประมาณอยู่ถึง ๒ ถึง ๓๐๐ รูป เป็นช่วงที่อบรมภาคฤดูร้อน แล้วก็ในช่วงปลายของการอบรมนั้นได้มีโอกาสที่ไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้เมตตามาลงให้ โดยลงให้พวกหลวงพี่ที่สวนเพชรแก้วตอนนั้น
มีอยู่คำสอนหนึ่งที่หลวงพี่รู้สึกประทับใจมาก แล้วก็ประทับใจหลวงพี่จนมาถึงปัจจุบันนี้ ท่านบอกกับลูกพระลูกหลานของท่านว่าผู้ที่อยู่ในเพศสมณะ ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องคิดยาวๆ ว่าจะต้องอยู่ให้ได้เท่านั้นเท่านี้วัน หรือว่าเท่านั้นเท่านี้เดือน หรือว่าเท่านั้นเท่านี้ปี แต่ให้เขาคิดแค่วันต่อวัน ก็คือว่าเมื่อตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าเห็นเรายังอยู่ในผ้าเหลือง ก็ให้คิดว่าวันนี้เรายังเป็นพระอยู่ ก็ให้นึกอย่างพระ ให้พูดอย่างพระ ให้ทำอย่างพระ แล้วให้มีความปีติใจ เพราะว่าชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของสรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็เป็นเพศที่สูงสุดในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก คิดแค่นี้ท่านบอกว่าเดี๋ยววันเดี๋ยวคืนผ่านไป ท่านเองนั้นคิดอยู่อย่างนี้ แปปเดียวนี่ผ่านมาตั้งหลายสิบพรรษาแล้ว พระเถรานุเถระทุกๆ องค์นี่ท่านก็คิดอย่างนี้ ก็ใช้ชีวิตอยู่ในเพศสมณะอันสูงส่งนี่ได้มาถึงหลายสิบพรรษาแล้วเช่นกัน
คำว่าคิด พูด ทำอย่างพระนั้น คิดอย่างไร ท่านก็ได้ให้คำอธิบายว่าก็คือคิดแต่ในสิ่งที่ทำให้วนเวียนอยู่ในกลางตัวของเรา ไม่ได้คิดในสิ่งที่ใจออกจากกลาง หรือว่าไม่คิดในสิ่งที่รู้สึกร้อนใจ หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงให้แนวทางไว้ว่าสิ่งที่ควรคิดนั้นมีอยู่ ๑๐ อย่างด้วยกัน โดยท่านเรียกว่าอนุสสติ ๑๐ ก็คือ
พุทธานุสสติ นึกถึงพระพุทธเจ้า
ธัมมานุสสติ นึกถึงพระธรรม
สังฆานุสสติ นึกถึงพระสงฆ์
ศีลานุสสติ นึกถึงศีลอันดีงาม
จาคานุสสติ นึกถึงการบริจาค
เทวตานุสสติ นึกถึงธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา
อาปานนุสสติ นึกกำหนดลมหายใจ
มรณะนุสสติ นึกถึงความตาย
กายคตาสติ นึกพิจารณาร่างกายอันไม่เที่ยงของเรา
อุปสมานุสสติ นึกถึงธรรมอันเป็นประโยชน์แก่การเข้าไปสงบกิเลส
ท่านก็ให้คิดวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้ ๑๐ อย่าง อย่างนี้เรียกว่าคิดอย่างพระ สำหรับเราแล้วนี่ ก็มีหลักง่ายๆ ว่าคิดในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลนั่นเอง อย่าไปคิดในสิ่งที่รู้สึกร้อนใจ แล้วก็ให้ทำใจนี่อยู่ในกลางตัว เหมือนกับที่หลวงพ่อท่านสอนไว้เสมอว่าไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี่ ก็ให้นึกถึงองค์พระ นึกถึงดวงแก้วใสๆ ไว้ที่กลางตัวตลอดเวลา
พูดอย่างพระ ก็คือพูดในสิ่งที่ดีๆ ในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ท่านก็ได้ให้แนวทางไว้อีก ในพระไตรปิฎกท่านบอกถึงคาถาวัตถุ ๑๐ ซึ่งจะเป็นเครื่องยังให้ไตรสิกขานั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์ ก็คือพูดถึงความมักน้อย ความสันโดษ ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ เรื่องศีล เรื่องคามสงัด เรื่องการปรารภความเพียร เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สำหรับพระแล้วนี่ ท่านก็ให้คนอื่นพูดแต่ในเรื่องเหล่านี้ สำหรับพวกเราก็คือพูดในสิ่งที่เป็นความจริง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น ก็ใช้หลักอันนี้ สิ่งใดที่ทำให้พูดแล้วใจออกจากกลาง ศูนย์กลางกายนี่ก็อย่าไปพูด พูดแต่สิ่งที่เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ฟังแล้วรู้สึกเบิกบานใจ
ในสมัยก่อนหลวงพ่อธัมมะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็เคยเล่าที่สภาธรรมกายสากลแห่งนี้ว่า ในสมัยก่อนในยุคที่คนมีบุญมากๆ นี่นะ เวลาเขาเจอกันนี่ เขาก็จะทักทายกันแต่เรื่องดีๆ เช่นทักว่าวันนี้เป็นยังไง องค์พระชัดไหม สว่างไหม ดวงแก้วใสไหม องค์พระผุดซ้อนหรือเปล่า นั่งเป็นยังไงบ้าง เขาจะทักทายแต่สิ่งนี้
เพราะฉะนั้นพรรษานี้นี่ ใครที่ตั้งความปรารถนาอะไรไว้นี่นะ ถ้าอยากจะให้ความปรารถนานั้นสำเร็จได้โดยง่ายนี่ ก็ให้พวกเรานี่ตั้งใจมาพูดกันแต่สิ่งดีๆ พูดแต่สิ่งที่อยู่ในบุญในกุศล สิ่งที่ไม่ดีก็ให้ลืมๆ ไปเสีย
เรื่องของการทำอย่างพระก็คือ ทำในเรื่องของบุญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุญกิริยาวัตถุ ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ซึ่งหลวงพี่ก็เชื่อว่าในพรรษานี้นี่ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ชื่อว่าพรรษามหาบูชานี่ ทุกท่านก็คงจะได้ตั้งความปรารถนาไว้ บางท่านก็ตั้งความปรารถนาว่าจะเป็นประธานกองให้สำเร็จ หรือว่าตั้งความปรารถนาที่จะปฏิบัติบูชา รักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ตลอดทั้งพรรษา นั่งสมาธิให้ได้วันละกี่ชั่วโมงก็ตามนี่ ไม่ว่าจะตั้งความปรารถนาอย่างไร ที่ว่าเป็นบุญเป็นกุศลแล้วนี่ ก็ให้พวกเราได้ทุ่มเททำสิ่งนั้นให้อย่างเต็มที่ ให้อย่างเต็มกำลัง
แล้วสิ่งนี้เมื่อเราได้ย้อนกลับมานึกทบทวนนี่ ก็จะเป็นความปีติใจ เป็นความภาคภูมิใจของเรา จะเป็นภาพความทรงจำที่ดี ที่จะประทับในใจของเราตลอดไป และการที่เราจะบูชาคุณของ ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือว่าคุณของครูบาอาจารย์ของเรา ซึ่งท่านมีพระคุณที่จะนับจะประมาณมิได้นั้น ก็ให้พวกเรานี่ช่วยเป็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้ซึ่งกันและกัน โดยใช้หลักของปฏิรูปเทส ๔ คือ สถาน อาหาร บุคคล ธรรมะเป็นที่สบาย ดังที่หลวงพี่ได้กล่าวพรรณนามาแล้วในเบื้องต้น
ต่อจากนี้ไปก็ขอเชิญทุกๆ ท่านนั่งขัดสมาธิ หลับตาของเราเบาๆ แล้วก็ผ่อนคลายร่างกายของเราให้สบาย นึกถึงองค์พระธรรมกายใสๆ หรือว่าดวงแก้วใสๆ หรือภาพของครูบาอาจารย์ของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา แล้วก็นึกถึงความปรารถนาของเราที่จะตั้งใจให้พรรษานี้เป็นพรรษาแห่งมหาบูชา ให้ตั้งจิตตั้งมั่นเลยว่าเราจะตั้งใจทำสิ่งที่เราได้ตั้งคาวมปรารถนาแล้วในพรรษาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แม้ว่าจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับอนุชนรุ่นหลัง ประดุจเดียวกับครูบาอาจารย์ของเรา คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
เป็นปฏิบัติบูชาแก่ครูบาอาจารย์ของเรา ให้พวกเราตั้งใจกันสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ….
PAGE
PAGE 10
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-07 FW-AAT.doc