ความกล้าคือรากเหง้าของวิริยะบารมี
(ม้วน 1/A)
พระประทีป : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
เมื่อวานนี้พวกเราก็ได้ปลื้มปีติใจกับการถวายปัจจัยแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งบรรยากาศเมื่อวานนี้ก็ชื่นใจ หลวงพี่ยังรู้สึกชื่นใจข้ามวันจนถึงวันนี้เลยนะ ก็พวกเรานี่ได้ร่วมกันถวายปัจจัยเพื่องานกฐินคุณยาย Super big giant ทุกคนนี่ก็ต่างทุ่มเทกัน ทำสุดกำลัง หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยนะ
วันนี้ทุกท่านก็ยังมีความพากเพียรนะ มาฟังสวดพระอภิธรรม บางท่านก็มาอย่างสม่ำเสมอนะ แล้วก็ยังเสียสละเวลาอันมีค่ามาฟังธรรม เพื่อเป็นข้อคิด เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป ก็โดยปกติแล้วนี่ คนเรามี ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือมีส่วนประกอบส่วนแรก คือร่างกาย และส่วนที่ ๒ คือจิตใจ
ร่างกายของเรานั้นต้องได้อาหาร เช่นข้าว น้ำ หล่อเลี้ยงชีวิตจึงจะอยู่ได้ ส่วนจิตใจถ้ามิได้อาหารหล่อเลี้ยงก็ยากจะที่เป็นคนสมบูรณ์ อาหารของใจนี่ก็ได้แก่ธรรมะที่จะปรุงแต่งชีวิตให้มีคุณค่า และเป็นทางมาแห่งบุญ มีคาถาประพันธ์บทหนึ่งว่า
อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเตน วิจกฺขโณ
สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุงฺ อคฺคึว สนฺธมํ
ซึ่งแปลว่าบุคคลผู้มีปัญญา คาดเห็นผลประจักษ์ ย่อมยังตนให้ตั้งขึ้นในยศศักดิ์ สฤงคารด้วยทรัพย์ที่เป็นต้นทุนแม้นมีประมาณน้อย ดุจบุคคลก่อไฟนิดเดียว ให้เป็นกองใหญ่ขึ้นได้ฉะนั้น
บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนนี่ ได้กล่าวถึงความเพียรพยายามไว้มากมาย อาทิเช่นมีความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น บุคคลจะล่วงพ้นความทุกข์ได้เพราะความเพียร หรือบุรุษพึงพากเพียรไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์เป็นต้น เมื่อกล่าวถึงความเพียรแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความขยันในการแสวงหาทรัพย์ ความหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นความเพียรด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนะ
แต่ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธนี่ ยังมีความเพียรที่เราจะต้องศึกษาอีกมาก ดังนั้นก่อนอื่นนี่เราจึงควรที่จะทำความเข้าใจกับคำว่าความเพียรกันก่อน ความเพียรน่ะที่เรียกว่ามีความเพียรนะ ในทางธรรมเราเรียกว่าวิริยะ หมายถึงความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัว และไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ นี่เรียกว่าความเพียร เป็นคำเดียวกันนะ มีความหมายเหมือนกัน คือความเพียรและวิริยะ
ความเพียรนี้ที่เรียกว่าความเพียรชอบนั้นน่ะ เพียรอย่างไร ก็คือการเพียรระวัง ยับยั้งบาปอกุศลที่ยังไม่ได้เกิดนี่ มิให้เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วนะให้หมดสิ้นไป แล้วก็เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้มีขึ้นนะ และเพียรรักษากุศลธรรมที่เราได้สร้างไว้แล้วนะ ให้เกิดขึ้นและให้ตั้งมั่นยิ่งๆ ขึ้นไป
ก็เหมือนกับที่เมื่อวานนี่นะ เราน่ะได้มาประกอบความเพียรกัน ก็คือได้มาถวายปัจจัยแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งเราได้มาด้วยความเพียร ความวิริยะ อุตสาหะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรักษากุศลธรรมนะที่เราได้ไปเมื่อวานนี้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปนะ และให้เจริญนี่จนกระทั่งไพบูลย์ สิ่งเหล่านี้แหละเรียกว่าความเพียรชอบ หรือสัมมาวายามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในมรรคมีองค์ ๘
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวนี่ได้ขยายความของคำว่าวิริยะไว้ในหนังสือแด่นักสร้างบารมีเล่ม ๑ ว่า วิริยะมาจากคำว่าวีระ ซึ่งแปลว่ากล้า นักสร้างบารมีที่แท้จริงคือคนกล้านะ กล้าอะไรบ้างล่ะ ก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข กล้าที่จะสร้างงานใหม่ กล้าจะทนกระแสแม้ของคนทั้งโลก หากว่าการกระทำของเราถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ต้องทำนะ เพราะหมู่คณะของเรานี่อาศัยความกล้าเหล่านี้แหละ จึงได้เกิดวัดพระธรรมกายขึ้นมา
ความกล้าเปลี่ยนแปลงนี่เป็นรากเหง้าของวิริยะบารมี ผู้ที่กลัวการเปลี่ยนแปลงนนี่นะจะสร้างบารมีไปตลอดรอดฝั่งนี่จะทำได้อย่างไร เจ้าชายสิทธัตถะนี่พระองค์ทรงกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าทวนกระแสโลก เราถึงได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มากระทั่งทุกวันนี้ เมื่อเราได้ทำความเข้าใจกับคำว่าวิริยะกันมาพอสมควรแล้ว
ต่อไปนี่จะได้นำเรื่องราวของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพญาวานร ที่พระองค์น่ะนะได้กล้านะ สละชีวิตตนเองนี่เพื่อความอยู่รอดของหมู่คณะ เราลองมาฟังกันว่าท่านคิดอย่างไร จึงได้แสดงน้ำใจอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นพญาวานร เติบโตแล้วก็มีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก มีฝูงวานะนี่ ๘๐,๐๐๐ ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในป่าหิมพาน
ทุกๆ วันพระโพธิสัตว์จะพาฝูงบริวารไปกินผลมะม่วง ซึ่งมีรสหวานหอม คล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์ ผลใหญ่มาก ประมาณเท่ากับหม้อใบใหญ่ๆ ผลของกิ่งๆ หนึ่งนี่ของมันนี่จะหล่นลงบนบก อีกกิ่งหนึ่งนี่หล่นลงน้ำที่แม่น้ำคงคา ส่วนผลของ ๒ กิ่ง หล่นที่ท่ามกลางใกล้ต้น พระโพธิสัตว์ก็คิดว่าสักวันหนึ่งนี่นะจะเกิดภัยขึ้นแก่พวกเราเพราะอาศัยผลไม้ต้นนี้ที่หล่นลงในน้ำ
พระโพธิสัตว์นี่เป็นผู้ที่ช่างสังเกต มองเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย ท่านก็จึงให้ฝูงบริวารนี่นะกินผลไม้ที่กิ่งที่ทอดยอดไปทางเหนือน้ำนี่ ไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียวเลย แม้ทำเช่นนั้นแล้วนี่ก็ตาม ก็ยังมีผลสุกผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานรจำนวน ๘๐,๐๐๐ ไม่เห็นมะม่วงนี่นะที่อยู่ในรังมดแดง ผลมะม่วงนี้ก็ได้ร่วงหล่นลงมา ลงไปในน้ำนะ หล่นลงไปแล้วน้ำนี่ก็ได้พัดพาไปไปติดตาข่ายของพระเจ้าพาราณสี ที่พระองค์นี่ได้สร้างตาข่ายไว้ กั้นไว้ในแม่น้ำ พวกชาวประมงนี่ก็พากันกู้ข่าย ได้เห็นผลมะม่วงนั้น จึงนำไปถวายพระราชา
เมื่อพระราชาทรงเสวยนี่ พระองค์ก็ทรงติดพระทัยนะ ในความยินดีและชอบใจในรส ก็ได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ทั้งหลายว่า แล้วตรัสถามชาวประมงว่าต้นไม้นี่นะ ต้นนี้อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครรู้ ก็จึงไปถามพราหมณ์ภัย พราหมณ์ภัยก็ทูลว่ามีต้นมะม่วงอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำในป่าหิมพาน พระองค์จึงรับสั่งให้คนจำนวนมากนี่ต่อเรือทันทีนะ รีบต่อเรือแล้วนี่ก็ได้เสด็จ ทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่พราหมณ์ภัยทูลชี้แนะ
พอเสด็จไปถึงนี่ พระราชาก็รับสั่งให้จอดรถไว้ที่แม่น้ำ แล้วพระองค์นี่ก็ได้เสวยมะม่วงสุก แล้วจึงบรรทมหลับไป เมื่อมนุษย์ทั้งหลายนี่พากันหลับแล้วนี่ พระมหาสัตว์จึงได้ไปกับบริวารในตอนเที่ยงคืน วานรบริวารนี่พากันไต่ไปนะ ไปกินผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่งด้วยความระมัดระวัง
พระราชานี่นะทรงตื่นบรรทมแล้วก็มองไป เห็นฝูงวานร ฝูงวานรนี่จำนวน ๘๐,๐๐๐ ตัวนะ พระองค์จึงรับสั่งให้พวกแม่นธนูนี่นะให้ล้อมยิงพวกวานรเหล่านั้น พวกแม่นธนูนี่ก็บอกเดี๋ยวรอพรุ่งนี้ก่อน พอพรุ่งนี้พระโพธิสัตว์มาใหม่ พวกแม่นธนูนี่ก็พากันยืนล้อมต้นไม้ แล้วขึ้นลูกศรเล็งไว้เลย
พวกวานรพอเห็นพวกแม่นธนูก็รู้สึกกลัวในภัยที่เกิดขึ้น คือกลัวต่อมรณภัย กลัวความตาย ไม่อาจที่จะหนีไปได้ ต่างคนต่างก็ไร้ที่พึง เหมือนกับว่าชีวิตนี่จะสิ้นไป ณ บัดนี้ พวกวานรนี่เห็นดังนั้นก็เลยหมดที่พึ่งแล้ว ที่พึ่งของเราก็คือพระมหาสัตว์ซึ่งเป็นผู้นำ วานรทั้งหลายนี่ก็ได้พากันไปหาพระมหาสัตว์ แล้วยืนสั่นสะท้านอยู่ พลันถามว่าพวกเรานี่จะทำอย่างไรกัน
พระโพธิสัตว์นี่นะก็ปลอบใจฝูงวานรว่าสูเจ้าทั้งหลาย เจ้าอย่ากลัวเลย ฉันให้ชีวิตแก่พวกเธอ แล้วพระองค์ด้วยความชาญฉลาด ด้วยพละกำลังเหมือนช้าง ๕ เชือก พระองค์นี่จึงได้วิ่งขึ้นไปกิ่งไม้ที่ชี้ไปตรงๆ แล้วก็ไต่ไปที่กิ่งที่ชี้ไปตรงหน้าแม่น้ำคงคา แล้วกระโดดนะจากปลายกิ่งนั้น เลยที่ประมาณชั่วร้อยคันธนู ไปตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง แล้วพญาวานรก็ลงจากพุ่มไม้นั้น แล้วกำหนดอากาศระยะทางไว้ว่าที่ที่เราจะกระโดดไปนี่มีประมาณเท่านี้ พอกะระยะแล้วก็กัดเครือหวายนะเถาหนึ่งที่โคน แล้วแกะกากออก แล้วกะช่วงระยะไว้ว่าช่วงนี้คงพอดีนะ
แต่พระองค์นี่ไว้พอดีจริงๆ เลย ลืมนึกถึงว่าจะผูกไว้ที่สะเอวของพระองค์เองด้วยนะ เมื่อคิดดังนั้นนะ เมื่อกะเรียบร้อยแล้ว พระองค์นี่จึงลากเอาเครือหวายเถานั้นนี่ไปผูกเส้นหนึ่งไว้ที่ต้นไม้ที่ขึ้นนะ ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผูกเส้นหนึ่งไว้ที่สะเอวของตน แล้วกระโดดทันทีนะ กระโดดไปที่ต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งนะ ประมาณชั่วร้อยคันธนู โดดโดยเร็วเหมือนกับเมฆที่ถูกลมพัดหอบไปฉะนั้น เพราะไม่ได้กะช่วงระยะที่ผูกสะเอวไว้ จึงไม่อาจที่จะถึงต้นไม้ได้
ระหว่างนั้นเหลือระยะเวลาแค่ ๒ มือที่จะเอื้อมถึง พระโพธิสัตว์ก็ได้ไปเอื้อมมือไปยึดกิ่งมะม่วงไว้อย่างแน่นเลย พอยึดกิ่งมะม่วงไว้แล้ว พระองค์ก็หันกลับมา แล้วให้สัญญาณแก่ฝูงวานรว่าสูเจ้าทั้งหลายจงเหยียบหลังฉัน ไต่ไปอย่างปลอดภัย และตามเครือหวายโดยเร็ว วานรทั้ง ๘๐,๐๐๐ ตัวนี่ ไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์ แล้วก็ค่อยๆ คลานไป ไต่ไปด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพในพระมหาสัตว์ ผ่านไปหลายตัว ตัวแต่ตัวเล่า จากตัวหนึ่ง ตัวสอง เรื่อยไปนะ นับหมื่นตัวนะ
ฝ่ายพระเทวทัตตอนนั้นก็เกิดเป็นวานรเหมือนกันนะ อยู่ในจำนวนนั้นด้วย เห็นดังนั้นก็คิดว่าโอ้หนอ เป็นเวลาเรานี่จะได้เห็นหลังศัตรูของเราแล้ว พระเทวทัตนี่นะ ตอนนั้นเป็นเทวทัตวานรนะ ก็ขึ้นไปกิ่งไม้สูง แล้วกระโดดลงมาอย่างเร็วแรง ตกลงไปที่หลังของพระมหาสัตว์ กระโดดลงไปเหยียบหลังพระมหาสัตว์ด้วยกำลังเร็ว หัวใจของพระมหาสัตว์ได้รับแรงกระทบก็แตกสลายทันที เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้าขึ้น ลิงเทวทัตตัวนั้นก็ทำให้พระมหาสัตว์ได้รับเวทนาแล้วก็หลีกไป พระมหาสัตว์ได้อยู่ลำพังเพียงตัวเดียว
พระราชาตอนนั้นยังบรรทมไม่หลับนะ ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นกิริยาที่วานรตัวแล้วตัวเล่าผ่านตัวพระมหาสัตว์ไป ก็เห็นแล้วดังนั้น ก็นึกว่าเออ วานรตัวนี้แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ได้ทำความสวัสดี ได้ทำความปลอดภัยให้แก่บริษัททีเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของตนแล้ว แม้เหล่าบริวารนี่จะเดินข้ามไปนะ ตัวแล้วตัวเล่า พระองค์ก็ไม่ได้คำนึงถึงชีวิตตนเลย
เมื่อสว่างแล้ว พระองค์นี่ก็ได้ คิดจะช่วยพระมหาสัตว์ จึงให้คนนี่เอากรงนะไปรองรับพระมหาสัตว์ลงมา เมื่อพระมหาสัตว์ได้ลงมาแล้วนะ พระองค์เห็นพระราชา พระราชาก็ได้คุย ตรัสคุยนี่กับพระมหาสัตว์นี่ พระมหาสัตว์ก็ได้ให้โอวาทนะแก่พระราชา และให้พระราชานี่ตั้งอยู่ในธรรม แล้วหัวใจอันแตกสลายนั้นก็ได้ถึงแก่กรรมไป
พระราชาเห็นน้ำใจของพระมหาสัตว์ที่เป็นพญาวานร เห็นดังนั้นแล้วก็นึกได้ว่าเออ พระมหาสัตว์มีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ดังนี้ ก็เลยรับสั่งแก่มหาอำมาตย์ทั้งหลายว่าท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงประชุมเพลิงพระมหาสัตว์นี้เฉกเช่นเดียวกับประชุมเพลิงพระราชา แล้วพระราชานี่ก็ได้นำกะโหลกของพระมหาสัตว์ให้มาสร้างเป็นเจดีย์ เป็นอนุสรณ์แห่งความดีให้คนทั้งหลายมากราบไหว้
พระศาสดานี่เมื่อนำเรื่องนี้มาตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ก็ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลายว่าพระราชาในครั้งนั้นได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ลิงวายร้ายตัวนั้นก็ได้เกิดมาเป็นพระเทวทัต และบริษัททั้งหลายก็ได้เกิดมาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนพญาวานรได้มาเป็นเราตถาคต
เห็นไหมล่ะว่าพระโพธิสัตว์นี่แม้กำเนิดในสัตว์เดรัจฉาน แต่อุปนิสัยแห่งความเพียรพยายาม จะทำความดีไม่ลดละออกจากไปใจนี่นะ ท่านนี่ก็มีความเพียร เสียสละอันยิ่งใหญ่ สละได้แม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผองภัยให้แก่เหล่าบริวาร
เห็นไหมล่ะท่านทั้งหลาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายของเรา ท่านมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ ๒ ปีที่ผ่านมานี่ทุกท่านก็ซึ้งในน้ำใจดีว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อเราเจอมรสุมมาขนาดไหน และขณะนั้นคุณยายก็ป่วย พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็อดหลับอดนอนเพื่อไปเฝ้าดูอาการของคุณยาย ความเสียสละอันยิ่งใหญ่นี่เพื่อใคร ก็เพื่อลูกๆ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่กำลังรออยู่ที่นี่ และที่ยังไม่มาถึง
เพราะฉะนั้นทุกท่านก็ขอให้ตระหนักและซาบซึ้งในคุณของครูบาอาจารย์ของเรา แต่ที่เหนือกว่านั้นคุณของผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านยอมตาย ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ค้นพบวิชชาธรรมกายเพื่อที่จะให้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย และท่านทั้ง ๓ ท่านก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์ ได้ตั้งมโนปณิธานไว้ว่าจะขอยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายนี่ให้หลุดพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร ไปถึงที่สุดแห่งธรรม ซึ่งครูบาอาจารย์ของเราก็ได้ดำเนินตามแบบอย่างของพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน เฉกเช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมื่อครั้งเป็นพญาวานร ยอมเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อแลกกับชีวิตของเหล่าบริวารทั้งหลาย
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่าบุคคลที่มีความเพียรนี่นะ ท่านได้ตรัสภาษิตไว้ว่า เออ พุทธพจน์ไว้ว่านะ บุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรย่อหย่อน พึงมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ไม่ประเสริฐเลย ส่วนชีวิตของบุคคลผู้ปรารภความเพียรอย่างมั่นคง แม้จะอยู่ได้เพียงวันเดียวก็ยังประเสริฐกว่า
ในวันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมานี่ พวกเราลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายนี่ ก็ต่างได้พร้อมใจกันมาถวายปัจจัยเป็นเจ้าภาพกองกฐิน สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ซึ่งหลวงพี่มองดูแล้วก็รู้สึกชื่นใจ ปีติใจ รู้สึกว่าบุญนี้เป็นบุญใหญ่มาก เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าใจของเรานี้ชื่นเย็น เห็นทุกท่านนี่ชูปัจจัยขึ้นมานะ ก่อนถวายหลวงพ่อด้วยความปลื้มปีติใจ เบิกบานใจ ในทางโลกนี่คนที่เป็นผู้รับนี่เขาจะรู้สึกว่าดีใจ แต่เรานี่กลับตรงข้ามคือผู้ให้กลับปีติใจนะ และชื่นใจนะ
ปรากฏว่าพอพระเดชพระคุณหลวงพ่อเปิดโครงการมหาวิหาร เปิดปุ๊ป ก็ปิดโครงการปั๊ปทันที ดังนั้นนี่เราทั้งหลายนี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้งานของพระศาสนาอันยิ่งใหญ่ งานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ งานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และงานของคุณยายอาจารย์ที่จะทำให้ท่านได้ไปทำวิชชา พระเดชพระคุณหลวงพ่อไปทำวิชชา และได้นำวิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปทั่วโลก
ซึ่งหลวงพี่เอง พรุ่งนี้นะก็จะเป็นวันที่เดินทางเพื่อไปเรียนต่อนะที่ประเทศไต้หวัน เพื่อที่จะไปเรียนนะ ศึกษาภาษาจีน และจะได้นำวิชชาธรรมกายนี่เผยแผ่ไปที่โน่นด้วย จะได้ทำความปรารถนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายที่จะนำวิชชาธรรมกายนี่เผยแผ่ไปทั่วโลก วันนี้ก็มีความตั้งใจนะ เพราะว่าพรุ่งนี้จะเดินทางก็เลยอยากจะเอาบุญใหญ่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยาย อยากได้บุญกับท่าน เลยได้ขึ้นมาแสดงธรรมในวันนี้นะ
ก็ขอให้ทุกท่านนี่ได้มีความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ ใครที่ตั้งกองไว้แล้วนะ หรือท่านใดที่ทำความปรารถนาได้สำเร็จก็คือตั้งกอง ๑ M หรือมากกว่าM นี่ ทำไปแล้วนี่ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ ส่วนท่านใดที่ยังรออยู่นะ ก็ขอให้มีความเพียรพยายามต่อไป เมื่อใดที่เราเกิดความท้อแท้ ท้อถอยนะ ให้มองมาดูที่ภาพของพระโพธิสัตว์ สร้างบารมีเหมือนเป็นพญาวานรตอนนั้น และพระองค์ก็สร้างบารมีอย่างตลอดรอดฝั่ง จนได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และให้มองไปดูที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายของเราที่ท่านยิ้มให้เราตลอด เพื่อที่ท่านนี่มีความปรารถนาอยากให้ลูกๆ ทุกคนนี่ไปถึงที่สุดแห่งธรรม
ต่อจากนี้ไปนี่ หลวงพี่ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านได้นั่งกลั่นใจเพื่อบูชาคุณยายกันทุกคนนะ ให้เรานั่งหลับตา ให้นึกถึงบุญกุศลและความปลื้มปีติใจ ภาพแห่งการสร้างบารมีที่เราได้ทำมาแล้ว ภาพแห่งการสร้างบารมีที่ได้ทำเมื่อวานนี้ เราทำด้วยความปลื้มปีติใจ แช่มชื่นเบิกบาน ขอให้เราระลึกถึงด้วยความชื่นใจ และตั้งใจของเราไปไว้ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
และอาราธนาคุณยายในท่านั่งขัดสมาธิ ให้ปรากฏที่ศูนย์กลางกายของเรา แล้วกลั่นใจของเราให้ใส ให้สว่าง ต่างคนต่างทำเรื่อยๆ นะ
สัพเพ (หมด 1/A)
PAGE
PAGE 8
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\44-07-02 FW-AAT.doc