ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กำลัง ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผมทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนผู้มีศรัทธามหาศาล เป็นผู้ที่มีอัศจรรย์พันธุ์ลุย มีสิริมหาสมบัติทุกท่าน พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านว่าคุณค่าชีวิตมนุษย์อยู่ตรงที่ใครสามารถนำเพื่อนมนุษย์เข้าไปสู่จุดที่ปรารถนาให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ให้รู้จักเป้าหมายของชีวิต ให้เขามีกำลังใจเดินไปสู่เป้าหมายชีวิตที่ดีได้อย่างเต็มที่ โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคทั้งมวล พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านถือว่าใครทำตรงนี้ได้ บุคคลท่านนั้นเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่า มีชีวิตของพระอริยเจ้าในสมัยพุทธกาล คุณยายของเราจึงเป็นผู้ที่ทรงคุณค่าแห่งชีวิตของการเกิดมาอย่างแท้จริง ถ้าจะว่าไปแล้วในการเกิดมาสร้างบุญสร้างบารมี สร้างความดี สร้างกุศล เปรียบประดุจการเวียนว่ายอยู่ในวังวนของมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง แถมยังมีคลื่น แดด ลม ฝน ที่คอยแผดเผา และเหล่าปลามากมายที่คอยทำอันตรายอยู่ จึงมีความรู้สึกว่าท้อแท้ เหนื่อยหน่าย หงอยเหงา เศร้าซึม ไม่มีกำลังใจที่จะสร้างความดี สิ่งที่มาขัดขวางการสร้างความดีคือนิวรณ์ เมื่อนิวรณ์ ๕ เข้าครอบงำจิตใจไปแล้วที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างความดี สร้างกุศลหรือการทำงานจะไม่เต็มที่เหมือนลิงติดตัง ใครที่มีนิวรณ์ ๑ อย่างก็จะมีอย่างอื่นๆ ตามมา เช่นมีกามฉันทะ พยาบาท ความฟุ้งซ่านตามมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรม ๕ อย่างมีศรัทธาเป็นต้น ชื่อว่าเป็นฉัคคระธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้ตื่น ส่วนธรรมอีก ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าเป็นธรรมของผู้หลับ ผู้ที่หมักหมมอยู่ด้วยธุลีคือกิเลส เพราะนิวรณ์ ๕ เข้าย่อมบริสุทธิ์เพราะอินทรีย์ ๕ ในนิวรณ์ ๕ นั้น อันดับแรกเลยก็คือกามฉันทะ คือความยินดีในกาม ตั้งแต่รูป เสียง กลิ่น รูป สัมผัสต่างๆ อย่างหยาบๆ ก็คืออยากมีสามี อยากมีภรรยา อ่อนลงมาก็อยากสวยอยากงาม ทำให้ห่วงหาอาวรณ์ จนทำให้กำลังหย่อน ไม่มีกำลังใจที่จะทำความดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะเคยกล่าวเป็นบทกวีว่า “ดาบที่ลับคมแล้วเชือด กระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง หอกที่พุ่งปักอก กามทั้งหลายเจ็บปวดยิ่งกว่า” ถ้าละกามฉันทะได้ก็อุปมาเหมือนคนที่เป็นหนี้ แล้วไม่เป็นหนี้นั่นเอง คุณยายท่านเคยพูดว่าเพราะยายเห็นชัดว่าถ้าขืนไปยินดีในกามแล้ว ก็เท่ากับว่ายอมเป็นบ่าวเป็นทาสไอ้ดำ ยอมให้เขาสับเขาโขลกแล้ว ยายไม่ยอม ถ้ายอมก็เท่ากับแพ้เขาแล้วตั้งแต่แรก จะไปสู้เขาได้อย่างไร เราติดในกามก็สร้างบารมีไปได้ไม่ตลอด เอาตัวไม่รอด ความพยาบาทก็คือความเคียดแค้นชิงชัง คิดที่จะจองล้างจองผลาญ นึกถึงความดีไม่ออก บางครั้งโดนว่าให้เจ็บๆ แทนที่จะคิดว่าเป็นแค่ลมปากที่ออกมาจากท้อง กระทบฟันกระทบเหงือก กระทบลิ้นของเราเป็นคำพูด แล้วฟังจากหูซ้ายทะลุหูขวา เข้าหูอะไรไปก็จบ แต่ไม่ ฟังทั้ง ๒ หูแล้วมาเก็บไว้ในใจ ตอนกลางคืนก็นำกลับมาคิด ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านยกตัวอย่างว่ากูแค้น กูแค้น มันว่าเรานี่ มาว่าเราได้อย่างไร กลางคืนฝันว่าเอาปืนไปยิงเขาก็มี ไปบีบคอเขาก็มี นี่คือความพยาบาท ขั้นตอนของมันเป็นยังไง ก็เริ่มต้นเลยก็คือจะมีความรู้สึกโกรธ เมื่อพบกับความไม่ถูกใจ ความฟุ้งซ่านจะเดือดดาลอยู่ในใจ เมื่อประสบสิ่งที่ไม่ถูกใจ แต่ยังไม่คิดที่จะทำลาย อุปมาเหมือนกับน้ำเดือดที่อยู่ในกา ในเวลาต่อมาเกิดโทสะ เมื่อถูกความขัดใจอย่างรุนแรง แล้วคิดที่จะทำลาย คืออยากทำให้คนอื่นเสียชื่อเสียง เสียเงินเสียทอง เสียสุขภาพ อุปมาเหมือนน้ำที่เดือดอยู่ในกา แล้วจับ คิดจะราดสาดชาวบ้าน ต่อมาความพยาบาทเกิดขึ้น คือเมื่อมีความขัดใจอย่างรุนแรง ทำให้ถือกาเที่ยวไล่สาดชาวบ้าน ถ้าสาดไม่ถูกก็พยาบาท ตราหน้าไว้ว่าสาด วันนี้สาดไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสจะต้องสาดให้ได้ มีความรู้สึกว่าการที่เขาทำให้เราเดือดร้อนใจ ทำให้เราพุ่งพล่าน โกรธ และพยาบาท ตามล้างตามผลาญเหมือนเทวทัตที่ตามจองล้างจองผลาญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราเป็นต้น เมื่อละพยาบาทได้ก็อุปมาเหมือนคนที่เป็นไข้ แล้วไม่เป็นไข้นั่นเอง ความท้อแท้ก็คือความง่วงเหงาหาวนอน เซื่องซึม เกียจคร้าน หนักไม่เอา เบาไม่สู้ งานทุกอย่างรู้ แต่ก็ไม่ทำ ถ้าเราละความท้อแท้นี้ได้ก็อุปมาเหมือนคนที่อยู่ในเรือนจำแล้วพ้นโทษ ความฟุ้งซ่านก็คือความคิดเพ้อฝันวาดวิมานในอากาศ เฝ้าพิไรรำพัน ฝันลมๆ แล้งๆ ทำให้เรารู้สึกไร้แรง ไร้พลัง ถ้าละความฟุ้งซ่านได้ก็อุปมาเหมือนคนที่เป็นทาสแล้วเป็นไท ความลังเลสงสัยคือไม่แน่ใจในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มัวรีๆ รอๆ จะรักษาศีลหรือจะให้ทานดี มัวรีรออยู่ ก็จะถูกอกุศลเข้าแทรก เมื่อมีโอกาสแล้วควรที่จะชิงช่วง ก่อนที่จะถูกช่วงชิงไป ถ้าเราละความลังเลสงสัยได้ ก็อุปมาเหมือนคนที่เดินทางไกล กันดารแล้วหยุดพักในที่สบายนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเมื่อนิวรณ์ ๕ เข้าครอบงำจิตใจใครแล้ว ก็จะทำให้กำลังใจในการที่จะทำความดีหมดไป ถ้าจะว่าไปแล้ว กิเลสนั้นเองก็เป็นเครื่องทอนกำลังใจ ทำให้ใจขุ่นมัว กิเลสอย่างกลางๆ ไม่แสดงออกมาชัดเจน เกิดขึ้นในตัวของเรา รู้ได้เฉพาะตัว แม้นว่าเราจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จะทำให้กำลังใจตก ไม่ก้าวหน้า สิ่งที่จะทำให้มีกำลังใจได้ก็คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่าอินทรีย์ ๕ หรือกำลัง (พละ) ๕ นั่นเอง มาดูศรัทธา ศรัทธาคือความเชื่อมี ๒ ลักษณะ คือ ๑. เชื่ออย่างมีปัญญา คือเชื่ออย่างมีเหตุผล เชื่ออย่างงมงายก็คือเชื่ออย่างไร้เหตุผล จำแนกด้วยกัน ๔ อย่างก็คือเชื่อเรื่องกรรม ในการทำความดี ความชั่ว เรื่องบุญเรื่องบาป เรียกว่ากรรมศรัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อโลกนี้โลกหน้า นรกสวรรค์มีจริง เรียกว่าวิบากศรัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นกำเนิดเป็นที่พึ่ง สัตว์ที่กำเนิดโดยโอปปาติกะ เกิดปุ๊บโตปั๊บ อย่างสัตว์นรกหรือเทวดา เรียกว่ามีกรรมสกะตาศรัทธา เชื่อเรื่องการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ามีจริง ดีจริง ได้ชื่อว่ามีตถาคตโพธิศรัทธา ในเชิงปฏิบัติแล้ว คำว่าศรัทธานี่แปลว่าเชื่อถือ หมายถึงการยอมรับนับถือ ให้เป็นต้นแบบและนำมาปฏิบัติด้วยความตั้งใจว่าไม่ผิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังจำแนกความศรัทธาของแต่ละคนไว้ ๑. ศรัทธาในรูปร่าง บางคนศรัทธาในลักษณะรูปร่างหน้าตาดี สวยๆ งามๆ แต่ถ้าเราไม่หล่อไม่สวยทำยังไง ก็ทำความสะอาดจากใจเรานี่แหละ ดั่งเหมือนคุณยาย ท่านทำความสะอาดสะอ้านจากข้างใน จึงดูผ่องออกมาอย่างที่เราเห็นกัน ๒. บางคนศรัทธาด้วยเสียง ขอให้ได้ยินเสียงเพราะๆ แล้วรู้สึกชื่นใจ ให้ได้ยินเสียงเพราะๆ แล้วดีใจ เช่นเสียงนกเสียงกา ถึงแม้นจะเพราะมันก็ไม่เสนาะจับใจ แม้นสายน้ำที่หลั่งไหลกระทบหาดทรายครืนๆ ก็ยังไม่ทะลุเข้าไปในใจ แต่ถ้าเป็นเสียงที่ดังมาจากศูนย์กลางกายของเรา เป็นเสียงที่บริสุทธิ์จริงใจ ทรงพลัง ก็จะเข้าไปอยู่ในใจของผู้ฟังได้ ศรัทธาอันที่ ๓. ก็คือศรัทธาความคร่ำคร่า นิยมของเก่าๆ โบราณๆ ถ้าเราไม่กินหมากปากแดงจะทำยังไงเอ่ย ก็ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามแต่โบราณนั่นน่ะให้นำออกมาใช้ให้หมด ตั้งแต่ท่ากราบ ท่าไหว้ แสดงถึงคุณธรรมภายใน ยิ่งเป็นหมู่คณะ ยิ่งสร้างความศรัทธาแก่ผู้พบเห็น เราลองทำกันดูก็แล้วกัน แม้นท่านั่งของเรา การนั่งขัดสมาธิก็ดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเลือกแล้วว่าเป็นท่าที่พร้อมที่สุด ดูสง่าที่สุด มั่นคงที่สุด และมีความคร่ำคร่าในตัว ศรัทธาในธรรมะ ก็ศรัทธาในปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ธรรมะก็คือความถูกต้อง มีเหตุผล มีความกระฉับกระเฉง คุณยายท่านจะแนะให้ทำ นำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นกำลังใจ แนะให้ทำ ท่านก็จะพูดถึงการทำบุญนี้ดีอย่างไร ชี้ให้เห็นเป็นภาพนำไปปฏิบัติได้เลย แต่บางคนใช้คุณธรรมประเภทที่ว่าใช้ ท ทหารมากกว่า ธ ธง ก็คือคุณน่ะทำ ฉันอยู่เฉยๆ นะ อยู่ให้เห็น คุณยายจะคอยตรวจดูว่าทำถูกขั้นตอนไหม และเป็นกำลังใจ บอกอานิสงส์ในบุญที่เราทำว่า ได้อานิสงส์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มีใจฟูขึ้น มีกำลังใจที่จะทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป จะเห็นว่าหลวงพ่อทั้ง ๒ คุณยาย และพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำท่านสร้างบารมีมา ท่านกล้าทวนกระแส ไม่ว่าจะเป็นกระแสสังคม เศรษฐกิจ กระแส สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ด้วยหัวใจของนักสู้ จิตวิญญาณของนักสร้าง ด้วยความปรารถนาดีของนักสอน และเพื่อที่จะสืบสานธรรมะให้ขยายไปสู่ใจชาวโลก เราหวังอยากจะมีศรัทธาที่จะสู้ ศรัทธาที่จะสอน ศรัทธาที่จะสร้าง ศรัทธาที่จะสืบสานให้ได้ดั่งคุณยาย มาดูวิริยะ วิริยะคือความเพียร คือพลังแห่งความกล้าที่จะละความชั่ว ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว คุณยายท่านจะสอนให้เราทิ้งความเลอะๆ เทอะๆ ออกไปให้หมด อย่าได้ติดตัวของเราไป ติดนิสัยไม่ดีไปข้ามภพข้ามชาติ มักจะบอกให้เราสอนตัวเองเสมอว่า ”อย่าเสียดาย (นิสัยไม่ดี) ให้ทิ้งมันไป อย่าให้มันติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติอีกเลย” เพียรอันดับที่หนึ่งก็คือ เพียรที่จะให้ความดี ให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ดังอดีตชาติของพระมหาชนก ท่านว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน อยู่ในทะเลอันเนื่องมาจากเรือแตกจึงต้องว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน นางเมขลา เทวดาที่ดูแลมหาสมุทรเพิ่งรู้ตัววันที่ ๗ เมื่อเห็นพระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ ก็มาปรากฏตัวให้เห็น ถามว่านี้ใคร เมื่อมองไม่เห็นฝั่ง ยังอุตส่าห์พยายามว่ายอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนั้นนักหนา พระมหาชนกว่ายอยู่ ๗ วัน ไม่เคยเจอใครเลย ก็รู้ว่าคือเทวดา จึงตอบกลับไปว่า ดูก่อนเทวดา เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์แห่งความเพียร ฉะนั้นถึงจะไม่เห็นฝั่ง เราก็จักพยายามว่ายอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เมื่อจะทดลองใจพระมหาชนก จึงถามกลับไปว่าฝั่งมหาสมุทรลึกจนจักประมาณไม่ได้ ย่อมไม่เห็นปรากฏแก่ตาท่าน ความพยายามของลูกผู้ชายอย่างท่านก็เปล่าประโยชน์ เมื่อท่านไปไม่ถึงฝั่งก็จะตาย พระมหาชนกซึ่งว่ายอยู่ตอนนั้นก็ตอบกลับไปว่าบุคคลเมื่อทำความเพียร แม้นถึงจะตายก็ได้ชื่อว่าไม่ต้องเป็นหนี้ คือไม่ถูกญาติ เทวดา มารดา บิดาติเตียน อนึ่งบุคคลเมื่อได้ทำกิจอย่างบุรุษแล้ว ไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ในการโต้ตอบครั้งนั้นก็เปลี่ยนสถานการณ์จากร้ายให้กลายเป็นดี นางเมขลาก็ช่วยพระมหาชนกได้ไปครองราชย์จากพระเจ้าอาได้ในที่สุด สิ่งสำคัญยิ่งของความเพียรทั้งหลายก็คือ เพียรทำความพยายาม ความดีหรือกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ดำรงอยู่และมั่นคงยิ่งๆ ขึ้นไป ในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เกิดเป็นพาราณสีเศรษฐี ได้ให้ทาน ๖ แห่งคือประตูเมืองทั้ง ๔ กลางใจเมือง เมืองหลวงนั่นแหละ และที่ประตูบ้านตัวเอง อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งออกจากนิโรธสมาบัติได้บิณฑบาตเหาะผ่านมา ยืนอยู่หน้าบ้านของท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นดังนั้นก็ให้ลูกน้อง บริวารไปเอาบาตรมา แต่เผอิญมารได้เนรมิตหลุมถ่านเพลิงลึก ๘๐ ศอกขวางไว้ บริวารก็กลัวมาบอกกับเศรษฐีว่านี่ มีหลุมถ่านเพลิง ไม่กล้าไปเอาบาตร เศรษฐีรู้เลยนี่พญามารมาเนรมิตไว้ ก็ถือ ภัตตาหารเพื่อจะไปใส่บาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งรออยู่ เศรษฐีไปถึงหลุมถ่านเพลิงก็มองไปที่อากาศ เห็นมาร จึงถามว่าท่านเป็นใคร ก็ตอบว่าเราน่ะคือมาร ท่านเนรมิตหลุมถ่านเพลิงนี่หรือ เออ เราเนรมิต ท่านทำเพื่อประโยชน์อะไร เราจะทำอันตรายต่อทานของท่าน และทำอันตรายต่อชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พินาศไป เศรษฐีเมื่อรู้ว่ามารมาขวางกั้นการสร้างบารมี ก็เลยวัดกำลังบุญกันว่าเราหรือมารใครจะแน่กว่ากัน จึงพูดกับพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าข้าพเจ้าแม้นจะตกนรก มีเท้าขึ้นไป ศีรษะตกลงก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำการอันประเสริฐ ขอนิมนต์ท่านมารับก้อนข้าวนี้เถอะ พระโพธิสัตว์เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็ถือภัตตาหาร ก้าวเดินออกไปด้วยใจแห่งความกล้า ปรากฏว่ามีมหาปทุมดอกหนึ่งบานเต็มที่เลย ขึ้นเป็นชั้นๆ มารองรับฝ่าเท้าไว้ ทำให้พระโพธิสัตว์ถวายภัตตาหารกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้สำเร็จ พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอนุโมคาถาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้เทศนาให้กับญาติโยมที่มาฟัง มาเห็นการเกิดอัศจรรย์อย่างนี้เกิดขึ้น ประดุจดังวิถีแห่งคนกล้าที่ยอมตาย ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายที่พวกเราตั้งใจบำเพ็ญบารมี ทุ่มชีวีที่จะสร้างวิหารหลวงปู่วัดปากน้ำให้บังเกิดขึ้น เพียรให้บุญให้วิหารที่เราตั้งเป้าไว้ เพียรพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยหัวใจแห่งนักสู้ ผู้ที่ยอมตายไม่ยอมแพ้ ดูอย่างพระโพธิสัตว์และครูบาอาจารย์เราเป็นต้น เราจึงอยากที่จะมีความเพียรสู้ ความเพียรสร้าง ความเพียรสอน และที่สืบสานให้ได้ดั่งคุณยาย สมดังที่คุณยายเคยกล่าว “เกิดมาเป็นคนมันต้องสู้ สู้ด้วยการทำความดี อยู่ที่ไหนมันก็ตายเหมือนกัน สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราต้องสู้ ไม่สบายเมื่อไหร่แล้วถึงนอน ยายสู้มาตลอด ตอนสร้างวัดจนเป็นโรคขาดอาหาร เรายังแข็งแรงอยู่ต้องสู้ มีอะไรก็ทำไป อย่าขี้เกียจ ไม่ไหวเมื่อไหร่แล้วจึงนอน” นี่คือความเพียรที่จะบังเกิดขึ้น ความกล้าจึงเกิดขึ้นตามมา สติคือระลึกได้ในเหตุการณ์ต่างๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าสติเป็นธรรมที่ควรปรารถนาในที่ทั้งปวง เคยมีตัวอย่างหนึ่งน้องเณรนอนอยู่ที่ไซด์ มีใครไม่รู้มันยืนอยู่ที่ปลายเท้า ก็ถามไปว่าเพื่อนหรือเปล่า สิ่งๆ นั้นก็ไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหน้า ถามว่าหลวงพี่หรือเปล่า ก็ยังส่ายหน้าอีก ถามต่อมาอีก คนหรือเปล่า ก็ยังส่ายหน้าอีก เชื่อเลย ขออีกคำถามหนึ่งแล้วกัน ผีหรือเปล่า ก็ยังส่ายหน้าอีก เมื่อเชื่อแล้ว ก็รวมความกล้าเต็มที่เลย ไปที่ฝ่าเท้า แล้วก็ยันออกไป เสียงดังโครม เพื่อนที่อยู่ที่เตียงข้างๆ ก็ลุกขึ้นมา เอ็งถีบพัดลมทำไมน่ะ เออ กลายเป็นว่าด้วยความละเมอ ยันพัดลมไปนั่นเอง สติจึงมีลักษณะเหมือนขุนคลังของพระราชาที่คอยทูลรายงานต่อพระราชาในเวลาเช้า เวลาเย็น คอยเตือนสติ อย่างเช่นตัวอย่างเมื่อกี้ ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ท่านจะยันนั้นมันพัดลม และสติยังมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือเมื่อเกิดขึ้นก็ถือเอาธรรมที่เป็นประโยชน์มีอุปการะ อุปมาเหมือนนายประตูพระราชาคอยปกป้องผู้ที่ไม่มีประโยชน์ไม่ให้เข้าไป ให้เข้าไปแต่ผู้ที่ประโยชน์นั่นเอง เคยมีคำกลอนบทหนึ่งกล่าวว่า ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน ตนเตือนเพื่อน เพื่อนเตือนตนพ้นบ่วงมาร เราก็เตือนตัวเองเลยว่า เราจะต้องสร้างวิหารหลวงปู่วัดปากน้ำให้สำเร็จให้ได้ มีปีติแผ่ซ่านอยู่ตลอดเวลาจนถึงวันทอดกฐินเลยนะ สมาธิเป็นไง สมาธิก็คือความตั้งมั่นแห่งจิต มีจิตสงบ มีอารมณ์ดี อารมณ์เดียว มี ๓ ระดับก็คือ ระดับชั่วคราว ชั่วขณะ ก็คือเช่นการอ่านหนังสือ ทำกิจกรรม เรียกว่าคณิกะสมาธิ ส่วนสมาธิแบบเฉียบญาณ เรียกอุปจาระสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปเรียกอัปปมาสมาธิ คุณยายเคยกล่าวถึงสมาธิไว้ว่า “ทำสมาธิ สัมมา อะระหังนี่ ก็ได้บุญแล้ว การได้ธรรมกายไม่ใช่ของง่าย เพราะมันวิ่งไปทั่วเลยนะ รอบโลก ต้องดึงมันเข้ามา กลับมา ให้อยู่ให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายเหนือสะดือ ๒ นิ้ว สิ่งอื่นอย่าไปคิด ทิ้งมันไปให้หมด พอใจหยุดใจนิ่งมันก็จะสว่างในท้อง ทำใจให้หยุดให้นิ่ง นึกถึงองค์พระให้ใสๆ “ มาดูปัญญาอีกอันหนึ่ง ปัญญาคือความรอบรู้ เข้าใจแจ่มแจ้ง มี ๒ ประเภทด้วยกันคือ ปัญญาทางโลก ได้แก่โลกียปัญญา ปัญญาทางธรรม เรียกว่าโลกุตตระปัญญา แหล่งแห่งปัญญามี ๒ ลักษณะคือ สัชชาคิกะปัญญา ก็คือปัญญาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังเช่นพระมโหสถที่มีปัญญาน่ะ แก้ปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เกิดเลย และโยคะปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการกระทำภายหลัง ได้แก่ สุตตมิยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟัง ศึกษาเล่าเรียน ปริยัติตำรับตำราต่างๆ เรียกว่าความรู้จำ จินตมัยปัญญา คือปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิด พิจารณาเหตุผล ตรึกตรอง ทดลองต่างๆ เรียกว่าความรู้คิด หรือความรู้จริง ภาวนามัยปัญญา คือปัญญาที่สำเร็จจากการนั่งสมาธิ มีความรู้ที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เรียกว่าความรู้แจ้ง สมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระโพธิรักษ์ รู้แจ้งในเรื่อง รู้จำในลักษณะของปริยัติธรรมมาก แต่มักจะถูกพระองค์เรียกว่าพระใบลานเปล่าอยู่เสมอๆ ทั้งนี้ด้วยมีพระประสงค์ที่จะกระตุ้นให้เร่งบำเพ็ญธรรม ต่อมาเมื่อรู้พุทธประสงค์ ก็แบกกลดเข้า ไปขอคำแนะนำจากภิกษุสงฆ์ในป่า พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็รู้เลยว่าทิฏฐิเยอะ จะสอนให้ก็ได้ จึงให้ส่งต่อไปเป็นทอดๆ จนไปถึงสามเณรอายุ ๗ ขวบ สามเณรก็ทดลองอีกทีหนึ่ง เอ้า ให้เดินลุยน้ำ พอท่านเดินลุยน้ำได้ครึ่งหน้าแข้ง เพื่อทดสอบและลดทิฏฐิมานะ เห็นว่าเบาบางแล้วจึงเทศนาธรรมะสอน จนทำให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด เมื่อบรรลุแล้ว พระองค์ก็มาปรากฏต่อหน้า แล้วตรัสว่าปัญญาน่ะ เกิดจากการประกอบพระกรรมฐาน เมื่อไม่ประกอบพระกรรมฐาน ปัญญาก็หมดสิ้นไป บุคคลรู้ทางแห่งความเจริญและความเสื่อมทั้ง ๒ ทางนี้ ก็พึงตั้งใจไว้ในทางที่จะเจริญขึ้น ปัญญาเปรียบประดุจเหมือนกับตัดเป็นลักษณะเหมือนการจับเคียวเกี่ยวข้าวนั่นเอง ปัญญามีความสว่างเป็นลักษณะ เมื่อเกิดขึ้นนี่จะขจัดความมืดอวิชชา ทำให้ความสว่างเกิดขึ้น เป็นวิชชาและฌานในที่สุด ในการสร้างบุญสร้างบารมี ก็อยากให้พวกเรานึกถึงว่าเรามาสร้างบารมีได้ทุ่มชีวีกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ และคุณยายท่านสร้างเป็นตัวอย่าง มีผู้นำคือคุณยายเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้สู้ ผู้สอน ผู้สืบสาน ยากที่หาครูบาอาจารย์เช่นนี้ไม่ได้อีกแล้วในโลก ฉะนั้นตอนนี้เวลาเหลือน้อยแล้วสำหรับการทอดกฐิน งานทอดกฐินของคุณยายนั้น ก็ขอให้เราทำได้เต็มที่ สร้างบุญสร้างบารมี อย่าได้แพ้ทีมอจินไตยเป็นเด็ดขาด รวมพลังศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ แล้วก็ปัญญาร่วมกัน สู้ สร้าง สอน และสืบสานให้ได้ดั่งคุณยาย ท้ายสุดนี่ก็ขอให้พวกเราหลับตา นึกถึงใครสักคนนะ หลวงพี่ก็ได้แต่งกลอนเพื่อน้อมบูชาคุณยาย ใครหนอ สู้ให้ดูเป็นตัวอย่าง ใครหนอ สร้างหนทางสว่างไสว ใครหนอ สอนธรรมะอันกว้างไกล ใครหนอใคร ครูสืบสานธารแห่งธรรม ผู้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จ เป็นสรรพเซ็ท ที่ยิ่งใหญ่กว่าสังสาร ช่วยลูกหลานศิษย์ ทั่วทิศอนันต์กาล ปราบกิเลสมาร ให้ถึงสุด สุดแห่งธรรม คือคุณยายมหารัตน อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ให้หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ดิ่งไปที่จุดกึ่งกลางดวงใส กลางองค์พระนิ่งๆ เข้ากลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งๆ เข้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ทุกคนนะ ให้ความบริสุทธิ์บังเกิดขึ้น ให้ปัญญาบังเกิดขึ้น และมีกรุณาดั่งมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย สร้างบุญสร้างบารมีติดตามและตามติด พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และที่สำคัญคือทุ่มชีวิตถวายสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ตั้งจิตอธิษฐานใจ ตามใจปรารถนากันสักครู่หนึ่งนะ ********************************* จบ *********************************