ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เมื่อมองเห็นภัยในพระพุทธศาสนา

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระคมสันต์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างยิ่ง กราบนมัสการพระเถระนุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนผู้มีบุญลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่พวกเราลูกหลานยายได้มาร่วมบุญกับคุณยาย หลวงพี่มีความปีติเบิกบานที่ได้เห็นพวกเรามาร่วมบุญกับคุณยายมากขึ้นทุกวัน ก็ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกคนนะ (สาธุ) การได้พบเจอคุณยาย หลวงพี่ถือว่าเป็นมงคลอันประเสริฐอย่างยิ่ง เพราะว่าคุณยายได้ชักนำเรามาสู่เส้นทางการสร้างบุญบารมี แม้ยายจะละสังขารไป แต่ก็พวกเราก็ได้มารวมกันที่บ้านยาย มาเอาบุญกับยายตลอดไป หลวงพี่ประทับใจหลวงพี่อยู่รูปหนึ่ง ท่านบอกว่าตราบใดที่ยังไม่สลายร่างยาย ท่านจะไม่ไปไหน จะเอาบุญกับคุณยายทุกวัน จะคอยช่วยเหลือกิจการงานทุกอย่าง เอาบุญกับคุณยายทุกวัน เพราะรู้ว่าคุณยายเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ทำบุญกับคุณยายได้บุญมาก หลวงพี่ก็ วันนี้ก็จะขอน้อมนำธรรมะในพระไตรปิฎก มาเล่าให้กับพวกเราฟัง เป็นเรื่องราวของพระอรหันต์เถระเจ้าทั้งหลายที่ได้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา และได้เห็นโทษเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้ทำการปกป้องพระพุทธศาสนา และส่งต่อพระศาสนามาถึงพวกเรา จนถึงทุกวันนี้ ในพระไตรปิฎกกล่าวเอาไว้ว่าพระมหากัสสปะเถระได้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปได้เพียง ๗ วัน มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อสุภัททะ บวชเมื่อแก่ ได้กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย ซึ่งในขณะนั้นภิกษุทั้งหลายก็กำลังร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอยู่ สุภัททะได้กล่าวว่าท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่าได้เศร้าโศกเสียใจไปเลย บัดนี้พวกเราพ้นจากพระพุทธองค์แล้ว พวกเราถูกรบกวน ถูกห้ามปรามว่าสิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร ต่อแต่นี้ไปเราจะได้ทำอะไรตามใจปรารถนาทุกอย่าง พระมหากัสสปะท่านนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านก็มีดำริว่าภิกษุบาปทั้งหลายเหล่านี้ จะสำคัญว่าพระศาสนาหาครูบาอาจารย์มิได้ จะได้ทำให้พระสัทธรรมอันตรธานหายไปอีกไม่นาน บัดนี้ถึงเวลาอันควรแล้วที่เราจะทำการสังคายนา ดังนั้นจึงแจ้งให้สงฆ์ทราบทั่วกัน และร่วมกันทำสังคายนา การทำสังคายนาจึงเริ่มต้น และได้มีการคัดเลือกพระอรหันต์ผู้ได้จตุปฏิสัมภิทาญาณ แตกฉานในพระไตรปิฎก และเคยได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดา จำนวนถึง ๔๙๙ รูป เหลือไว้อีกรูปหนึ่งเพื่อให้โอกาสแก่พระอานนท์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่บรรลุพระอรหันต์ เมื่อพระอานนท์สำเร็จอรหันต์ทันเวลา รวมขีณาสพในตอนนั้นทั้งหมด ๕๐๐ รูปพอดี สงฆ์ทั้งหลายจึงเลือกพระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ส่วนพระมหากัสสปะเป็นประธาน ทำหน้าที่ถาม โดยที่การทำสังคายนาทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภาระบรรพต กรุงราชคฤห์ ในประเทศอินเดีย ใช้เวลาในการทำสังคายนาถึง ๗ เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์ หลังจากที่ทำการสังคายนาครั้งที่ ๑ แล้วอีกร้อยปี ต่อมา มีพวกภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองไพสาลี ซึ่งตอนนั้นมีจำนวนมาก ได้แสดงวัตถุนอกรีตนอกรอยพระธรรมวินัย เป็นวัตถุ ๑๐ ประการ และยังทำให้พระเจ้ากาลาโศกราชเข้าใจผิดไปด้วย พระยสะได้ทราบเหตุนั้น จึงชวนภิกษุชาวเมืองปาวา และภิกษุที่อวันตีนครมารวมกัน เพื่อระงับอธิกรณ์นั้นเสีย ในครั้งนั้นคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ก็สมมุติเอาพระเถระ ๘ รูปเป็นผู้ระงับอธิกรณ์นี้ จึงได้ประชุมสังฆานิบาต ท่ามกลางภิกษุจำนวน ถือว่ามากทีเดียว ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ถึง จำนวนถึง ๑ ล้าน ๒ แสนรูป ที่วาสิการาม ใกล้เมืองไพสาลี เพื่อชำระคาถาวัตถุ ๑๐ ประการนั้น โดยมีพระเรวัตตะเป็นผู้ถาม พระสัพพการีเป็นผู้วิสัชนา แล้ววินิจฉัยเด็ดขาดลงไปเลยว่า วัตถุ ๑๐ ประการที่กล่าวมานั้นผิดพุทธบัญญัติ ทำให้เกิดโทษอาบัติแก่ผู้ที่ล่วงระเมิด เมื่อละอธิกรณ์เสร็จแล้ว จึงปรึกษากันว่าจะทำสังคายนาพระธรรมวินัย แล้วเรียกภิกษุเฉพาะผู้ทรงไตรปิฎก บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณจำนวน ๗๐๐ รูป และนั่งที่ประชุมวาสิการาม เพื่อชำระมลทินของพระศาสนาทั้งปวง ใช้เวลาในการทำสังคายนานานถึง ๘ เดือนจึงสำเร็จ เรียกว่าทุติสังขิติ โดยมีพระยสะทำหน้าที่เหมือนกับพระมหากัสสปะ ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ โดยมีพระเจ้ากาลาโศกราชเป็นศาสนูปถัมภ์ แม้ว่าการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ได้สำเร็จเสร็จสิ้นลง แต่ภารกิจในการปกป้องพระพุทธศาสนายังไม่จบสิ้น พระเถระทั้งหลายเหล่านั้นได้ตรวจดูด้วยญาณว่าในอนาคตจะมีภัยพิบัติอะไรเกิดขึ้นแก่พระศาสนาอีกหรือไม่ พบว่าในอนาคตต่อจากนี้อีกร้อยสิบแปดปี ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชครอบครองดินแดนนครวาตะลีบุตร จะมีอำนาจใหญ่ในชมพูทวีป พระองค์จะมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะถวายลาภ สักการะเป็นอันมาก ในสังฆมณฑล ในเวลานั้นพวกเดียรถี ผู้มีความปรารถนาลาภและสักการะจะปลอมมาบวชในพระพุทธศาสนา มาแสดงทิฐิของตน ภัยใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา พระเถระทั้งหมดก็เกิดความปริวิตกว่าเมื่อภัยใหญ่เกิดขึ้น เราจะมีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์นั้นไหม ก็ตรวจดูอายุของตัวเองพบว่าต้องปรินิพพานไปก่อน ไม่ทันเห็นเหตุการณ์นั้น จึงคิดต่อไปว่าแล้วใครล่ะจะเป็นผู้ที่มีความสามารถระงับอธิกรณ์นั้นได้ จึงทรงตรวจดูในโลกมนุษย์ทั้งหมด ก็ไม่เห็นใคร ตรวจดูที่เทวโลกทั้งหมดก็ไม่พบใคร ตรวจดูที่พรหมโลกจึงพบพรหมชื่อติสสะ ซึ่งมีอายุเหลือน้อยได้อบรมบ่มมรรคให้แก่รอบ เพื่อที่จะไปบังเกิดในพรหมชั้นสูง และถ้าชวนติสสะพรหมนี่มาเกิดยังโลกมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ชื่อโมคคัลลีบุตรพราหมณ์ ต่อจากนั้นก็จะถูกเร้าโลมด้วยมนต์แล้วจะออกบวช แล้วเมื่อติสสะกุมารออกบวชแล้ว จะเล่าเรียนพุทธมนต์จึงหมดสิ้น บรรลุปฏิสัมภิทา จะย่ำยีพวกเดียรถี วินิจฉัยอธิกรณ์นั้นแล้ว ก็จะเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป พระเถระทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อคิดดังนี้แล้วก็ไปที่พรหมโลก เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ติสสะพรหมฟัง เพื่อให้พรหมมาเกิดในโลกมนุษย์ ติสสะพรหมเมื่อทราบว่า⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ุคคลสำคัญอีก ๒ อีก ๒ ท่านคือพระอรหันต์ขีณาสพผู้ทรงพระไตรปิฎก ชื่อว่าพระสิขวะ และพระจันทวชี ซึ่งเป็นภิกษุหนุ่มมีอายุยืนยาวต่อไปจนถึงสมัยนั้น แล้วก็เป็นลงทัณตกรรมที่พระอรหันต์ทั้ง ๒ รูปนี้ไม่ได้ไปร่วมประชุมสงฆ์ ทำทุติสังคายนา คือการสังคายนาครั้งที่ ๒ พระเถระจึงเล่าเรื่องที่พราหมณ์ชื่อติสสะในเรือนของพราหมณ์ พรหมที่ชื่อติสสะที่จะมาเกิดในเรือนของพราหมณ์ว่า และให้ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ได้พาติสสะพราหมณ์ออกบวช อีกรูปหนึ่งก็ให้เล่าเรียนพุทธมนต์ ก็คือหนึ่งในสององค์นี้ องค์หนึ่งก็ให้พาติสสะพราหมณ์นี่มาบวชให้ได้ อีกองค์หนึ่งก็ทำหน้าที่ให้เรียนพุทธมนต์ เมื่อเสร็จภารกิจจึงจะพ้นทัณตกรรม คือให้ทัณฑ์บนไว้ เมื่อติสสะพราหมณ์ ติสสะพรหมเคลื่อนจากพรหมโลกแล้ว ก็ได้ไปปฏิสนธิในเรือนของโมคคัลลีพราหมณ์ ตามคำทำนายของพระอรหันต์เถระ พระอรหันต์เถระทั้ง ๒ รูป ก็ได้ทำหน้าที่มอบหมาย โดยให้พระศิขวะเถระทำหน้าที่ชักชวนให้กุมารออกบวช ท่านก็ได้เข้าบิณฑบาต ยังเรือนของพราหมณ์ใช้เวลานานมากทีเดียว ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่าใช้เวลาบิณฑบาตไปยังเรือนของพราหมณ์ ๗ ปี และยิ่งไปกว่านั้นคือตลอดระยะ ๗ ปี ไม่เคยได้ข้าว ข้าวต้มแม้สักกระบวย ไม่เคยได้ข้าวสวยเม็ดเดียว ทัพพีเดียว แต่พระอรหันต์ท่านก็อดทนนะ พยายามทำหน้าที่ของท่าน เพราะท่านมองไปถึงประโยชน์ในภายภาคหน้า ปัญหาและอุปสรรคจึงไม่มีแก่ท่าน อยู่มาวันหนึ่ง ติสสะพราหมณ์ก็ อยู่มาวันหนึ่งพราหมณ์ผู้เป็นพ่อของติสสะกุมาร ทำภารกิจอยู่นอกบ้าน ได้เห็นพระเถระเดินระหว่างทางจึงเรียนถามว่าบรรพชิตผู้เจริญ ท่านได้ไปเรือนของกระผมแล้วหรือ พระเถระท่านก็ตอบว่าได้ไปแล้วโยม แล้วก็ถามต่อไปว่าแล้วท่านได้อะไรบ้างล่ะ ท่านก็ตอบว่าได้ หลังจากนั้นก็กลับไปบ้าน ก็ไปถามว่าใครได้ให้อะไรแก่บรรพชิตรูปนั้นไหม ทุกคนในบ้านก็ตอบว่าไม่ได้ให้อะไรเลยนี่ วันต่อมาพราหมณ์ก็คิดอยู่ในใจว่าเราจะข่มขี่บรรพชิตนี้ด้วยการพูดเท็จของท่าน และเมื่อพระเถระไปถึงประตูเรือนของพราหมณ์ พราหมณ์ก็พูดขึ้นมาทันทีว่าเมื่อวานนี้ท่านบอกว่าท่านได้อะไรในเรือนกระผม ทุกคนบอกว่าไม่ได้ให้อะไรท่านเลย ทำไมท่านถึงกล่าวเท็จอย่างนี้ พระเถระก็ตอบว่าอาตมาไม่ได้อะไรจากเรือนของโยมตลอดระยะเวลา ๗ ปี แม้เพียงคำพูดว่าโปรดนิมนต์ข้างหน้าก่อนเถอะ แต่เมื่อวานนี้อาตมาได้รับคำพูดว่าโปรดนิมนต์ข้างหน้าก่อนเถอะ สิ่งที่อาตมาได้รับนั้นหมายถึงการปฏิสันถาร คำพูดนี้ก็พลิกใจของพราหมณ์เลย พราหมณ์คิดในใจว่าสมณะรูปนี้ได้แค่คำปฏิสันถารก็ยังสรรเสริญเราขนาดนี้ และถ้าได้ของใช้อะไรอื่นอีก มีหรือจะไม่สรรเสริญเรา ก็จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสขึ้นมาทันที จึงได้สั่งให้ถวายข้าวทัพพีและกับข้าวที่ควรบริโภค และนิมนต์มาในวันรุ่งขึ้นอีก เมื่อพราหมณ์เห็นความสงบสำรวม ก็เลื่อมใสหนักยิ่งขึ้นไปอีก จึงนิมนต์พระเถระมาทุกวัน เมื่อติสสะพราหมณ์ ติสสะมานพอายุได้ ๑๖ ปี ได้สำเร็จวิชาไตรเภท พระเถระก็ดำริขึ้นว่าบัดนี้ถึงเวลาที่ติสสะมานพต้องมาบวช เราก็มาที่นี่นาน ก็ต้องถือว่านานมาก ๑๖ ปี แต่ไม่ได้อะไรเลยนอกจากคำพูด และก็ไม่เคยพูดกับติสสะมานพเลย เอาเถอะ วันนี้การสนทนาระหว่างเรากับติสสะมานพจะเกิดขึ้น ด้วยอาสาบัลลังก์ป็นอุบาย พระเถระเข้าไปในบ้านเนรมิตให้อาสนะทั้งหลายไม่ให้ปรากฏ ยกเว้นแต่บัลลังก์ของติสสะมานพ คนในเรือนพอเห็นติสสะ คนในเรือนพอเห็นพระเถระเข้าไปในบ้าน แต่ไม่เห็นเครื่องนั่งทั้งหลายเลย ก็นิมนต์ท่านนั่งบนบัลลังก์ เมื่อติสสะมานพมาเห็นพระเถระนั่งบนบังลังก์ของตน ก็โกรธและเสียใจมาก ได้สอบถามคนในบ้านด้วยความโมโหว่าใครเป็นคนเอาที่นั่งของเราให้แก่สมณะนี้ พระเถระท่านก็นิ่งๆ แล้วก็ฉันภัตตาหารจนเสร็จ ก็พอดีกับติสสะมานพมีความสงบลง คลายความโกรธ แล้วการสนทนาก็เกิดขึ้นทันที โดยที่ติสสะมานพเป็นผู้ถามปัญหาแก่พระเถระก่อน ปัญหาที่ถามในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ว่าเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน แต่พระเถระก็ตอบได้ทุกข้อ และตอบได้ดีกว่าอาจารย์ของติสสะมานพอีก แต่ถึงคราวที่พระเถระถามบ้าง ติสสะมานพตอบไม่ได้ และได้ถามพระเถระว่ามนต์นี้ชื่ออะไร ชื่อพุทธมนต์ พระเถระตอบ ติสสะมานพถามว่าจะสอนให้ผมได้ไหม ท่านก็ตอบว่าได้ แต่ต้องบรรพชาก่อน ติสสะมานพจึงไปขออนุญาตพราหมณ์ผู้เป็นพ่อ พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็อนุญาต ก็คิดว่าเมื่อได้มนต์แล้ว คงกลับมาอยู่บ้านตามเดิม ติสสะมานพก็บรรพชาไม่นานก็ได้บรรลุโสดาบัน บรรลุโสดาปัตติผล พระเถระก็ส่งไปเรียนต่อยังสำนักของพระจันทวชี ซึ่งเป็นพระอรหันต์เถระอีกรูปหนึ่ง เพราะถ้าหากบรรลุธรรมตอนนี้ เป็นพระอรหันต์ตอนนี้ล่ะก็ ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความขวนขวายน้อย พระจันทวสีก็ให้เรียนพุทธพจน์และอรรถคาถา ยกเว้นพระธรรมวินัย และเมื่อถึงเวลาอุปสมบทได้ไม่นาน ยังไม่ครบพรรษาก็แตกฉานในพระไตรปิฎก พระอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งสอง คือพระสิขวะและพระจันทวชี เมื่อได้มอบพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นไว้ในมือของพระโมคคัลลีบุตร ติสสะเถระแล้ว ก็ดำรงอยู่จนปรินิพพาน ฝ่ายพระติสสะเถระ ต่อมาไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหันต์และได้สอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุจำนวนมาก และในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ก็ทรงชำระเสี้ยนหนามแห่งพระพุทธศาสนา ตามคำทำนายของพระอรหันต์เถระในกาลก่อน โดยสั่งให้เดียรถีที่ปลอมมาบวช จำนวน ๖๐,๐๐๐ คน สั่งให้สึกภิกษุ ๖๐,๐๐๐ คนที่ปลอมมาบวช ส่วนโมคคัลลีบุตร ติสสะเถระ ก็ได้คัดเลือกพระภิกษุจำนวน ๖ ล้านรูป เลือกเอาเฉพาะภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ทรงปริยัติคือพระไตรปิฎก แตกฉานในปฏิสัมภิทา ชำนาญในวิชชา ๓ ทำการสังคายนา และได้ชำระมลทินในพระพุทธศาสนาให้หมดไป ทำการสังคายนาอยู่นาน นานถึง ๙ เดือนจึงสำเร็จ หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาก็สืบต่อมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ได้มีการทำสังคายนาอีกหลายครั้ง ก็จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ ที่เรามาถึงตรงนี้เพื่อให้พวกเราได้เห็นความทุ่มเท เสียสละและมองการณ์ไกลอของพระอรหันต์เถระทั้งหลาย ที่เห็นโทษเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นกับพระศาสนา และมีภิกษุกล่าวจ้วงจาบด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะแก่พุทธศาสนา ท่านก็รีบสังคายนาทันที แม้ตัวเองไม่มีชีวิตอยู่ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดภัยในครั้งแรกต่อพระศาสนา ก็วางแผนทุกอย่างเพื่อให้พระพุทธศาสนาอยู่ดำรงคู่โลกตลอดไป แม้พุทธศาสนาจะอยู่คู่โลกนานมาแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าปี ๒,๕๐๐ กว่าปีก็ตาม แต่ถ้าเราศึกษาประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว ก็จะพบว่าวิชชาธรรมกายได้สูญหายไปหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ ปี จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านเอาชีวิตเป็นเดิมพัน นำวิชชาธรรมกายกลับคืนมาอีกครั้ง และก็ได้คุณยายจันทร์ ซึ่งเป็นศิษย์เอก ซึ่งหลวงพ่อกล่าวชมว่าคุณยายเป็นหนึ่งไม่มีสอง ก็คือในบรรดาศิษย์ทั้งหมด คุณยายเป็นผู้ที่มีวิชชาที่เชี่ยวมาก ในเวลาของคุณยายก็ได้ปรากฏในตำราต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบ้าง หลวงพ่อทัตตชีโวบ้าง แต่หลวงพี่จะขอน้อมนำเอาธรรมะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้พูดถึงคุณยาย ในวันที่อัญเชิญสรีระของคุณยายมาไว้ที่บ้านยายแห่งนี้ ท่านพูดถึงสมัยวัดปากน้ำ พูดถึงเรื่องนิพพานเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับเราพูดว่าทานข้าวหรือยัง หรือว่าไปไหนมา สมัยนั้นพูดถึงเรื่องนิพพานเป็นปกติ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักจะพูดว่าไปนิพพานหรือ ปึ๋งเดียวก็ถึงแล้ว ส่วนคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านมักจะพูดที่บ้านหลังเล็กว่าใครจะไปนิพพานก้ไปเถอะ ยายจะมุ่งไปปราบไอ้ดำให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ หลวงพ่อท่านพูดว่าใครที่จะ ใครก็ตามที่พูดอย่างนี้ได้ แสดงว่านิพพานถอดกายจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่บุญบารมีกับคุณยายน่ะต้องไปปราบไอ้ดำ อีกตอนหนึ่งท่านก็เล่าให้ฟังว่าท่านชอบท่านั่งของคุณยายที่นั่งขัดสมาธิ หลังพิงอากาศ หลวงพ่อท่านก็นั่งที่เสาหัวด้วน ท่านั่งของคุณยายทำให้คุณยายเปลี่ยนไป ทำให้กายของคุณยายไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นกายของผู้รู้ มีฤทธิ์ ทำหน้าที่สะสางธาตุธรรมให้สะอาด บริสุทธิ์ พวกเราเป็นผู้ที่โชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย และยังทันได้เห็นสรีระ ได้มาร่วมบุญกับคุณยายในขณะที่สรีระของคุณยายยังอยู่ หลวงพ่อท่านบอกว่าคุณยายอยู่ที่นี่ทุกวัน และอยู่ที่นี่ตลอดเวลา จนกว่าจะสลายร่างยาย ใครก็ตามที่มาร่วมบุญกับยาย ไม่ว่าจะเป็นพระผู้สวดอภิธรรม พระผู้ฟังสวด ประธานจุดธูปเทียน เจ้าภาพ เจ้าหน้าที่ ภิกษุ สามเณร สาธุชนทุกคน จะได้บุญกันทุกคนตามส่วน หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกคน และต่อจากนี้ไปก็ขอเชิญทุกท่านนั่งหลับตาหยุดนิ่ง นึกถึงพระคุณของคุณยายโดยพร้อมกัน เราก็ทำใจของเราให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย นึกภาพของคุณยาย ภาพของยายทุกอิริยาบถงดงาม ให้นึกถึงคุณความดีของคุณยาย เมื่อเรานึกถึงคุณความดี บุญบารมีก็จะไหลผ่านที่กลางกายของเรา สัพเพ …(หมด 1/B) หน้า PAGE 8 440627FW-AAT