ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มนุษย์พึงไม่ประมาทใน ๗ สิ่ง

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระแสนพล : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของสัตวโลกด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลวงพ่อ หลานคุณยาย ที่เปี่ยมไปด้วยบุญด้วยบารมีทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) ไม่ตรวจดู ตะปู ตัวเดียวถอน เกือกม้าคลอน ไม่กระชับ รับกับที่ ม้าจึงพลัน ทำขุนพล หล่นทันที ทัพไม่มี ใครบัญชา จึงปราชัย กองทัพทุกกองทัพในโลกนี้ สิ่งที่ทุกกองทัพพึงปรารถนาก็คือสามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พูดสั้นๆ ก็คือชัยชนะ แต่กว่าจะได้ชัยชนะมานั้นใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เพราะต้องมีการวางแผนหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ การส่งกำลังบำรุง หรืออีกหลายๆ เรื่อง แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือความไม่ประมาท ถ้ากองทัพใดมีความประมาทแล้ว กองทัพนั้นก็จะถึงซึ่งความปราชัยอย่างแน่นอน เรื่องความไม่ประมาทมีความสำคัญมากสำหรับทุกๆ ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักสร้างบารมีเช่นพวกเรา พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองของเรา คุณยายอาจารย์ของเราเป็นต้นแบบต้นบุญในคุณธรรมข้อนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งพวกเราก็ได้ทราบได้ประจักษ์แก่สายตาของพวกเราทุกๆ ท่าน ถามว่าความไม่ประมาทนี้เป็นสิ่งสำคัญหรือไม่ สำคัญมาก มากขนาดไหน มากขนาดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านได้ทรงเตือนพระภิกษุที่มาเข้าเฝ้า ท่านได้ให้โอวาทเป็นปัจฉิมโอวาทความว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ น จิรํ ตถาคตสฺส ปจฺฉิมาวาจา ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราคอยเตือนท่านทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสให้ปัจฉิมโอวาทเป็นโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เรื่องความไม่ประมาท เรามาดูกันว่าความไม่ประมาทในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นมีอะไรบ้าง แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ก็มีทั้งหมด ๗ หัวข้อ ก็เริ่มต้นจาก ๑. ความไม่ประมาทในเวลา ๒. ความไม่ประมาทในวัย ๓. ความไม่ประมาทในความไม่มีโรค ๔. ความไม่ประมาทในชีวิต ๕. ความไม่ประมาทในการงาน ๖. ความไม่ประมาทในการศึกษา และข้อสุดท้าย ก็คือความไม่ประมาทในการปฏิบัติ ซึ่ง ๗ ข้อนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา คุณยายของเราเป็นต้นบุญต้นแบบได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เรามาเริ่มต้นจากข้อแรก ความไม่ประมาทในเวลา วันคืนล่วงไปล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ วันคืนล่วงไป ล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ใน ๑ วัน มนุษย์ทุกชีวิตในโลกนี้ได้เวลาเท่ากันคือ ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่านำเวลาที่ได้นั้นมาสร้างบุญสร้างบารมีไม่เท่ากัน ที่มือของหลวงพี่มีนาฬิกา ที่มือของหลวงพี่มีนาฬิกาอยู่ นาฬิกานี้เขาก็จะหมุนไปเรื่อยๆ เข็มวินาที เข็มนาที เข็มชั่วโมงก็จะหมุนไปเรื่อยๆ แต่มีสักกี่คนที่ตระหนักถึงนาฬิกาว่าเขาไม่ได้หมุนไปเปล่าๆ เขาหมุนไปทีละวินาที เขาค่อยๆ กลืนชีวิตเราไปนะ ค่อยๆ กลืนชีวิตเราไป แต่นักสร้างบารมีอย่างพวกเราทราบความข้อนี้ดี จึงได้ทุ่มเทการสร้างบารมี ได้ใช้ชีวิต ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในโลกนี้มาสร้างบุญสร้างบารมี เปลี่ยนให้เป็นบุญ เปลี่ยนให้เป็นกุศล นับว่าพวกเราเป็นผู้ที่ฉลาดในการสั่งสมบุญ สั่งสมบารมี ข้อที่ ๒ ก็คือความไม่ประมาทในวัย คุณยายอาจารย์ของเรานะ ได้ให้โอวาทกับศิษยานุศิษย์ ลูกหลานคุณยายในหนังสือคำสอนคุณยายเล่มที่ ๑ นะ คุณยายได้ให้โอวาทว่าเราแก่แล้วนะ อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ให้คิดถึงความแก่ตลอดเวลา ถ้ายังทนงว่าเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็จะทำให้หลงตกนรกได้ง่ายๆ เอาบุญละเอียดให้มากกว่าบุญหยาบ เพราะบุญละเอียดจะทำให้หลุดจากกิเลส คุณยายได้ให้โอวาทนี้ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๘ นี่ก็เป็นข้อที่ ๒ คือความไม่ประมาทในวัย และพวกเรานะ ทุกๆ ท่านก็ได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์นะ เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง ส่วนข้อที่ ๓ ก็คือความไม่ประมาทในความไม่มีโรค เราต้องเตือนสติตัวเองอยู่ว่าเรามิใช่ว่าจะแข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป หากเราย้อนไปเมื่อวานนี้นะ เรารับประทานอาหารกับอะไร บางท่านอาจจะนึกไม่ค่อยจะออกเลย เอ๊ะเมื่อวานนี้รับประทานอาหารกับอะไรนะ สิ่งที่ผ่านไปแค่วันเดียวเรายังจำไม่ค่อยจะได้ นับประสาอะไรกับสิ่งที่ผ่านมาเมื่อ ๑ เดือนที่แล้ว ๑ ปีที่แล้ว หรือชาติที่แล้ว เราไม่รู้นะว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง ฉะนั้นเราจะต้องรีบสร้างบารมีในขณะที่เรายังมีความแข็งแรงอยู่ ต้องรีบสร้างบารมีนะ ซึ่งพวกเราก็ได้ประพฤติปฏิบัติกันมาอยู่ ส่วนข้อที่ ๔ คือความไม่ประมาทในชีวิต มนุษย์ในโลกนี้รู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย รักแสนรักขนาดไหนก็ต้องจากกันไป จะเป็นบิดา มารดา สามี ภรรยา เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเพื่อนสนิทมิตรสหาย เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากกันไป มีหลายท่านในยุคปัจจุบันนี้ไม่เชื่อเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องกรรม เรื่องการให้ผลของกรรม ที่เขาไม่เชื่อ เพราะว่ามองไม่เห็น สิ่งที่มองไม่เห็นก็ไม่ใช่หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี อย่างเช่นในสภาธรรมกายสากลของเรานี้ ถ้าถามว่าในบริเวณนี้มีอากาศอ๊อกซิเจนหรือไม่ พวกเราทุกๆ ท่านก็ตอบได้ทันทีว่ามีอย่างแน่นอน แต่ทำไมไม่เห็น รู้ได้อย่างไรว่ามี รู้ว่าถ้าไม่มีอากาศอ๊อกซิเจน เราก็คงจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ จะต้องอึดอัด หรืออาจจะต้องเสียชีวิตไปเลย ฉะนั้นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ใช่หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี การสิ้นสุดลมหายใจไม่ใช่เป็นการสิ้นสุดของชีวิต ถ้าหมดลมหายใจแล้ว ก็เป็นการสิ้นสุดของชีวิตนี้ ในส่วนตัวของหลวงพี่เอง หลวงพี่ก็คิดว่าคงจะดี เพราะว่าจะทำบาปก็เป็นสูญ จะทำบุญก็เป็นสูญ แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ การสิ้นสุดของชีวิต การสิ้นสุดลมหายใจนี้จะต้องไปเริ่มต้นในภพภูมิใหม่ โดยมีกรรมเป็นตัวกำหนดไป กรรมนี้ก็มีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม ท่านใดที่สร้างกุศลกรรมไว้ คือทำบุญไว้ก็จะไปสู่สุคติภูมิ ส่วนท่านใดที่สร้างอกุศลกรรมไว้ ก็จะไปสู่ทุคติภูมิ พวกเราโชคดีนะ โชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาพบพระพุทธศาสนา ได้มาพบครูบาอาจารย์ที่ยิ่ง เป็นยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ พวกเราทุกๆ ท่านโชคดีเป็นบุญลาภของพวกเรานะ โชคดีกว่าหลายร้อยหลายพันล้านชีวิตในโลกนี้ พวกเราขอให้ระลึก ขอให้ตรึกนะ แล้วก็ให้นึกถึงความโชคดีของเราที่ได้มาพบครูบาอาจารย์ของเรานะ โดยการสร้างบารมีต่อนะ สร้างบารมีต่อไปนะ ส่วนข้อที่ ๕ นะคือความไม่ประมาทในการงานนะ ไม่ประมาทในการงาน งานหลักของเรามีอยู่แล้ว พวกเรา พวกเราทราบไหมงานหลักของเราคืออะไร งานหลักของเราคือการสร้างบารมี งานรองก็คือการประกอบสัมมาอาชีพ พวกเราคงจะเคยได้ยินโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ให้โอวาทกับพวกเรานะ ท่านได้ให้โอวาทว่า ภารกิจกับจิตใจนี้จะต้องคู่กันไปนะ ภารกิจกับจิตใจจะต้องคู่กันไป เพราะว่าเบื้องหลังความสุข เบื้องหลังความสำเร็จก็คือบุญ ถ้ามีบุญเสียแล้วนี่ จะหยิบจะจับอะไร จะประกอบกิจการงานใดๆ ก็สำเร็จ การสร้างบารมีเราก็จะง่ายขึ้นนะ บุญน้อย ลำบากมาก บุญมาก ลำบากน้อย ถามว่ามนุษย์ในโลกนี้มีใครบ้างไหมที่ไม่เคยพบความลำบากเลย พวกเราก็ต้องกันได้นะว่าไม่มี เรื่องที่ว่าไม่มีความลำบากเลยนี่ไม่มีอย่างแน่นอน แม้กระทั่งนั่งเฉยๆ นะไม่ต้องทำอะไร นั่งไปนานๆ ก็เมื่อยนะ ยืนนานๆ ก็เมื่อย นอนนานๆ ก็เมื่อยอีกเหมือนกันนะ ฉะนั้นให้เราได้สร้างบารมีกันต่อนะ จนไปถึงเป้าหมายของพวกเราที่เราได้ตั้งใจไว้นะ ส่วนข้อที่ ๖ คือการประมาท ไม่ประมาทในการศึกษา หลวงพี่คงจะขอรวมไปกับข้อ ๗ คือการไม่ประมาทในการประพฤติปฏิบัติธรรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยายอาจารย์ของเรานะ ท่านได้เน้นย้ำเสมอเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม จะอยู่ที่ไหน การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้จะขาดไม่ได้เลยนะ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยนะ หลวงพี่ได้ไป มีโอกาสเลยได้ฟังโอวาทจากพระเถระรูปหนึ่งนะ ท่านบอกว่าการนั่งสมาธินี้ง่ายนะ ง่ายนิดเดียวนะ อยากนั่งก็นั่ง ไม่อยากนั่งก็ต้องนั่งนะ สรุปแล้วก็คืออย่างไรแล้วต้องนั่งสมาธินะ จะทิ้งการประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้เลยนะ ถ้าเราสร้างบารมีด้วยความไม่ประมาทนะ ตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์นี่ เราก็จะสามารถสร้างบารมีนะ ร่วมกับครูบาอาจารย์ไปนะ ทุกภพทุกชาติ จนถึงที่สุดแห่งธรรมด้วยนะ รักธรรมะ รักบุญ รักสะอาด ยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นหนักหนา พูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา เรารู้ค่า บารมีนี้ เพราะยาย ยิ่งได้ฟัง คุณธรรม ความดีท่าน ยิ่งมุ่งมั่น สร้างบุญ ให้สุดสาย ทั้งสร้างเอง บอกผู้อื่น ไม่ดูดาย ขอเทิดยาย ยอดแบบอย่าง นักสร้างบารมี หลังจากนี้นะ ต่อจากนี้ให้พวกเราได้นั่งหลับบูชาคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่รักเคารพยิ่งของพวกเรานะ ให้เรานั่งหลับตากันนะ สัพเพ … PAGE PAGE 6 หน้า FILENAME \p \ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-23 FW-AAT.doc