วันนี้นึกถึงความตายแล้วหรือยัง
(ม้วน 1/A)
พระไพโรจน์ : ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้บริบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้เป็นบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ วันนี้หลวงพี่ก็มีพุทธพจน์บทหนึ่งมาฝากพวกเรา
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งไม่ตาย
ปมาโท มจฺจุโนปทํ ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย
อปฺปมตา นมียนฺติ ความไม่ประมาท ตั้งใจทำบุญทำกุศล จนถึงวาระสุดท้าย ชื่อว่าย่อมไม่ตาย
เยปมตา ยถามตา ผู้ใดประมาท ไม่ทำความดี ถึงมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนตายแล้ว
สำหรับในค่ำคืนนี้หลวงพี่ก็จะมีพระสูตรซึ่งเกี่ยวกับความไม่ประมาทของนักสร้างบารมี เป็นพระสูตรที่ชื่อว่ามหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่เกี่ยวกับตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงดับขันธปรินิพพาน ในตอนนั้นก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงดับขันธปรินิพพานนี่ พระองค์ได้ทรงทำนิมิต นิมิตหมายนะว่าก่อนที่จะทรงปลงอายุสังขารนี่ได้ทำนิมิตหมายถึง ๑๖ ที่ ที่ละ ๓ ครั้ง
ตอนนั้นได้ทรงทำนิมิตหมายให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระองค์ได้ทราบว่าตอนนี้พระองค์จะปลงอายุสังขารแล้ว ถ้าพระอานนท์นี่ทูลอาราธนา พระองค์ก็จะทรงอยู่ได้ จะทรงอยู่ได้ ทรงแสดงถึง ๑๖ ๑๖ แห่งด้วยกัน ครั้งละ ๓ ที่ ครั้งละ ๓ ที่ โดยทุกครั้งที่แสดงนิมิตนี่ก็จะตรัสกับพระอานนท์ว่าดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งญาณ ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ต้องตั้งไว้เนืองๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดีโดยชอบ ดูก่อน อานนท์ ผู้นั้นเมื่อปรารถนาก็พึงดำรงชนม์ชีพอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ทรงแสดงนิมิตเช่นนี้นะ ถึง ๑๖ แห่ง แห่งละ ๓ ครั้ง
แต่พระอานนท์ในตอนนั้นเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบันบุคคล เข้าถึงพระธรรมกายโสดาบัน ติดแน่นเป็นพระโสดาบัน เป็นพระโสดาบัน แต่ว่าถึงแม้กระนั้นก็ตาม แม้ว่าพระอานนท์จะเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่ในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตนี่ให้พระอานนท์ทราบ พระอานนท์ก็ยังถูกมารนี่บังใจไม่ให้ทูลอาราธนา เพราะถ้าทูลอาราธนาพระพุทธองค์เมื่อไหร่นี่ พระพุทธองค์ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถึง ๑ กัป หรือมากกว่านั้นตามที่พระองค์ต้องการ แค่เจริญอิทธิบาท ๔ นี่ถึงจะสามารถเจริญ มีพระชนม์ชีพได้มากกว่านั้น มากกว่า ๑ กัป หรือเท่าไหร่ก็ได้ตามที่พระองค์ต้องการ
แต่พระอานนท์ก็ไม่ได้ทูลอาราธนา ไม่ได้ทูลอาราธนาพระองค์ไว้ ด้วยมารนี่มาดลใจ ในครั้งสุดท้ายที่กุสินารา หลังจากพระองค์แสดงนิมิตแล้วนี่ พระอานนท์ก็ยังไม่ได้ทูลอาราธนา ทำให้มารนี่ พอพระอานนท์ลุกจาก ออกจากอาสนะไป มารก็ได้ช่องเข้ามาทูล ทูลอาราธนาพระพุทธองค์
ในตามพุทธประวัติมารเข้ามาทูลอาราธนาพระพุทธองค์ถึง ๒ คราวด้วยกัน ครั้งแรกตอนที่พระองค์ทรงตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณที่ควงไม้มหาโพธิ์ มารก็ได้มาอราธนาครั้งแรกว่าพอพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารก็มาทูลอาราธนาขอพระองค์ได้ทรงโปรดปรินิพพานเถอะพระเจ้าข้า พระพุทธองค์ก็ทรงตอบไปว่าดูก่อน มารผู้ลามก ตราบใดที่พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่สามารถทรงจำกล่าวบอกพระพุทธวัจนะ พระธรรมวินัย ศาสนาของเรายังไม่ตั้งมั่นดีนี่ เราจะยังไม่ปรินิพพาน ครั้งแรกมาก็จากไป
แต่ในครั้งที่ ๒ นี่ มารก็มาทูล ทูลอาราธนาอีกว่าขอพระองค์นี่ทรงปรินิพพานเถอะพระเจ้าข้า เพราะว่าตอนนี้ทั้งภิกษุ ภิกษุณี พุทธบริษัทนี่ อุบาสก อุบาสิกานี่ สามารถจำกล่าวบอกพระธรรมวินัยได้แล้ว พระศาสดาของพระองค์ก็ทรงตั้งมั่นแล้ว ขอพระองค์ปรินิพพานเถอะพระเจ้าข้า ครั้งที่ ๒ ก็ยังกล่าวอย่างนี้อีก
พอครั้งที่ ๓ พระพุทธองค์ก็ทรงรับว่าในอีก ๓ เดือนครั้งหน้า ในอีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะปรินิพพาน เจ้าจงไปเถอะ มารผู้ใจบาป เจ้าจงไป พอพระองค์ทรงรับอาราธนาของมารครั้งที่ ๓ ว่าพระองค์จะทรงปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า พระองค์ก็ทรงปลงอายุสังขารพระองค์เอง นะปลงอายุสังขาร ในขณะที่ปลงอายุสังขารนี้ ของพระองค์ตัดสินพระทัยว่าอีก ๓ เดือนนี่จะปรินิพพานแล้ว แผ่นดินก็หวั่นไหวกัมปนาทขึ้น แผ่นดินไหว แผ่นดินใหญ่เลย ไหวขึ้น ไหวขึ้น
พระอานนท์นี่ซึ่งอยู่ในที่ใกล้เคียงก็มาถาม ถามพุทธองค์ว่าเกิดเหตุอะไรพระเจ้าข้า ทำไมแผ่นดินใหญ่ถึงได้ไหวมากขนาดนี้ พระองค์ก็ทรงตรัสให้พระอานนท์ว่าที่พระองค์แสดงบุพนิมิตนี่ถึง ๑๖ แห่ง แห่งละ ๓ ครั้ง ให้พระอานนท์ทูลอาราธนา แต่พระอานนท์ก็ไม่ได้ทูลอาราธนาพระองค์ ตอนนี้มารนี่ได้มาทูลอาราธนาพระองค์ให้ปรินิพพาน ซึ่งพระองค์ก็ปลงอายุสังขาร และอีก ๓ เดือนข้างหน้านี่พระองค์จะปรินิพพานนะ พระองค์ยังตรัสว่า เหตุแห่งแผ่นดินไหว พอพระอานนท์มาถาม พระพุทธองค์ก็เลยบอกกับพระอานนท์ว่า เหตุแห่งแผ่นดินไหวนี่ มีด้วยกันทั้งหมด ๘ อย่าง ๘ อย่าง
ตรัสว่าดูก่อนอานนท์ แผ่นดินใหญ่นี่ แผ่นดินที่เราอยู่นี้ ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ เมื่อลมใหญ่พัด ย่อมทำให้น้ำไหว ครั้นน้ำไหวแล้วแผ่นดินย่อมไหว นี้เป็นเหตุของการแผ่นดินไหวอย่างหนึ่ง
อย่างที่ ๒ ทรงตรัสว่าดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางจิต คือฝึกจิตมาดีแล้วนี่ จะทำให้มีฤทธิ์มาก หรือเทวดานี่ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เจริญปฐวีสัญญาเล็กน้อย เจริญอาโปสัญญามาก ก็จะทำให้แผ่นดินไหวเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นเหตุให้แผ่นดินไหวข้อที่ ๒
ในข้อที่ ๓ นี่พระองค์ทรงตรัสว่าเมื่อใดนี่ที่พระโพธิสัตว์เคลื่อนจากภพดุสิต เคลื่อนจากภพดุสิต มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวเช่นกัน
ส่วนอันที่ ๔ นี่ อันที่ ๔ ตรัสว่าเมื่อพระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากครรภ์พระมารดานี่ ก็จะทำให้แผ่นดินไหวเหมือนกัน ๔ ข้อแล้วนะ
ส่วนข้อที่ ๕ เมื่อใดที่ตถาคตตรัสรู้นี่ ตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้นแผ่นดินไหว แผ่นดินใหญ่ก็จะไหวเหมือนกัน
ข้อที่ ๖ ก็คือเมื่อใดที่ตถาคตยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป คือแสดงปฐมเทศนานะ แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร เมื่อนั้นแผ่นดินก็ย่อมไหวเหมือนกัน
ข้อที่ ๗ คือเมื่อใดตถาคตมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ก็ย่อมไหม อันนี้เป็นข้อที่ ๗
ข้อที่ ๘ เมื่อตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมไหว ย่อมสะเทือน ย่อมกำเริบ
อันนี้ก็เป็นเหตุ เหตุแห่งแผ่นดินไหวทั้ง ๘ ประการที่พระองค์ตรัสเอาไว้ให้กับพระอานนท์ที่มีปรากฏมาในมหาปรินิพพานสูตร เวลาเกิดแผ่นดินไหวเราก็ลองมาประมวลดูว่าใน ๘ อย่างนี้เกิดอะไรบ้างที่ทำให้แผ่นดินไหวได้นะ
พอเวลาผ่านไป ๓ เดือนที่พระองค์ หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ๓ เดือน ในวันสุดท้ายนี่พระอานนท์ได้เข้ามากราบพุทธองค์นี่ บอกว่าวันนี้พระฉวีวรรณของพระองค์นี่ทรงเปล่งปล่างยิ่งนัก ทรงเปล่างปล่างยิ่งนัก พระพุทธองค์เลยตรัสให้พระอานนท์ว่า ให้ทราบว่าผิวพรรณของตถาคตนี่จะเปล่งปล่างอยู่ ๒ ครา คือในคราที่ตรัสรู้กับในคราที่จะปรินิพพาน บัดนี้ถึงเวลาที่ตถาคตจะปรินิพพานแล้ว เป็นวันที่หลังจาก ๓ เดือนที่ปลงอายุสังขาร
ในก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานนี่ได้ทรงตรัสปัจฉิมโอวาท ที่เราทราบกันว่าเป็นโอวาทครั้งสุดท้ายที่พระพุทธองค์ตรัสแล้วไม่ทรงตรัสอะไร ทรงหับพระโอษฐ์นะ ทรงตรัสว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลเป็นภาษาไทยว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจะเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ทรงสรุป เออ ได้สรุป ได้สรุปไว้ว่าธรรมทั้งหลายนี่ ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อประชุมลงนี่หมดทั้งพระไตรปิฎกเลย และในธาตุในธรรมทั้งหมด ย่อมประชุมลงในความไม่ประมาท และท่านสรุปเลยว่าธรรมทั้งหมดเลย ทั้งในธาตุในธรรมเลย สรุปแล้วคือประชุมลงในความไม่ประมาท ให้เราไม่ประมาท
แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านยังพูดถึงความไม่ประมาทไว้อีกว่า ความไม่ประมาทน่ะ ไม่ประมาทในอะไร ท่านว่าไม่ประมาทในการรักษาสุจริต ละทุจริต ทำสุจริตให้มีเสมอไป ไม่ประมาทในการละความเห็นผิด ทำความเห็นถูกให้มีเสมอไป ไม่ประมาทในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ให้มีเป็นเนืองๆ ไม่ขาดสาย ไม่ประมาทในกายบริสุทธิ์ ไม่ประมาทเหล่านี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่าเป็นความไม่ประมาทเผินๆ และเป็นความไม่ประมาทของคนที่มีปัญญายังไม่ละเอียดนัก คือท่านบอกว่าเป็นคน เป็นความไม่ประมาทของคนที่มีปัญญายังหยาบอยู่
ท่านบอกว่าถ้าไม่ประมาทจริงแล้ว ต้องไม่ประมาทในการทำใจให้หยุดนิ่ง ทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใส บริสุทธิ์ ทำใจให้หยุดนิ่งจนกระทั่งเห็นดวงในนี่เท่ากับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นะถึงจะเป็นความไม่ประมาทของนักสร้างบารมี คือจะต้องทำใจหยุดใจนิ่งจนกระทั่งกายธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี่ ท่านบอกว่าจะเป็นความไม่ประมาทของนักสร้างบารมี
และหลวงพี่ก็มานึกดูว่าเอ๊ะ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าความไม่ประมาทนี่ดี ดีอย่างนี้ เราจะทำยังไงให้ตัวเรานี่ไม่ประมาท จะมีบทฝึกอะไรบ้าง ก็ได้นึกย้อนไปถึงเมื่อประมาณปี ๒๕๓๔ ตอนที่หลวงพี่บวชใหม่ๆ ก็ได้มีโอกาสได้ฟังพระเดชพระคุณลหลวงพ่อทัตตชีโวนี่ ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ เหมือนกันนี่ คุณยายนี่ คุณยายมาถามท่าน ถามทุกวัน ถามท่านว่าวันนี้ท่านนึกถึงความตายหรือยัง วันแรกพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ตอบว่ายังเลย ยาย วันที่ ๒ พอยายเจอหน้ายายก็ถามอีก ว่าท่านวันนี้นึกถึงความตายหรือยัง หลวงพ่อท่านก็ยังยืนยันคำพูดเดิมคือว่ายังเลยยาย
แต่พอในวันที่ ๓ นี่ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าท่านไม่รอให้คุณยายถามนะ ท่านรีบเดินไปหายายก่อนเลย แล้วก็บอกยายว่า ยาย วันนี้พระนึกถึงความตาย พอหลวงพี่ได้ฟังตอนสมัยบวชใหม่ๆ ก็ยังไม่ได้นึกอะไรมาก จนได้อ่านพระสูตรมหานิพพานสูตรนี่ มาระลึกถึงคำสอนของยายว่าโอ้โฮ คุณยายทำไมถึงช่างเป็นบุคคลที่อัจฉริยะขนาดนี้ เป็นอัจฉริยภาพของท่านที่สามารถนำแนวทางในการปฏิบัติตัวในแต่ละวันนี่ ทำให้เราไม่ประมาทในชีวิตถ้าเรานึกถึงความตาย เพราะว่าความตายมันไม่มี ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเครื่องหมายบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าเราจะตายเมื่อไหร่ แต่บางคนผ่านมา ๖๐ กว่าปี ๗๐ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าต้องตายแน่ ต้องตายแน่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่าเวลาคนใกล้จะตาย ถ้าใจขุ่นมัว จะมีทุคติเป็นที่ไป แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าเวลาใกล้จะตาย จิตใจผ่องใส ก็จะมีสุคติเป็นไป ในอารักกานุสาสนีสูตร อุปมาชีวิตในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นี่ ได้อุปมาชีวิตของคนว่าสั้น สั้นเหมือนหยาดน้ำค้าง ท่านบอกว่าสั้นเหมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นย่อมแห้งหายไปได้รวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน ชีวิตมนุษย์ก็ฉันนั้น
หรืออุปมาอีกว่าชีวิตของคนเหมือนฝน เหมือนฝนที่ตกหนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนฟองน้ำฉันนั้น และยังอุปมาอีกว่าชีวิตมนุษย์นี่เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ เราลองนึกถึงรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากัน ไม่ตั้งอยู่นาน ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนกันฉันนั้น
ถ้าเรานึกถึงความตาย เราหมั่นเจริญมรณานุสตติทุกวันนี่ ก็ทำให้เรา ชีวิตเรา ไม่ตกอยู่ในความประมาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสถึงมรณานุสติเอาไว้อีกว่าท่านทั้งหลาย จงยังมรณาสติให้เจริญอย่างนี้ว่าชีวิตของเราไม่ยั่งยืน มรณะของเรายั่งยืน เราพึงตายแน่แท้ ชีวิตของเรามีมรณะเป็นที่สุดลงรอบ ชีวิตของเราไม่เที่ยง มรณะของเที่ยง ทรงอุปมาว่าผู้ที่เจริญมรณานุสตินี่ เหมือนกับบุรุษที่เห็นอสูรพิษนี่ เลื้อยมาแต่ที่ไกล แล้วก็ก้มลงหยิบไม้เพื่อที่จะเตรียมตัวนะ รับงูพิษที่จะมาถึงฉันนั้น
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวอุปมา อุปมาการ ก่อนที่เรา ก่อนท่านนึกถึงความตายนี่อุปมาเหมือน ท่านบอกว่าเหมือนการทำศึกชิงภพ ท่านว่าเวลาที่เราจะตายนี่ มันเหมือนกับอยู่ในสงคราม อยู่ในสงคราม ว่าสงครามกับทางโลก กับสงครามในทางธรรมนี่เหมือนกัน เพราะว่าสงครามในทางโลกนี่เขาต้องเตรียมกองทัพนี่ ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีบ้าง บางที ๓๐ ปีบ้าง
สงครามในทางธรรมก็เหมือนกัน เราจะต้องเตรียมตัว เตรียมตัวเตรียมใจนี่ บางคนเตรียมมา บางคนเตรียมได้ ๕ ปี อยู่แค่ ๕ ปี บางคน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี บางท่าน ๕๐ ปีแล้ว ๖๐ ๗๐ ก็ยังมีนะ เพราะว่าเวลาที่เราใกล้จะละโลกนี่ มีช่วงเวลาแค่วินาทีเอง วินาทีเอง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านใช้คำว่าศึกชิงภพนี่ ชิงกันแค่ช่วงวินาทีเดียวเท่านั้นเอง ว่าใครจะไปสุคติ หรือใครจะไปทุคติ ชิงกันแค่ช่วงนั้นเอง แค่วินาที ว่าที่เราเตรียมตัวมา ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ๖๐ ปีนี่ เรามาชิงกันตอนนั่น
อาจจะมีคำถามค้างใจว่าเอ๊ะ ถ้าเรานึกถึงความตายทุกวันนี่ จิตเราจะเศร้าหมองไหม จิตเราจะขุ่นมัวไหม ถ้าเรามานั่งนึกถึงความตาย ขอตอบในที่นี้เลยว่าไม่เศร้าหมอง ถ้าเรารู้จักจับแง่คิด จับมุมมองในการนึกถึงมรณานุสติ นึกอย่างไรให้ใจผ่องใส นึกอย่างไรให้อยากสร้างบารมี นึกอย่างไรให้อยากทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป แม้เมื่อเรานึกถึงความตายอย่างที่คุณยายบอกนี่ นึกในแต่ละวัน หลังจากก่อนนอนนี่ให้เรานึกถึงความตายว่าวันนี้เรานึกถึงความตายแล้ว และให้เราย้อนดูตัวเองว่าในช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านมา เราได้ทำความดี สร้างบารมีมาอย่างเพียงพอหรือยัง เราได้ใช้เวลาที่มีคุณค่าของนักสร้างบารมีนี่ มาอย่างคุ้มค่าหรือยัง แล้วมีอะไรบ้าง ที่เรายังไม่ได้ทำในชีวิตของนักสร้างบารมี
ที่ว่าเมื่อเราละจากสังขารหยาบนี่แล้ว กลับไปดุสิตบุรีที่เราจากมา เราสามารถพูดให้เพื่อนนักสร้างบารมีได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเราทุ่มเทสร้างบารมีนี่ทั้งชีวิตจิตใจในการสร้างบารมีทุกอนุวินาทีที่เรามาเกิดในโลกมนุษย์นี่ เราสร้างบารมียังไงบ้าง เมื่อเรานึกถึงความตายแล้ว พิจารณาอย่างนี้ทุกๆ วันนี่ เราก็จะมีกำลังใจในการสร้างความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และกำลังใจของเราก็ยังมีมาก มากพอที่จะเผื่อแผ่ เผื่อแผ่ไปให้เพื่อนนักสร้างบารมีที่อยู่รอบข้างอีกด้วยนะ เรา ถ้าเรานึกถึงความตายทุกๆ วัน ตามคำของคุณยายแล้วนี่ นึกอย่างชาญฉลาดแล้ว เราจะเป็นนักสร้างบารมีที่ไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไขในการสร้างบารมี เราจะเป็นนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์แบบ เป็นต้นแบบให้กับชาวโลก เป็นนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์ ตามแบบที่คุณยาย คุณยายของเรา ท่านได้ทำให้ดู ได้ทำให้เราดูเป็นแบบอย่างว่าท่านเป็นนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์แบบยังไง ทุกอนุวินาทีของท่านล้วนเปี่ยมไปด้วยบุญ เป็นกุศล
หลวงพ่อธัมมชโยนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวไว้ว่านักสร้างบารมีต้องใช้วันเวลาแห่งชีวิตให้เป็นประโยชน์ วันนี้เป็นวันของเรา แต่พรุ่งนี้ยังไม่แน่ เพราะฉะนั้นทำสิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรที่จะไปสู่ปรโลก คิดอย่างนี้แล้วจะไม่ จะทำให้เราไม่ประมาท จะมีกำลังใจในการสร้างความดี
แล้วก็พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ท่านได้แนะแนวทาง แนะแนวทางว่าการที่เรานึกถึงความตายนี่ทุกๆ วัน ก็มีวิธีการที่เราจะเตรียมตัว เตรียมตัวยังไง ที่ท่านบอกว่าให้เตรียมตัวตายก่อนตาย เตรียมตัวตายก่อนตาย ท่านว่าถ้า ถ้าใครได้ ถ้าใครได้ปฏิบัติจนใจหยุดใจนิ่ง เข้าถึงพระธรรมกายภายในแล้วนี่ คนนั้นก็ตายก่อนตายได้นะ ท่านบอกว่าจะนั่งตายก็ได้ พูดไปจนกระทั่งดับจิตก็ได้ ตายสักก่อนตายสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมงนะ เพราะว่ามีธรรมกาย ธรรมกายแก้วนี่สำคัญนัก ถ้าเราได้ตั้งใจนึก ตรึกระลึกนึกถึงคำสอนยายนี่ทุกๆ วัน และเราก็จะได้ตั้งใจนั่งประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็จะได้เตรียมตัวตายก่อนตายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ท่านบอกว่าเมื่อไหร่ที่เราเข้าถึงองค์พระธรรมกาย เข้าถึงวิชชาธรรมกายแล้วนี่ เราก็สามารถตายก่อนตายได้ สักชั่วโมง ๒ ชั่วโมงก็ได้นะ
ในการตายก่อนตายอย่างมีสตินี่เรายัง เราดู ดูตัวอย่าง ดูตัวอย่างอย่างพระอัคร อัครสาวกซ้ายขวานี่ พระโมคคัลลา พระสารีบุตร ซึ่งเราได้เคยรู้มาว่าก่อนที่ท่านจะดับขันธปรินิพพานนี่ ท่านก็มาทูลลา ทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ท่านรู้ล่วงหน้าว่าท่านจะตายแล้ว จะปรินิพพานแล้ว
หรือว่าแม้แต่พระอานนท์นี่นะ ซึ่งเป็นพุทธอุปัฏฐากนี่ ก็ตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้าปรินิพพานนี่ พระอานนท์ตอนนั้นยังเป็นพระโสดาบัน เนื่องจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว ทำเผาพระสรีระแล้วนี่ พระอานนท์ก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วในเวลาที่ท่านจะปรินิพพานนี่ ท่านก็อธิษฐานเหาะ เหาะไปเลย ท่าน เออ พระอานนท์เถระเจ้านี่ เวลาปรินิพพานเหาะปรินิพพานกลางอากาศ ไปกลางแม่น้ำโรหินี แล้วก็อธิษฐานปรินิพพาน เดินเตโชสมาบัติ เผาสรีระสังขารซึ่งเป็นกายหยาบนี่ให้พระธาตุ พระธาตุของท่านนี่ตกไปที่ ๒ ฝั่งแห่งแม่น้ำโรหินี เพื่อที่จะแบ่งให้กับพระญาตินะ นี่ก็เป็นการตาย ก่อนตายของพระอรหันต์
ส่วนพระอริยบุคคลนี่ซึ่งยังไม่สำเร็จพระอรหันต์นี่ ก็จะมีอย่างธรรมิกอุบาสกที่รู้จัก อันเป็นการตายอย่างมีสตินะ ตอนที่ธรรมิกะอุบาสกจะตายนี่ ก็มีเทวดาน่ะจากทุกสวรรค์นี่ จากทุกชั้นเลย ทุกชั้นฟ้า เอาราชรถมารับเลย มารับเลย ให้เลือกเลยว่าจะไปชั้นไหน อยากไปชั้นไหน อันนั้นคือการตายอย่างมีสติ
เราจะเห็นว่าคำสอนของคุณยายนี่แค่คำเพียงคำเดียวนี่ สามารถสรุปหลักธรรม สามารถสรุปแนวทางการประพฤติปฏิบัตินี่ ซึ่งเป็นปัจฉิมวาจานี่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ให้เราสามารถเอามาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน นั่นแหละ คำสอนของคุณยายนี่ที่ทิ้งเอาไว้ให้เป็นมรดกอันล้ำค่า ให้กับลูกหลานนี่ เป็น หลวงพี่ว่าเป็นความลึกซึ้ง เป็นอัจริยภาพ เป็นคำสอนที่คุณยายได้มาจากภายใน เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า ถ้าเราลองระลึกนึกถึงดูในคำสอนของยาย แม้เพียงคำเดียวนี่ ถ้าเราเอาไปประพฤติปฏิบัติ และลองกลับไปดูคำสอนยายนี่ แค่คำเพียงคำเดียว ถ้าเราเอาไปประพฤติปฏิบัตินี่ ก็สามารถนี่ทำให้ชีวิตของเรา นาวาชีวิตของเรานี่ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้
ในที่สุดนี้ หลวงพี่จะ หลวงพี่จะขอโอกาสน้อมนำคำสอนของยาย คำสอนของคุณยาย คุณยายกล่าวว่าชีวิตเราเกิดมาคนเดียว ตายก็คนเดียว จะมัวไปห่วงใครไม่ได้ ตัวเราเองยังเอาตัวไม่รอด เกิดมาแล้ว พบพระพุทธศาสนา พบวิชชาที่สำคัญ และมีประโยชน์ที่สุดแล้ว ยังไม่รีบขวนขวายเมื่อยังหนุ่มยังสาวอยู่ แล้วจะไปรอเมื่อไหร่ เมื่อเรายังไม่รู้แน่ว่าจะตายเมื่อไหร่ เกิดปุ๊ปปั๊ปตายไป มินรกหรือ ชีวิตนี้เกิดมาสร้างบารมี บุญที่ได้เพิ่มขึ้น ก็รักษาให้ดี มีแต่บุญเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ ถ้าเกิดมาครั้งนี้เพื่อให้เป็นโมฆะ แล้วจะเกิดมาทำไม ลองนึกดูก็จะรู้ว่าเราขาดทุนหรือกำไร บุญต้องรักษาให้ดี ถ้ารักษาไม่ดี ไม่นึกถึง ไม่เอาใจใส่ บุญก็น้อย บุญก็ไม่หลั่งไหลมา ถ้าเรานึกไว้บุญก็ส่งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต้องอธิษฐานล้อมคอกไว้ให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนตายขอให้มีสติ ให้มีบุญบารมีมากๆ ทุกภพทุกชาติ
หลวงพี่ก็อยากจะขอเชิญชวนพวกเรานะ นั่งหลับตา ทำใจหยุดใจนิ่ง ที่ศูนย์กลางกาย เป็นผู้ที่ไม่ประมาท ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้กล่าวเอาไว้ว่านักสร้างบารมีที่ไม่ประมาทคือการทำใจหยุด ใจนิ่ง จนเข้าถึงดวงใสภายใน เข้าถึงองค์พระธรรมกายภายใน แล้วก็ขอให้พวกเราน้อมนำใจของเรากลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
ทำทาน รักษาศีล การเจริญภาวนา ปฏิบัติธรรม ที่เราทำมาอย่างต่อเนื่อง การมาฟังพระสวดพระอภิธรรมงานคุณยายกัน ได้ร่วมอนุโมทนา บุญกุศลนี้จะมากจะน้อยเพียงใดก็ตาม ให้มารวมประมวลอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้เป็นดวงบุญที่ใส ที่สะอาด ที่บริสุทธิ์ แล้วก็นึกถึงบุญที่มาประมวลรวมอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรานี้ นึกให้ถึงดั่ง อย่างคุณยาย ซึ่งเป็นที่รักของเรา ให้ท่านได้บุญในส่วนนี้กับเราด้วย
แล้วก็ขออำนาจบุญบารมีของคุณยายลงมาปกปักษ์รักษาให้พวกเรามีแต่ความสุขความเจริญ ให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ให้สามารถทำหน้าที่กัลยาณมิตร ให้มีสมบัติจักรพรรดิไหลมาไม่ขาดสาย ใช้ในการสร้างบารมี ใช้ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างสภาธรรมกายสากล และวิหารพระมงคลเทพมุนี ให้เงินไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ทรัพย์สมบัติไหลมาในการสร้างบารมี และขอบุญบารมีของคุณยายได้ช่วยปกปักษ์คุ้มครองรักษาให้พวกเราทั้งหลาย ให้เป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ให้สามารถประพฤติปฏิบัติธรรม เข้าถึงดวงธรรมภายใน เข้าถึงองค์พระธรรมกายภายใน ได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรม ได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย เช่นเดียวกับคุณยาย ที่คุณยายได้ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง เราก็อธิษฐานจิตตามใจปรารถนานะ
สัพเพ …
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-21 FW-AAT.doc