สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบคารวะพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างยิ่ง คารวะพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุก ๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุก ๆ ท่าน
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมาย ในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
จากบทกลอนที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสำหรับท้ายที่สุดแห่งชีวิตมนุษย์แล้วนั้น สิ่งที่หลงเหลือไว้ในโลกนี้ก็คือเรื่องราวแห่งชีวิตของมนุษย์ผู้นั้น ที่ได้กระทำไว้ปฏิบัติไว้ทุก ๆ วัน
ซึ่งถ้าหากเป็นการประกอบคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างยิ่งแล้วล่ะก็ ย่อมจะถูกเล่าขานเป็นตำนานสืบต่อไป ไม่มีวันสิ้นสุด ประดุจเรื่องราวของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย และเป็นผู้สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี
เราปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าทุก ๆ การกระทำอันบุคคลกระทำไว้แล้ว ย่อมจะก่อกำเนิดเกิดเป็นผลแห่งการกระทำตามติดตัวเขาไป หากผู้หนึ่งผู้ใดประกอบแต่กรรมดี ก็ย่อมมีผลแห่งการกระทำคือบุญตามติดตัวเขาไป หากผู้หนึ่งผู้ใดประกอบกรรมชั่ว ก็ย่อมมีผลแห่งการกระทำคือบาปตามติดตัวเขาไป หรืออาจจะกล่าวได้ว่าบุคคลหากเลือกประกอบทำแต่กรรมดี ก็ย่อมมีผลแห่งกรรมดีเป็นที่หมาย หากเลือกประกอบทำแต่กรรมร้าย ก็ย่อมมีแต่ผลร้ายเกิดขึ้นแก่ตน
ดังที่พระบรมศาสดาตรัสเอาไว้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นผู้ต้องรับมรดกแห่งกรรมนั้น มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย และกรรมนั้นเองย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวบ้าง ให้ดีบ้าง บัณฑิตผู้ทราบความตามนี้แล้วพึงสั่งสมแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ตั้งตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท ผลแห่งกรรมนั้นเองย่อมหล่อเลี้ยงให้ทุก ๆ เวลาของชีวิต มีแต่ความประเสริฐ
ซึ่งในที่นี้หลวงพี่จะขอจำแนกออกเป็นประเด็น ๆ ให้เห็นชัดเจน ทั้งหมด ๔ ประเด็นดังนี้ พระบรมศาสดามีปกติตรัสว่า
ประการที่ ๑ สรรพสัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของ ๆ ตน ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ในโลกนี้หาใช่เป็นของ ๆ ตนอย่างแท้จริงไม่ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะนำพาติดตัวเราไปได้ นี้เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ พระบรมศาสดามีปกติตรัสว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด นั่นหมายความถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีกิเลสอยู่ในใจ ย่อมจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อีกนาน การต้องเวียนว่ายตายเกิด ก็จำเป็นต้องมีแดนที่ต้องไปเกิด หากประกอบกุศลกรรม แดนไปเกิดนั้นย่อมกล่าวถึงสุคติภูมิ ตั้งแต่โลกสวรรค์จนกระทั่งถึงพระนิพพาน หรือหากประกอบกรรมชั่ว แดนไปเกิดก็เป็นทุคติภูมิ อย่างที่เราทั้งหลายทราบกันดี
ประการที่ ๓ พระบรมศาสดามีปกติตรัสว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ พวกพ้อง นั่นหมายถึงว่าดูตัวเราเถอะ เกิดมาในตระกูลใด ครอบครัวใด เกิดมาแล้วมีความสูงต่ำดำขาวอย่างไร มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างไร นั่นแหละสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้องอย่างนี้
และประการสุดท้าย สรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย นั่นหมายถึงว่าหากเราดำรงชีวิตอยู่ด้วยการสั่งสมความดี ผลแห่งการทำดีนั้นจะตามหล่อเลี้ยงและเกื้อกูลเราตลอดไป
ส่วนคำสอนของคุณยายเองก็เช่นเดียวกัน คุณยายท่านสอนตามหลักของกรรมและการให้ผลของกรรมเช่นนี้ เช่นคราวหนึ่งคุณยายได้สอนไว้ว่าคนเราจะวิ่งหนีสิ่งที่ตนเองทำไว้ไม่ได้ คนเราจะวิ่งหนีบุญก็หนีไม่พ้น จะวิ่งหนีบาปก็หนีไม่พ้น เพราะทั้งบุญทั้งบาปติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ใครจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ใครสั่งสมอย่างไร ก็ได้ผลไปอย่างนั้น บุคคลถ้าสร้างความดี สร้างกุศล ก็จะได้บุญได้ความสุข คุณยายยืนยันอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่จะตามติดตัวเราไปได้ เป็นของ ๆ เราอย่างแท้จริง คือบุญบาปต่างหากเล่า และที่หนีไม่พ้นเพราะมันอยู่ที่กลางใจ กลางตัวของเรา
คุณยายยังได้เมตตาสอนอีกว่าบุญนี้เอาติดตัวเราไปได้ หากเรามีน้อยก็ทำน้อย ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวมันก็มากเอง เหมือนเก็บเงินใส่กระปุก ถึงจะมีสมบัติพันล้าน หากไม่ได้ทำบุญแล้วล่ะก็ เวลาตายก็เอาติดตัวไปไม่ได้ เพราะว่านั่นน่ะยังไม่ใช่ของ ๆ เรา แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่หมั่นทำบุญ สมบัตินั่นแหละจะเป็นของ ๆ เราอย่างแท้จริง ตามติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ทำบุญไม่สูญเปล่า เป็นสมบัติของเรา แต่ถ้าเราไม่ได้ทำบุญ ตายไปก่อน คนที่อยู่ข้างหลังเราก็เป็นคนใช้สมบัตินั้น คนเราตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปได้ก็แต่บุญกับบาป คนเราเหมือนหุ่น บุญบาปพาไป ทำบุญ บุญก็เชิด ทำบาป บาปก็เชิด นี่เป็นคำยืนยันของคุณยาย ที่จะบอกพวกเราว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตนเท่านั้น
และนอกจากนี้ในคำสอนเรื่องนี้ คุณยายยังได้เมตตาบอกวิธีที่จะขนสมบัติ หรือขนทรัพย์ของเราเองตามติดตัวเราไปข้ามชาติ ก็ด้วยการนำสมบัติหรือทรัพย์เหล่านั้นออกมาทำบุญ เพราะคุณยายทราบด้วยดีแล้วว่ามีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่จะตามติดตัวเราไปได้ ทรัพย์สมบัติอื่น ๆ ต้องทิ้งไว้ในโลก หรือแม้แต่สิ่งของที่เราใช้เป็นประจำ เช่นฟันปลอมของเรา ฟันเลี่ยมทองในปากเรา ท้ายที่สุดของวันตายเราก็ต้องทิ้งไว้บนโลกนี้ ไม่สามารถจะนำติดตัวเราไปได้
คุณยายยังสอนต่อไปอีกว่าคนที่ทำความสะอาดธรณีสงฆ์ ไม่ว่าจะไปอยู่สวรรค์ชั้นใดก็ตาม จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต วิมานก็จะใสสว่าง ผิวพรรณวรรณะก็จะผุดผ่องกว่าเทวดาองค์อื่น ๆ คนที่จะมาทำความสะอาดอย่างนี้มีน้อย เพราะฉะนั้นเทวดาที่มีผิวพรรณสว่างไสวอย่างนี้จึงมีน้อย ถ้าพวกเรามีแรง เราก็ทำกันไปนะ คุณยายบอกว่าใครทำ ใครได้ สะสมบุญเอาไปมาก ๆ ก็แล้วกัน นี่คุณยายกำลังบอกไว้ชัดเจนเลย ยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วสรรพสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีกรรมเป็นแดนเกิด และบอกไว้ด้วยว่าถ้าเป็นสุคติภูมิโลกสวรรค์แล้วล่ะก็ ยังแบ่งเป็นชั้นต่าง ๆ อย่างเช่นเป็นสวรรค์ชั้นจาตุมหาชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต อย่างนี้เป็นต้น
หรือแม้แต่คุณยายก็ได้ยืนยันไว้ด้วยว่าแม้ทุคติภูมิก็ยังมีอยู่ มีแดนเกิดที่เหมาะสมแก่กรรมของตน ของตนอยู่ อย่างตัวอย่างเช่นคุณยายได้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ ที่คุณยายได้ไปช่วยโยมพ่อให้พ้นขึ้นมาจากนรก คุณยายก็เล่าว่าในสมัยที่ได้เรียนธรรมะจากคุณยายทองสุขจนสามารถที่จะไปตามหาโยมพ่อได้ คุณยายก็นึกอธิษฐานจิตกับพระธรรมกาย ขอให้ได้พบกับคุณพ่อ คุณยายบอกว่าเราต้องน้อมธรรมกายไป ถ้าไม่น้อมไป ไปไม่ได้ เพราะกายอื่นมันไปไม่ได้เลย ไปได้ก็แต่เฉพาะธรรมกาย พระธรรมกายก็ลอยลิ่ว ไปในที่ที่แห่งหนึ่ง คุณยายบอกว่าสถานที่ ที่เห็นนี้เป็นทะเลเพลิง มีไฟลุกสูงมากเลย คุณยายมองด้วยตาธรรมกายไปจนสุดสายตา ก็เห็นมีแต่ไฟลุกท่วมไปหมด
คุณยายเล่าว่าพอธรรมกายค่อย ๆ ลอยลงไปในนรกนี้ กายธรรมนั่นเองจะเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันไฟให้ ไฟนรกจึงดับหมด แล้วยายก็คิดถึงโยมพ่อ แล้วก็มองไปเห็นโยมพ่ออยู่ปะปนกับสัตว์นรกต่าง ๆ ก่ายกันไปก่ายกันมา จุ่มโผล่จุ่มโผล่อยู่ในน้ำทองแดง สักครู่หนึ่งพ่อจึงออกมาจากกลุ่มสัตว์นรก คุณยายบอกว่าเห็นโยมพ่อนุ่งผ้าเตี้ยว เหมือนตอนสมัยที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ แต่สีหน้าแววตามีใบหน้าที่หมองคล้ำ ประหนึ่งว่ามีความทุกข์อย่างหนัก แล้วก็เดินมาเกาะที่เข่ายาย
คุณยายเล่าต่อไปอีกว่าคุณยายช่วยพ่อด้วยการ นึกอธิษฐานจิตถึงบุญที่ได้เข้าถึงพระธรรมกายให้ช่วยโยมพ่อ ให้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และคุณยายก็ได้ตามไปดูว่าวิมานของคุณพ่อเป็นอย่างไร ก็ไปเห็นว่าวิมานของคุณพ่อเป็นวิมานหลังเล็ก ๆ เก่า ๆ บริวารก็มีอยู่นิดเดียวเอง คุณยายบอกว่าก็เป็นเพราะว่าสมัยที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ วัดก็เข้า เหล้าก็กิน บุญก็ทำ กรรมก็สร้าง เว้นไว้แต่ตอนเข้าพรรษาเท่านั้นที่คุณพ่อละอบายมุขทั้งหลาย
หลวงพี่ได้ยินได้ฟัง ได้อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกได้ว่าคุณยายกำลังถ่ายทอดหรือบอกเราเรื่องอานุภาพของวิชชาธรรมกาย คุณยายกำลังบอกเราถึงบุญที่ได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวว่ามีมากขนาดไหน หรือแม้ในที่สุดคุณยายกำลังบอกว่า แดนเกิดที่เนื่องด้วยผลแห่งการกระทำของสัตว์นั้นมีอยู่ ที่เรียกว่าทุคติภูมินั้นมีอยู่ เป็นแดนเกิดที่เหมาะสมแก่กรรมของบุคคลนั้นนั่นเอง
อีกคราวหนึ่งคุณยายเล่าไว้ว่า ในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะใช้ให้คุณยายไปตรวจดูบุญของคนที่ตายแล้วอยู่เรื่อย ๆ สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านยังมีชีวิตนั้น คนแก่ ๆ เขาชอบพามาตายที่วัดปากน้ำ พอสวดวันแรกหลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะพาคุณยายไปฟังสวดพระอภิธรรมด้วย ก่อนที่พระจะสวดพระอภิธรรม หลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะใช้ให้ยายไปตามกายละเอียดของผู้ตายมา และหลวงพ่อท่านก็ถามว่ามาหรือยัง ถ้าหลวงพ่อถามอย่างนี้แล้วล่ะก็ คุณยายก็ต้องตอบได้ว่ามาหรือยัง ถ้ามาแล้วนั่งอยู่ตำแหน่งไหน หรือว่ายืนอยู่ที่ใดต้องตอบได้
พอสวดอภิธรรมรอบแรกจบแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะหันมาถามคุณยายว่าผู้ตายได้บุญเท่าไหร่ คุณยายก็จะตอบว่าได้วิมานสูงเท่านั้น ๆ มีบริวารเท่านั้น ๆ พอสวดรอบที่ ๒ เสร็จ ท่านก็จะถามอีกว่าผู้ตายตอนนี้ได้บุญไปเท่าใด คุณยายก็จะตอบว่าตอนนี้ผู้ตายได้บุญไปอีกเท่าหนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ยินได้ฟังคำตอบเหล่านี้แล้วก็พอใจ แล้วก็จะเดินกลับ
ส่วนคุณยายจะรอฟังพระท่านสวดรอบที่ ๓ จบก่อน แล้วคุณยายถึงจะค่อยเดินกลับ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพี่ได้ยินได้ฟังแล้ว รู้สึกอย่างนี้ว่าคุณยายกำลังบอกเลยว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด หากประกอบกรรมดีก็มีสุคติภูมิโลกสวรรค์เป็นที่ไป
และในที่นี้เองเป็นโอกาสสำคัญที่พวกเราได้มีโอกาสมาฟังสวดพระอภิธรรมที่วัดพระธรรมกาย ที่หน้าเรือนทองของคุณยาย ๒๗๕ วันแล้ว เราลองนึกถึงบุญของเราเองดูแล้วกันว่าจะมีมากขนาดไหน
อีกคราวหนึ่งคุณยายได้สอนเอาไว้ว่า ยายรักบุญ บุญน่ะคือความดี จะช่วยทำให้ยายพ้นทุกข์ ยายอยากได้บุญ เพราะภพชาติต่อไปยายต้องไปเกิดอีก ที่เขาจนน่ะ เพราะเขาไม่ทำทาน บอกบุญเขา เขาก็ได้บุญ เราก็ได้บุญ และเราก็จะไปกันเป็นหมู่คณะไม่ต้องนั่งจ๋องอยู่คนเดียว ภพชาติต่อไป พวกเราก็จะได้พบกันอีก ไม่ต้องไปเจอคนพาล พบแต่คนมีบุญด้วยกัน อย่างนี้พวกเราก็ไม่เดือดร้อน
ที่คุณยายสอนเช่นนี้ แสดงว่าคุณยายเข้าใจได้ดีอยู่แล้วว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พี่น้อง หากเราได้ทำบุญร่วมกันไว้ย่อมมีโอกาส เกิดมาพบเจอแล้วคุ้นเคยกันได้อีก นี่เป็นประการที่ ๓ ที่ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พี่น้อง หากประกอบกรรมดีไว้แล้วล่ะก็ ผลแห่งกรรมดีคือบุญก็จะดึงดูดให้พวกเราได้มาเกิดร่วมกัน มีโอกาสมาสร้างบารมีร่วมกันอีก
มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายได้เล่าไว้ว่ามีสาธุชนท่านหนึ่งเรียนถามคุณยายว่าเวลาพบอุปสรรค แต่ว่าตนเองนั้นอยู่ห่างไกลจากคุณยาย จะขอบารมีคุณยายให้ช่วย จะทำอย่างไรดี คุณยายก็ตอบว่าคุณให้ นึกถึงบุญกุศลที่เราทำบุญทำทานเอาไว้ เรียกบุญช่วย บุญน่ะจะช่วยเราได้ ถ้าเราคบคนพาล คนพาลก็ช่วยเราไม่ได้ บุญนั้นเองจะทำให้เราพบกับคนดี ๆ ที่จะช่วยเราได้ นี่เป็นเรื่องเล่าครั้งหนึ่งที่คุณยายเล่าไว้
หรือมีอีกครั้งหนึ่ง คุณยายเมตตาเล่าเอาไว้ว่า สาธุชนอีกท่านหนึ่งมากราบขอให้คุณยายช่วย เพราะว่าต้องไปทำงานที่แห่งใหม่ ที่แห่งใหม่นั้นเอง บุคคลผู้นี้ต้องไปดูแล ต้องไปปกครอง ต้องไปเป็นหัวหน้าเขา ดูแลคนที่มีอายุแก่กว่า จะทำอย่างไรดี จะขอความเมตตาจากคุณยายให้ช่วย คุณยายก็เมตตาตอบไปว่า ไม่ต้องกลัว อายุน้อยไม่เป็นไร ขอให้มีบุญเยอะก็แล้วกัน บุญน่ะเป็นคนคุม ไม่ใช่อายุที่จะไปคุมคนอื่นได้ ตัวเราเองเป็นหุ่น บุญน่ะเป็นคนทำ ถ้าบุญเรามากล่ะก็ เป็นหัวหน้าในที่นั้น เพราะบุญเป็นผู้ควบคุม
ทั้ง ๒ เรื่องที่คุณยายเล่าไว้ หลวงพี่เข้าใจได้ว่าคุณยายกำลังเน้นไว้เลยว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง แล้วก็เป็นที่พึ่งได้ทุก ๆ เรื่องเลย หากประกอบกรรมดีแล้วล่ะก็ ผลแห่งกรรมดีคือบุญก็จะช่วยดูแล นำพาความสุข ความสำเร็จมาให้ คุณยายยังได้มีโอกาสเมตตาสอนอีกว่า ชาตินี้ยายกลัวอยู่อย่างเดียว กลัวว่าจะได้บุญน้อย บุญจะแพ้คนอื่นเขา เพราะว่าถ้าเรามีบุญมากแล้วล่ะก็ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาก็จะสำเร็จ ที่เราคิดจะทำไว้แล้วล่ะก็ สำเร็จทุกอย่าง ใครก็มาขวางไว้ไม่ได้ นี่ก็เป็นด้วยอำนาจแห่งบุญ
หรือแม้แต่ตอนหนึ่งคุณยายสอนไว้อีกว่า ทำบุญไปเถอะ ตอนแก่ ๆ บุญก็เลี้ยงเราเองแหละ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนเลี้ยงตอนแก่ แสดงว่าคุณยายทราบดีอยู่แล้วว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย หากประกอบกรรมดีไว้แล้วล่ะก็ ผลแห่งกรรมดีคือบุญ ก็จะเกื้อกูลผู้ที่เป็นเจ้าของบุญนั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดหรือใครเลยที่จะมาช่วยดูแลได้
ลูกหลานยายทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าคุณยายเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ที่คุณยายเรียกว่า ก ข้อ ไม่กระดิก แต่ความที่ไม่รู้หนังสือนั้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับญาณทัสสนะของคุณยายเลย ที่จะไปรู้ไปเห็นเรื่องหลักกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างแท้จริง ความไม่รู้หนังสือ ไม่สามารถจะมาปิดกั้น ความรู้ในเรื่องราวของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงได้ ทำให้คำสอนของคุณยายทุก ๆ คำ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็เป็นผลมาจากที่คุณยายรักที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายนี่ยิ่งกว่าชีวิต และเห็นคุณค่าในการที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งคุณยายเองก็ได้เปรียบเทียบไว้ครั้งหนึ่ง คุณยายได้เล่าว่าสมัยที่คุณยายได้ธรรมะใหม่ ๆ ยายถึงกับรำพึงออกมาว่า เราได้เห็นธรรมกายขั้นต้น ๆ ยังสุขใจถึงเพียงนี้ ถ้าได้เข้าถึงธรรมะขั้นสูงที่ลึกซึ้งจะมีความสุขสักเพียงไหน ถ้ามีใครเอาทองคำ หนักเท่าตัวเรามาแลกเอาธรรมะไป ไม่ให้เราเห็นธรรมะอีก เราจะไม่มีวันยอม ในโลกนี้ไม่มีอะไรช่วยเราได้ มีแต่ธรรมะนี่เองที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเรา นี่คือคำของคุณยายที่เปรียบเทียบไว้ให้ฟังถึงความรู้สึกที่คุณยายนี่รักและเทิดทูน เห็นคุณค่าในวิชชาธรรมกายอย่างยิ่ง
ลูกหลานยายผู้รักในบุญทุก ๆ ท่าน ทุกท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีบุญอย่างยิ่งที่ได้มาถึงคุณยาย ได้มาศึกษาวิชชาธรรมกาย ขอเพียงมีใจรักในวิชชาธรรมกายเหมือนคุณยาย เราทุกคนก็จะได้ไปรู้ไปเห็นอย่างที่คุณยายได้ไปรู้ไปเห็นมาอย่างแน่นอน
ในช่วงสุดท้ายนี้หลวงพี่จะได้เชิญชวนลูกหลานยายทุก ๆ ท่านได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา นึกถึงคุณของคุณยายกันสักครู่นะ ให้เราได้นึกน้อมภาพของคุณยาย เอามาไว้ในตัวของเรา ให้เชื่อมต่อกับใจของเรา ประหนึ่งว่าความรู้สึกของเราซ้อนสนิทกับความรู้สึกของคุณยาย ประหนึ่งว่าความเมตตาของคุณยาย สอดผ่านมาได้ถึงใจของเรา แล้วหล่อเลี้ยงใจเราอย่างอบอุ่น และภาพเหล่านี้ ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้จะอยู่กับใจของเราได้อย่างต่อเนื่อง
****************************** จบ ******************************