สติย่อมสมบูรณ์ เมื่อใจจรดศูนย์ทุกเวลา
(ม้วน 1/A)
พระธัญสัณห์ : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป กล่าวสวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ ท่าน และเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
***ภิขะเว อามันตะยะมิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ตถาคตขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ
พุทธพจน์ที่หลวงพี่นำมากล่าวแล้วข้างต้นนี้ ก็เป็นปัจฉิมโอวาทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ทรงประทานไว้ให้แก่เหล่าพุทธบริษัทเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ทีนี้พวกเราทราบกันหรือไม่ว่าความไม่ประมาทนี้สำคัญอย่างไร สำคัญถึงขนาดที่พระองค์ทรงเลือกความไม่ประมาทมาสั่งสอนเราเป็นครั้งสุดท้าย ท่านได้สรุปธรรมะที่พระองค์ทรงสั่งสอนมาทั้ง ๔๕ พรรษาไว้ที่คำว่าความไม่ประมาท ก็เพราะคำสอนหรือธรรมะ หรือคุณธรรมความดีต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์มาทั้ง ๔๕ พรรษานั้น จะสำเร็จสมบูรณ์ บริบูรณ์ได้ก็ด้วยความไม่ประมาทนี่เอง
การสั่งสมความดีทั้งหลายนั้น ถึงแม้เราจะพร้อมด้วยปัจจัยทุกสิ่งแล้วก็ตาม แต่ถ้ายังประมาทอยู่ คุณธรรมความดีนั้นก็ไม่สามารถทำให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ได้ ยกตัวอย่างเช่น หลวงพี่ว่าในที่นี้พวกเราหลายๆ คนก็คงเคยมาทำบุญที่วัดกันอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเราถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยปัจจัยไทยธรรมต่างๆ พวกเราถึงได้มีโอกาสมาร่วมกันสั่งสมบุญที่วัด แต่ถ้าพวกเราถึงพร้อมด้วยศรัทธาแล้วก็ตาม ถึงพร้อมด้วยปัจจัยไทยธรรมแล้วก็ตาม แต่ยังมีความประมาท ก็จะมีความคิดว่าเรามาพรุ่งนี้ก็ได้ หรือว่าวันนี้ขี้เกียจแล้วไม่อยากมา ถ้าใครมีความคิดเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีความประมาท ก็จะทำให้ความดีนั้นไม่เต็มสมบูรณ์บริบูรณ์
หรือดูอย่างเวลาที่เรามาร่วมงานที่บ้านยายแห่งนี้ บางคนก็มีศรัทธาดี รู้ว่าคุณยายเป็นบุคคลที่หายาก เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ประดุจพระเจดีย์ที่บรรจุพระธรรมกายไว้นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ถ้าทำบุญกับท่านก็จะได้บุญใหญ่มากมายมหาศาล แล้วก็มีความพร้อมที่จะเดินทางมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลของคุณยาย แต่ถ้าเราเกิดความประมาทขึ้นมา เราก็จะมีความคิดว่างานยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ยืดเวลาสลายร่างของคุณยายออกไป ถึงมาฆะปีหน้า เราก็จะคิดว่ามาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเวลายังมีอีกยาว แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาบ่อยๆ ในช่วงท้ายๆ เอา หรือคิดว่าเมื่อวานนี้เราก็มาแล้ว แล้วเราไม่อยากมาบ่อยๆ เราก็มาวันเว้นวันก็ได้ ถ้าใครคิดอย่างนี้ก็แสดงว่ามีความประมาทเกิดขึ้นแล้ว
หลวงพี่ถึงบอกว่าการที่มาจะถึงพร้อมบริบูรณ์ ด้วยคุณธรรมความดีทั้งหลาย ก็ต้องประกอบด้วยความไม่ประมาท ทีนี้ เรามาดูว่าประมาท จริงๆ แล้วความหมายของความไม่ประมาท หมายถึงอะไร กินความหมายรวมถึงแค่ไหน ความไม่ประมาท ก็หมายถึงการที่เรามีสติ ระลึกอยู่กับตัวตลอดเวลา การที่เรามีสติระลึกอยู่กับตัวตลอดเวลา ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็หมายถึงการที่เราสามารถตรึกองค์พระ ตรึกดวงธรรมใสๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ตลอดเวลานั่นเอง
ทีนี้ ถ้าพูดถึงเรื่อง การที่มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา หลวงพี่ก็มีความประทับใจเกี่ยวกับคุณยายในเรื่องนี้อยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อว่าสติที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจของอุปัฏฐากของคุณยายท่านหนึ่ง ที่ท่าน ที่อุปัฏฐากท่านนี้ท่านได้ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่าดวงจันทร์กลางดวงใจ หลวงพี่ได้มีโอกาสอ่านแล้วก็รู้สึกว่าประทับใจ เพราะหายาก สำหรับผู้ที่มีสติที่สมบูรณ์ได้ขนาดนี้ ซึ่งคุณยายท่านก็เรียกอุปัฏฐาก ซึ่งเป็นผู้เขียนเรื่องนี้ว่าหลานน้อย คือเป็นสรรพนามเรียกอุปัฏฐากท่านนี้นะ เราลองมาฟังดู
ขณะนั้นเป็นเวลาทุ่มเศษๆ พี่อารีพันธุ์และเปิ้ลกลับไปทำภารกิจส่วนตัวที่บ้านพัก ข้าพเจ้าอยู่ที่กุฏิคุณยายกับน้าเล็ก ในเวลาค่ำเช่นนี้ คุณยายท่านจะคอยกำชับให้ปิดประตูและหน้าต่างกุฏิให้เรียบร้อย สักครู่ท่านก็หันมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ไอ้หลานยาย พายายไปเข้าห้องน้ำหน่อย น้าเล็กซึ่งอยู่ทางด้านขวามือคุณยาย ก็พูดกับข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวฉันพาไปเอง คุณยายได้หันมาพูดกับน้าเล็กว่าไม่เป็นไร คุณเล็ก นั่งไปเถอะ อายุเยอะแล้ว ให้เด็กๆ มันพาไป ข้าพเจ้ารู้ว่าคุณยายท่านเกรงใจน้าเล็กมาก เพราะเวลาที่น้าเล็กจะลุกนั้นดูไม่ค่อยจะคล่องตัวแล้ว แต่ด้วยดวงใจแห่งความเคารพรักในคุณยายของน้าเล็กนั้นเปี่ยมล้นยิ่งนัก
ข้าพเจ้ายื่นมือทั้งสองข้างให้คุณยายจับ แล้วพยุงท่านลุกขึ้นจากเก้าอี้ ให้มือทั้งสองข้างของคุณยาย จับแขนทั้งสองข้างของข้าพเจ้าไว้อย่างมั่นคง แล้วค่อยๆ พาคุณยายเดินไปที่ห้องน้ำ ระหว่างที่คุณยายเดินมานั้น ท่านจะพูดเสมอๆ ว่าอยู่กับยาย เอาบุญกับยายนะ ไอ้หลานน้อย พอมาถึงหน้าห้องน้ำ ข้าพเจ้าก็เอื้อมมือไปกดสวิตส์ไฟในห้องน้ำนั้นเปิด
เมื่อคุณยายท่านเสร็จภารกิจแล้ว ท่านก็จะมาที่อ่างล้างหน้า หยิบแก้วน้ำที่วางคว่ำ อยู่ในถาดให้หงายขึ้น ข้าพเจ้าเทน้ำที่อยู่ในขวดสำหรับใช้บ้วนปากใส่แก้วใบนั้นให้ท่าน คุณยายท่านจะคอยสังเกต และบอกข้าพเจ้าเสมอว่าเทไม่ต้องมากนัก เอาแค่ครึ่งแก้วก็พอ เหลือแล้วเดี๋ยวก็ทิ้ง นี่ถ้าเราไม่พอ เราก็เติมใหม่ได้ เมื่อคุณยายบ้วนปากเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็เปิดก๊อกน้ำที่ติดตั้งคู่กับอ่างนั้น เพื่อที่จะให้คุณยายท่านล้างแก้ว ข้าพเจ้าเปิดก๊อกน้ำตามความเคยชินของตัวเอง คุณยายก็เอามือไปหมุนก๊อกน้ำนั้น ให้น้ำไหลแรงให้น้อยกว่าเดิม แก้วใบนั้นถูกล้างทั้งข้างนอกและข้างใน จนคุณยายท่านมั่นใจว่าสะอาดดีแล้ว จึงสลัดแก้วน้ำให้หยดน้ำที่เกาะติดตามแก้วนั้นหยดลงที่อ่าง แล้วจึงคว่ำแก้วไว้ที่ถาดวางแก้วตามเดิม แล้วท่านก็ปิดก๊อกน้ำ แล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า ใช้น้ำก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นเดี๋ยวก็ต้องไปเป็นขี้ข้าน้ำ นี่เวลาใช้น้ำ เราต้องเปิดแต่พอดีพอดี จำไว้นะไอ้หลานน้อย แล้วท่านก็เปิดก๊อกน้ำนั้นอีกครั้ง ให้น้ำไหลแต่น้อย แต่ไม่ขาดสาย
วิธีการล้างมือของท่าน ช่างสะอาดหมดจดจริงๆ คุณยายท่านเอานิ้วมือแต่ละนิ้วสอดสับหว่างกัน ถูไปถูมา ให้ซอกนิ้วมือทั้ง ๒ ข้างนั้นสะอาด แล้วท่านก็พลิกถูหลังมือ หน้ามือ ซ้ายขวา ถูสลับไปสลับมา จากนั้นก็เอามือทั้งสองข้างมาประกอบกัน ถูไปถูมา จนท่านมั่นใจว่าน้ำนั้นพาสิ่งสกปรกหลุดออกไปหมดแล้ว ท่านจึงสลัดมือที่อ่าง แล้วก็หมุนเกลียวปิดก๊อกน้ำจนแห้งสนิท แล้วท่านก็พูดว่าเวลาปิดน้ำก็ต้องปิดให้สนิท ถ้าปิดไม่สนิท เดี๋ยวน้ำมันก็ไหลออกมาอีก
แล้วท่านก็หันไปเช็ดมือกับผ้าเช็ดมือที่แขวนไว้ที่ผนังห้องน้ำ เช็ดทุกซอกนิ้ว และนิ้วมือทุกนิ้ว ทั้งหน้ามือและหลังมือ จากนั้นท่านก็หยิบผ้าที่วางพาดขอบอ่างนั้นมาเช็ดหยดน้ำที่ติดตามอ่างให้แห้งสนิท ทำเสมือนว่าอ่างน้ำนี้ยังไม่เคยมีใครใช้มาก่อนเลย
ข้าพเจ้าคิดว่าคุณยายท่านเสร็จจากภารกิจแล้ว จึงยื่นมือให้ท่านจับ เพื่อที่จะพาท่านออกจากห้องน้ำไปที่เก้าอี้ตามเดิม คุณยายท่านเอามือทั้งสองข้างจับที่แขนทั้งสองของข้าพเจ้าไว้ แล้วท่านก็ก้มดูที่พื้น เห็นผ้าเช็ดเท้ายังไม่เรียบร้อย แต่ท่านไม่สามารถจะก้มลงไปจัดให้เรียบร้อยตามเดิมได้ ท่านจึงบอกกับข้าพเจ้าว่า ไอ้หลานน้อย เราจัดผ้าให้ยายหน่อย ให้มันเรียบๆ นะ ข้าพเจ้าก้มลงจัดวางผ้าผืนนั้นให้เรียบร้อยเหมือนเดิม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็พาคุณยายออกจากห้องน้ำนั้น พอตัวของท่านออกมาพ้นประตูห้องน้ำได้ ท่านก็พูดกับข้าพเจ้าว่าปิดไฟเสียไอ้หลานน้อย ไฟดวงไหนไม่ได้ใช้ เราก็ปิดซะ อย่าเปิดทิ้งไว้
ณ วันนี้อิริยาบถต่างๆ ที่คุณยายปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันนั้น ได้บอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่าถ้ามีใจจรดที่ศูนย์กลางกายได้ตลอดเวลา เราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีที่สุด ใจที่จรดศูนย์กลางกายตลอดเวลานั้น คือสติที่สมบูรณ์นี่เอง
จากเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่าคุณยายท่านเป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์ตลอดเวลา และผู้มีสติสมบูรณ์ตลอดเวลา ก็จะเป็นผู้ที่ไม่มีความประมาทเลยในทุกเรื่อง สังเกตว่าในเรื่องที่หลวงพี่เล่ามาเมื่อตะกี้นี้ นับตั้งแต่คุณยายเริ่มก้าวเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ท่านจะไม่เผลอสติเลย ไม่ว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เช่นการเปิดก๊อกน้ำก็ตาม ท่านก็จะเปิดให้ไหลแต่พอดีๆ หรือแม้แต่การจัดอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้าก็ตาม ท่านได้ทำเรียบร้อยทุกอย่าง เหมือนกับว่าในห้องนี้ไม่เคยมีใครมาใช้เลย ก่อนเข้าเป็นยังไง หลังจากทำภารกิจเสร็จแล้ว ออกมาก็เป็นอย่างนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง
นี่ไม่ใช่เพราะท่านจำตลอดว่าขั้นแรกต้องทำอย่างนี้ ขั้นที่ ๒ ต้องทำอย่างนี้ แต่เป็นเพราะท่านมีใจจรดที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา ท่านจึงสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีที่สุด ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละเอียดเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ว่าในเมื่อตัวของพวกเราทั้งหลายในขณะนี้บางคนก็ยังไม่สามารถทำได้แบบคุณยายก็คือยังไม่สามารถเอาใจจรดไว้ที่ศูนย์กลางกายได้ตลอดเวลา ก็มีเผลอบ้าง บางครั้งก็อยู่บ้าง ไม่อยู่บ้าง
แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีเพื่อที่จะฝึก เพื่อที่ให้เราเกิดความไม่ประมาท ฝึกเพื่อที่ให้เราสามารถเอาใจจรดไว้ที่ศูนย์กลางกายได้ตลอดเวลา เราก็มาดูกันว่าโดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะประมาทในเรื่องอะไรกันมากที่สุด หรือว่าเผลอสติในเรื่องใดกันมากที่สุด เรามาเริ่มกันที่พุทธพจน์ที่หลวงพี่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถอะ สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา งั้นเราต้องพิจารณาอยู่เสมอๆ ว่าเดี๋ยวเราก็แก่แล้ว ร่างกายที่เคยแข็งแรงสักวันหนึ่ง ก็ต้องมีวันที่จะต้องอ่อนแอลงไป
ในสมัยที่หลวงพี่บวชอยู่พรรษาแรกนี้ มีเพื่อนสหธรรมิกที่บวชด้วยกัน ที่ว่าเป็นร้อยรูปทีเดียว อายุน้อยกว่าก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ก็จะมีอายุมากกว่า มากกว่าหลวงพี่ ๑๐ ปีก็มี ๒๐ ปีก็มี บางองค์ก็ ๓๐ ปีก็มี หลวงพี่ก็คิดว่าเรานี่บวชตั้งแต่ยังเด็กนะ เรียกว่าเป็นพระหนุ่ม ประมาณนั้น เรายังมีร่างกายแข็งแรง ยังสร้างบารมีได้อีกนาน พอคิดอย่างนี้แล้วเป็นยังไง พอคิดอย่างนี้แล้วมันก็ทำให้เกิดความประมาท ประมาทในวัย ประมาทในสังขารของเรา มันทำให้เราสร้างบารมีได้อย่างไม่เต็มที่ ไม่เต็มกำลัง เพราะยังคิดว่าเวลายังมีอีกเยอะ
แต่ว่าพอหลวงพี่บวชได้สัก ๒-๓ พรรษา ก็เริ่มรู้สึกว่าเออ นี่เราแก่เหมือนกันนะ นั่งสมาธิก็เริ่มเมื่อยเป็นกะเขาแล้ว ขึ้นรถลงเรืออะไรต่างๆ ก็ มี รู้สึกมึนๆ ต้องใช้พวกยาดมยาหม่องช่วย นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่พอยิ่งมาได้อ่านคำสอนของคุณยาย ยิ่งทำให้ซาบซึ้งว่าเอ๊ะ ทำไมคุณยายท่านถึงได้สร้างบุญสร้างบารมีได้มากขนาดนี้ ทำไมคุณยายท่านถึงได้เร่งสร้างบุญสร้างบารมีมากขนาดนี้ เพราะคุณยายท่านจะสอนอย่างนี้ว่าเราแก่แล้วนะ อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ให้คิดถึงความแก่ตลอดเวลา ถ้ายังทนงว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ก็จะทำให้หลงตกนรกได้ง่ายๆ เอาบุญละเอียดให้มากกว่าบุญหยาบ เพราะบุญละเอียดทำให้หลุดจากกิเลส
แล้วท่านก็ยังสอนอีกว่าให้พิจารณาว่าเราแก่ไปทุกวันแล้วนะ อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ยายนึกว่ายายแก่ตั้งแต่ยายยังเป็นสาว ทำให้ยายเร่งสร้างบารมี ยายนึกว่ายายแก่ตั้งแต่ยายยังเป็นสาว ทำให้ยายเร่งสร้างบารมี ถ้าพวกเราทั้งหลายอยากเป็นนักสร้างบารมี เราต้องคิดแบบยาย ต้องคิดว่าเรามีสังขารที่เสื่อมไปเป็นธรรมดา เมื่อคิดอย่างนี้เราถึงจะสามารถเร่งสร้างบารมีติดตามยายไปได้
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณยายได้สอนไว้เกี่ยวกับความไม่ประมาทก็คือ ความไม่ประมาทในชีวิต เพราะบางคนมักจะประมาทในชีวิตก็คือคิดว่าเรายังอยู่ได้อีกนาน แต่ละคนถ้าถามว่ารู้ไหมว่าเราต้องตาย ก็ต้องบอกว่าก็รู้กันทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะคิดถึงกัน สำหรับเรื่องนี้คุณยายท่านได้สอนเอาไว้ว่ายายนึกถึงความตาย จึงได้ทอดกฐินทอดผ้าป่า ยายคิดว่าเวลามันไม่รอ เดี๋ยววันเดี๋ยวคืนเดี๋ยวพรุ่ง ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ยายรีบๆ ทำไว้ เป็นบุญติดตัวไป คนเราตายไปแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปได้แต่บุญกับบาป คนเราเหมือนหุ่น บุญบาปพาไป ทำบุญ บุญก็เชิด ทำบาป บาปก็เชิด
สำหรับเรื่องนี้คุณยายท่านได้เคยสอนพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเอาไว้ ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บวชมาใหม่ๆ ซึ่งท่านได้เขียนเล่าเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่าเล่าเรื่องยาย ซึ่งหลวงพี่ได้มีโอกาสอ่านตั้งแต่บวชมาแรกๆ ก็คือ อีกเรื่องหนึ่งที่คุณยายเป็นห่วงคือ พวกเราลุยงานสร้างวัดกันทั้งวันทั้งคืน แทบจะเรียกว่าหายใจเข้าออกเป็นงานสร้างวัดไปหมด การนั่งสมาธิจึงน้อยลง จิตใจจึงหยาบขึ้น บางครั้งเมื่อความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ก็ทำท่าจะมีปากมีเสียงกัน
คุณยายมีวิธีป้องกันการกระทบกระทั่งอย่างชาญฉลาดคือ ทุกเช้าท่านจะมาถามอาตมาว่า ท่าน วันนี้คิดถึงความตายหรือยัง ยังเลยยาย ตอบท่านไปอย่างนั้น เป็นพระโกหกไม่ได้ ก็เรากำลังยุ่งกับงาน มีหรือจะคิดถึงความตาย เช้าวันรุ่งขึ้นท่านก็มาถามอีก ท่าน คิดถึงความตายหรือยัง อาตมาตอบว่ายังอีกเช่นเคย แต่ชักคิดสะกิดใจแล้วว่าเอ๊ะ คุณยายถามทุกวัน เราก็ดื้อด้านอยู่ได้ว่ายัง นี่เราก็บวชแล้ว ยังจะกลับไปเป็นไอ้ดื้อเหมือนตอนมาพบยายใหม่ๆ อีกหรือไง คิดได้อย่างนี้แล้วอาตมาก็รีบเจริญมรณานุสติทันที เช้าวันรุ่งขึ้นพบหน้ากัน อาตมาไม่รอให้คุณยายถาม รีบบอกทันที ยาย วันนี้พระคิดถึงความตายมาแล้ว คุณยายหัวเราะฮึๆ แล้วก็เดินจากไป
ครั้งแรกที่หลวงพี่อ่านหนังสือเรื่องนี้ อันนี้ก็เป็นหน้าหนึ่งในหลายๆ หน้า ก็เลยอ่านผ่านๆ อ่านแล้วก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สะกิดใจอะไร จนอยู่ไปอยู่ไป เมื่อบวชนานเข้า พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็ได้นำเรื่องนี้มาเทศน์ให้ฟังอีกรอบหนึ่ง ที่ท่านเทศน์ก็เหมือนกับในหนังสือที่ท่านเขียนมา เหมือนกับเมื่อกี้ที่หลวงพี่อ่านให้ฟัง หลวงพี่ก็รู้สึกเฉยๆ อีก ไม่สะกิดใจ
จนเวลาผ่านไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็นำเรื่องนี้มาเทศน์ซ้ำอีกรอบหนึ่ง เหมือนเดิม หลวงพี่ก็ไม่คิดอะไรอีก แต่ครั้งนี้เวลาท่านเทศน์เสร็จ ท่านมีแถมท้ายนิดหน่อย ท่านบอกว่าตอนนั้นท่านคิดว่าตัวท่านเองถึงกับต้องให้ครูบาอาจารย์เตือนถึง ๒ ครั้ง จึงจะรู้สึกตัว พอท่านพูดมาแค่นี้ หลวงพี่ก็รู้สึกสะดุ้งนิดๆ เพราะฟังเรื่องนี้ก็มาหลายครั้งมาก แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกอีกว่าพวกเราลองนำไปปฏิบัติดูเถอะ แล้วอานิสงส์ที่ได้นั้น แล้วเราจะรู้เอง คำนี้เองทำให้หลวงพี่ยิ่งมีความตั้งใจที่จะพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ได้
หลวงพี่ก็ได้ลองนำมาปฏิบัติดู ถึงแม้จะทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็คือบางวันก็มีลืมบ้าง บางวันเผลอสติบ้างก็มี แต่ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่เราเจริญมรณานุสติมากๆ นั้น จะทำให้เราเกิดความไม่ประมาทเกิดขึ้น ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในวัย ทำให้เราเร่งสร้างบารมีได้ยิ่งๆ ขึ้นไป หรืออย่างบางครั้ง เวลาที่มีใครมากระทบกระทั่ง หลวงพี่ก็จะใช้วิธีการลองเจริญมรณานุสติดู ก็รู้สึกว่าช่วยได้มาก ทำให้คิดว่าช่างมันเถอะ คิดเสียว่าเดี๋ยวก็ตายจากกันไปแล้ว จะเอาเรื่องอะไรมากมาย เร่งสร้างบารมีดีกว่า นี่ก็เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ
ส่วนผลหรืออานิสงส์จากการเจริญมรณานุสตินั้นก็คงต้องขอบอกว่าให้พวกเราลองไปนำ นำไปปฏิบัติกันเอง ส่วนอานิสงส์ที่ได้รับนั้น พวกเราก็จะทราบได้ด้วยตัวของตัวเอง หลวงพี่ก็เอาเรื่องนี้มาฝากไว้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เป็นสมัยที่หลวงพี่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ จะมีชมรมๆหนึ่ง เป็นชมรมเกี่ยวกับโรคเอดส์ หลวงพี่ก็จำไม่ได้แล้วว่าชมรมนั้นชื่ออะไร โดยชมรมนี้จะเป็นผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ แล้วก็ตั้งชมรมกัน แล้วก็จะมาตระเวนบรรยายตามที่ต่างๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคเอดส์ บรรยายว่าตัวเขาเองได้รับเชื้อเอดส์มายังไง เชื้อเอดส์มีการแพร่พันธุ์ยังไง ป้องกันอะไรยังไง ซึ่งหลวงพี่ก็ ตอนนั้นไม่ได้สนใจ ก็รู้สึกเฉยๆ
จนมีคนหนึ่งเขาบรรยายแล้วก็ ตอนท้ายเขาตบท้ายด้วยคำๆ พูดหนึ่ง ซึ่งยังสะกิดใจหลวงพี่มา คนนั้นเขาบอกว่าพวกเรา พวกเราก็หมายถึงพวกที่อยู่ในชมรม ก็คือคนที่ติดเชื้อเอดส์มา พวกเรารู้วันตายของตัวเองแล้ว รู้ว่าอยู่ได้อีกไม่นาน ไม่เกิน ๕ ปี อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐ ปี ก็เลยเร่งพยายามทำตนเองให้เป็นประโยชน์แก่สังคม พยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่ามากที่สุด ส่วนพวกน้องๆ ก็คือพวกหลวงพี่ที่สมัยนั้นยังไม่ได้บวช ส่วนพวกน้องๆ ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่าไหร่ ก็เลยยังอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่เร่งสร้างความดี ซึ่งบางคนก็อาจจะอายุสั้นกว่าพวกพี่ๆ ก็ได้ หรืออาจจะอายุยืนกว่าแต่ไม่ได้สร้างความดี เมื่อรวมแล้วก็อาจจะทำความดีได้น้อยกว่าพวกพี่ๆ ก็ได้
ตอนนั้นหลวงพี่ก็รู้สึกสะกิดใจว่าเออ มันก็จริงของเขา เราก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่เราจะได้เริ่มสร้างบารมี สร้างความดีกันสักที ตอนนั้นฟังมาก็คิด แต่ก็ติดอยู่ในใจ เพราะตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำความดี สร้างบารมีเขาทำกันยังไง คำว่าบารมียังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าจะถือว่าหลวงพี่ทำบุญเก่ามาดีก็ได้ ที่ได้มีโอกาสมาเจอวัดพระธรรมกายแห่งนี้ มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาเจอครูบาอาจารย์ต่างๆ มาเจอกัลยาณมิตรทุกๆ ท่านที่ได้สอน สอนให้รู้จักการทำบุญ การสร้างบารมีว่าทำยังไง บุญถึงจะเยอะ สร้างบารมีเขาสร้างกันยังไง นี่ถ้าหลวงพี่ไม่มีโอกาสได้มาเจอวัดพระธรรมกาย
(ม้วน 1/B)
หลวงพี่ก็อาจจะไปหลงระเริงอยู่โลกข้างนอก อาจจะยังไม่มีโอกาสได้มานั่งอยู่ ณ ที่นี้ ได้มาสร้างบารมีอย่างนี้ สุดท้ายเกิดมาชาตินี้เราก็ตายฟรี
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากทีเดียว ก็คือเรื่องของการปฏิบัติธรรม หรือการสร้างบุญสร้างบารมี พวกเราทุกคนทราบกันไหมว่าตอนนี้เรากำลังได้บุญกับคุณยายอยู่ตลอดเลย คุณยายท่านจะมาคุมบุญกับ ให้ลูกหลานท่านตลอดเวลา ณ บ้านยายแห่งนี้ ตั้งแต่ที่เราก้าวเข้ามา เข้ามาในบุญสถานแห่งนี้เราก็ได้บุญกับคุณยายแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านจะมักกล่าวเสมอๆ ว่า ในงานบำเพ็ญกุศลของคุณยาย คุณยายท่านจะมาลงคุมบุญให้กับลูกหลานตลอด คอยกลั่นแก้พวกเราอยู่ตลอดเลย เวลาท่านลงมา ท่านก็จะเปลี่ยนจากกายของสมณะเทพบุตรมาเป็นกายเดิมของท่าน เพื่อให้ลูกๆ หลานๆ จำท่านได้ อย่างที่พวกเราหลายๆ ท่านได้เคยประสบพบเจอมาด้วยตนเองแล้ว ก็มีเยอะอย่างที่หลวงพี่ได้เคยฟังคนอื่นเขาเล่ามา
เพราะฉะนั้นช่วงนี้ก็เหมือนกับการเอาบุญใหญ่ก้อนสุดท้ายกับคุณยาย ในขณะที่คุณยายท่านยังมีกายหยาบอยู่ ถ้าเปรียบเหมือนกับการแข่งรถ ตอนนี้ก็ต้องเร่งกันเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายกันแล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่มีใครยอมพลาดกัน ต้องแข่ง แข่งกับอะไร ต้องแข่งกับตัวเอง แข่งกับเวลา แข่งกับอุปสรรคหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะมาเอาบุญใหญ่ก้อนสุดท้ายนี้กับคุณยายให้ได้มากที่สุดในเวลาที่ยังเหลืออยู่อันจำกัดนี้ ใครทำมาก็ได้มาก ใครทำน้อยก็ได้น้อย และบุญนี้ก็จะติดตัวเราไป ไม่สามารถมีใครแย่งไปได้เลย และบุญนี้เองก็จะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จในชีวิตของเรา ว่าชาตินี้เราเกิดมาได้กำไรหรือขาดทุน เมื่อเราไปถึงจุดๆ หนึ่งที่เราสามารถมองเห็นดวงบุญดวงบาปของตัวเอง เมื่อนั้นเราก็จะได้ทราบว่าเราเกิดมาชาตินี้ได้กำไรหรือขาดทุน
สุดท้ายนี้หลวงพี่ก็มีข้อคิดเรื่องหนึ่งมาฝากพวกเราไว้ เป็นเรื่องสุดท้าย มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านได้เคยบอกหลวงพี่ไว้ว่าคนที่น่าสงสารที่สุด ก็คือคนที่มีโชคดีอยู่กับตัว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีโชคดี ต่อเมื่อโชคดีนั้นผ่านไปแล้ว เราไขว่คว้าโชคดีนั้นกลับมาไม่ได้แล้ว เราถึงได้รู้สึกตัว จะไขว่คว้ามาก็ไม่ทันแล้ว แล้วก็มาเศร้าโศกเสียดายทีหลัง บุคคลเช่นนี้น่าสงสารที่สุด
แต่พวกเราที่มานั่งในนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่บุคคลที่น่าสงสารที่สุด แต่ในทางกลับกันเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญที่สุด เพราะพวกเรารู้ว่าพวกเราเป็นบุคคลที่โชคดี โชคดีที่มีคุณยายท่านเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐให้กับพวกเราทุกๆ คน และเราก็ไม่ประมาท ตักตวงบุญกุศลกับท่านอย่างเต็มที่ ทำบุญกับคุณยายอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาอันจำกัดนี้ก่อนที่เราจะสลายร่างคุณยาย เราจึงเป็นบุคคลที่ไม่ประมาท ไม่ปล่อยให้ความโชคดีผ่านไปเฉยๆ แต่ต่างก็ตักตวงบุญกันอย่างเต็มที่ เอาบุญกันอย่างเต็มที่ โดยมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลของคุณยายทุกๆ วัน มาฟังสวดพระอภิธรรม มาฟังเทศน์ มาฟังพระอาจารย์ท่านบรรยายธรรม นำข้อคิดต่างๆ กลับไปประพฤติปฏิบัติตาม เพราะอย่างนี้นี่เองพวกเราจึงเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญที่สุด
เวลาใดบัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นเขานับว่าได้ขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา ไร้ความเศร้าโศก สามารถมองเห็นประชาชนผู้โง่เขลา ผู้ยังต้องเศร้าโศกอยู่ เสมือนคนยืนอยู่บนยอดเขา มองลงมาเห็นฝูงชนที่ยืนอยู่พื้นดินฉะนั้น
ในช่วงท้ายนี้ก่อนที่เราจะได้แยกย้ายกันกลับบ้านไป หลวงพี่อยากจะเชิญชวนพวกเราทุกคนได้มานั่งปฏิบัติธรรมกัน กลั่นจิตกลั่นใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ขอให้พวกเราได้นั่งหลับตา ทำสมาธิเจริญภาวนากัน (หมดม้วน 1/A)
ในใจของเราหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างสบายๆ ตรงกลางท้อง นึกถึงบุญที่เราได้มาฟังสวดพระอภิธรรม ได้มาฟังการบรรยายธรรม และได้นำดอกบัวไปบูชาพระเจดีย์ ให้นึกถึงบุญ
สัพเพ (หมด 1/B)
หน้า PAGE 12
440608FW-AAT