ตามคุณยายให้ทัน
(ม้วน 1/A)
พระธนเนตร์ : แด่องค์สมเด็จพระชินสีห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระคุณอันประเสริฐสุด กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ ผู้มีอายุพรรษากาลมากกว่ากระผม สวัสดีครับ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ายอดกัลยาณมิตรนักรบ MPL ลูกแก้วตะวันธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทุกๆ ท่าน (สาธุ)
วันนี้ก็ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งก็ถือว่าเป็นวันเสาร์ต้นเดือน ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทุกๆ วันหลังจากการสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเราแล้วนั้น ก็จะมีพระอาจารย์ต่างสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาแสดงธรรม เพื่อประกาศถึงคุณธรรมของคุณยาย และเล่าเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ของตัวท่าน
ถ้าจะให้หลวงพี่นับตั้งแต่วันแรกที่ได้เริ่มมีการแสดงธรรมคือวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ จนถึง ณ วันนี้แล้วนั้น รวมแล้วก็มีการแสดงธรรมผ่านมาแล้วกว่า ๒๕๙ วัน และก็คงจะมีการแสดงธรรมอย่างนี้ต่อไปอีกจนกว่าจะถึงวันส่งสรีระของคุณยายท่าน ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ได้กำหนดเอาไว้ว่าให้ตรงกับวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕
ซึ่งถ้าหากวันส่งสรีระของคุณยายท่านตรงกับวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ จริงๆ แล้วล่ะก็ นับจากนี้เราเหลือเวลาอีกประมาณ ๒๕๕ วันเท่านั้นเอง ที่เราจะได้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศลและฟังการแสดงธรรมเนื่องในงานของคุณยายท่าน จากระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้นั้น หลวงพี่คิดว่ามันเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลยนะที่จะมีใครมากล่าวสรรเสริญคุณงามความดีของผู้ใดผู้หนึ่งได้นานขนาดนี้นี่ ถ้าจะให้รวมเวลากันจริงๆ แล้วของคุณยายของเรานี่ รวมแล้วได้กว่า ๑ ปีครึ่ง หรือถ้านับเป็นวันนี่ก็รวมแล้วกว่า ๕๑๔ วันเลยทีเดียว
แต่เพราะคุณยายท่านไม่ใช่บุคคลธรรมดา เรื่องแบบนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาไป หลวงพี่ว่าเรื่องราวของท่านนี่ แม้จะผ่านไปอีกเป็น ๑๐ ปี เป็นร้อยปี เป็นพันปีหรือแม้แต่เป็นหมื่นๆ ปีนี่ เรื่องราวของท่านก็ยังถูกกล่าวขานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเป็นเรื่องราวที่ไร้กาลเวลา ถ้าจะเป็นภาษาอังกฤษนี่ ก็คงเรียกว่า story never the end ก็คือเป็นเรื่องราวที่ไม่มีจุดจบ ไม่มีสุด ไม่มีจุดสิ้นสุดเลย คือสามารถยกขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ ก็สามารถยกขึ้นมาพูดได้เมื่อนั้น
เพราะว่าสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ให้กับโลกและจักรวาลนี่แหละ จึงทำให้เรื่องราวของท่านนี่จึงมีคุณค่าเกินกว่าจะบรรยายได้หมดในระยะเวลาอันจำกัด ก็คงเหมือนสมัยพุทธกาลที่เรื่องราวของพระโพธิสัตว์เจ้าในกาลก่อน แม้ระยะเวลาผ่านมากว่า ๒,๕๐๐ กว่าปี หรือมากกว่านั้นนี่ เราก็ยังกล่าวขานถึงคุณธรรมและเรื่องราวของท่านเหล่านั้นจนถึงทุกวันนี้
อย่างวัดพระธรรมกายแห่งนี้นี่ก็เป็นสถานที่สำหรับผลิตนักสร้างบารมีมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ตอนนี้ก็ย่างเข้าปีที่ ๓๑ แล้ว ก็มีคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรานี่แหละ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด ถ้าหากขาดคุณยายไปแล้วล่ะก็ วัดพระธรรมกายคงไม่อยู่จนถึงทุกวันนี้ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ ท่าน ก็คงไม่ได้มาเป็นหลักชัยให้กับพวกเราในการสร้างบารมีจนถึงทุกวันนี้เหมือนกัน และที่สำคัญพวกเราคงวนเวียนอยู่ในกระแสของทางโลก ที่พร้อมจะดึงพวกเราลงสู่ที่ต่ำนั่นคืออบายได้อยู่เสมอ
สำหรับการแสดงธรรมในวันนี้ของหลวงพี่นี่ ความรู้สึกจริงๆ แล้วรู้สึกว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย คือปนๆ กัน ไอ้ที่ว่ายากนี่ก็เพราะว่าทั้งชีวิตของคุณยายท่านล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อบุญเพื่อบารมีมาโดยตลอด ชีวิตของท่านไม่ว่าจะเป็นช่วงเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือแม้แต่เบื้องปลายนั้น ก็ล้วนแล้วแต่งดงาม สะอาด บริสุทธิ์ ไม่เคยด้างพร้อยเลยแม้แต่นิดเดียว ใครจะไปเชื่อว่าในหัวใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวคล้ำๆ ร่างกายซูบผอม เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นอย่างคุณยายนี่ จะมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เยี่ยงกว่าใจของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งเป็นหัวใจของผู้ปรารถนาจะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลนี่เข้าสู่ฝั่งพระนิพพานให้หมด แม้ตัวท่านเองจะเข้าไปเป็น เข้านิพพานเป็นคนสุดท้ายก็ยอม
ก็เพราะด้วยเหตุที่ท่านเป็นผู้ที่มีหัวใจใหญ่กว่าโลกและจักรวาลนี่แหละ จึงทำให้เมื่อจะกล่าวถึงคุณธรรมหรือเรื่องราวในตัวท่านนี่จึงทำได้ยาก คือยากที่จะแสดงเรื่องราวที่มีคุณค่าของท่านให้ได้ครบ และได้สมกับสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ให้กับโลกและจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้นนี่พระอาจารย์ที่ได้รับบุญขึ้นมาแสดงธรรมทุกๆ รูปเลยจึงต้องมีความเตรียมพร้อมทั้งทางกายและทางใจ
อย่างตัวหลวงพี่เองนี่ขึ้นมาวันนี้ ก็ยอมรับว่ามีอาการแผ่นดินสะเทือนอยู่บ้าง แต่อาการแผ่นดินสะเทือนแผ่นดินของหลวงพี่นี่ ก็ไม่ได้เกิดจากการความกลัว แต่เกิดจากความที่รู้ว่าบุญที่เราจะได้รับจากการขึ้นมาแสดงธรรมในวันนี้นี่มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน และบุญนี้เองที่หลวงพี่คิดว่าจะเป็นอีกบุญหนึ่งที่จะทำให้หลวงพี่นี่ติดตามคุณยายและพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่งจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม
เพราะฉะนั้นบุญอันใดที่หลวงพี่ได้รับจากการขึ้นมาแสดงธรรมในวันนี้นี่ ก็ขอพวกเราทุกๆ ท่าน จงมีส่วนแห่งบุญนี้จงทุกคนนะ (สาธุ) ในเมื่อรับกันแล้วนี่ ใครที่กำลังจะลุก ก็อย่าเพิ่งลุกหนีกันไปไหนก่อน อยู่ฟังกันต่อให้จบก่อนนะ จะได้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน (เสียงกระแอม) ขออภัย
มาถึงตรงนี้นี่ หลวงพี่ขอพูดอะไรนิดหนึ่ง ใจจริงนี่หลวงพี่อยากให้พวกเราทุกคนนี่ที่พอมีเวลา ที่พอมีเวลาเสียสละเวลาส่วนตัวอันมีค่าของพวกเรานี่มาร่วมกันฟังสวดพระอภิธรรมและฟังการแสดงธรรมจากพระอาจารย์ทุกๆ รูปเลย เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดนี่ถึงแม้ท่านจะถ่ายทอดมาได้มากน้อยแตกต่างกันไปแล้วแต่วาระและโอกาส แต่สิ่งที่ท่านพูดทั้งหมดก็คือเรื่องราวและบทตำนานของยอดนักสร้างบารมีที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน
หลวงพี่ว่าทุกครั้งนี่ที่พวกเราได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคุณยายท่านนี่ หลวงพี่ว่าจะทำให้เกิดกำลังใจในการสร้างบารมีทุกครั้งเลยทีเดียว ช่วงนี้นี่สรีระของท่านก็ยังอยู่ ก็เปรียบเสมือนท่านก็ยังอยู่ด้วย บุญอะไรที่พวกเราจะได้ ที่คิดว่าจะได้จากคุณยายท่านนี่ หลวงพี่ก็ขอให้พวกเรานี่รีบตักตวงกันให้เยอะๆ เลย อย่างงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานคุณยายนี่ก็เป็นอีกบุญหนึ่งที่เราจะได้จากคุณยาย งานนี้นี่แทบไม่ต้องเสียอะไรเลย ทรัพย์ก็ไม่ต้องเสีย กำลังก็ไม่ต้องเสีย เสียอยู่อย่างเดียวคือเสียเวลามาฟังกันเท่านั้นเอง บุญง่ายๆ แบบนี้นี่หลวงพี่คิดว่า หลวงพี่คิดว่าพวกเราทุกคนคงไม่พลาดกันหรอกนะ
อย่างส่วนที่ว่าง่ายนี่เออ หลวงพี่ขอต่อไอ้ตรงที่ว่าง่ายนี่ เพราะว่าคุณธรรมของคุณยายท่านนี่มีมาก เขาเรียกว่ามากเสียจนยากที่ใครจะเชื่อว่าจะมีบุคคลเช่นนี้เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบันนี้ นอกจากจะได้มาพบ นอกจากจะได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองแล้ว ถ้าหากคนที่เขาไม่ได้มาพบ ไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว เขาไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลเช่นนี้เกิดขึ้นจริงในโลกนี่ หลวงพี่ก็ไม่โทษเขาหรอก เพราะว่ามันยากจะเชื่อจริงๆ ว่าจะมีบุคคลอย่างยาย อย่างคุณยายท่านนี่เกิดขึ้นมาในโลกจริงๆ
ถ้าหากใครได้เข้าวัดตั้งแต่สมัยที่คุณยายท่านยังแข็งแรง ตั้งแต่ที่คุณยายท่านยังออกมาต้อนรับญาติโยมนี่ อย่างน้อยนี่ก็ได้รับรู้ถึงคุณธรรมภายในตัวท่านไม่มากก็น้อย แม้ผู้นั้นนี่จะเพิ่งเข้าวัดมาเพียงครั้งแรก และได้เจอยายเพียงครั้งแรกก็ตาม ยิ่งถ้าใครเข้าวัดมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก รุ่นบ้านธรรมประสิทธิ์ รุ่นบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ อะไรด้วยล่ะก็ คงต้องขอยืมคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาสัก ๑ คำ ที่ท่านเคยพูดว่าไม่ต้องพูดถึงกันล่ะวะ ว่าพวกเขาเหล่านั้นนี่จะซาบซึ้งและซึมซาบคุณธรรมของคุณยายได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะฉะนั้นนี่การจะหยิบยกคุณธรรมเกี่ยวกับคุณยายท่านขึ้นมาพูดนี่จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าคุณธรรมของท่านนี่มีมาก แต่ที่ยากก็อย่างที่หลวงพี่ได้บอกเอาไว้ว่ายากที่จะถ่ายทอดออกมาให้ได้ครบ ให้ได้สมกับสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ให้กับโลกและจักรวาลของเรานี้
อย่างตัวหลวงพี่เองนี่ รู้จักกับวัดพระธรรมกายครั้งแรกจริงๆ ก็คือตอนที่โยมแม่ของหลวงพี่ท่านได้นำเอาภาพแล้วก็ประวัติของวัดพระธรรมกายในหนังสือโลกทิพย์มาให้ดู ตอนนั้นถ้าหลวงพี่จำไม่ผิดคงประมาณปี ๒๕๒๖ ท่านบอกว่าท่านเห็นภาพในหนังสือโลกทิพย์แล้วนี่ ท่านรู้สึกชอบแล้วก็อยากจะมาวัดนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งปกติโยมแม่ของหลวงพี่เองนั้นท่านก็เป็นคนที่ชอบเข้าวัดโดยอัธยาศัยอยู่แล้ว ใครว่าวัดไหนดี ก็ไปกับเขาหมด
หลังจากนั้นได้ไม่นาน คงอดใจไม่ไหว เพราะตอนนั้นนี่ภาพที่เขาถ่ายที่วัดนี่สวยมาก ท่านก็เลยเดินทางมาด้วยตัวเองแม้จะไกลถึงปักษ์ใต้ก็ตาม ซึ่งตอนนั้นนี่หลวงพี่ก็ไม่ได้มากับท่านด้วย เพราะว่ายังเล็กอยู่ พอท่านได้มาเห็นวัดกะจะๆ กับตานี่ ท่านกลับมาท่านก็ชมให้ฟังใหญ่ ท่านบอกว่าแม้การไปครั้งแรกของท่านนี่จะหลงทางกันชนิดที่เรียกว่าระเนระนาดเลย หัวเหอก็กระซึกกระเซิงเป็นยายเพิ้งเลยทีเดียว ท่านบอกอย่างนี้เลยนะ เพราะถนนหนทางมาวัดสมัยก่อนนี่ขอบอกเลยว่าโหดมาก
ถ้าใครเข้าวัดมาตั้งแต่สมัยเมื่อ ๑๘ ปี หรือ ๒๐ ปีที่แล้วนี่ จะรับรู้เลยว่าถนนหนทางนี่ไม่ดีขนาดนี้ ถนนก็เป็นถนนลูกรัง ทางก็แคบๆ ถนนก็เต็มไปด้วยหลุม เต็มไปด้วยบ่อ เวลาที่รถสวนกันนี่ฝุ่นก็ตลบอบอวลไปหมด แล้วที่สำคัญนี่ใครที่เป็นนักบุญทุนน้อย ต้องนั่งรถเมล์นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาที่วัดนี่ ต้องบอกได้เลยว่าคงไม่ต้องไปเสียสะตุ้งสตางค์ซื้อยาย้อมผมที่ไหน เพราะหัวคุณจะแดงไปเองโดยอัตโนมัติ
หลวงพี่ว่าพวกเราหลายท่านที่เพิ่งเข้าวัดนี่ คงเสียดายกับบรรยากาศเหล่านั้น หลวงพี่เองนี่เข้าวัดมาตั้งแต่ตอนประมาณ ๒๕๒๗ ก็ยังนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ นั้นอยู่ แต่ท่านก็บอกว่าพอท่านได้มาเห็นที่วัด ได้มาถึงที่วัด ได้มาเห็นสภาพแวดล้อมภายในวัดนี่ ท่านแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่าจะมีสถานที่เช่นนี้อยู่ในที่แบบนี้ ท่านบอกว่าไอ้ความเหน็ดเหนื่อยที่มีอยู่เต็มตัวของท่านนี่ มันละลายหายไปหมด พอได้มาเห็นวัดด้วยตาตัวเอง ท่านบอกว่าเกิดความประทับใจและความปีติใจเข้ามาแทนที่ และรู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางมาวัดครั้งนี้เป็นอย่างมาก
และนี่ก็เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หลวงพี่เองได้มาสัมผัสกับวัดพระธรรมกายด้วยตาตัวเอง หลวงพี่จำได้แม่นว่าวันแรกที่หลวงพี่ได้เข้าวัดนี่เป็นวัดทอดกฐินเมื่อปี ๒๕๒๗ ตอนนั้นก็อายุราวๆ ๘ ขวบเศษๆ พอได้มาพบด้วยตาตัวเองนี่ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโยมแม่ถึงกลับไปชมให้ฟังนักหนา ไม่รู้จะมีใครมีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลวงพี่หรือเปล่าว่าครั้งแรกที่ได้มาที่วัดนี่ มันมีความรู้สึกลึกๆ ภายในบอกไม่ถูก มันมีความรู้สึกผูกพันเหมือนว่าเราได้กลับมาที่บ้าน ได้กลับมาที่ที่เราได้จากไปเสียนาน หลวงพี่คิดว่าคงมีหลายๆ ท่านนี่ที่เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับหลวงพี่เมื่อได้มาเหยียบสถานที่คือวัดพระธรรมกายแห่งนี้เป็นครั้งแรก
แม้การมาครั้งนี้นี่ หลวงพี่จะไม่ได้พบกับคุณยายท่าน จะเห็นหลวงพ่อธัมมชโยแบบไกลลิบๆ แต่หลวงพี่และครอบครัวนี่ก็รู้สึกหลงรักวัดพระธรรมกายเข้าแล้ว พวกเราจำได้ว่าเราหอบเอาความปีติใจและความปลื้มใจนี่กลับปักษ์ใต้กันคนละหลายกระบุง หลังจากวันนั้นนี่ครอบครัวของหลวงพี่ก็ได้เข้าวัด และศรัทธาก็มีเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด
จนกระทั่งประมาณกลางปี ๒๕๒๘ นี่ ทางวัดก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นอุบาสก ๒ ท่านนี่ไปหาสถานที่สำหรับตั้งศูนย์กัลยาณมิตร ซึ่งตอนนั้นนี่ภาคใต้ยังไม่มีศูนย์กัลยาณมิตรเกิดขึ้นเลย ว่าเป็นด้วยบุญบันดาลหรือพรหมลิขิตบันดาลชักพาให้เรามาพบกันก็เป็นได้ เขาก็เลยมาสอบถามที่บ้านของหลวงพี่ว่าพวกเขานี่เป็นเจ้าหน้าที่มาจากที่วัดพระธรรมกาย กำลังมองหาบ้านเพื่อใช้เปิดเป็นศูนย์กัลยาณมิตร
พอโยมพ่อโยมแม่ของหลวงพี่ได้ฟังปุ๊ปนี่ก็เกิดอาการตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีบุคคลจากวัดพระธรรมกายนี่มาถึงที่นี่ ทั้งที่เบอร์โทรและที่อยู่นี่เราก็ไม่เคยให้กับทางวัดเลย เพราะเราเพิ่งเข้าวัด พอเจ้าหน้าที่เขาพูดจบนี่ ด้วยความปีติใจและความศรัทธาที่เรามีอยู่แล้วในตัวนี่ โยมแม่ก็บอกกับเขาไปว่าน้องไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว เอาที่นี่เลยแล้วกัน พี่ตกลงให้บ้านพี่ ๑ หลังเอาไว้ใช้เปิดเป็นศูนย์กัลยาณมิตร
หลังจากวันนั้นนี่ก็เลยทำให้ครอบครัวหลวงพี่ได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ แล้วก็วัดพระธรรมกายยิ่งขึ้น โยมพี่เขาเพิ่งมาบอกหลวงพี่ให้ฟังตอนที่หลังจากเปิดเป็นศูนย์ได้ไม่นานว่ามันก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้เขามาถามครอบครัวของหลวงพี่ ทั้งๆ ที่เขามีอีกหลายครอบครัวนี่อยู่ในละแวกนั้น และตอนนั้นนี่เขาก็เหนื่อยเต็มทีแล้วด้วย หลวงพี่ว่าเรื่องนี้ถ้าไม่คิดก็แปลก แต่ถ้ายิ่งคิดยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่
หลังจากวันนั้นนี่บ้านหลวงพี่ก็ได้เปิดเป็นศูนย์กัลยาณมิตร ชื่อว่าศูนย์กัลยาณมิตรทักษิณ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กัลยาณมิตรศูนย์แรกของภาคใต้เลยทีเดียว และนี่ก็คงเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หลวงพี่นี่ได้ใกล้ชิดและได้รู้จักกับครูอาจารย์อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายมากยิ่งขึ้น
อย่างตัวหลวงพี่เองนี่ หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อบนดอยสุเทพเมื่อปี ๒๕๒๙ ท่านก็เมตตาให้หลวงพี่เข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับชุดยุวกัลยาณมิตรรุ่นพี่ๆ หลวงพี่ยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำเลยว่ารู้สึกตัวเองมีความสุขมากๆ สุขที่สุด ซึ่งความสุขแบบนี้นี่ยากที่จะออก บอกมาเป็นคำพูด นอกจากบุคคลๆ นั้นนี่จะได้มาเจอด้วยตัวของตนเอง
ก็คง ก็คงเป็นเพราะเหตุผลนี้กระมังจึงทำให้หลวงพี่เองนั้น จึงมีความรักและผูกพันในวิชชาธรรมกาย รักในตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายอย่างไม่เคยเสื่อมคลายเลย แม้บางช่วงนี่จะถูกกระแสของทางโลกนี่ดึงดูดให้เราไปใน ทำในสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็ไม่ค่อยได้เข้าวัด แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักที่เราจะไม่ได้กลับมาวัด
โดยเฉพาะกับคุณยายแล้วนี่ แม้ตัวหลวงพี่เองนั้นจะไม่ได้ใกล้ชิดกับคุณยายท่านมากนัก แต่ความรักและความผูกพันที่หลวงพี่มีให้ต่อท่านนี่ ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเลย ทุกครั้งนี่ที่หลวงพี่เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ หลวงพี่ก็เกิด เกิดความรู้สึกแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือรู้สึกนึกถึงยายด้วยทุกครั้ง และทุกครั้งที่หลวงพี่เห็นคุณยายนี่ หลวงพี่ก็จะนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน หลวงพี่ว่าครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ท่านนี่เหมือนมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน แม้ร่างกายจะต่างกัน แต่หัวใจก็เป็นหัวใจดวงเดียวกัน เป็นหัวใจที่เป็นหนึ่ง
ถ้าจะให้เปรียบแล้วก็อาจเปรียบได้กับองค์พระธรรมกายประจำตัว ที่ประดิษฐานของบนพระเจดีย์ ที่เกิดจากการหลอมรวมของธาตุหลากหลายชนิดนี่ แต่พอหลอมรวมกันแล้วนี่ สิ่งเหล่านี้ก็รวมกลายเป็นหนึ่ง นั่นคือองค์พระธรรมกายประจำตัวที่เราเคารพสักการะอยู่จนถึงทุกวันนี้
เพราะฉะนั้นนี่ตลอดระยะเวลา ๑๘ ปีที่หลวงพี่ได้เข้าวัดพระธรรมกายแห่งนี้นี่ ก็เลยมีความประทับใจในหลายๆ เรื่อง อย่างตัวคุณยายเองนี่ ก็มีทั้งเจอกับตัวเองก็ดี ทั้งเจอ ทั้งผู้อื่นเล่าให้ฟังก็มีเหมือนกัน ถ้าจะให้พูดวันนี้ให้หมดนี่ ก็คงไม่จบเป็นแน่ ดังนั้นนี่ในวันนี้หลวงพี่ก็เลยขอยกเอาประโยคๆ หนึ่งที่หลวงพี่เคยได้ยินครูบา ที่เคยได้ยินคุณยายท่านพูดเอาไว้ให้ฟัง หลวงพี่คิดว่าพวกเราหลายๆ ท่านนี่คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แม้ตัวประโยคนี่อาจจะแตกต่างกัน แต่หลวงพี่ว่าโดยความหมายลึกๆ แล้วนี่คือเหมือนกัน เป็นยังไง เรามาฟังกันดูว่า
คุณยายท่านพูดว่าภพชาตินี้เป็นภพชาติสุดท้ายสำหรับยาย ยายจะเอาแต่ความบริสุทธิ์กลับไป ภพชาติต่อไปยายจะมีแต่ความบริสุทธิ์ สมบูรณ์ บริบูรณ์ทุกอย่าง ยายอดทนอีกชาติเดียว ต่อไปไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้ว ใครจะตามยาย จะต้องเป็นผู้มีกาย วาจา ใจ สะอาด บริสุทธิ์ ไม่อยากเด่นอยากดัง มีความเพียรและอดทน รักการปฏิบัติ รักธรรมะมากๆ ใครจะตามยายมาก็ตามมานะ
นี่เป็นประโยคที่หลวงพี่เคยได้ยินจากท่าน หลวงพี่ว่าเป็นประโยคที่หลวงพี่นึกถึงเมื่อไหร่แล้ว ทำให้ใจที่มันเตลิดเปิดเปิง ทำให้ใจที่มันอยู่นอกศูนย์กลางกายนี่ต้องรีบกลับมาพิจารณาตัวเองทุกครั้งเลยทีเดียว ว่าไอ้คนอย่างเรานี่พอจะมีสิทธิตามคุณยายท่านไปได้ไหม แต่หลวงพี่ขอบอกเลยว่าหลวงพี่กลัวจะตามคุณยายท่านไปไม่ทัน เพราะว่าบุญของคุณยายที่ท่านได้ทำเอาไว้นี่ ถ้าเทียบกับบุญของเราแล้วนี่ บุญของท่านเปรียบเสมือนยอดเขาพระสุเมรุ บุญของเรานี่เปรียบเสมือนจอมปลวกหรือเล็กกว่านั้นด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้นนี่หลวงพี่จึงกลัวมาก พอกลัวมากเข้ามากเข้านี่ ก็เลยมานั่งพิจารณาตัวเองทุกครั้งเลยว่าเรานี่มีคุณสมบัติข้อไหนที่ขาดตกบกพร่องอย่างที่คุณยายท่านเคยบอกเอาไว้หรือเปล่า พอดูตัวเองมากเข้านี่ ก็เลยหันมามองคนอื่นบ้าง บางทีก็เจอคนที่มีคุณสมบัติมากกว่าเรา บางทีก็เจอคนที่มีคุณสมบัติน้อยกว่าเราก็มี และก็อีกเหมือนกัน ก็มีบางคนที่มีคุณสมบัติครบทุกข้ออย่างที่คุณยายท่านบอกเอาไว้
พอพิจารณาไปพิจารณามานี่ ก็ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา ก็เลยสามารถแบ่งแยกประเภทของผู้นำบุญได้ ซึ่งหลวงพี่ได้แบ่งเอาไว้เป็น ๓ ประเภท ซึ่งบุคคลทั้ง ๓ ประเภทนี่ ก็จะสามารถติดตามคุณยายท่านไปได้ แต่เปอร์เซ็นต์การที่จะติดตามคุณยายท่านไปได้นั้นก็ลดหลั่นแตกต่างกันไป เป็นยังไงเรามาฟังกันดู แล้วลองให้คะแนนตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้นำบุญประเภทไหนกันบ้าง
ประเภทแรกนี่ เรียกว่าประเภททุ่มสุดฤทธิ์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะ ก็คือมีฤทธิ์เท่าไหร่ก็ทุ่มจนหมด ออกทั้งแรงทรัพย์ ทุ่มทั้งแรงกาย เททั้งแรงใจ และเป็นผู้นำบุญประเภทที่ทำตามหลักวิชาอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บอกเอาไว้คือทานก็ทำ ศีลก็รักษา ภาวนาก็เป็นเยี่ยม จะทำอะไรกันแต่ละครั้งนี่ก็ทำอย่างเต็มที่ เต็มอิ่ม เต็มใจ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ไม่คิดถึงความเหน็ดความเหนื่อย คิดถึงอยู่อย่างเดียวคือจะเอาบุญและบารมีขับติดตัวไป ผู้นำบุญประเภทนี้หลวงพี่ว่ามีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งที่หลวงพี่เห็นอยู่บ่อยๆ คือจะรู้จักเติมกำลังใจให้กับตัวเอง และไฟที่มีอยู่ภายในตัวนี่ก็ไม่เคยมอดดับ ซ้ำนี่ยังคอยช่วยเป็นกำลังใจ เป็นเชื้อไฟให้กับผู้อื่นเสียอีกแต่ขอบอกก่อนเลยนะว่าไฟในที่นี้นี่ คือไฟแห่งการทำความดี ไฟของนักสร้างบารมี ไม่ใช่ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะนะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน
ผู้นำบุญประเภทนี้นี่ เวลาทำบุญก็น่าดูชมเลยทีเดียว เพราะทำกันแต่ละครั้งนี่หลวงพี่ว่าแทบจะต้องเปลี่ยนกระเป๋ากันแทบทุกครั้งเลยทีเดียว อาจด้วยเป็นเหตุที่ เป็นผู้ที่มีหัวใจใหญ่กว่าเงินในกระเป๋าสตางค์ก็เป็นไปได้ ก็เลยทำให้เกิดอาการกระเป๋าฉีกกันไปตามๆ กัน หลวงพี่ว่าไอ้กระเป๋าหรือตอนที่เขาบอกว่าทน ที่เขาว่าแพง ที่เขาว่าแน่นี่ ลองมาเจอญาติโยมวัดพระธรรมกายเข้าหน่อย หลวงพี่อาจจะสิ้นชื่อก็คราวนี้ก็ได้ หลุยวิคตองอาจเปลี่ยนเป็นหลุยติ๋งต๋องก็ไม่แน่เหมือนกันนะ
เวลาทำนี่ ประเภทนี้เขาทำด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่คิดอยากเด่นอยากดัง อยากเอาของอะไรทั้งสิ้น อย่างที่บอกว่าอยากอยู่อย่างเดียว คืออยากจะเอาบุญติดตัวไป บางทีนี่ทำคนเดียวก็ไม่พอ ก็ไปชักชวนคนอื่นให้มาทำด้วย ก็เรียกว่าเป็นผู้นำบุญโดยสายเลือด เป็นลูกแก้วตะวันธรรมขนานแท้ คือนำบุญให้ทั้งกับตัวเองแล้วก็ผู้อื่น
และที่สำคัญของผู้นำบุญประเภทนี้นี่ คือจะรักธรรมะเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยมาจากการหาเลี้ยงชีพในทางโลกนี่ หรือจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำบุญ ก็ไม่เคยลืมหน้าที่หลักอันเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของนักสร้างบารมีก็คือการเจริญภาวนา จะกลับมาดึกดื่นค่อนคืนขนาดไหนนี่ ก็นั่ง นั่งชนิดที่ว่านั่งอย่างไม่ลดละ นั่งกันอย่างเอาจริงเอาจัง เรียกกันได้ว่าหลับกันคาบัลลังก์เลยทีเดียว หลวงพี่คิดว่าใครเป็นผู้นำบุญประเภทนี้นี่ ก็น่าจะมีดุสิตเป็นที่ไป มีที่สุดแห่งธรรมเป็นเป้าหมาย และสามารถติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายไปได้ตลอดรอดฝั่ง จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นนี่ใครเป็นผู้นำบุญประเภทนี้นี่ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกคนด้วยนะ (สาธุ)
มาดูประเภทที่ ๒ กันต่อ ประเภทที่ ๒ นี่เรียกว่าประเภททุ่มเท (เป็นช่วงๆ ) เป็นยังไงประเภททุ่มเท (เป็นช่วงๆ ) นี่ก็คือเป็นผู้นำบุญประเภทที่พอมีกระแสให้ทำอะไรปั๊ป หรือมีกำลังใจปุ๊ปนี่ก็จะทำกันอย่างทุ่มเท เต็มที่ เต็มกำลังเรียกว่าไม่แพ้ผู้นำบุญประเภทแรก คือประเภททุ่มสุดฤทธิ์กันเลยทีเดียว แต่ถ้าเมื่อไหร่นี่หมดกระแสปุ๊ป กำลังใจหมดปั๊ปนี่ ไอ้เรี่ยวแรงที่เคยทุ่มก็กลับเททิ้งไป ไม่มีเหลือ เวลาจะทำอะไรก็ต้องคอยให้คนมาคอยช่วยฉุด ช่วยดึงกันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าต้องเติมกำลังใจอยู่เสมอๆ ผู้นำบุญประเภทนี้จะเริ่มมีอาการๆ หนึ่งคืออาการเอ๊ะ กับอาการอ๊ะ ถ้าจะใช้ศัพท์ชั้นสูงนี่ก็เรียกว่าอาการสะเงาะสะแงะ ซึ่งเป็นอาการของบุคคลที่กลัวบุญตัวเองจะมากเกินไป ก็เลยทำๆ หยุดๆ หยุดๆ ทำๆ สลับกันไป
หลวงพี่เองก็เห็นใจคนที่เป็นโรคนี้นะ ยังไงก็รีบๆ หายกัน จะได้เอาบุญบารมีกันอย่างเต็มที่เลย หลวงพี่คิดว่าคนที่มีอาการใจตกอยู่บ่อยๆ นี่ น่าจะเกิดมาจากการที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำสมาธิเท่าที่ควร อันที่จริงนี่กำลังใจนั้นหลวงพี่ว่าไม่ได้มาจากใครเลย แม้แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อหรือคุณยายเองนี่ก็ไม่ใช่บุคคลที่จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุด คนที่จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุดนี่ก็คือตัวของเรานี่แหละ มันอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คือฐานที่ตั้งของใจเรานั่นแหละ
ผู้นำบุญประเภทนี้นี่ หลวงพี่ว่าเวลาที่อยู่ใช้การสร้างบารมีนี่ เขาเรียกว่ายังประมาทอยู่บ้าง ก็เลยทำๆ หยุดๆ หยุดๆ ทำๆ อย่างที่บอกกันไป เพราะฉะนั้นนี่ผู้นำบุญประเภทนี้นี่ก็ต้องขยันนั่งสมาธิมากๆ ใจจะได้เกิดกำลังในการสร้างบารมี แต่ถึงยังไงนี่หลวงพี่ว่าใครที่เป็นผู้นำบุญประเภททุ่มเท (เป็นช่วงๆ ) ก็น่าจะมีสุคติเป็นที่ไป แต่จะไปที่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่งนะ ก็คงแล้วแต่ตอนเรายังมีชีวิตนี่ เราทำ เราสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่มากน้อยแค่ไหน ใครที่ทำกันอย่างเต็มที่ ก็คงได้กลับไปที่เก่าคือดุสิตบุรีอันเป็นที่ที่เราจากมา แต่ถ้าใครนี่ทำไม่เต็มที่เท่าไหร่ คือมีอาการสะเงาะสะแงะ เอ๊ะๆ อ๊ะๆ นี่ก็อาจจะต้องมีการอพยพโยกย้ายเคหะสถานวิมานของเรา ไปอยู่ในที่ที่เราอาจจะไม่ต้องการก็ได้ เพราะฉะนั้นนี่อย่าประมาทนะ
หลวงพี่ว่าผู้นำบุญประเภทนี้นี่ ดูไปดูมาแล้วก็น่าจะสามารถติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายท่านไปได้ตลอดรอดฝั่งเหมือนกัน แต่ที่หลวงพี่ใช้คำว่าน่าจะนี่ ก็เพราะว่ายังมีโอกาสที่จะหลุดจากรถด่วนขบวนนี้อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสนะ ถึงแม้โอกาสนั้นจะไม่มากก็ตาม ยังไงนี่พวกเราก็รู้ตัว ใครที่รู้ตัวว่าเป็นผู้นำบุญประเภทนี้นี่ก็เร่งสร้างบารมีกันให้เต็มที่ เราจะได้เดินทางอย่างปลอดภัย ไร้กังวลกัน
มาถึงผู้นำบุญประเภทสุดท้ายนี่ หลวงพี่ให้ชื่อว่าผู้นำบุญประเภทหวานเย็น คือใครจะทำอะไรก็ช่างเขาเถอะ ฉันจะเอาแค่นี้ ผู้นำบุญประเภทนี้นี่เป็นผู้นำบุญประเภทที่ทำเหมือนกันนะ ใครชวนอะไรก็ทำ แต่ไม่เคยทำอะไรเต็มที่เลยแม้สักครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ตัวเองนี่ก็มีความสามารถและมีศักยภาพอย่างล้นเหลือ เวลาทำทานนี่ก็ทำแบบกล้าๆ กลัวๆ กลัวตัวเองจะอด กลัวตังค์จะหมด และบางทีนี่พอถึงคราวจะรักษาศีล ก็เรียกว่ารักษาศีลกันแล้วแต่อารมณ์ บางทีอารมณ์ดีนี่ก็ครบ ๕ ข้อ วันไหนอารมณ์ไม่ดีนี่ก็อาจเหลือศีล ๔ บางวันก็เหลือศีล ๓ กันบ้าง แล้วแต่วัน
ส่วนการทำสมาธิของผู้นำบุญประเภทนี้นี่ไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคนอื่นนี่เขาทำภาวนา แต่ประเภทนี้นี่เปลี่ยนจากภาวนาเป็นภาวนอน ล้มหมอนนอนเสื่อกันหมด นั่งไปได้ ๕ นาที ๑๐ นาทีนี่ ก็เริ่มมีอาการโอย อาการโอ๊ย นั่งทีก็ฟุ้งทีชนิดที่เรียกว่ายิ่งกว่าดูหนังดูละครเสียอีก สาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างนี้นี่ หลวงพี่เคยเป็นมาก่อน ก็เพราะมาจากการที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำสมาธิเท่าไหร่ ก็เลยทำให้ใจนี่แทนที่จะมีกำลัง ก็เลยขาดกำลังไป เพราะฉะนั้นนี่ใครที่รู้ตัวว่าเป็นผู้นำบุญประเภทนี้นี่ต้องนั่งสมาธิมากๆ
แล้วที่สำคัญนี่ผู้นำบุญประเภทนี้นี่ หลวงพี่ว่าน่าเป็นห่วงที่สุด คือโอกาสที่จะได้ติดตามนี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายก็ ๕๐ ๕๐ โอกาสที่จะหลุดจากรถด่วนขบวนนี้นี่ก็มีค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นนี่หลวงพี่ว่าช่วงนี้นี่ ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่เรานี่ได้เกาะเกี่ยวเอาบุญเอาบารมีกลับติดตัวไป ยังไงนี่ใครที่รู้ตัวว่าเป็นผู้นำบุญประเภทนี้นี่ คงต้องหาตีนเสือมาใส่ ไม่ใช่เสือธรรมดาด้วย ต้องเป็นเสือชีต้าด้วย ให้ทันต่อการสร้างบารมี เพราะตอนนี้นี่ถ้าหากมหาวิหาร สภาธรรมกายสากล และมหาธรรมกายเจดีย์เสร็จสิ้นไปแล้วนี่ หลวงพี่ก็ยังไม่เห็นเลยว่าจะมีบุญใหญ่ขนาดนี้นี่ที่จะมีอีกในอนาคต ช่วงนี้นี่ถือว่าเป็นช่วงที่ทั้ง ๓ สิ่งก็ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์นี่ ก็ถือว่าเป็นโอกาสทองของพวกเรา
และยิ่งช่วงนี้นี่หลวงพ่อท่านกำลังจะเปิดให้มี ให้พวกเรานี่ได้ร่วมบุญสร้างวิหารพระมงคลเทพมุนีกัน ก็ถือว่าเป็นโอกาสทอง และเป็นโอกาสสุดท้ายและท้ายสุดจริงๆ ที่พวกเราจะได้บุญในครั้งนี้กัน เพราะฉะนั้นนี่ที่รู้ตัวหน่อยก็รีบสั่งสมบุญสั่งสมบารมีกันให้เต็มที่แล้วกันนะ ถ้าหากหลุดโค้งนี้ไปนี่ หลวงพี่ว่าก็คงต้องบอกได้คำเดียวว่าบุญใครบุญท่าน ตัวใครตัวมันแหละนะ งานนี้ก็คงวัดกันที่บุญ วัดกันที่บารมีอย่างเดียว
มาถึงจุดนี้นี่ หลวงพี่ว่าพวกเราหลายๆ ท่านนี่ คงรู้ตัวกันมาบ้างแล้วว่าพวกเราอยู่ใน เป็นผู้นำบุญประเภทไหนกันบ้าง แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำบุญประเภทใดก็ตามนี่ ก็ขอให้รู้ตรงกันเลยว่าเราเกิดมาอย่างคนมีหน้าที่ ไม่ได้เขาส่งมาสุ่มๆ มาให้เกิด ไม่ได้เกิดมาเหมือนชาวโลกทั่วๆ ไปที่เขาใช้วันเวลาอย่าง ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ไร้คุณค่า ไม่มีสาระ หรือไม่มีแก่นสารอันใดเลยให้กับชีวิตนี้นี่ คุณยายท่านก็บอก ท่านก็พูดให้พวกเราฟังอยู่ทุกวันอยู่แล้วว่าภพชาตินี้นี่เป็นภพชาติสุดท้าย ที่เราจะต้องลำบากกันขนาดนั้น ภพชาติต่อไปนี่จะไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้ว
ในเมื่อพวกเราทุกคนนี่ต่างก็รู้กันว่าเราจะต้องมาเจอกับความลำบาก เจอกับอุปสรรคนานับประการที่มาขัดขวางการสร้างบารมี แล้วทำไมบางครั้งพวกเราถึงไม่สู้กับมัน หลวงพี่ว่าของที่คู่นักสร้างบารมีนี่ก็คืออุปสรรคและความลำบากนี่แหละ ถ้าหากเราลงมาแล้ว เราไม่เจอกับสิ่งเหล่านี้นี่ หลวงพี่ก็คงพูดไม่เต็มปากว่านั่นคือการสร้างบารมีอย่างเต็มรูปแบบ และคิดว่าคงไม่ได้รสชาติของการสร้างบารมีอย่างปัจจุบันนี้
เพราะฉะนั้นนี่ ต่อแต่นี้ไปหลวงพี่ว่าถ้าเจออุปสรรคหรือเจอความลำบากนี่ให้ยิ้มรับสู้กับมัน เพราะนั่นแหละจะเปลี่ยนเป็นบุญ เป็นบารมีติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ หลวงพี่ว่าไหนๆ ชาตินี้นี่ก็เป็นชาติสุดท้ายอย่างที่คุณยายท่านได้บอกเอาไว้ว่าเราจะต้องมาเจอกับความลำบาก ต้องมาเจอกับอุปสรรคนานับประการที่มาคอยขัดขวางการสร้างบารมีนี่ ยังไงแล้วนี่หลวงพี่ว่าเราน่าจะมาทำภพชาตินี้ให้เป็นภพชาติประวัติศาสตร์ของชีวิตการสร้างบารมี
หลวงพี่ว่าทุกครั้งที่เราระลึกชาติย้อนมาดูนี่ เราก็จะได้ปลื้มปีติกับบุญในครั้งนี้ แล้วเมื่อไหร่ที่ถึงวันที่เราหลับตาลาโลก จะต้องเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ ต้องกลับไปอยู่ที่บ้านของเราคือบนชั้นดุสิตนี่ วันนั้นเราก็ได้ชื่อว่าไปอย่างผู้ชนะเหมือนอย่างคุณยายท่าน และที่สำคัญนี่หลวงพี่ว่าถ้าเราทำกันอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถนี่ เราก็จะเป็นผู้หนึ่งที่สามารถติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ติดตามคุณยายท่านไปได้ตลอดรอดฝั่ง จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมกันทุกคนเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นนี่เวลาต่อแต่นี้ไป หลวงพี่ก็ขอเรียนเชิญทุกๆ ท่านนี่นั่งหลับตา เจริญสมาธิภาวนา ให้นึกน้อมถึงบุญบารมีที่พวกเราได้ทำเอาไว้ ให้ติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้นึกเบาๆ สบายๆ นึกง่ายๆ อย่าไปเครียดกับมัน ให้เราทำใจนิ่งๆ เบาๆ สบายๆ เหมือนเราแค่แตะๆ มันไว้ที่ศูนย์กลางกาย
จากนั้นให้พวกเรานึกน้อมอาราธนาคุณยายท่านมาอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ศูนย์กลางกายของท่านนี่ตรงกับศูนย์กลางกายของเรา ให้นึกอย่างเบาๆ สบายๆ นึกท่านให้ชัด ให้ใส ให้สว่าง จากนั้นก็ขออาราธนาบุญบารมีของท่านนี่มารวมกันเข้ากับบุญบารมีของเรา ให้บุญบารมีเหล่านี้นี่ช่วยกลั่นแก้ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเรานี่ ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้เป็นธาตุธรรมฝ่ายขาวล้วนๆ สิ่งใดที่เป็นมลทินที่เกาะกินห่อหุ้มซึมซาบเอิบอาบอยู่ในใจของเรานี่ ก็ขอให้บุญบารมีเหล่านี้นี่ช่วยกลั่นแก้
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ให้เราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะ โอกาสสุดท้ายนี้หลวงพี่ก็ขอน้อมนำเอาคำสอนของคุณยายท่าน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าที่คุณยายท่านได้ฝากเอาไว้ให้กับพวกเราเหล่าหลาน ลูกหลานคุณยาย เมื่อพวกเราได้ฟัง ก็ขอให้พวกเราทุกๆ คนนี่จดแล้วก็จำเอาไว้อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพวกเรา ทุกครั้งที่อ่อนล้า ทุกครั้งที่เราเจอกับปัญหา และเจอกับอุปสรรคต่างๆ มากมายที่ทำให้เรารู้สึกท้อแท้ และเบื่อหน่ายต่อการสร้างบารมี ก็ขอให้คำสอนของคุณยายบทนี้นี่ดังก้องอยู่ในใจของพวกเราทุกๆ คน ขณะฟังนี่ก็ขอให้พวกเราวางใจนิ่งๆ ประหนึ่งว่าเหมือนเราได้ฟังจากตัวคุณยายท่านเอง
คุณยายท่านพูดว่า เมื่อเกิดเรื่องหนักๆ กับยาย ทุกครั้งยายจะอยู่ในธรรมมากๆ ยิ่งอยู่ในธรรมมาก ใจยิ่งใส ใจยิ่งใสก็ยิ่งดิ่งวิชชาได้ละเอียดมากขึ้น ยายจะไม่โกรธตอบคนที่โกรธยาย แต่ยายจะมองต้นตอที่ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น นับตั้งแต่ก่อนจะเข้าวัด ก็โดนโขลก เข้ามาทำวิชชาแล้วก็ถูกเขารังเกียจ หาว่าเป็นคนชั้นต่ำ เป็นคนรับใช้เขามา เป็นวัณโรค เป็นคนไม่มีความรู้ ที่อยู่อาศัยก็ให้อยู่ที่สกปรก ที่แย่ที่สุด เวลาเอาอาหารมาให้ ก็กระแทกให้ เกิดมาภพชาตินี้ ยายโดนมารโขลกสับตลอดเวลา เข้าวัดแล้วก็ยังโดนอยู่เรื่อยๆ จนบัดนี้
แต่ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายที่มันจะโขลกสับยายได้ เพราะเดี๋ยวนี้ยายรู้ทันหมดแล้ว จะไม่ยอมแพ้ และพร้อมจะปราบมันอีกด้วย อดทนอีกชาติเดียว อะไรจะเกิด ยายก็ทนได้ อดทนไปภพชาติสุดท้าย ต่อไปไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้ว ไว้งานเสร็จแล้วรู้กัน ใครสะอาดบริสุทธิ์มากน้อยแค่ไหน ตัวยายเอง ยายไม่มีปมด้อย มีแต่ความบริสุทธิ์ ทุกอย่างจะตัดสินเมื่องานเสร็จแล้วว่าใครทำมาอย่างไร เป็นอย่างไร จะรู้หมด ไม่มีอะไรปิดบังได้ ยายองอาจกล้าหาญตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ยายทำบริสุทธิ์ทั้งหมด
ก็ขอให้พวกเราน้อมนำเอาคำสอนยายบทนี้นี่ตึงไว้อยู่ที่ศูนย์กลางกายของพวกเรา
สัพเพ …
หน้า PAGE 13
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\มิถุนายน\44-06-02 FW-AAT.doc