ปริศนาธรรมบนตาลปัตร
(ม้วน 1/A)
พระก่อเกียรติ : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตรผู้นำบุญลูกหลานทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันที่ ๒๔๑ ของการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมให้กับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรา ท่านมาอย่างสม่ำเสมอ หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ
ตั้งแต่วัดเราเริ่มมีการสวดพระอภิธรรม ก็ทำให้พระภิกษุของวัดเรานี่ สวดพระอภิธรรมได้คล่องขึ้น บางครั้งก็มีกัลยาณมิตรที่มีญาติพี่น้องที่เสียชีวิตมานิมนต์พระวัดเราไปสวด หลวงพี่ก็มีโอกาสที่เคยไปสวดอยู่ ๒-๓ ครั้ง ก็ปกตินี่วัด วัดทั่วๆ ไปนี่เขาก็จะใช้พระสวดประมาณ ๔ รูป พวกเราเคยสังเกตดูหรือเปล่าว่าเวลาหลวงพี่ขึ้นไปสวดนี่ก็จะจับตาลปัตรดูทุกครั้ง ก็จะมีปริศนาธรรมอยู่ ๔ ประโยค พวกเราพอจะนึกออกไหมว่าคือคำว่าอะไร ปริศนาธรรมนั้นก็ติดอยู่ที่ตาลปัตรพัด มีคำว่า ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น
แต่ของวัดเรานี่ ใช้คำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ พวกเรารู้ความหมายของปริศนาธรรมทั้ง ๔ ประโยคนี้หรือเปล่าว่ามันหมายถึงอะไร จริงๆ แล้วหลวงพี่ก็เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ได้มีโอกาสถามผู้ใหญ่หรือคนทั่วๆ ไปก็จะได้รับคำตอบเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ว่าหมายถึงว่าความตาย
แต่เมื่อได้มีโอกาสมาศึกษาพระธรรม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำให้ได้มีความรู้ในความหมายที่แตกต่างกันออกไป คำว่าไปไม่กลับ ได้แก่พระอรหันต์ที่ท่านหมดกิเลสแล้ว เป็นเหตุให้ละสังโยชน์ ๑๐ ประการนั้นได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ทีนี้เรามาดูว่าสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการนั้นมีอะไรบ้าง
สังโยชน์คือกิเลสอันผูกใจสัตว์ หรือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มีอยู่ ๑๐ ประการ
ประการแรก คือสักกายทิฐิ คือความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน
ประการที่ ๒ วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยไม่แน่ใจ
ประการที่ ๓ ศีลภัตปรามาส คือความถือมั่นในศีลพรต โดยสักแต่ว่าทำตามๆ กันมาอย่างงงงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็เพียงศีลและวัตรเท่านั้น
ประการที่ ๔ คือกามราคะ คือความกำหนัดในกาม ติดใจในกามคุณ
ประการที่ ๕ คือปฏิขะ ความกระทบกระทั่งในใจ หงุดหงิดขัดเคืองใจ
ทั้ง ๕ ข้อนี้เราเรียกว่าสังโยชน์เบื้องต่ำ สามารถผูกสัตว์ให้ไว้กับภพต่ำคือกามภพ ก็ได้แก่โลกมนุษย์และสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น
ประการที่ ๖ ก็คือรูปราคะ คือความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน ความปรารถนาในรูปภพ
ประการที่ ๗ อรูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน ความปรารถนาในอรูปภพ
ประการที่ ๘ มานะ คือความถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่
ประการที่ ๙ อุธัจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ
ประการที่ ๑๐ คืออวิชชา ความไม่รู้จริง
ตั้งแต่ประการที่ ๖ ถึง ๑๐ นี้ เราเรียกว่าสังโยชน์เบื้องสูง สามารถผูกสัตว์ให้ ติดไว้กับภพที่สูงขึ้นไปคือรูปภพและอรูปภพ คือชั้นพรหมโลกนั่นเอง พระอรหันต์ที่ท่านหมดกิเลส ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการนี้ได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่าไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เราจึงเรียกว่าไปไม่กลับ
ประโยคที่ ๒ คือหลับไม่ตื่น หลับไม่ตื่นนั้นหมายถึงบุคคลผู้ที่พรั่งพร้อมไปด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ก็ได้ ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้หลับอยู่เพราะความประมาท ทีนี้เราดูว่านิวรณ์ทั้ง ๕ นั้นมีอะไรบ้าง
นิวรณ์คือธรรมอันกั้นจิตของเราไม่ให้บรรลุความดี มีอยู่ ๕ ประการคือ
๑. กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ มีรูปเป็นต้น
๒. พยาบาท การปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิธะ ความง่วงเหงาซึมเซา
๔. อุทจะกุกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
บุคคลที่ยังพรั่งพร้อมไปด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้หลับไม่ตื่น
ประโยคที่ ๓ คือฟื้นไม่มี ก็ได้แก่พระโสดาบันที่ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นแรก สามารถละสังโยชน์ทั้ง ๓ ข้อแรก ก็คือ
สักกายทิฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
ศีลภัตปรามาส ความถือมั่นในศีลพรต
ท่านละทั้ง ๓ ข้อนี้ได้ ถึงแม้จะต้องกลับมาเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ กิเลสทั้ง ๓ อย่างนี้ก็จะไม่ฟื้นกลับมาอีก จึงได้ชื่อว่าฟื้นไม่มี
สุดท้าย หนีไม่พ้น ก็ได้แก่บุญและบาปที่เราได้ทำไว้ ที่เราท่องสวดมนต์ทำวัตรอยู่เป็นประจำ ใครทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น คุณยายของเราก็เคยสอนว่าใครทำบุญก็แบกบุญไป ใครทำบาปก็แบกบาปไป เราจะหนีบุญและบาปไม่พ้น
ทีนี้ เรามาดูคำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ พระองคุลีมาลนี่ท่านมีความเฉลียวฉลาด จนเพื่อนๆ ที่อยู่ในสำนักเรียนเดียวกันนี่ ทั้ง ๕๐๐ นี่เกิดความอิจฉา ท่านนี่มีบารมีมาก มากที่จะเป็นอสีติสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่อง แต่เมื่อจะได้รับรสแห่งธรรมะครั้งแรกนั้น เพียงคำๆ เดียวคือคำว่าหยุด ซึ่งเป็นภาษาง่ายๆ ท่านก็ยังไม่เข้าใจ คำว่าหยุดที่ท่านเข้าใจนั้นเป็นภาษาโลกๆ คำว่าหยุดหมายถึงหยุดการ ที่ท่านเข้าใจนั้นหมายถึงหยุดการเคลื่อนไหวทางกาย ก็คือไม่ขยับเนื้อขยับตัว ทางวาจาก็คือไม่พูด
แต่หยุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกแก่องคุลีมาลและโจรนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนทั่วๆ ไปจะเข้าใจได้ คำว่าหยุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบอกกับองคุลีมาลและโจรนั้นหมายถึงหยุดทำความชั่ว จึงทำให้องคุลีมาลและโจรได้คิด คำว่าหยุดนั้นมีความหมายที่ลึก หยุดคำแรกหมายถึงหยุดการเคลื่อนไหว พอ พอมาเป็นภาษาธรรมะ ก็หมายถึงหยุดทำความชั่ว ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านี้ก็ยังมีอีก ในทางปฏิบัติธรรมหมายถึงการทำใจให้หยุดให้นิ่ง ไม่ใช่หยุดที่อื่น แต่จะต้องหยุดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หยุดที่ศูนย์กลางกายถึงจะถูกธรรมะในตัว
พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นย่นย่อเหลือเพียง ๓ คือ บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ย่นย่อเหลือเพียง ๑ คือหยุดคำเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจึงใช้คำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ
ชีวิตของคุณยายอาจารย์ของเราเป็นชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ ตั้งแต่ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย เป็นชีวิตที่งดงาม สร้างแต่บุญกุศลความดีงามตลอดมา ท่านได้เข้ามาที่วัดปากน้ำทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็ได้ประพฤติพรหมจรรย์มาโดยตลอด เราจึงถือว่าท่านเปรียบเสมือนทิศเบื้องบน
พวกเราคงทิศทั้ง ๖ นี้ได้ ทิศก็ หลวงพี่จะทบทวน
ทิศเบื้องหน้านี่ คือบิดามารดา
ทิศเบื้องขวา คือคุณครูอาจารย์
ทิศเบื้องหลัง คือบุตร สามีภรรยา
ทิศเบื้องซ้าย ก็คือมิตรสหาย
ทิศเบื้องล่าง ก็คือลูกน้องคนรับใช้
ทิศเบื้องบน ก็คือนักบวช สมณะชีพราหมณ์
คำว่าสมณะนี้แปลว่าผู้สงบ สงบระงับ เป็นผู้ที่มีกายสงบ คือเว้นจากกายทุจริต ๓ ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ เป็นผู้ที่มีวาจาสงบทั้ง ๔ ก็คือไม่พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เป็นผู้ที่มีใจสงบ ๓ ก็คือไม่โลภ อยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น แล้วก็ไม่เห็นผิดตามทำนองคลองธรรม เป็นผู้ที่มีกิเลสสงบแล้วด้วยอำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
ท่าน คุณยายของเรา ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของทิศเบื้องบนได้อย่างสมบูรณ์ หน้าที่ของทิศเบื้องบนนั้นมีอยู่ ๖ ประการ
ประการแรก ห้ามทำความชั่ว
ประการที่ ๒ ให้ตั้งอยู่ในความดี ท่านก็สั่งสอนให้พวกเรานี่รักบุญ กลัวบาป สั่งสมบุญกุศลให้เยอะๆ
ประการที่ ๓ อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม หรือด้วยความปรารถนาดี ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดก็ตาม ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง หรือว่าชนชั้นต่ำที่มาขอบารมีให้ท่านช่วย ท่านก็ช่วยทุกคนไม่เคยเลือกที่รัก มักที่ชัง ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมของท่าน
และข้อที่ ๔ ก็คือให้ได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ยังไม่เคยฟัง พวกเราคงได้ทราบจากพระอาจารย์ที่ท่านได้มาแสดงธรรม เรื่องที่ปกตินี่เรา ที่ไม่ได้เคยได้ยินได้ฟังกันข้างนอกนี่ก็คือการที่ท่านไปช่วยพ่อในนรก เป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่อื่นมาก่อน ทำให้เรามีกำลังใจในการสร้างความดี
หน้าที่ข้อที่ ๕ ก็คืออธิบายสิ่งที่ได้ยิน ที่ได้ฟังมาแล้วนี่ให้แจ่มแจ้ง ก็มีอยู่หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสั่งสมบุญกุศล การปฏิบัติธรรม หรือเรื่องนรกสวรรค์ ท่านก็เคยเล่าให้ฟังว่านรกนี่มันร้อน ร้อนขนาดไหน ร้อนขนาดที่ว่าโลกของเรานี่ไม่สามารถจะเปรียบเทียบได้ พอตกลงไปปุ๊ปก็ละลายเลย ทำให้เรานี่เห็นภาพได้ชัด
หน้าที่ข้อสุดท้ายก็คือบอกทางสวรรค์ให้ ท่านไม่เพียงแต่บอกทางสวรรค์ ท่านยังบอกทางนิพพาน ทางที่สุดแห่งธรรมให้พวกเรา
เรื่องบอกทางนี้ในสมัยพุทธกาลนี่ ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงประทับอยู่ในวิมานบุปผาราม เขตพระนครสาวัตถี ซึ่งเป็นวัดที่มหาอุบาสิกาวิสาขา สร้างถวายให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็มีพราหมณ์อยู่คนหนึ่งชื่อว่าคณกโมคคัลลานะพราหมณ์ได้มาทูลถามปัญหากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระสมณะโคดมผู้เจริญ สาวกของท่านนี่ ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนให้โอวาทอยู่ตลอดนี่มีความยินดีในนิพพานทุกรูปหรือเปล่า หรือว่าบางพวกก็ไม่ยินยอม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงตอบกับพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ สาวกของเรานี่ อันเราที่ได้ให้โอวาทสั่งสอนไว้อย่างนี้นี่ บางพวกก็ยินดีในนิพพาน มีเพียงส่วนน้อย บางพวกก็ไม่ยินดี
พราหมณ์ก็ถามต่อว่าแล้วอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางให้ถึงนิพพานก็ดำรงอยู่ พระโคดมผู้เจริญ ซึ่งเป็นผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่ แต่สาวกของพระองค์นี่ อันที่พระองค์ได้สั่งสอนไว้อย่างนี้นี่ บางพวกเพียงส่วนน้อยนี่ก็ยินดีในนิพพาน บางพวกก็ไม่ยินดี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงตอบกับพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราจะขอถามท่านในเรื่องนี้ ท่านชอบใจอย่างใดก็พึงพยากรณ์อย่างนั้น ท่านชำนาญทางไปเมืองราชคฤห์มิใช่หรือ พราหมณ์ก็ตอบว่าแน่นอนพระเจ้าข้า พระองค์ก็ถามต่อว่าหากมีบุรุษหนึ่งนี่ปรารถนาที่จะไปเมืองราชคฤห์ แล้วก็มาหาท่านที่สำนักนี่ มาบอกว่าท่านผู้เจริญ ช่วยบอกทางไปราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าหน่อย ท่านก็พึงตอบว่ามาทางนี้เถอะ ท่านจึงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งก็จะเห็นบ้านชื่อนั้นชื่อนี้ เดินตามทางไปอีกชั่วครู่หนึ่งก็จะเห็นนิคมชื่อนั้นชื่อนี้ เดินทางไปอีกก็จะเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ เดินไปอีกก็จะเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์
บุรุษนั้นที่ท่านแนะนำนี่ แนะนำไว้อย่างดีนี่ก็จำทางผิด กลับเดินไปตรงกันข้าม ทีนี้ก็มีบุรุษคนที่ ๒ นี่ ก็มาหาท่านอีก มีความปรารถนาที่จะไปเมืองราชคฤห์เหมือนกัน ก็มาถามทาง ท่านก็พึงบอกไปว่ามาทางนี้เถอะ ทางนี้ท่านเดินไปแล้วสักชั่วครู่หนึ่งก็จะเห็นบ้านชื่อนั้นชื่อนี้ เดินไปอีกชั่วครู่หนึ่ง ก็จะเห็นนิคมชื่อนั้นชื่อนี้ เดินไปอีกก็จะเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์ บุรุษคนที่ ๒ นี้ ที่ท่านแนะนำไว้นี่ก็ไปตามทางถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดิภาพ
ท่านก็ถามพราหมณ์ต่อไปอีกว่า ดูก่อนพราหมณ์ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยในเมืองราชคฤห์ก็ยังดำรงอยู่ ทางไปเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่ ท่านเป็นผู้บอกชี้ทางก็ดำรงอยู่ แล้วไฉนบุรุษทั้ง ๒ นี้ คนหนึ่งกลับเดินไปเสียตรงกันข้าม อีกคนหนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดิภาพ
พราหมณ์ก็ตอบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าดูก่อน ท่านพระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น พระองค์ก็ตอบกับพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราเองก็เหมือนกัน ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่ เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่ แต่สาวกของเราที่เราได้สั่งสอนไว้อย่างนี้นี่ บางพวกส่วนน้อยก็ยินดีในนิพพาน บางพวกก็ไม่ยินดี ดูก่อนพราหมณ์ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกทาง
คุณยายของเรา ท่านได้ละสังขารไปจากพวกเรานับเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว แต่สิ่งที่ท่านได้ให้ไว้แทนตัวท่าน ก็คือคำสอนและโอวาทอันทรงคุณค่า สิ่งที่ท่านสอนนั้นถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุด ท่านเคยกล่าวไว้ว่าสิ่งที่ยายสอนจะเป็นสมบัติติดตัวไป จำคำยายไว้ แล้วเก็บสมบัติที่ยายให้นี้ให้ดีที่สุด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เอาตัวรอด คุณยายท่านเป็นผู้บอกทางสวรรค์ ทางนิพพาน ทางที่สุดแห่งธรรม ทางที่จะหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร
ฉะนั้นพวกเราลูกหลานของคุณยายทุกๆ คน ดูคุณยายไว้เป็นแบบอย่าง ท่านบอกท่านทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ตั้งใจเดินตามทางที่ท่านได้วางไว้อย่างดี อย่างนี้จึงชื่อว่าเป็นการปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาอันสูงสุด
สำหรับวันนี้หลวงพี่ก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพวกเราปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่งนะ วางใจของเราให้หยุด นิ่ง เฉย อย่างเบาสบาย ไว้ที่ศูนย์กลางกาย กลางท้องของพวกเราทุกคน ตรึกระลึกนึกถึงคุณยาย ขอบุญบารมีท่านช่วยคุ้มครองให้พวกเรามีความสุข ความเจริญตลอดไป
สัพเพ …
หน้า PAGE 8
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-15 FW-AAT.doc