ครั้งหนึ่งในชีวิตของพระวัดพระธรรมกาย
(ม้วน 1/A)
พระวิชิต : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ)
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันที่ ๒๔๐ แห่งการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมของคุณยาย หลวงพี่เกิดความประทับใจญาติโยมหลายๆ ท่าน บางครั้งได้ขึ้นสวดด้วยก็ดี บางครั้งก็นั่งอยู่ด้านหนึ่ง ได้เห็นสาธุชนหลายๆ ท่านได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม บำเพ็ญกุศลคุณยายอยู่ตลอดต่อเนื่อง ก็รู้สึกนึกอนุโมทนาบุญในใจ แต่วันนี้แล้วได้ขึ้นมาตรงนี้ก็ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านดังๆ ตรงนี้ด้วยนะ (สาธุ)
หลวงพี่มีคำขวัญสำหรับตัวเองอยู่คำขวัญหนึ่งก่อนที่จะขึ้นมาเทศน์งานคุณยายในครั้งนี้ หลวงพี่ตั้งคำขวัญของตัวเองว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต พระวัดพระธรรมกายต้องเทศน์งานคุณยายให้ได้ เพราะว่าในช่วงก่อนนั้นที่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๓ ที่เออ ตอนนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีกำหนดว่าจะสลายสรีระคุณยาย เราก็นึกในใจว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้ขึ้นมาได้เทศน์ตรงนี้ แต่เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตาขยายเวลาในการสลายร่างของคุณยายออกไปอีกใน ๙ เดือนข้างหน้า คือในวันมาฆบูชาปี ๒๕๔๕ แล้วก็มีความปลื้มปีติใจว่าเราต้องขึ้นเทศน์งานคุณยายให้ได้สักครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีแล้วที่ได้มาอยู่ใน ณ ตรงนี้
อยากจะพูดถึงความประทับใจที่หลวงพี่ได้มีต่อคุณยาย ถึงแม้ว่าจะเข้ามาในยุคหลังก็ดี แต่ว่าก็มีความประทับใจในครั้งแรกที่หลวงพี่ได้มีโอกาสมาวัด แล้วก็ได้มามีโอกาสพบคุณยายเป็นครั้งแรกด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าย้อนไปในปี ๒๕๓๗ แล้วนี่ หลวงพี่ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีความสนใจในพระพุทธศาสนานี่พอสมควร และรักในการที่จะอ่านหนังสือ (เทปสะดุด)
มีอยู่วันหนึ่งได้ไปค้นหนังสือในห้องสมุด บริเวณหมวดพระศาสนา บังเอิญไปค้นเจอเอาหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ถ้าพูดตรงนี้ทุกท่านก็อ่านอ๋อ ทันที เพราะว่าเป็นหนังสือที่คุ้นเคย เป็นหนังสือกัลยาณมิตรเล่มแรกจริงๆ ก็คือหนังสือเดินไปสู่ความสุข เปิดอ่านจนหมดทั้งเล่มเลยนะ เกิดความประทับใจและซาบซึ้งในมโนปณิธานของครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว หรือแม่แต่ของคุณยาย แล้วก็ยังมีของป้าหวิน นักสร้างบารมีที่ละสังขารไปก่อนล่วงหน้าแล้ว เปิดอ่านดูเกิดความประทับใจ
เราก็ไปค้นดูอีกว่ามีเล่มไหนบ้างที่เป็นของวัดพระธรรมกาย ไปค้นหมดหมวดเลยนะ เจอมาอีก ๒-๓ เล่มก็คือ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับความประทับใจในการบวชธรรมทายาท ค้นไปค้นมาเกิดความประทับใจอยากจะมาวัดพระธรรมกาย จดหมายเลขโทรศัพท์ ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกลๆ เพราะว่าไม่ค่อยได้ คุณพ่อคุณแม่ ไปไหนก็จะไปกับคุณพ่อคุณแม่เสียมากกว่า
ครั้นก็มา เวลาล่วงเลยผ่านไป ๑ ปีก็ยังไม่ได้มาวัดพระธรรมกาย ต่อเมื่อได้มีโอกาสมาฝึกงานนะ แถวบริเวณสะพานควายตอนนี้ ก็ใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พอมาฝึกงานเท่านั้นเอง ด้วยความที่ยังรู้สึกว่ายังประทับใจในวัดพระธรรมกายอยู่ ก็เลยหยิบสมุดโทรศัพท์ที่จดเบอร์นั้นขึ้นมา แล้วก็โทรมาที่วัดพระธรรมกาย มีอุบาสิกาท่านหนึ่งนะ ซึ่งปัจจุบันนี้หลวงพี่ได้ไปสืบทราบมาแล้วว่าอุบาสิกาท่านนี้ ชื่ออุบาสิกาเปี๊ยก เป็น ตัวเล็กๆ นะ หลวงพี่ประทับใจมาก มาถึงก็ให้ ให้การต้อนรับที่ดี ก็บอกว่าถ้าคุณจะมา คุณก็ไปขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ แล้วก็มาพร้อมกับรถได้เลย ก็จะมาส่งถึงวัดพระธรรมกาย แล้วก็ยังบอกอีกด้วยนะว่าช่วงนี้มีบุญหล่อทองหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้คุณทำซิ ถ้าคุณมีพอมีปัจจัย คุณก็ลองทำบุญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ด้วยความที่เราเป็นนักศึกษาฝึกงาน ปัจจัยที่ได้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ประมาณสัก ๒,๐๐๐ บาทได้ แต่เกิดความศรัทธาในหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เลยนะ พอเงินออกปุ๊ป ก็เอาไปซื้อทองที่เยาวราชเลยบอกว่า เข้าไปร้านที่ดีที่สุดนะ หล่อพระ หล่อพระนี่ต้องเอาทองที่ดีที่สุด เข้าไปในร้าน gold master ๙๙ แล้วก็เดินเข้าไปเลย บอกเขาว่านี่หลวงพี่ เอ่อ ผมนี่จะซื้อทองสลึงหนึ่งนะไปหล่อทอง เอ่อ ไปหล่อพระ บอกเอาลายสวยๆ เขาบอกไม่ต้องสวยหรอก หล่อพระเดี๋ยวมันก็หลอม บอกไม่ได้ ต้องเอาสวยๆ นะหล่อพระ เขาบอกยืนยันแล้วก็ได้ทองสลึงมา
พออาทิตย์ถัดไป ก็ชวนหัวหน้างานขึ้นรถที่อนุสาวรีย์แล้วก็มาที่วัดพระธรรมกาย มาก็ยังประทับใจเหมือนกับที่พวกเราประทับก็คือวัดสะอาด ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายนี่แต่งตัวชุดขาวเป็นระเบียบเรียบร้อย พระภิกษุสง่างาม สงบ สถานที่ต่างๆ ร่มรื่น เกิดความประทับใจ ก็ไปหาพี่อุบาสิกาท่านนี้นะ ที่ทางเข้า ๓ ตอนนั้นพี่เปี๊ยกอยู่ทางเข้า ๓ พี่เขาก็บอกว่าบ่ายนี้นี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะลงรับทองคำที่ศาลาดุสิต ให้คุณไปถวายกับมือท่านเลย หลวงพี่ก็ ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องอะไร งงๆ อยู่ ก็ แต่ว่าก็ไป ไปคอยประมาณบ่ายโมงกว่า คนเยอะแยะไปหมดเลย เขาให้บัตรคิวมาหมายเลข ๒๐๐ กว่า ประมาณ ๒๘๐ กว่านี่
แล้วก็พอดี ที่ยามาคุณยายท่านรับปัจจัยอยู่ด้วย รับทอง รับปัจจัยคุยกับญาติโยมปฏิสันถารอยู่ ตอนนั้นหลวงพี่ก็ยังไม่ได้สนใจอะไรมาก ก็นั่งคอยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ประมาณเกือบบ่าย ๒ โมง พระเดชพระคุณหลวงพ่อมาถึงที่ศาลาดุสิตสักพักหนึ่ง คุณยายท่านก็จะลุกจากยามาแล้วก็จะเดินเข้ากุฏิ ระหว่างที่คุณยายเดินเข้ากุฏินะ ในเขตสังฆาวาส ประมาณจะถึงรั้วที่มันเป็นสแตนเลสอยู่แล้วนะ หลวงพี่ก็นั่งตัดสินเอ๊ะ เอายังไงดี บัตรคิวก็ ๒๐๐ กว่า เวลาก็จะ ๓ โมงอยู่แล้วนี่ รถเดี๋ยวจะออก เป็นคนใหม่ด้วย ก็รู้สึกเอ๊ะ เอายังไงดี เอาอย่างนี้แล้วกัน กึ่งลุก เอ่อ กึ่งวิ่งกึ่งเดิน เดินไปหาคุณยายที่ท่านกำลังจะเดินเข้ากุฏิอยู่ นั่งคุกเข่าแล้วก็ ๒ มือถวายทองกับคุณยายด้วยมือ แล้วก็ ท่านก็ เราก็ก้มลงกราบ คุณยายก็ให้พร ซึ่งต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกและประทับใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสถวายทองกับคุณยายเป็นคนสุดท้ายเลย เป็นคนสุดท้ายจริงๆ
แต่ที่น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าไม่ทราบว่าคุณยายให้พรว่าอะไร เพราะตอนนั้นกำลังแบบเออ ตื่นเต้นแล้วก็อะไรหลายๆ อย่างก็เลยงง เอ๊ะ คุณยายให้พรว่าอะไร ถ้าอยากถามว่าตอนนี้อยากจะไปถามอะไร ก็บอกว่าอยากจะระลึกไปดูว่าเอ๊ะคุณยายท่านให้พรว่าอะไร เพราะคำของคุณยายท่านศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยอยากจะเจอตรงนี้
แล้วจากนั้นเองก็เกิด ทำให้เกิดจิตกุศลศรัทธานะ ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ เรื่อยมาจนปี ๒๕๓๘ ศึกษามา ๑ ปี ก็เกิดความศรัทธามาก ก็เลยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ยิ่งได้เห็นคุณธรรมของคุณยายนั้นเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น จากพระอาจารย์ก็ดี จากที่คุณยายท่านมาถวายของก็ดี ให้กับพระภิกษุในวันคล้ายวันเกิดท่านต่างๆ ก็ดี เกิดความเลื่อมใสมากขึ้น เราก็มีคุณยายนั้นเป็นต้นแบบในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะอาดก็ดี ในเรื่องของธรรมปฏิบัติในการฝึกฝนอบรมตนเอง ทุกอย่างเลย เป็นแบบอย่างที่อยู่ในใจตลอดเวลา
แต่วันนี้นี่หลวงพี่ไม่ได้มาใน พูดประเด็นในเรื่องความประทับใจในเรื่องนั้น แต่อยากจะหยิบยกเอาประเด็นที่คุณยายท่านมีอยู่เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ ก็คือประเด็นในเรื่องของคุณยายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพ แล้วเรานี่จะแสดงความเคารพกับคุณยายผู้เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพได้อย่างไร วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวข้อนี้ ซึ่งก็มีหลวงพี่หลายรูปท่านพูดถึงพระคุณของคุณยาย ถ้าหากว่าเราจะเปรียบพระคุณของคุณยายหรือว่าเราจะมีหลักในการสรรเสริญพระคุณของคุณยายนี่ มีหลักอย่างไร ซึ่งหลายท่านได้ฟังไปแล้ว แต่คิดว่าอาจจะลืมไปแล้วนะ
หลวงพี่ขอทบทวนนิดหนึ่งว่าถ้าหากว่าเราจะสรรเสริญพระคุณของคุณยายนี่ เราก็ใช้หลักพุทธคุณ ๙ นะที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญพระองค์เองนะว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ อะไรนั่นนะ ไปจนถึงเป็นโดยย่อสรุปเป็น ๓ ก็คือ พระบริสุทธิ์ธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ที่สรุปรวมเอาคุณความดีของคุณยายไปอยู่ในนั้นนะ ถ้าหากว่าเราจะสรรเสริญใครก็ตาม
แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะแสดงความเคารพออกจากคุณยายนี่ เรามีวิธีการอย่างไร ก็ขอให้ติดตามต่อไป ซึ่งก่อนอื่นเราต้องมาพูดถึงเรื่องของความเคารพ หลายๆ ท่านได้ยินมาบ่อยมาก โดยเฉพาะงานเทศน์คุณยายนี่ ๒๔๐ วันนี่ อาจจะได้ยินไปแล้วประมาณ ๕ ถึง ๖ รอบในเรื่องของความเคารพ แต่ว่าความเคารพนั้นมีหลายแง่มุม วันนี้หลวงพี่ก็จะพูดอีกแง่มุมหนึ่ง
จริงๆ แล้วความเคารพนั้นหมายถึงความตระหนักซาบซึ้งในคุณงามความดีของผู้อื่น แล้วก็อยากจะปฏิบัติธรรม แล้วแสดงออกด้วยความอ่อนน้อม หลายๆ ท่านส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าความเคารพนั้นคือการกราบ การไหว้ การแสดงออก การวันทยาหัตถ์ หรือการบูชาอะไรต่างๆ จริงๆ แล้วตรงนั้นยังไม่ใช่เนื้อแท้ใจความของความเคารพ แต่ความเคารพที่เป็นเนื้อแท้ก็คือมันเกิดขึ้นจากใจนั่นเอง ใจของเราที่ไปตระหนักซาบซึ้งในคุณงามความดีของบุคคลอื่น อย่างเช่นทุกท่านที่นั่งในที่นี้ มีความตระหนักและซาบซึ้งในคุณความดีของคุณยาย ว่าคุณยายท่านเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ มีความสะอาดบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ มีปัญญาที่สว่างไสว สามารถรู้เท่าทันคน เท่าทันกิเลส สร้างวัดได้สำเร็จ เป็นวัดที่ใหญ่โตที่สุดในประเทศ
แล้วก็เป็น มีมหากรุณาธิคุณกับลูกหลานและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ใครมาขอให้ช่วยอะไร คุณยายก็ช่วยทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายนี่ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานให้หมดเลยนะ เข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย
ที่เราได้ซาบซึ้งอย่างนี้ ทุกท่านก็เลยมาแสดงออกซึ่งความเคารพด้วยการมาบูชาสักการะคุณยายด้วยธูปเทียน ดอกไม้บูชาก็ดี ด้วยการกราบการไหว้ก็ดี ด้วยการสวดสรรเสริญพระคุณของคุณยายก็ดี ด้วยการมาฟังพระอภิธรรมนะก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพที่มีอยู่ในตัวของทุกท่านที่นั่ง ณ ตรงนี้
ถ้าถามว่าถ้าหากว่าเรามีความเคารพแล้วนี่ ผลที่ได้จากความเคารพนั้นจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้นะฮะพระสารีบุตรท่านได้ให้คำตอบเอาไว้ชัดเจนทีเดียว ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรท่านหลีกออกเร้นปฏิบัติธรรมระยะยาว แล้วก็นั่งธรรมะไป ใจก็ดิ่งเข้ากลางไปเรื่อยๆ ทีนี้พระสารีบุตรท่านก็เกิดความปริวิตก คือเกิดความคิดขึ้นมาว่าพระภิกษุนี่มีความเคารพสักการะอะไรหนอ ที่จะทำให้สามารถละอกุศล แล้วเจริญกุศลขึ้นได้ นั่งพิจารณาไปพิจารณามา ท่านก็ได้คำตอบโดยตัวของท่านเองว่า พระภิกษุมีความเคารพสักการะในพระพุทธเจ้า
๑. มีความเคารพสักการะในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท แล้วก็ในการปฏิสันถารนี่ ถึงจะเป็นผู้ที่สามารถละอกุศล แล้วเจริญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พูดง่ายๆ ว่าก็จะทำให้กุศลนี่ไม่มีอยู่ในใจ แล้วเพิ่มพูนกุศลมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าใจอยู่ในบุญมากขึ้น ใจใสสว่างมากขึ้น ต้องมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท และในการปฏิสันถารซิ นะ ถึงจะมีใจที่สว่างไสว แล้วก็ใจอยู่ในบุญตลอดเวลา
นี้ก็เป็นสิ่งที่พระสารีบุตรท่านสรุปเอาไว้นะว่าถ้าหากว่าเป็นผู้มีความเคารพแล้วนี่ อกุศลจะถูกกำจัดไป แล้วกุศลใหม่นี่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ มีใจอยู่ในบุญขึ้นเรื่อยๆ มีใจที่ใส สว่างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพระสารีบุตรได้คำตอบอย่างนี้แล้ว ด้วยความที่รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้านะ ก็เลยเข้าไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามเพื่อให้ข้อความนั้นบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ก็ไปกราบถวายรายงานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่านี่ข้าพระองค์ไปปฏิบัติธรรม แล้วเกิดความคิดขึ้นว่าพระภิกษุเคารพสักการะอะไรหนอ จะทำให้ละอกุศล เจริญกุศลขึ้น แล้วก็ข้าพระองค์คิดได้ดังนี้ว่าถ้าหากว่าพระภิกษุมีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ในการปฏิสันถารแล้ว ย่อมทำให้ละอกุศลและเจริญกุศลได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบชัดเจนว่าดีล่ะ ถูกต้องแล้ว ที่ท่านคิดน่ะถูกต้องแล้ว แล้วก็ตรัสตอบต่อไปอีกว่าถ้าหากว่าภิกษุนี่ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า แต่จะมีความเคารพพระธรรมนั้นเป็นไปไม่ได้เลย หรือว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีเคารพในพระธรรม แต่ เออ ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ไม่มีความเคารพในพระธรรม แต่จะมีความเคารพในพระสงฆ์นั้น เป็นไปไม่ได้
เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีอยู่ในโลกนี้ บุคคลที่ทรงค้นพบพระธรรมนั้นคือใคร ก็ต้องบอกว่าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนบันไดที่เราจะขึ้นไปสู่ขั้นสุดท้ายนี่เราต้องผ่านขั้นที่ ๑ เสียก่อน ถึงจะขึ้นไปขั้นสุดท้ายได้ เช่นเดียวกัน เพราะงั้นเราก็ต้องพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน พระองค์จึงแสดงพระธรรมออกมา จึงมีพระสาวก เป็นอริยสาวกก็ดี จึงมีพระศาสนา จึงมีการศึกษาขึ้นมา มาเป็นตามลำดับขึ้นไป
เพราะฉะนั้นประการแรกที่ควรจะมีความเคารพก็คือมีความเคารพ คือตระหนักในคุณงามความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ถึงจะสามารถละอกุศล และเจริญอกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้ กำลังจะบอกว่าคุณยายอุบาสิกา คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเราเป็นผู้ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ก็ต้องบอกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้โดยตรงทีเดียว แต่หลวงพี่จะเปรียบให้เห็นชัดเจนว่าคุณยายท่านมีความเคารพในพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวนะ เกิดความสงสัยขึ้นว่าคุณยายนี่ท่านใช้หลักอะไรในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร เพราะทำไปแล้วบางทีไม่ถูกใจ ถูกใจบางกลุ่ม แต่ไม่ถูกใจบางกลุ่ม
คุณยายท่านให้คำตอบที่ชัดเจนมากนะ ท่านบอกว่ายายน่ะไม่เอาใจใครหรอก ยายเอาใจแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น เพราะรู้ว่าพระพุทธเจ้านั้นน่ะท่านรู้ถูก รู้ผิด รู้อะไรดี รู้อะไรชั่ว รู้อะไรบุญ รู้อะไรบาป รู้อะไรควร รู้อะไรไม่ควร พูดง่ายๆ ว่าท่านรู้แจ้งทั้งหมดนั่นเอง ยายจึงตามใจทำตามแต่พระพุทธเจ้า ถึงแม้ตัดสินใจไปแล้วก็ตามนี่นะ คนทั้งเมืองจะว่าอย่างไรก็ตามนี่ ถ้าได้ทำตามพระพุทธเจ้าแล้ว คุณยายบอกว่ายายไม่สนใจ เพราะยายทำตามพระพุทธเจ้า
นี่แสดงออกว่าคุณยายท่านตระหนักซาบซึ้งในคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า รู้ว่าพระองค์เป็นผู้ที่ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ผิดรู้ถูก รู้บุญรู้บาป มีความตระหนักและเชื่อมั่นในคุณยาย ก็แสดงออกด้วยความปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้นไม่พอ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้กล่าวต่อไปในหลายๆ เรื่องที่หลวงพี่ไปค้น ท่านพูดถึงคุณยายนะ วันนั้นก็เดินไปเจอคุณยายท่านกำลังถอนหญ้าอยู่ แล้วคุณยายถอนหญ้าไม่เหมือนคนอื่นนะ คือขุดรากถอนโคน เท่านั้นไม่พอ กายหยาบถอนไป แต่กายละเอียดนี่ ใจท่านตรึกอยู่กับพระธรรมกาย หลวงพ่อทัตตะท่านก็ถามว่ายายน่ะ ยายกำลังทำอะไร และคุณยายตอบ ยายกำลังถอนหญ้า แล้วกำลังระลึกชาติว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะท่านสร้างบารมีกันยังไง ดูซิคุณยายแม้ขณะถอนหญ้าก็ใจยังตรึกอยู่กับการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าเป็นเราเป็นไงเอ่ย ซักผ้าไป ใจก็โน่น อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ที่ทำงาน เออ สารพัดนะ แม้หลวงพี่เองบางทีก็ไม่ได้ตรึกธรรมะ ใจไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ แต่คุณยายท่านเป็นต้นแบบในเรื่องของความเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกอิริยาบถตลอด ๒๔ ชั่วโมง ยืน เดิน นั่ง นอน ใจตรึกระลึกอยู่แต่พระธรรมกาย และการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคุณยายจึงเป็นผู้ที่มีความซาบซึ้งในพระพุทธเจ้ามากที่สุดอย่างยิ่งทีเดียว
แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะก็สรุปอีกว่าคุณยายนั้นเป็นฐานทัพรองรับพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน หากใครปรารถนาเนื้อนาบุญ อยากจะทำบุญกับเนื้อนาบุญนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ก็ให้ทำกับคุณยาย นี้แสดงว่าคุณยายไม่ได้มีความเคารพในพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเคารพในพระพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนอีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณยายจึงเป็นบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์ ปรารถนาสิ่งใดย่อมสำเร็จเป็นอัศจรรย์ และด้วยเหตุที่ความเคารพในพระพุทธเจ้านี่เอง คุณยายจึงมีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในการศึกษา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท และมีความเคารพในการปฏิสันถารอีกด้วย
ยิ่งมีความเคารพในพระพุทธเจ้ามากเท่าไหร่ ความเคารพทั้งหลายเหล่านี้ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น อย่างเช่นในเรื่องของความเคารพในพระธรรม คุณยายนั้นเวลาจะกล่าวสอนธรรมญาติโยมหรือลูกศิษย์นี่ กล่าวธรรมด้วยความพอเหมาะพอเจาะ แล้วรู้ว่าธรรมไหนที่เหมาะสมกับบุคคลอย่างไร หลายๆ ท่านก็คงจะ คนเก่าๆ คงได้พบเจอมากับตัวว่าเวลาคุณยายกล่าวสอนธรรมนี่ รู้สึกมันตรงใจกับพวกเราทุกครั้งเลย แล้วคำของคุณยายนั้นเป็นไปเพื่อการหยุด การนิ่ง เป็นไปเพื่อกำจัดขัดเกลานิสัยตัวเองทั้งสิ้น เป็นไปเพื่อความสะอาด บริสุทธิ์ทั้งสิ้น นี่คือความเคารพยิ่งที่คุณยายมีต่อพระธรรม
และคุณยายยังมีความเคารพในพระสงฆ์อีกนะ ไม่ว่าจะพระสงฆ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้น้อย ผู้ใหม่ผู้เก่า หรือแม้แต่สามเณรก็ดี คุณยายมีความเคารพเสมอภาคกันหมดเลย หรือแม้พระภิกษุที่เมื่อก่อนท่านเคยเป็นอุบาสก เป็นลูกศิษย์ของคุณยาย มาอยู่คุณยาย คุณยายเคยอบรมสั่งสอนมา ครั้นเมื่อบวชเรียนแล้วก็ตามนี่ คุณยายท่านก็มีความเคารพเลื่อมใสในที่สุดที่เป็นลูกศิษย์เก่านั้น โดยที่มิได้มีความถือเนื้อถือตัวแต่ประการใดว่าเคยเป็นลูกศิษย์เรามาก่อน ไม่เคยมีอย่างนั้น แต่มีความเสมอภาพในความเคารพในพระสงฆ์ทุกอย่าง ให้การลุกรับ ต้อนรับ ให้การกราบไหว้
อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเคยพูดว่าตอนแรกหลวงพ่อท่านมีความเคารพคุณยายมาก ครั้นเมื่อบวชแล้วใหม่ๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่าคุณยายนั้นเป็นครูบาอาจารย์ที่เคารพยิ่ง ก็จะยกมือพนมนะ ยกขึ้นไหว้คุณยาย แต่คุณยายบอกว่า ท่าน ท่านนะ อย่าทำให้คุณยาย อย่าทำให้ยายบาปเลยนะ อย่าทำให้คุณยาย พูดง่ายๆ อย่าไหว้ท่านนั่นเอง เพราะว่าสถานภาพของท่านนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เป็นพระภิกษุแล้ว คุณยายก็ให้ความเคารพอย่างนี้
แม้ในเรื่องความเคารพของการศึกษาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา คุณยายมีความเคารพทุกอย่างครบถ้วน เรื่องศีลสิกขาก็ซาบซึ้งถึงคุณของศีลว่าทำให้สะอาดกาย วาจา ใจ ทำให้สะอาดกาย วาจา และส่งผลถึงใจนี่ คุณยายท่านก็มีความเคารพ เลยตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ รักษาศีล ๘ ตลอดมา ตั้งแต่ที่ท่านบวชจนมาถึงที่ท่านละสังขารไปแล้วก็ตาม นี่มีความเคารพและมีปฏิบัติตามอย่างสะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์
ในเรื่องสมาธิก็ดี เหมือนที่ท่านมีความเคารพในการศึกษา ในเรื่องของสมาธิ ตั้งแต่คุณยายทองสุกท่านสอนธรรม บ้านธรรม เอ่อ ที่บ้านคุณนายเฮี้ยบ คุณนายเลี๊ยบน่ะนะ คุณยายก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดนะ ตั้งใจนั่งสมาธิมาโดยตลอด จนในที่สุดคุณยายก็ได้เป็นผู้ที่เป็นศิษย์เอกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ถ้าพูดถึงในเรื่องของความเคารพในของปัญญา ในการศึกษาในเรื่องปัญญา คุณยายก็มีความเคารพยิ่งนะ ศึกษา มีความสว่างไสวในใจ สามารถสร้างคน รู้เท่าทันคน รู้เท่ากิเลสทั้งหลายนี่ รู้หมดเลย
ต่อไปคุณยายเป็นผู้ที่มีความเคารพในสมาธิ คือคุณยายตระหนักซาบซึ้งถึงสมาธิ ว่าสมาธินี่แหละจะเป็นทางนำไปสู่ความหลุดพ้น นำไปสู่เออ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย คุณยายก็เลยตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมาโดยตลอดมิได้ขาด อย่างที่โยมพี่อารีพันธ์ได้บันทึกไว้ในหนังสือนะ ที่เรา พวกเราได้รับกันไปแล้ว คืนที่พระจันทร์หายไป เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเกิดความซาบซึ้งและประทับใจ ได้เห็นกิจวัตรกิจกรรมและการปฏิบัติของคุณยายอย่างชัดเจนว่าคุณยายตื่นมานั่งธรรมะตั้งแต่เช้า หลังจากทานข้าวเช้า ๗ โมง คุณยายก็ปฏิบัติธรรมจนถึงเพล บ่ายอาจจะไปช่วยเขาปลูกต้นไม้ ถ้ามีเวลาคุณยายก็มานั่งธรรมะอีก สรงน้ำสรงท่าแล้วคุณยายก็ปฏิบัติธรรมจนถึง ๔ ทุ่ม แล้วก็เข้านอน เป็นเวลาอย่างนี้เรื่อยมา จนแม้กระทั่งคุณยายนอนป่วยอยู่บนเตียง คุณยายก็ยังปฏิบัติธรรม ตรึกธรรมะอยู่ตลอด
เพราะงั้นคุณยายจึงเป็นสัญลักษณะของการประพฤติปฏิบัติ เราจะเห็นว่าทั้งหยาบ ทั้งละเอียดนะ ท่านั่งของคุณยายก็ตรง แม้สังขารจะร่วงโรยไปมากแล้ว ก็นั่งตัวตรงทีเดียว แล้วข้างในก็ละเอียด ธรรมปฏิบัติทำไปเรื่อยมิได้ขาด แม้แต่เพียงวันเดียว จนกระทั่งท่านละสังขารไปด้วยใจที่หยุดนิ่งผ่องใสตลอดเวลา นี่คือความเคารพ ความตระหนักซาบซึ้งในพระคุณ แต่ความตระหนักซาบซึ้งที่คุณยายมีต่อสมาธิ
ต่อไปความตระหนักซาบซึ้งถึงคุณของความไม่ประมาท เพราะความประมาทนั้นเป็นหนทางแห่งความตาย คุณยายนี่ คนที่ชื่อว่าประมาทนี่คือคนเช่นใด คือคนที่เอาใจไว้นอกตัว คนที่ไม่ได้เอาใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย แต่ว่าใจของคุณยายนั้นตรึกแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายอยู่ตลอดเวลา ๒๔ น. ได้ชื่อว่าคุณยายเป็นผู้ที่ไม่ประมาทเลยนะ อกุศลไม่สามารถเข้าไปแทรกในใจของคุณยายได้ มีแต่ความสะอาด บริสุทธิ์ล้วนๆ
หรือคุณยายเป็นผู้ที่มีความเคารพต่อการปฏิสันถาร เราจะเห็นได้ว่า อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าหลายครั้งว่าจะมีแขกบ้านแขกเมือง ชาวต่างชาติ ภิกษุณีที่พูดกันคนละภาษานี่ พอได้เจอคุณยายเท่านั้น สิ่งแรกที่คุณยายทักว่า ถึงแม้เขาจะฟังไม่รู้ แต่คุณยายบอกว่าคุณ คุณ ทานข้าวก่อน คุณ คุณ ทานข้าวก่อน หรือพวกเราที่มาใหม่แล้วได้เจอคุณยายในช่วงแรกๆ คุณยายมีปกติทักก่อน ก็คือแสดงความเคารพก่อน คือไหว้ก่อน จนพวกเราบางท่านที่รู้จักคุณของคุณยายแล้วต้องแทบจะหมอบกราบท่านไปเลย เพราะคุณยายมีปกติในการต้อนรับปฏิสันถาร
หรือแม้แต่วัดพระธรรมกายที่เราได้เห็นความเป็นระบบระเบียบต่างๆ นี่ ก็รองรับในเรื่องของการปฏิสันถารเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พระเณร อุบาสก อุบาสิกา คุณยายก็ได้อบรมสั่งสอนในเรื่องของมารยาทและระเบียบวินัย เพื่อเป็นการรองรับในการปฏิสันถารกับสาธุชนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น
นี่คือความเคารพที่คุณยายมีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนขยายไปถึงความเคารพที่คุณยายมีต่อการปฏิสันถาร คุณธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ได้รวมอยู่ในตัวของคุณยายอย่างเต็มเปี่ยมล้นที่จะหาบุคคลใดในโลกนี้เทียบเท่ากับคุณยายนั้นหาได้ยากมาก
และเมื่อเกิดเรามีความเคารพเลื่อมใสในคุณยาย เราทราบว่าคุณยายท่านมีความเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเคารพต่อพระธรรม มีความเคารพต่อพระสงฆ์ จนถึงมีความเคารพในการปฏิสันถารแล้วนี่ พวกเราในฐานะที่เป็นลูกหลานคุณยาย จะแสดงออกซึ่งความเคารพที่คุณยาย เออมีต่อคุณยายได้อย่างไร ซึ่งในวันนี้หลวงพี่ก็ไปค้นคว้ามาให้พวกเราว่าเอ๊ะ ถ้าหากว่าเราจะมีความเคารพ แสดงออกซึ่งความเคารพต่อคุณยายแล้วนี่ เราจะแสดงออกได้อย่างไรบ้าง
ซึ่งจริงๆ แล้วนี่โบราณจารย์ในกาลก่อนนั้นได้กล่าวไว้ถึงความเคารพโดยพิสดารที่แสดงออกต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหลวงพี่ก็จะเอามาเทียบเคียงเพื่อให้เราได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันว่า คุณยายท่านก็ละสังขารไปแล้ว เราเองก็ตระหนักซาบซึ้งดีว่าหากไม่มีคุณยาย ไม่มีหลวงพ่อทั้งสอง ไม่มีวัดพระธรรมกาย แล้วคงไม่มีพวกเราที่มานั่งกันอยู่ตรงนี้นี่ เราจะแสดงออกกับคุณยายได้อย่างเต็มที่นี่ เราจะแสดงออกอย่างไร ซึ่งวันนี้หลวงพี่ก็ได้ไปค้นคว้ามาให้พวกเรา
ประการที่ ๑ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้าในแง่มุมต่างๆ พูดง่ายๆ ว่าเรามีความเคารพ ตระหนักซาบซึ้งถึงคุณของพระพุทธเจ้านี่ในแง่มุมต่างๆ คือเช่นท่านเป็นผู้มีความสะอาด บริสุทธิ์ มีปัญญา มีมหาปัญญา มีมหากรุณาธิคุณ หรือในแง่มุมต่างๆ ที่เราจะมีปัญญาสามารถแสดงตระหนักซาบซึ้งในคุณของพระพุทธเจ้าได้นี่ เราก็แสดงออก อาจจะเป็นในเรื่องของการศึกษาพระไตรปิฎก หรือการศึกษาธรรมะต่างๆ เพื่อให้เราได้เห็นแง่มุมของพระพุทธเจ้าว่าพระองค์นั้นทรงมีพระคุณอย่างไร ตั้งแต่สร้างบารมีเก่าแก่โน่นนะ เป็นสุเมธดาบส เป็นต้นมา สร้างบารมีมา ๔ อสงไขย แสนมหากัป จนมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เจริญเติบโตมาตั้งแต่อายุ ๑๐ เออ มีครอบครัวอายุ ๑๖ ได้ออกบวชอายุ ๒๙ แล้วจนตรัสรู้ในอายุ ๓๖ ปี มีแง่มุมมองมากมายที่จะทำให้เราได้มีความตระหนักซาบซึ้งในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อตระหนักซาบซึ้งถึงคุณของท่านแล้ว ก็แสดงออกด้วยการ ใครที่มีโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน ที่มีรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ เราก็ปัดกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อย ใจตรึกแน่นอยู่กับท่าน หรือแม้จะเป็นการกราบการไหว้ก็ดี กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ใจตรึกระลึกถึงท่าน เราก็ตั้งใจกราบในส่วนทั้ง ๕ นั้นให้ครบ ด้วยความนอบน้อมเต็มที่ นี้ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวสวดมนต์ ตื่นนอนขึ้นมา สวดมนต์สรรเสริญระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า นี่ก็เป็นการแสดงออกเช่นเดียวกัน
โดยการแสดงออกซึ่งความเคารพในคุณยายก็เช่นเดียวกัน ก็คือเรา ตัวของเราเองนี่ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพี่ก็ดี หรือว่าเป็นทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ดีนี่ เป็นผู้ที่มีความเคารพในคุณยายทุกแง่ทุกมุม บางท่านอาจจะบอกว่าเข้าวัดมาใหม่ ยังไม่ทราบว่าคุณยายท่านมีพระคุณในแง่มุมอื่นๆ อย่างไร เรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าให้เราไปศึกษาหนังสือที่ออกมา โอ้ ตอนนี้มากมาย เพื่อเป็นการแสดง แสดงความกตัญญูต่อคุณยายนี่ หนังสืออกมาเยอะ หลายๆ เล่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของคุณยายทั้ง ๓ เล่ม หรือคืนที่พระจันทร์หายไปก็ดี หรือจันทร์วันเพ็ญก็ดี หรือหนังสือคุณยายที่เป็นเล่มสีฟ้าๆ ก็ดี หรือเล่าเรื่องยาย ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็ดี หรือเทปโอวาทที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านพูดถึงคุณยายก็ดี นำมาฟังตอกย้ำ แล้วเราจะเห็นแง่มุมของคุณยายว่าท่านมีศีลาจารวัตรอย่างไร มีคุณงามความดีอย่างไรในแง่มุมต่างๆ ในเรื่องของหยาบ ในเรื่องของละเอียด เราก็จะมีความซาบซึ้งในคุณยาย
แล้วเราก็แสดงออกด้วยตัวของเราเอง เช่นเราก็มาฟังสวดอภิธรรมทุกวัน เหลือเวลาอีก ๙ เดือนนี่ ๒๐๐ - ๓๐๐ กว่าวัน และเราก็มาปฏิบัติธรรมให้ เออ ไม่ขาดเลย เอาบุญใหญ่กับคุณยายทุกวันเลย พอถึงวันสุดท้ายของการสลายร่างสรีระคุณยาย นึกย้อนกลับมา โอ้ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๓ เป็นวันเริ่มแรกที่สวดอภิธรรม เราไม่เคยขาดงานคุณยายเลย มีแต่ความปลื้มปีติว่าเราได้แสดงออกอย่างเต็มที่ หรือแม้เรามาในที่นี้แล้วนี่ เข้ามาในสถานที่ที่เออ สรีระของคุณยายท่านประดิษฐานอยู่นี่ เราก็
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
รูปของครูบาอาจารย์ก็ดีนี่ เราจะไม่วางที่ต่ำๆ เราจะวางที่สูงๆ แล้วได้รูปคุณยายไปแล้วก็หมั่นตรึกระลึกถึงคุณ หรือหมั่นระลึกถึงรูปของคุณยายอยู่ในกลางกายอยู่ตลอดเวลา เพราะคุณยายนั้นท่านซ้อนพระธรรมกายนับอสงไขยไม่ถ้วน นึกถึงคุณยายก็เท่ากับนึกถึงพระธรรมกายนับอสงไขยไม่ถ้วนไปด้วย ใจก็ตรึกแน่นอยู่ในคุณยาย อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้ใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใสมากขึ้นเรื่อยๆ นี้คือแง่มุมมองที่ตัวของเราเอง จะต้องมีความเคารพและแสดงความเคารพออกเสียก่อนด้วยตัวของเราเอง
ประการที่ ๒ เราต้องหมั่นสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พูดง่ายๆ ว่าเจอใครก็ตาม รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีคุณอย่างนี้นี่บอกไปเลย ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีคุณมากมายอันนับประมาณอย่างนี้ เล่าให้เขาฟังถึงความเคารพในพระพุทธเจ้า หรือว่าอานิสงส์ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ถ้าหากมีแล้วนี่ จะทำให้เราละอกุศลได้ เจริญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป มีใจที่อยู่ในบุญตลอดเวลา มีใจที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ตลอดเวลานี่ เราก็เล่าให้เขาฟังไป นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า หรือว่าจะสวดบท สัพพัง ชิตังเม บทสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ นี้ก็เป็นการแสดงออกซึ่งการสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน นี้เป็นในความเคารพในพระพุทธเจ้า
ถ้าหากว่าเราจะแสดงออกซึ่งความเคารพในคุณยายล่ะ ทำอย่างไร ก็ทำเช่นเดียวกัน ก็คือหมั่นสรรเสริญคุณความดี ความเป็นผู้มีความเคารพของคุณยายนั่นเอง ถ้าหากว่าเราเคารพคุณยายแล้วนี่ คุณยายท่านเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์อย่างไร คุณยายท่านมีเสขิยวัตร มีมารยาท คุณงามความดีอย่างไร เราก็สาธยายคุณงามความดีเหล่านี้ให้กับคนรอบข้างเขาได้ยินได้ฟัง หรือจะสวดสรรเสริญคุณยายทุกวันไม่ได้ขาดเลย เดินไป ไปไหนมาไหนก็ตามนี่ หมั่นสวดสรรเสริญพระคุณของคุณยายด้วยบทสวดพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เออ แต่งเอาไว้นี่ ให้เราหมั่นสวดเอาไว้ หรือแม้จะขับรถ ไปเรือ ขึ้นเหนือล่องใต้ ก็เปิดบทสรรเสริญนี้ตลอดเวลา นี่ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพ และเป็นการสรรเสริญพระคุณของคุณยาย อันนี้เป็นประการที่ ๒
ส่วนประการที่ ๓ นี่ ชักชวนผู้ที่ยังไม่มีความเคารพ ให้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พูดง่ายๆ ว่าใครก็ตามที่ยังไม่มีความศรัทธาในพระพุทธเจ้าเลย เราก็ไปชักชวนเขาให้มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเสีย บอกถึงอานิสงส์ความดีงามของพระพุทธเจ้าให้เขาได้ยินได้ฟัง แล้วก็เขาชักชวนเขาให้มีความเคารพในพระพุทธเจ้านะ มาให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรมอย่างนี้เรื่อยไป นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นการชักชวนเขาให้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า
แล้วทีนี้มาพูดถึงคุณยายล่ะ เราก็ชักชวนใครก็ตามที่ยังไม่รู้จักคุณยาย ยังไม่มีความเคารพเลื่อมใสในคุณยาย ไปชวนเขามา ไม่ว่าจะเป็นข้างบ้านก็ดี เป็นคนที่เรารู้จักก็ดี ญาติสนิทมิตรสนิทก็ดี เพราะเรารู้อยู่เต็มอกว่าคุณยายท่านมีพระคุณกับเราอย่างไรนี่ เราก็ไปชักชวนแล้วก็เล่าให้ยายเขา ว่านี่นะ คุณนะ มาวัดพระธรรมกายนี่ คุณยายเป็นผู้ที่สร้างวัดพระธรรมกาย สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม สร้างพระภิกษุสามเณรจำนวนพัน ที่มีมากที่สุดในวัดพระธรรมกาย สร้างครูบาอาจารย์ที่ดีอย่างพระเดชพระคุณทั้ง ๒ นี่ ที่เป็นต้นแบบให้กับพวกเรานี่ จนถึงสร้างกิจกรรมให้สาธุชนนับแสนได้มาร่วมกันนี่
เพราะฉะนั้นคุณยายไม่ธรรมดา เป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ก็เล่าให้เขาไป แล้วก็ชวนเขามาในวัดนะ มาให้เขาได้เห็นสิ่งที่เราเล่าไป แล้วก็ชักชวนให้เขามีความเลื่อมใส และมีความเคารพในคุณยาย นะพูดอย่างนี้ทุกวัน เขาอาจจะยังไม่เคารพ แรกๆ อาจจะยังคิดว่าคุณยายก็เป็นผู้หญิงธรรมดา ท่านจะมีความวิเศษอย่างไร ซึ่งเราก็ต้องหมั่นชวนเขามาวัด แล้วก็ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่หลวงพี่ได้พูดไปเมื่อสักครู่นี่ แล้วเขาจะเกิดความเลื่อมใสในคุณยาย ทีนี้ เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่แสดงออกซึ่งความเคารพคุณยาย คือหมั่นชักชวนผู้คนที่ยังไม่มีความเคารพให้ได้มาเคารพในคุณยายนั่นเอง
ประการสุดท้าย ใกล้จะจบแล้วนะจ๊ะ ใกล้จะจบแล้ว ประการสุดท้ายนี่นะ เรานี่ก็เป็นผู้ที่กล่าวสรรเสริญพระคุณของพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พูดง่ายๆ ว่าอุบาสกหรือพระภิกษุรูปใดนี่นะ ท่านมีความเคารพในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะกราบจะไหว้อะไรท่านก็ เออ กราบไหว้ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้า
หรือว่าในเรื่องของการปฏิบัติตัวต่างๆ ก็ตาม ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ เราก็หมั่นสรรเสริญท่าน เข้าไปอนุโมทนาบุญนี่ดี ขออนุโมทนาบุญด้วยเจ้าค่ะ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับที่ท่านมีความเคารพในพระพุทธเจ้า และมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า หลวงพี่ก็สรุปสั้นๆ อย่างนี้
ส่วนความเคารพที่เราจะแสดงออกต่อคุณยายในข้อที่ ๔ นี้ก็คือเราก็หมั่นกล่าวสรรเสริญคุณของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้แต่สาธุชนด้วยกันเองก็ดี ที่มีความเคารพคุณยายอย่างยิ่ง อย่างเช่นหลวงพี่เห็นญาติโยมบางท่านนี่นะ บางทีนั่งอยู่ที่ stage โอ้ เห็นญาติโยมคนนี้หน้าตามาวัด มาฟังสวดอภิธรรมคุณยายบ่อยมาก ในใจนี่นึกอนุโมทนาตลอด แต่ยังไม่มีโอกาสนะ ถ้ามีโอกาสเจอกับตัว หลวงพี่ก็จะอนุโมทนา คือกล่าวคุณสรรเสริญที่เขามีความเคารพ และแสดงออกกับคุณยายอย่างนี้
เพราะงั้นใครก็ตามที่เราเห็นว่าเขามีความเคารพเลื่อมใส และแสดงออกอย่างนั้นอยู่เป็นประจำ เราก็กล่าวสรรเสริญคุณ เข้าไปอนุโมทนาบุญกับเขา สิ่งเหล่านี้นี่เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพทั้ง ๔ ประการ ทวนอีกครั้งหนึ่งนะ
๑. ตนเองเป็นผู้มีความ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในคุณยายทุกแง่มุม
ประการที่ ๒. หมั่นสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพในคุณยาย
ประการที่ ๓. ชักชวนผู้ที่ยังไม่มีความเคารพ ให้มีความเคารพในคุณยาย
และประการสุดท้าย กล่าวสรรเสริญคุณของพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้แต่สาธุชนที่มีความเคารพในคุณยาย นี้เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพในคุณยาย ที่รวมเอาความเคารพทั้ง ๗ อย่างนั้นไปอยู่ในคุณยาย แล้วมีมากอย่างยิ่งเสียด้วย
หากใครได้มีความเคารพในคุณยายทั้ง ๔ ข้อที่หลวงพี่กล่าวมาแล้ว หลวงพี่เชื่อมั่นว่าอกุศลทั้งหลายที่อยู่ในจิตใจของเรานี่ ย่อมถูกขัดเกลาไปอย่างแน่นอน แล้วกุศลใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นมา เพราะว่าใจเราตรึกระลึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลานี่ ย่อมยังความสว่างไสวให้เกิดขึ้นแก่ใจของเราได้อย่างแน่นอน แล้วการปฏิบัติตัวของเราต่างๆ นี่จะเป็นไปในทิศทางที่ดี และจะเป็นไปในอย่างที่คุณยายท่านเป็น เพราะใจเราตรึกอยู่กับท่าน ศีลจารวัตร ข้อปฏิบัติต่างๆ เราก็ศึกษามาแล้ว เราก็จะปฏิบัติตามท่านได้อย่างแน่นอน เหมือนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านกล่าวว่าอยากเป็นอย่างยาย ต้องทำอย่างยาย ก็คืออย่างนี้แหละ แสดงออก แล้วก็ปฏิบัติตามท่านไป แล้วเราก็จะเป็นอย่างท่าน เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็มีข้อคิดมาฝากพวกเราเพียงเท่านี้
ลำดับต่อไปก็ขอเชิญชวนทุกท่านได้ตั้งใจแสดงออกซึ่งความเคารพต่อคุณยายด้วยการปฏิบัติธรรม แล้วน้อมนำบุญนี้มาถวายแด่คุณยายกันสักครู่เดียวนะ กันสักครู่หนึ่ง หลับตาเจริญสมาธิภาวนากันทุกท่านนะ ตรึกระลึกนึกถึงพระคุณที่คุณยายท่านมีต่อพวกเราทุกคน ถ้าหากว่าไม่มีท่าน ก็คงไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ ไม่มีวัดพระธรรมกายในวันนี้ และก็คงไม่มีพวกเราทุกท่านที่มานั่งกันอยู่ตรงนี้ เพราะมีท่านในวันนี้ จึงมีเราในวันนี้เช่นเดียวกัน เพราะงั้นน้อมนึกถึงคุณของท่าน ให้เรามีความตระหนักซาบซึ้ง แล้วอยากจะปฏิบัติตามในคุณงามความดีของท่าน และอยากจะที่จะแสดงออก ไม่ว่าจะมีสิ่งใดก็ตามที่สามารถแสดงออกได้ซึ่งความเคารพ เราจะทำทุกอย่างเพื่อเป็นการแสดงออก เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพแก่ท่าน เพราะงั้นหมั่นตรึกถึงคุณงามความดีนี้
แล้วก็นึกถึงบุญที่พวกเราทุกท่านได้มาร่วมกันฟังสวดอภิธรรมเป็นเวลา ๒๔๐ วันเต็ม น้อมนำเอาบุญนี้นี่ น้อมถวายคุณยายที่ท่านอยู่ในดุสิตพิมาน ให้ท่านมีวิมานที่สว่างไสวยิ่งๆ ขึ้นไป มีกายที่สว่างไสวยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ท่านมีพระธรรมกายที่สว่างไสว ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป น้อมนำระลึกถึงบุญนี้ให้คุณยายกันทุกท่านนะ
และเมื่อเรานึกถึงบุญแล้วเราก็อธิษฐานจิตกันไปีตามความปรารถนาทุกท่านนะ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 17
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-14 FW-AAT.doc