องค์แห่งศีล
(ม้วน 1/A)
พระกุศล : แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่มีพรรษาแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป และขอเจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นโอกาสที่อาตมาภาพได้ขึ้นมาบรรยายธรรมเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งแรกที่ขึ้นมาบรรยายธรรมก็ได้บรรยายธรรมเกี่ยวกับหัวข้อของเรื่องศีลที่ได้บรรยายไปแล้ว ก็อยากจะขอทบทวนสักเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ได้พลาดโอกาสฟังในครั้งแรก
เรื่องศีลก็คือปกติความเป็นมนุษย์ อย่างที่พวกเราได้เคยฟังพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เรื่องศีลนี่เองที่ทำให้อาตมาภาพนี่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น เพราะเมื่อก่อนนี่มีความสงสัยในคำสอน ในศีลข้อที่ ๑ ที่ว่าปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาประทัง สมาธิยามิ คือสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ แต่แปลกใจว่าทำไมพระท่านยังฉันเนื้อ ทำให้ความศรัทธาเลื่อมใสในการที่จะรักษาศีลในข้ออื่นๆ นี่ เพราะอาตมาภาพเองสมัยนู้นนี่ ที่ยังไม่เข้าใจนี่ มีกำลังใจที่จะรักษาศีลลง
แต่พอมาฟังพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็ทำให้มีความเข้าใจในเรื่องของศีลมากขึ้น ทำให้มีกำลังใจในการรักษาศีลมากขึ้น ก็รวมความโดยสรุป ศีลข้อที่ ๑ คือท่านให้รักษาศีล การทานเนื้อสัตว์ การฉันเนื้อสัตว์นั้น ในลักษณะแบ่งแยกได้เป็นลักษณะถึง ๓ ประการ
ประการแรกคือ ฉัน คือทานเนื้อสัตว์แบบเสือ
ประการที่ ๒ ทานเนื้อสัตว์แบบเหยี่ยว
ประการที่ ๓ ก็ทานเนื้อสัตว์แบบอีแร้ง
ทานแบบเสือก็คือฆ่าสัตว์นั้นเอง แล้วก็เอามาทานเอง ประการนี้บาป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสห้าม
ประการที่ ๒ คือการทานเนื้อสัตว์แบบเหยี่ยว คือเหยี่ยวนี่ไม่สามารถไปฆ่ากวางเองได้ ก็ไปยุเสือให้ฆ่ากวาง แล้วพอกวางตาย เหยี่ยวก็กินเนื้อกวางนั้น คือเหยี่ยวไม่ได้ฆ่ากวางเอง แต่กินเนื้อกวางนั้น ก็คือมีส่วนรู้เห็นในการฆ่า นั่นก็คือบาปเหมือนกัน
ส่วนการทานเนื้อสัตว์แบบบริสุทธิ์บริบูรณ์ คือไม่รู้ไม่เห็นการตายของสัตว์นั้น ก็คือแบบอีแร้งนั่นเอง แบบอีแร้งนั่นเอง
เพราะฉะนั้นหลังจากที่หลวงพี่ได้ฟังพระธรรมเทศนาข้อนี้แล้ว ก็ทำให้มีกำลังใจรักษาศีลในข้ออื่นๆ มา นี่ก็คือความโดย สรุปโดยย่อเมื่อครั้งที่ได้แสดงธรรมในข้อครั้งแรก
วันนี้ก็จะมาขยายความบรรยายธรรมในข้ออื่นๆ ต่อไป สำหรับข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ นั้น อย่างที่พวกเราทราบกันดี
ข้อที่ ๒ ก็คือไม่ให้มีการลักทรัพย์
ข้อที่ ๓ ไม่ให้ประพฤติผิดในกาม
ข้อที่ ๔ เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด
ข้อที่ ๕ เว้นจากการดื่มน้ำเมา และดื่มสุราเมรัยต่างๆ
ในชีวิตประจำวันนี่ การทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาคือการทำความดีในพระพุทธศาสนา หลายๆ ครั้งที่อาตมาภาพได้มีโอกาสไปบรรยายธรรมที่ไหนก็ตาม จะมีญาติโยมถามว่าระหว่างทำบุญกับทำทานนี่ ทำอย่างไหนดีกว่ากัน ระหว่างทำบุญกับทำทาน ทำอย่างไหนดีกว่ากัน ก็พบว่านี่ความรู้พื้นฐานในพระพุทธศาสนาของญาติโยมหลายๆ ท่านยังไม่ค่อยเข้าใจ การทำทานนี่หมายถึงการให้ ถ้าเราให้กับคนทั่วไปก็เรียกว่าทำทานเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องให้กับขอทาน แต่การให้ของกับพระที่เราเรียกว่าการถวายนี่ เราเรียกว่าสังฆทาน การทำทานนี่ก็จะเกิดบุญ
การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน การรักษาศีลก็จะเกิดบุญ และการเจริญสมาธิภาวนาก็จะเกิดบุญ ศีลข้อแรกน่ะคือข้อที่ ๑ ที่เราตั้งใจรักษา บางท่านอาจจะนึกสงสัยว่าเอ๊ะ ถ้าทานแบบอีแร้ง ทานแบบไม่รู้ไม่เห็นนี่จะเป็นลักษณะไหน ก็ขออธิบายเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย คือถ้าเราไปตลาดนี่ แล้วก็เห็นหมูเห็นไก่ที่เขาฆ่าตายอยู่แล้ว เราก็ไปซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่นั้นมาทำอาหารนี่ อย่างนี้คือเราไม่ทราบ เราไม่เห็นอาการตายของสัตว์นั้นว่าเขามาฆ่ามาเพื่อใคร ไม่ได้ฆ่าเฉพาะเจาะจงเรา อย่างนี้นี่ซื้อมารับประทานนี่ถือว่าเป็นการทานแบบอีแร้ง
ซึ่งแน่นอนหลายคนอาจจะมีความรู้สึกว่าอาจจะค้านๆ อยู่ในใจว่าเอ๊ะ ถ้าเผื่อเราไม่ไปซื้อหมูนี่ ไม่ไปซื้อไก่ เขาก็คงไม่ฆ่าหมูฆ่าไก่มาขาย เอ๊ะเราจะมีส่วนในบาปนั้นหรือเปล่า บางคนคิด คิดมากคิดเลยเทิดไปขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี จริงๆ แล้วนี่ไม่บาป
แต่ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจได้ถี่ถ้วนนี่ ก็ต้องขอยกศีลข้อที่ ๒ ขึ้นมาก่อน ศีลข้อที่ ๒ นี่เขาบอกว่าไม่ให้ลักทรัพย์ ไม่ให้ลักขโมย การที่มันเกิดการลักทรัพย์ได้ ก็แสดงว่าต้องมีคนหนึ่งที่มีทรัพย์ อีกคนหนึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติสิ่งนั้นก็เกิดการอยากได้ ก็เกิดการลักขโมย อย่างเช่นสมมติว่า สมมติว่านาย ก นี่มีนาฬิกา เอาเป็นว่านาฬิกาโรแล็กซ์แล้วกัน ฝังเพชรอย่างดีเลย มีราคาแพง เกิดไปเดินอยู่แถวปากซอย มีชายหนุ่มที่ติดยาบ้านี่ ชายหนุ่มติดยาบ้านั้นก็อยากหาเงินเอาไปซื้อยาบ้า ก็ไม่รู้จะหาวิธีไหน เห็นนาย ก ใส่นาฬิกาโรแล็กซ์ฝังเพชรมาเลย ก็เลยไปทำการจี้ ไปทำ เอามีดไปจี้นาย ก เพื่อจะเอานาฬิกาโรแล็กซ์นี่ เอาไปขายเอาเงินไปซื้อยาบ้า
พอถึงเวลาตำรวจ ตำรวจจับได้พอดีเลย เพราะว่านาย ก นี่ ตอนนั้นยืนอยู่ใกล้กับนายตำรวจ พอเด็กชายหนุ่มที่ติดยาบ้าถูกตำรวจ ตำรวจก็แจ้งข้อหาเลย ข้อหาในการจี้ชิงทรัพย์ ตำรวจก็ถามว่าคนที่ติดยาบ้านี่ไปจี้ชิงทรัพย์เขาทำไมนี่ รู้ไหมมันทำผิดกฎหมาย แล้วเด็กชายหนุ่มที่ติดยาบ้าก็เถียงตำรวจทันทีเลยว่านี่ คุณตำรวจมาจับผมได้อย่างไร คุณตำรวจต้องไปจับคนที่เขาใส่นาฬิกาซิ เพราะคนที่ใส่นาฬิกานาย ก นี่เป็นต้นเหตุ ทำให้ผมนี่อดรนทนไม่ไหวเลยต้องจี้ เลยต้องขโมย ฟังดูนี่คล้ายๆ จะมีเหตุผลนะ อึม ว่าคนผิดนั้นเป็นคนที่ใส่นาฬิกา แต่นั่นเป็นเหตุผลของคนพาลนะ อย่างนี้นี่เชื่อถือไม่ได้
แล้วมาดูศีลข้อที่ ๓ มาดูศีลข้อ ๓ เรื่องการผิดประเวณีล่วงละเมิด สมมติว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป ไปทำการฉุดผู้หญิงมาเพื่อจะทำ กระทำชำเรา ทำการบังคับขืนใจ แต่ว่าโชคดีบุญของสตรีผู้นั้นยังมีอยู่ ตำรวจก็มาขัดขวางได้ก่อนแล้วก็จับเด็กหนุ่มผู้ไม่มีความละอายต่อบาปนั้นไป ตำรวจก็ถามเด็กหนุ่มเหล่านั้นว่านี่ ทำไมถึงต้องไปจับผู้หญิงเขามาข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหนุ่มก็บอกว่าจริงๆ นี่ มาจับผมไม่ถูกหรอก ต้องไปจับผู้หญิงคนนั้น เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นต้นเหตุ เป็นต้นเหตุทำให้ผมต้องไปจับเธอมา ทำการบังคับขืนใจ นี่ก็เป็นเหตุผลของคนพาลอีกเช่นเดียวกัน
พอศีลข้อที่ ๔ มักจะเป็นข้ออ้างส่วนใหญ่เลยที่มักจะรักษาศีลกันไม่ได้ คือหลายๆ ท่านบางครั้งสับสนว่าเอ๊ะ ถ้าเราโกหกแล้วเพื่อให้คนอื่นสบายใจนี่ น่าจะไม่ผิดศีล แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ จริงๆ ไม่ใช่ เราไม่ต้องโกหก แล้วก็มีวิธีการพูดที่ทำให้เขามีความรู้สึกที่ดีๆ ที่สบายใจได้ โดยเฉพาะนี่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพ่อบ้านที่ยังไม่เข้าวัดไม่ปฏิบัติธรรม อาจจะกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ อาจจะกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ก็ไปเที่ยวกลางคืน แต่ก็อ้างว่าติดประชุมกับลูกค้า ติดประชุมกับเจ้านาย ก็อ้างลักษณะนี้ เพื่อให้ภรรยาเพื่อให้ลูกที่บ้านสบายใจ ซึ่งลักษณะนี้ไม่ถูก เป็นการโกหก ทางที่ดีนี่ พ่อบ้านท่านนั้นควรจะอยู่กับบ้าน กลับมาถึงก็กลับบ้านเลย เลิกงานก็กลับบ้าน ไม่ต้องไปเที่ยว
หรือแม้บางครั้งบางกรณีที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาล หลวงพี่ได้มีโอกาสพระเถระรูปหนึ่งไปเยี่ยมคนป่วยที่อาการเข้าถึงขั้นสุดท้าย แต่พระเถระรูปนั้นท่านก็ไม่ได้บอกว่าอาการของโยมผู้นั้นจะหายหรือไม่หาย พูดง่ายๆ ว่าก็คือไม่โกหกให้ผู้ป่วยสบายใจ เพราะบางครั้งหมอก็ดี พยาบาลก็ดี อาจจะโกหกว่าโอ้ คุณป้าไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวก็หาย ซึ่งจริงๆ นี่คุณป้าอาจจะเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายอยู่ก็ได้ หรือบางครั้งคุณหมอ คุณพยาบาลก็อยากจะพูดเพื่อให้สบายใจ
แต่พระเถระที่หลวงพี่ได้ติดตามไปนั้น ท่านมีประโยคที่หลวงพี่ประทับใจ ก็อยากจะมาถ่ายทอดให้พวกเราฟัง คือท่านบอกว่า ท่านบอกไม่ให้คนป่วยนั้นสนใจเรื่องร่างกาย คือร่างกายนี่ให้หมอ ให้พยาบาลเขาบำรุงดูแลรักษาไป เรื่องจิตใจนี่ให้ผู้ป่วยนี่ ให้ตรึกระลึกนึกถึงบุญกุศล ให้ตรึกระลึกนึกถึงบุญกุศลแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ต้องไปคำนึงถึงว่าจะหายหรือไม่หาย ให้ตรึกระลึกนึกถึงบุญกุศล นึกถึงบุญที่สร้างพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ให้ทำภาวนาบ่อยๆ ซึ่งหลวงพี่ก็ประทับใจ เป็นคำพูดที่เป็นกลางๆ แล้วก็ส่งเสริมให้ผู้ป่วยนั้นมีการประพฤติปฏิบัติธรรม
สำหรับศีลข้อสุดท้ายคือศีลข้อ ๕ เมื่อ ๒-๓ ก่อนได้มีโอกาสไปบรรยายธรรมที่สถานที่แห่งหนึ่ง ก็บรรยายธรรมเกี่ยวกับเรื่องอานิสงส์ของการดื่มสุรา ก็พบว่ามีบาป มีลักษณะต่างๆ ก็บรรยายธรรมไป มีผู้ฟังธรรมท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามว่า อ้าว แล้วถ้าเผื่อทานยาดองเหล้านี่ จะบาปไหม พวกเราคิดว่าบาปไหม หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าบาป บางท่านอาจจะคิดว่าไม่บาป การที่จะมีเกณฑ์ตัดสินตรงนี้ว่าการทานยาดองเหล้าในลักษณะไหน บาปหรือไม่บาปนั้นน่ะ ถ้าจะยกเอาตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาไว้ก็คือว่าการที่นำเหล้ามากษัตยานี่ ความเข้มข้นของเหล้านี่ เมื่อดองกับยานัตถุ์แล้ว จะต้องไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสของเหล้า ถึงจะถือว่าในลักษณะที่ไม่บาป
เพราะบางคนสมัยใหม่ บางคนเรียกอะไร ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าพวกเลี่ยงบาลี พออยากดื่มเหล้าก็เอายามาหน่อยหนึ่ง หรือเอาเหล้ามาขวดหนึ่ง เรียกว่าหาเรื่องกินเหล้า แต่อ้างว่ากินยาดองเหล้า อย่างนี้ก็บาปเต็มๆ บาปเต็มๆ เพราะงั้นท่านใดถ้ามีความจำเป็นจะต้องทานยาดองเหล้าจริงๆ ก็ให้ดูว่าปริมาณเหล้านั้นนี่มีปริมาณอยู่ในระดับที่เรียกว่าไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น อย่างนี้ถึงจะปลอดภัย บริสุทธิ์บริบูรณ์ อย่างยาที่เรารับประทานกัน รู้จักกันดีอยู่ ที่ใช้เหล้าเป็นตัวกษัตยา ก็ยาธาตุน้ำแดงนั่นเอง ถ้าเราไปอ่านฉลากข้างขวดนี่ ก็จะเขียนว่ามีแอลกอฮอร์นี่ ๕ % อย่างนี้ทานได้ หลวงพี่ก็ฉันเป็นเภสัชได้ อันนี้ไม่ผิดไม่บาป แล้วก็ไม่เมาด้วย นี่ก็คือข้อ อาจจะเป็นข้อที่ติดใจเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในพวกเรา จะได้รักษาศีล ๕ ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์
ส่วนเรื่ององค์วินิจฉัยของศีลว่า ศีลข้อ ๑ จะขาดเมื่อไหร่ ศีลข้อ ๒ จะขาดเมื่อไหร่ ข้อ ๓ จะขาดเมื่อไหร่ หลวงพี่จะขอทบทวนสั้นๆ เพราะเชื่อว่าหลายๆ ท่านก็อาจจะได้รับการศึกษา ได้อ่านจากในหนังสือศีลคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะอยู่บ้าง ก็จะกล่าวนำสักเล็กน้อยเผื่อท่านที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษา หรือเป็นการทบทวนความจำกับผู้ที่ศึกษาแล้ว
องค์วินิจฉัยข้อศีล ข้อที่ ๑ นี่ การฆ่าสัตว์จะต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ศีลถึงจะขาด
ข้อแรก ก็คือสัตว์นั้นต้องเป็นสัตว์ที่มีชีวิตด้วย
ข้อ ๒ เราก็รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
ข้อ ๓ เรามีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้น
ข้อที่ ๔ มีความพยายามที่จะฆ่าสัตว์
ข้อที่ ๕ คือสัตว์นั้นตายด้วยความพยายามของเรา
ถ้าใครมีครบ ๕ ข้อนี่ ศีลขาด ขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างเช่นสมมติว่าพวกเราเดินไป ไปเหยียบมดตาย ก็องค์ประกอบ
ข้อที่ ๑ ก็สัตว์นั้นมีชีวิต มดมีชีวิต
ข้อที่ ๒ รู้ว่าสัตว์มีชีวิต แต่เราไปเหยียบด้วยความไม่เจตนา
ข้อที่ ๓ ก็คือว่าเราไม่มีจิตที่จะฆ่าสัตว์นั้น ก็ถือว่าศีลยังไม่ขาด แต่ศีลน่ะด้างพร้อย ศีลไม่ขาดนะ นี่คือลักษณะศีลข้อที่ ๑
แต่ถ้าเผื่อเรารู้ว่าเออ แหม สุนัขตัวนี้มันชอบมาเห่าเสียงดังหน้าบ้านเราเหลือเกิน เราก็เอายาเบื่อไปคลุกกับอาหาร แล้วเอาไปให้เขารับประทาน ให้เขากิน เรารู้ไหมสุนัขนั้นมีชีวิต รู้ แล้วสุนัขตัวนั้นก็มีชีวิตด้วย เรามีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้นไหม มีจิต แหม เพราะเรารำคาญเหลือเกิน มันเห่าเสียงดัง มีความพยายามที่จะฆ่าสัตว์นั้นมีไหม มี เอาอาหารไปคลุกยาเบื่อ แล้วสัตว์นั้นตายด้วยความพยายามของเรา พอสุนัขตัวนั้นมาทานอาหารที่เราคลุกยาเบื่อ แล้วตายเลย นั่นศีลเราขาดเรียบร้อย เพราะงั้นจะมาอ้างไม่ได้นะ โอ๊ย ฉันไม่ได้ฆ่านะ ฉันวางยาเบื่อไว้เฉยๆ แล้วสุนัขมันมากินเองอย่างนี้ไม่ได้ ไม่ได้ อย่างนี้ถือว่าเลี่ยงบาลีเหมือนกัน เลี่ยงบาลี เพราะงั้นห้ามอ้าง
มาดูศีลข้อที่ ๒ ผู้ที่ศีลข้อที่ ๒ จะรักษาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์หรือไม่นี่ให้พิจารณาองค์ ๕ ประการนี้
ข้อที่ ๑ นี่ทรัพย์หรือสิ่งของนั้นจะต้องมีเจ้าของหวงแหน
ข้อ ๒ รู้ว่าทรัพย์นั้นมีเจ้าของ
ข้อ ๓ เรามีจิตคิดจะลักทรัพย์นั้น
ข้อ ๔ เรามีความพยายามที่จะลักทรัพย์
ข้อ ๕ ลักทรัพย์นั้นได้ด้วยความพยายามของเรา
พูดง่ายๆ ว่าขโมยได้สำเร็จ ยกตัวอย่างอะไร ยกตัวอย่างเช่นสมมติว่าเราข้างบ้านมี เขาปลูกต้นมะม่วง หน้านี้ก็หน้าร้อนพอดี ต้นมะม่วงออกลูก ลูกมะม่วงมันก็ย้อยออกมานอกรั้ว เจ้าของบ้านนี่ เรารู้ไหมว่าต้นมะม่วงนั้นเป็นของใคร รู้ ก็คือนี่ทรัพย์นั้นมีเจ้าของ และเรามีจิตคิดจะลักลูกมะม่วงนั้นหรือเปล่า ลักลูกมะม่วงนั้นมากิน ถ้ามีจิต เราก็ไปเอาตะกร้อมาสอยมะม่วงอย่างนี้ นั่นแสดงว่ามีจิตแล้ว แล้วเราได้ทำการกระทำคือเอาตะกร้อมาสอยมะม่วงเสร็จแล้ว พอลูกมะม่วงหล่นใส่ตะกร้อ โป๋ง นั่นแหละ ศีลเราขาดพอดี ครบองค์ ๕ นอกเสียจากว่าเออ เขาติดป้ายไว้ว่ามะม่วงที่ออกมานอกรั้ว ใครสอยเอาไปกินได้ก็เป็นสิทธิ์ของคนนั้น อย่างนี้ศีลไม่ขาด เพราะว่าเจ้าของเราไม่หวงแหน
มาดูศีลข้อที่ ๓ เรื่องของการประพฤติผิดในกาม อันนี้จะประกอบด้วยองค์ ๔ ข้อ ๑ ข้อ ๒ นี่ประกอบด้วยองค์ ๕ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ นี่ จะมีองค์ประกอบในการพิจารณาว่าศีลจะขาดหรือไม่มี ๔ ประการ
ศีลข้อที่ ๓
ข้อที่ ๑ ในการวินิจฉัยก็คือ หญิงหรือชายนั้นเป็นหญิงหรือชายที่ไม่ควรละเมิด ก็เช่นอะไร ผู้หญิงก็จะเป็น เป็นบุตรเป็นภรรยา เป็นหญิงนักบวช ไม่ควรละเมิด ถ้าเป็นชาย ก็เป็นชายที่มีภรรยาแล้ว เป็นชายที่เป็นนักบวช เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเมิด หรือว่าเป็นบุตรชายที่ยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง นี่ก็ถือว่าละเมิดไม่ได้ ไม่ควรละเมิด
ข้อ ๒ มีจิตที่จะเสพเมถุน
ข้อ ๓ ประกอบกิจในการเสพเมถุน
ข้อ ๔ ยังอวัยวะเพศให้จรดถึงกัน
เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว คงไม่ต้องอธิบายขยายความเพิ่มเติม
ข้อที่ ๔ องค์ประกอบในการพูดเท็จ ถ้าเราพูดเท็จแบบไหนศีลถึงจะขาด
ข้อ ๑ เรื่องที่เราพูดไม่จริง
ข้อที่ ๒ เรามีจิตคิดจะพูดให้ผิดจากความเป็นจริง
ข้อ ๓ เราพยายามที่จะพูดให้ผิดจากความเป็นจริงนั้น นี่ต้องมีความพยายาม แล้วก็พูดง่ายๆ มีเจตนา
ข้อที่ ๔ คนฟังเข้าใจตามความหมาย ที่พวกเราพูดออกไป
ถ้าครบองค์ ๔ เมื่อไหร่ ศีลข้อที่ ๔ ของเราขาด ขาดพอดีเลย อย่างยกตัวอย่างเช่น อย่างสมมติว่าวันนี้ที่วัดเราฝนตก เอาง่ายๆ ที่วัดเราฝนตก เราก็สร้างเรื่องขึ้นมาว่าเออ วันนี้วัดเราฝนไม่ตก ตอนแรกเรานึกในใจก่อน วัดเราฝนไม่ตก
ข้อ ๒ คือมีจิตคิดจะพูดให้ผิดไปจากความเป็นจริง เราก็ แหมเราอยากจะไปอะไรล่ะ ไปบอกคนอื่นว่าวันนี้วัดเราไม่ตกนะ ฝนไม่ตก นี่เรามีจิตคิดก่อน คิดไว้ในใจ
พอข้อที่ ๓ พยายามที่จะพูดให้ผิดไปจากความเป็นจริง ก็คือเราได้พูดออกไป อาจจะโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนหรือบอกอะไรว่าเออ วันนี้ที่วัดฝนไม่ตก มาเถอะ มาวัดได้ พอเราพูด เราได้พยายามพูดออกไปแล้วนี่ เพื่อนที่ฟัง เพื่อนที่ฟังเรา ถ้าเขาเชื่อว่าที่วัดฝนไม่ตกตามที่เราพูด ศีลของเราขาดทันที แต่ถ้าเผื่อเพื่อนเขาไม่เชื่อ เขารู้ว่าฝนที่วัดเราตกนี่ ฝนตกที่วัดเรานี่ ศีลเราก็ไม่ขาด แต่ว่ามันด้างพร้อย มันทะลุ มันโหว่แล้ว มันเหลืออีกหน่อยเดียวมันจะขาดแล้ว นี่ก็คือประกอบองค์ ๔ ลักษณะนี้
ข้อที่ ๕ การดื่มน้ำเมานี่ ศีลข้อที่ ๕ เราจะขาดครบองค์ ต้องมีองค์ ๔ ประการคือ
ข้อ ๑ น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเมา
ข้อ ๒ มีจิตคิดจะดื่ม
ข้อ ๓ คือพยายามดื่ม
ข้อ ๔ น้ำเมานั้นล่วงพ้นลำคอของเราลงไป
น้ำเมาก็ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เป็นเบียร์ เป็นไวน์ ถือสงเคราะห์เป็นน้ำเมาหมด เพราะงั้นยกตัวอย่างกรณีถ้าเราไปงานเลี้ยง เราไปงานเลี้ยง พวกเราหลายๆ คนอาจจำเป็นต้องไปงานเลี้ยงตาม งานเลี้ยงวันเกิดหรือว่างานแต่งงานของญาติสนิทมิตรสหายนี่ เขาอาจจะแกล้งเรา ทดสอบเรา เขาอาจจะเอาเหล้านี่ผสมใส่ coke ใส่ pepsi แล้วก็ยื่นให้เรา ตอนแรกเราหยิบแก้วมา เออเราก็นึกว่าเออ เขายื่น pepsi ให้ แล้วเราก็ดื่มเข้าไป
ทีนี้ เรามาดูซิว่าศีลเราจะขาดหรือไม่ พิจารณาทีละข้อนะ น้ำที่ดื่มเรารู้ว่าเป็นน้ำเมา แต่เรารับแก้ว pepsi เราไม่รู้นี่ว่าเป็น มีเหล้าผสม มีเหล้าปนอยู่ เราไม่รู้ แต่เราเผลอดื่ม เผลอกลืนลงไป นี่ก็ถือว่าศีลไม่ขาด แต่ถ้าเผื่อตอนแรกเราเห็นว่าเป็นแก้ว pepsi เราก็ดื่มเข้าไป พอสัมผัสกับลิ้นของเรานี่ เอ๊ะ พอเราเอ๊ะ นี่เหล้านี่ พอเราเอ๊ะปุ๊ปนี่ ถ้าเรายังกลืนลงไปนี่ กลืนลงไปล่วงลำคอเมื่อไหร่ ศีลเราก็ขาดพอดี แต่ถ้าเผื่อเราเอ๊ะนี่เหล้า แล้วเราก็บ้วนน้ำนั้นทิ้งเสีย อย่างนี้ศีลของเรายังไม่ขาด ศีลของเรายังไม่ขาด เรียกว่าอะไรล่ะ รอดตัวไป ศีลไม่ขาด
แต่ทั้งหมดนี่นะ ที่เรามีตั้ง มีองค์ประกอบแต่ละข้อนี่ หลายๆ ท่านอาจจะจำไม่ได้ ไม่เป็นไร ทุกๆ ข้อนี่ในเรื่องการจะละเมิดศีลหรือไม่ ศีลจะขาดหรือไม่ ทุกข้อจะมีเรื่องของเจตนาทั้งนั้น ดังนั้นศีลทุกข้อถ้าเราพลั้งพลาดเผลอไพล่ไป กระทำไปนี่ ถ้าหากเราไม่มีเจตนานี่ ก็ถือว่าศีลยังไม่ขาด ศีลยังไม่ขาด อย่างเดินไปนี่แล้วก็เหยียบมด มารู้ทีหลังว่าอ้าว มดตายเพราะเราเหยียบ อย่างนี้ไม่เจตนา นี่ก็ศีลไม่ขาด ศีลไม่ขาดนะ เพราะงั้นก็ต้อง ถ้าจำไม่ได้ก็เอาเจตนาเป็นหลักในการพิจารณาว่าเออ มีเจตนาในการกระทำหรือไม่ ถ้าไม่มีเจตนาศีลก็ไม่ขาด อันนี้หลักพิจารณาง่ายๆ
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของศีล ๕ ที่หลวงพี่อยากจะยกขึ้นมา เพื่อไว้ให้พวกเราผู้นำบุญหลายๆ ท่านจะได้เข้าใจ เพราะหลวงพี่เชื่อว่าความรู้ในเรื่องของการสร้างมหาทานบารมี พวกเราก็คงรับทราบ ได้มีการเรียนรู้และศึกษามาอย่างช่องชำ ส่วนเรื่องการบำเพ็ญภาวนานี่ พวกเราก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ แล้วก็พระอาจารย์ พระเถระหลายๆ รูปนี่เป็นเวลาหลายๆ ปี ก็คงมีความรู้เรื่องภาวนาดี วันนี้ก็เลยยกเรื่องศีลขึ้นมา เพื่อที่จะให้พวกเราทั้งหลายได้มีโอกาสได้มาทบทวน โอกาสมาทบทวน
แล้วเรื่องสุดท้ายที่อยากจะฝากเอาไว้ คือเรื่องความหมายของบุญ เรื่องความหมายของบุญ เท่าที่หลวงพี่ได้มีโอกาสไปบรรยายธรรมในสถานที่ต่างๆ นี่ก็พบกับคนหลายกลุ่ม หลายลักษณะ หลายความรู้ หลายพื้นฐาน พบว่าหลายๆ คนนี่ยังเข้าใจความหมายของบุญในลักษณะที่แตกต่างกันไป หลวงพี่ได้มีโอกาสไปอธิบายให้เด็กเล็กๆ ลูกหลานพวกเราผู้นำบุญบางท่านนี่เข้าใจเรื่องบุญ ก็ได้อธิบายง่ายๆ ว่าบุญนี่ การทำบุญก็หมายถึงการทำประโยชน์นั่นเอง ทำประโยชน์ คือสิ่งใดที่เรากระทำไปแล้ว เกิดประโยชน์ สิ่งนั้นเกิดบุญ อย่างเช่นถ้าเราเดินไปแล้วเห็นเศษเพชรพลอยตกอยู่ที่พื้นนี่ แล้วเราก็หยิบเพชรพลอยนั้นลงในถุง หรือลงในถังเพชรพลอยนี่ เกิดประโยชน์ไหม เอ้า ถ้าเกิดประโยชน์แล้วเกิดบุญขึ้นมาแล้ว
หรือว่าพวกเราบางท่านอาจจะเดินไปตามตลาด แล้วก็เห็นผู้เฒ่ากำลังจะเดินข้ามถนนหรือว่าถือของหนัก เราก็ช่วยผู้เฒ่านั้น ช่วยถือของ ช่วยพาข้ามถนน นี่เกิดประโยชน์ไหม นั่นก็ ถ้าเกิดประโยชน์เกิดบุญทันที หรือแม้แต่ว่าเรามาทำ น้องๆ อาสาสมัครมีหน้าที่ในการยืนตั้งรับ ยืนตั้งแถว ยืนกล่าวคำสวัสดี ถามว่าเออ ผู้นำบุญสาธุชนที่เขามากันไกลๆ นี่ เขามาได้ยิน เขามาได้ยินเสียง เขาเห็นรอยยิ้ม ของน้องๆ อาสาสมัครที่ทำหน้าที่ต้อนรับนี่ แล้วเขามีความสดชื่น เขาหายเหนื่อยหายเมื่อยในการเดินทางนี่ ถามว่าเกิดประโยชน์ไหม ถ้าเกิดประโยชน์ก็เกิดบุญ
เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ทำแล้ว เกิดประโยชน์ สิ่งนั้นเรียกว่าเป็นบุญทั้งนั้น อันนี้ก็เป็นความหมายของบุญในระดับที่ง่ายที่สุด ง่าย ซึ่งคิดว่าอธิบายให้ใคร ทุกคนก็คงจะเข้าใจ ส่วนบุญในระดับที่ลึกซึ้งลงไปเป็นดวง เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรมอย่างไร พวกเราหลายๆ ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็จะยกเอาไว้
เพราะฉะนั้นในทางตรงกันข้าม ในทางตรงกันข้าม อะไรก็ตามที่เราทำแล้วเกิดทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นบาปทั้งนั้น สิ่งนั้นเป็นบาปทั้งนั้น บางคนอาจจะสงสัยเอ๊ะ การ การที่เราเที่ยวกลางคืนนี่ มันก็ไม่ได้ผิดศีล ๕ มันเป็นอบายมุขอย่างหนึ่งก็จริง เอ๊ะไม่น่าบาป ซึ่งถ้าจะให้อธิบายกันอย่างละเอียดลึกซึ้งก็คงอาศัยเวลานาน แต่ถ้าเกิดจับหลักง่ายๆ ก็คือว่าอะไรก็ตามที่ทำแล้วเกิดโทษ สิ่งนั้นบาปแล้ว สิ่งนั้นบาป
การเที่ยวกลางคืนก็เกิดโทษ ทำให้เราเสียทรัพย์ ทำให้เรานอนดึก ทำให้สุขภาพเราเสีย อย่างนี้เกิดโทษก็คือบาปเหมือนกัน นี่ก็คือ (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ในการทำความเข้าใจเรื่องหลักศาสนา นี้ก็เป็นหลักง่ายๆ แต่หลักทั้งหมดนี้นี่ที่หลวงพี่อธิบายไป การที่จะรักษาศีลได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีเหมือนกัน บางคนบอกโอ๊ย หลวงพี่บรรยายมาเยอะแยะเลย มีข้อห้ามอะไรตั้งมากมาย แต่ละศีลก็มีองค์ประกอบต่างๆ เยอะไปหมดเลย ถ้างั้นผมขอแล้วกัน ขอนอนดีกว่า ผมนอนอยู่กับบ้านอย่างนี้ ผมก็ไม่ต้องไปขโมยของใคร ผมไม่ต้องไปเดินเหยียบมด ผมไม่ต้องไปโกหกใคร นอนหลับอยู่กับบ้านทั้งวัน ผมคงบุญเยอะเลย ถ้าเจอประเภทนี้ ไม่ใช่นะจ๊ะ ถ้านอนเฉยๆ แล้วได้บุญขึ้นสวรรค์พวกเราคงไม่ต้องมาปฏิบัติธรรม
บางคนบอกว่าถ้างั้นนอนแล้วได้บุญ ไม่ได้นะ เพราะการที่เรานอนหลับนี่ สติเราไม่มี เราไม่มีสติ เราไม่มีสติ เราถึงไม่ได้บุญ แต่ถ้าเผื่ออยากจะได้บุญ แล้วไม่ต้องไปทำอะไร สิ่งที่ได้บุญสูงสุดก็คือการบำเพ็ญภาวนา การรักษาใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย ถ้าเรานั่งปฏิบัติธรรม รักษาใจที่ศูนย์กลางกาย บุญก็เกิด เกิดมาก แต่ถ้าเผื่อเราจำเป็นต้องเดิน ต้องเหิน ต้องประกอบอาชีพหน้าที่การงาน เราก็ประกอบใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย
อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยกล่าวไว้ว่า ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่ง เพราะงั้นการรักษาใจไว้ที่ศูนย์กลางกายจึงเป็นบุญเป็นกุศลที่สูงที่สุด ยิ่งพวกเรามาในวันนี้นี่ อาศัยเหตุแห่งความกตัญญูรู้คุณของครูบาอาจารย์ คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เราปรารภเหตุด้วยความกตัญญู แล้วก็มาปฏิบัติบูชานี่ ถือว่าได้บุญ บุญเยอะ บุญมาก บุญมากทีเดียว
เพราะฉะนั้นวันนี้หลวงพี่ก็อยากจะชวนพวกเราทุกคนร่วมกันปฏิบัติบูชา รวมใจหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายเพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาคุณยายกันทุกๆ คน ขอเชิญพวกเรานั่งธรรมะกันนะ เราก็ปรับท่านั่งของเราให้สบายตามที่เราได้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว แล้วก็น้อมระลึกคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ในเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วเราก็รวมใจนิ่ง ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยได้สั่งสอนกันทุกคนเลยนะ
สัพเพ…
หน้า PAGE 11
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-12 FW-AAT.doc