คนตระหนี่จะไปเทวโลกไม่ได้เลย
(ม้วน 1/A)
พระบุญลือ : (ตั้งนโม ๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือเศียรเกล้า ขอกราบนมัสการพระมหาเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก ขอเจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายผู้ใจบุญทุกท่านนะ (สาธุ)
น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทา
นํ ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ
คนตระหนี่จะไปเทวโลกไม่ได้เลย คนพาลทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญทาน แต่นักปราชญ์อนุโมทนาทานอยู่ ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้าเพราะการอนุโมทนาทานนั้น
วันนี้หลวงพี่ก็ได้รับบุญเป็นครั้งที่ ๒ ในการเทศนาหน้าบ้านเรือนทองของคุณยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ เมื่อครั้งที่แล้ว หลวงพี่ก็เทศน์ไปเมื่อเดือนมีนาคม วันที่ ๑๓ ๒๕๔๔ วันนี้ก็เป็นครั้งที่ ๒ ได้มีโอกาสมารับบุญกับคุณยายของเรา
อรุณรุ่ง เรืองรอง ส่องฟากฟ้า
บนพื้นนา แดนดิน ถิ่นข้าวขาว
มีสตรี ….. สุกสกาว
เป็นลูกสาว ชาวนา ชื่อว่าจันทร์
หากไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ก็ไม่มีพวกเราที่สร้างความดีอย่างมีความสุขจนทุกวันนี้ นี่คือถ้อยคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโยกล่าวเทิดทูนพระคุณของคุณยายไว้อย่างแจ่มชัด แทนความรู้สึกของศิษย์ทั้งหลาย ผู้เป็นปูชนียาจารย์ คุณยายอุทิศชีวิต ทั้งชีวิตเพื่อพระศาสนา
หลวงพี่เองได้เคยพูด เคยเทศน์ไว้ บอกกล่าวไว้เมื่อครั้งที่แล้วว่า หลวงพี่เองนี่เดิมทีที่เข้าวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรกนี่ จริงอยู่ใจหนึ่งปรารถนาอยากจะมาวัดพระธรรมกายเพราะว่าเห็นพระอุโบสถ แต่อีกใจหนึ่งก็ได้ยินข่าวคราวของวัดพระธรรมกายเมื่อประมาณสักปี ๒๘ ๒๙ ๓๐ และ ๓๑
ในปี ๓๑ นี่ ๒๕๓๑ นี่ หลวงพี่ก็มีโอกาสมาอบรมธรรมทายาทบวชเป็นสามเณรครั้งนั้น หลวงพี่ก็ได้พบคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ โดยการเดินผ่านที่อาคารดุสิต อาคารดุสิต ซึ่งคุณยายกำลังจะเดินสวนมา ขณะนั้นพระภิกษุสามเณรคือหลวงพี่สมัยนั้นหลวงพี่ก็เป็นสามเณร ก็ได้เดินผ่านไป ได้เห็นแม่ชีท่านหนึ่งที่ใช้คำว่าแม่ชีท่านหนึ่ง เพราะว่าอยากจะถ่ายทอดถึงความรู้สึกเมื่อก่อนนี้ว่า หลวงพี่เองต้องขอเรียกว่าขอสารภาพ แล้วก็ขอ เหมือนมาเทศน์ครั้งนี้ขอขมาคุณยายไปในตัวด้วย เพราะในครั้งนั้นนี่ หลวงพี่นี่เห็นยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์นี่ หลวงพี่ก็มีความรู้สึกว่าเหมือนกับหลวงพี่เห็นแม่ชีทั่วไป เห็นแม่ชีทั่วไป
เหตุที่ว่าบอกว่าเหมือนกับเห็นแม่ชีทั่วไปว่า สมัยวัยเด็กๆ นี่ หลวงพี่เองนี่ก็เรียกว่าเป็นเด็กที่ซุกซนคนหนึ่ง ซุกซนคนหนึ่ง ในโอกาสหลังที่ยามว่างจากการเรียนสมัยป. ๒ หลวงพี่ก็ไปเรียนอยู่ข้างกอกล้วย กอกล้วยนี้เป็นกอกล้วยของแม่ชีวัดแถวบ้าน วัดแถวบ้าน แม่ชีท่านนี้ก็ห้ามปรามเด็กๆ คือในกลุ่ม มีอาตมาอยู่ด้วย มีหลวงพี่ในครั้งนั้น ทีนี้ในวัยเด็กเป็นวัยที่ซุกซน หลวงพี่ก็เรียกว่าเอาความสนุกไว้อันดับแรก เรื่องอื่นเอาไว้รอง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้แม่ชีแถวบ้านนี่ ท่านก็ต้องเรียกว่าขู่นะ ขู่โดยการใช้หนังสติ๊กยิง ทีนี้ยิงยังไง ไม่ใช่มายิงตัวนะ ยิงผ่านใบกล้วย ใบกล้วยมันก็เสียงปัปๆๆๆ นี่ ก็มีความรู้สึกตกใจนะ ตกใจ ก็วิ่งหนีกัน วิ่งหนีก็เรียกว่าทำลิงหลอกเจ้าบ้าง อะไรบ้าง วิ่งหนีในครั้งนั้น
ภาพเหล่านี้น่ะ มันก็ติดอยู่ในใจ ติดอยู่ในใจทั้งๆ ที่ไม่มีเจตนาที่จะลบหลู่เออ แม่ชีที่ท่านเป็นอุบาสิกาถือศีล ๘ โกนหัว นุ่งขาวห่มขาวแถวบ้าน แต่ภาพนั้นมันติดมา พอมาพบคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์น่ะเดินผ่าน ในครั้งนั้น คุณยายท่านคงจะทราบด้วยเหตุผลกลใดของท่าน หลวงพี่เองก็ไม่ทราบ ท่านคงจะทราบว่าหลวงพี่เองนี่มาในครั้งนี้มาพิสูจน์หรือมาจับผิดวัดพระธรรมกาย แต่ว่าหลวงพี่ก็ทำหน้าที่ของหลวงพี่เต็มที่ ก็เรียกว่าจะเอาข้อมูลให้มากที่สุดนะ ให้มากที่สุด ของวัดพระธรรมกายจะได้ไปตอบคุณพ่อ ไปตอบคุณพ่อคุณแม่ในครอบครัวได้ว่าวัดพระธรรมกายน่ะเป็นอย่างไร เหมือนที่คนเขากล่าวขาน เขาว่ากันไหมอะไรกันไหม
ในครั้งนั้นน่ะ ถ้าหากว่าหลวงพี่ไม่พบคุณยายในครั้งนั้น ขณะเดินผ่านนี่ คุณยายนี่โดยการแสดงออกเรียกว่า ในการแสดงออกโดยความเคารพ คุณยายนี่ถอยหลังลงถนนปูน แล้วยกมือไหว้พระภิกษุสามเณร แล้วก็กราบในครั้งนั้น ภาพนั้นพอหลวงพี่เองไปพบหนังสือพิมพ์แล้ว หนังสือพิมพ์กล่าวอีกแบบหนึ่งว่าพระเณรนี่ต้องกราบแม่ชีในสมัยปี ๓๑ นี่ หลวงพี่เอ๊ะ มันไม่ใช่นี่ เพราะภาพในครั้งนั้นนี่ก็ทำให้หลวงพี่มีในวันนี้ ทีนี้หลวงพี่ก็เกริ่นย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่แล้ว หลวงพี่พูดถึงตอนนี้
เหตุที่หลวงพี่เองนี่มาบวชในบวรพระพุทธศาสนามันก็มีเหตุ มีเหตุ ในสมัยสัก หลวงพี่ป. ๓ หรือชั้นประถมปีที่ ๓ หลวงพี่ก็มีโอกาสไปอยู่วัดแถวๆ บ้าน ไปอยู่วัด เรียกว่าเป็นเด็กวัดนะ เป็นเด็กวัด ไปอยู่ใกล้พ่อ เพราะพ่อนี่บวช บวชในช่วงระยะสั้นๆ ไปดูแล ไปอุปฐากท่าน แล้วก็ที่วัดนั้นก็เรียกว่าเป็นวัดประจำตระกูลเลยก็ว่าได้ เป็นกันเอง เพราะว่าเจ้าอาวาสนี่เป็นหลานของพ่อ เป็นหลานของโยมพ่อในสมัยนั้น
พอหลวงพี่ไปอยู่วัดนี่ หลวงพี่ก็มีโอกาสไปเห็นคนตาย คนเสียชีวิต ซึ่งลุงท่านนี้เป็นช่างไม้ ช่างไม้แกคงจะดื่มเหล้ามาก ปกติแล้วช่างไม้แถวบ้านนี่ เราจะเห็นว่าหลังจากทำงานแล้วนี่ ตกเย็นต้องดื่มเหล้า แกก็พายเรือกลับ พายเรือกลับบ้านด้วยเกิดอุบัติเหตุประการใดก็ไม่ทราบที่แน่ชัด คือตกน้ำลงไปเฉยๆ หัวพุ่งลงน้ำไป เสียชีวิต พอเขาเอาศพมาที่วัด พอเอาศพมาไว้ที่วัดนี่ หลวงพี่ก็ขึ้นไปดูบนศาลา เขาก็วางศพไว้ หลวงพี่ไปดูบนศาลาแล้ว เห็นศพนะ โอ้โฮ พอเห็นศพแล้วมันใจหาย เพราะว่าศพคนตายนั้นน่ะ ลุงคนนี้สมัยมีชีวิตอยู่นี่ก็รู้จักกันดี ทราบกันดี แต่พอตายแล้วดูไม่ได้เลย หน้าตานี่ดำปี้ปี๋เลย ดำไม่สง่างามเลย โลหิต เลือดนี่ก็ไหลออกตา ออกหู ออกจมูก ออกปาก ปากนี่ก็อ้าปากหวอเลย ก็ต้องเอาสำลีนี่ไปอุดไปยัดไปปิดไว้
หลวงพี่ก็ยืนอยู่ ยืนมอง หลวงพี่ก็คิดในใจว่าเอ๊ะ เราทุกคนนี่นะก็ต้องตาย ต้องเสียชีวิต เรานี่ก็คงหนีความตายแบบนี้ไปไม่ได้หรอก เราก็ต้องตายเหมือนกัน ถ้าตายแบบนี้ถามว่าเอาไหม หลวงพี่ก็บอก หลวงพี่ก็นึกตอนนั้นบอกไม่เอาหรอก สมัยเด็กๆ ป. ๓ หลวงพี่บอกไม่เอาหรอกตายแบบนี้ ไม่งามเลย หลวงพี่อยากจะเรียกว่าเวลาถึงวัยอันควรแล้วนี่ เวลาละโลกไป ก็อยากจะละโลกไปอย่างสง่างามนะ อย่างยิ้มกริ่มไปเลยนะ เรียกว่าไปอย่างผู้มีชัยชนะ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงพี่ก็เริ่มแสวงหาวิธีการตาย อึม แสวงหาวิธีการตาย แต่ไม่ใช่ว่าอยากตายนะ คือเตรียมตัว เตรียมตัวตาย ก็ได้มีโอกาส ก็ศึกษาศาสนา ศึกษาศาสนา ศาสนาต่างๆ ศาสนาอื่นๆ ก็ดู concept ศาสนาเขาว่า เอ๊ะว่า นับถือศาสนาเขาแล้วนี่ จะมีจุดยืนของชีวิตยังไง ไปมายังไง อะไรอย่างไร ก็ดูแล้ว ดูแล้วนี่ ก็เอ๊ะ ไม่เอาดีกว่า ศาสนาบางศาสนาศึกษาแล้วเอ๊ะ เลือดหนึ่งหยดเพื่อผู้สูงสุดในศาสนาของเขา คือศาสนานี้คือต้องถาม เออ ผู้ที่ไม่เห็นตัวตลอด เอ๊ะ ถ้าเราไม่เจอนี้ ชาตินี้เราจะถามใคร
หลวงพี่ก็เลยมาศาสนาพระพุทธศาสนา ก็โดยอาศัยการฟังจากวิทยุที่โยมพี่สาวหรือพ่อ บิดานี่เปิดวิทยุเจอรายการธรรมะบ้างอะไรบ้าง ก็อาศัยฟัง ฟังบ้างอะไรบ้าง ก็เริ่มเออ พระพุทธศาสนานี่ก็มีพระท่านเทศน์ หลวงพี่ก็จำได้เลาๆ ว่าท่านก็บอกว่าอานิสงส์จากการนี่นะ นั่งสมาธิเจริญภาวนา การรักษาศีลแล้วนี่ รักษาศีล สวดมนต์ สรรเสริญพระรัตนตรัยนี่จะทำให้เป็นผู้มีลักษณะงาม
พูดง่ายๆ ว่าศีลทำให้งาม การให้ทานทำให้รวย แล้วก็เจริญภาวนานี่ทำให้เก่ง เป็นผู้ที่มีปัญญา เรียนเก่ง สามารถระลึกชาติได้ หลวงพี่มีความสนใจมากเลยอยากจะระลึกชาติได้ ก็เลยมาศึกษาพระพุทธศาสนา ทำยังไง ก็ฟังวิทยุบ้าง แบบ…ลักฟัง ศิษย์ไม่มีครู ทีนี้ก็ฟังวิทยุเสร็จแล้วก็เพล เวลาไปโรงเรียน ไปโรงเรียนแล้วเวลาเพลหลังรับประทานอาหารเพลเสร็จแล้วนี่ หลวงพี่ก็เลยนั่งสมาธิในโบสถ์พระอุโบสถ วัดแถวบ้านกับเพื่อนๆ พอไปนั่งๆ แล้วนี่ ก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้อะไร เขาบอกว่านั่งสมาธิก็เห็นท่านั่งสมาธิ เขานั่งนิ่งๆ ก็ไม่ทราบ ไม่ได้ถามผู้รู้ ก็นั่งอยู่นี่ เป็นระยะๆ นั่งไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ต่อกระทั่งมาจนถึงคราวแล้ว ครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๓ มีนา หลวงพี่เคยพูดไว้ เอ่ยชื่อท่านไว้ ๑ ท่านคือป้าใจคนข้างบ้าน เลือกกัลยาณมิตรข้างบ้านนี่นะ ป้าใจปัจจุบันนี้ยังอายุ ๘๐ ปี ยังมีชีวิตอยู่ ป้าใจท่านนี้ท่านก็แนะนำ เอ้าไอ้หนูเอ้ย เอ็งนั่งสมาธินี่นะ เอ็งไม่ต้องเอามากหรอก เอ็งทำให้ได้ทุกวัน ท่านว่าอย่างนั้น ป้าใจท่านว่าอย่างนั้น ทำให้ได้ทุกวันนะ เอาช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นเป็นใช้ได้ ให้นึกถึงพระไว้ที่ใจ ป้าใจเขาว่าอย่างนั้น ป้าใจ
หลวงพี่ก็กลับไปบ้านเลย ก็เรียกว่าปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเลย ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พอกลับไปบ้านหลวงพี่ไปทำยังไง หลวงพี่ก็ตกเย็น ก่อนจะเข้านอนนี่ก็นั่งสมาธิ ก่อนนั่งสมาธิก็สวดมนต์ สวดมนต์ อรหันต์ สัมมา สัมพุทโธ ภควา สั้นๆ สังฆังไปแล้ว ก็นั่งสมาธิเลย ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ป้าใจก็แนะนำแนวทาง นั่งสมัยนั้นคือแนวทางภาวนาพุทโธ คือกำหนดหายใจเข้าออก โดยการหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ แล้วนึกถึงองค์พระไว้ที่ใจ หลวงพี่ก็นั่งเลย ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หัวนิ้วโป้งทั้ง ๒ มือนี่จรดกัน จรดกันหลวงพี่ก็เลยนึกเลย ภาวนานะ กำหนดลมหายใจ พุทเข้า โธออก หลับตา โธออก พอกำหนดลมหายใจเรียบร้อยแล้ว อะไรเรียบร้อยแล้ว หลวงพี่ก็นึกถึงองค์พระ
หลวงพี่เป็นแปดริ้ว บ้านเดิมเป็นคนจังหวัดฉะเชิงเทรา ถามจะให้หลวงพี่นึกถึงพระอะไรล่ะ หลวงพี่ก็ต้องนึกถึงหลวงพ่อพุทธโสธร ก็นึกถึงหลวงพ่อพุทธโสธรไว้ที่ไหนล่ะ ไว้ที่ใจ ใจอยู่ตรงไหนล่ะ นี่หน้าอกด้านซ้ายมือนะ หน้าอกด้านซ้ายมือของเรานี่แหละ หลวงพี่ก็กำหนดองค์พระไว้ตรงนั้น เสร็จแล้วก็พุทเข้า โธออก
พอนึกองค์พระเสร็จทำยังไง หลวงพี่ก็นึกออกเลย นึกถึงอะไร ช้างนะช้าง ทีนี้นึกถึงช้างนึกถึงทั้งตัวไหม ไม่ นึกถึงหัวช้าง พอนึกถึงหัวช้าง นึกถึงทั้งหัวไหม ไม่ นึกถึงหู ตามที่ป้าใจแกแนะนำ นึกยังไง นึกถึงช้างกระดิกหู ช้างกระดิกหูไปข้างหลังปั๊บ แล้วก็กระดิกหูมาข้างหน้าปั๊บ เอ้าเสร็จแล้ว ช้างกระดิกหู
ต่อไปนึกถึงอะไรล่ะ นึกถึงงูนะ นึกถึงงู งูทำยังไง นึกถึงทั้งตัวไหม ไม่นึกถึงทั้งตัว นึกถึงหัวงู นึกถึงหัวงูนะ นึกถึงเฉพาะปากนะ นึกถึงยังไง นึกถึงงูแลบลิ้น แลบ งู ความแลบลิ้น มันจะแลบ มันหุบปากใช่ไหม จะมีรูเล็กๆ ที่ปากก็แลบออกมา แปลบๆ พอแลบแปลบๆ เสร็จทำไงต่อ หงายท้องเลย โครม หลับ นอนนะ
ทำอย่างนั้นมาเรื่อยๆ นะ มาเรื่อยๆ หลวงพี่ก็ทำอย่างนั้นมาเรื่อยๆ แต่ว่าก็มีเหตุอีก มีเหตุอีก มีความปรารถนาอยากจะบวช อยากจะบวชเป็นสามเณรนะ อยากจะบวชเป็นสามเณร ก็ทำยังไง เพราะว่าโยมย่า มารดาของบิดานี่ท่านเสียชีวิต ท่านเสียชีวิตก็บอกกะท่านว่า พ่อ แม่ นี่อยากบวชจังเลย อยากจะบวชเป็นสามเณร ก่อนจะบอกคุณพ่อคุณแม่นี่หลวงพี่เอง หลวงพี่ก็ไปหยิบของหนังสือนะ มนต์พิธีจากพระอาจารย์วัดแถวบ้านที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกว่า ชื่อว่าวัดเกาะ ไปขอหนังสือมาก็ขอคำแนะนำท่านว่าสามเณรนี่ต้องสวดมนต์แบบไหน ถึง ตั้งแต่ตรงไหนถึงตรงไหน หลวงพี่ก็ พระท่านก็แนะนำมา หลวงพี่ก็มานั่งสวดเลย ที่พระอุโบสถหลังเดิม หลังเดิม
เปลี่ยนจากการนั่งสมาธิมาเป็นการท่องมนต์ หลวงพี่ก็ท่องเลยนะ อุกาสะ วันทามิ …. ก็ท่องเรื่อยเลย ท่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเพื่อนนี่นะที่ไปด้วยกันนี่นะ นอนฟังอยู่ทุกวันทุกวัน เพื่อนนี่จำได้หมดเลย แต่หลวงพี่ยังจำไม่ได้ (หัวเราะ) ยังจำไม่ได้นะ ยังจำไม่ได้ แต่ก็มีความมานะ มีความมานะ ก็ท่องไปเรื่อย การท่องมนต์นี่พอได้ พอจะขึ้นใจบ้าง อะไรบ้าง
ก็ให้พ่อนี่กับคุณแม่นี่ไปกราบเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลอยู่ มีศักดิ์เป็นอา อาหลวงพี่เอง เพราะเป็นหลานแม่ โยมแม่ โยมมารดา ก็ไปกราบสมัยนั้นท่านยังไม่เป็นอุปัชฌาย์ ท่านเป็นเจ้าอาวาส เออไปกราบหลวงพ่อทีว่าผมอยากจะบวชหน้าไฟ หน้างานศพของโยมย่า แต่หลวงอาท่านก็บอกว่า ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสนี่ หลวงอาท่านก็บอกว่าไม่ให้บวชหรอก ตัวมันเล็ก ว่าอย่างนั้นตัวมันเล็ก ยังบวชไม่ได้ หลวงพี่ก็อึม ไม่เป็นไร ท่านก็มีเหตุผลของท่านว่าตัวมันเล็ก ยังบวชไม่ได้ หลวงพี่ก็เรียกว่าไอ้ที่ความตั้งใจที่ท่องมนต์ไว้อะไรไว้ ก็ไม่ถึงกับเสียความรู้สึกอะไร ก็เหตุผลก็ตัวเราคงเล็กไป
พอเพิ่งได้สัก ๒-๓ วัน ๒-๓ วัน มีงานศพอีก งานศพ เขามีการบวชหน้าไฟ ที่บวชนี่เป็นยังไง สามเณรตัวนิดๆๆ ตัวเล็กอีกนะ หลวงพี่อยู่ป. ๓ นี่นะ ตอนนี้โยมย่านี่ ขออภัย โยมย่าเสียนี่หลวงพี่ขึ้นป.๔ ป.๕ แล้ว ป.๔ ป.๕ ที่บวชนี่นะ ที่บวชหน้าไฟ งานศพอื่น ตัวเล็กนิดๆๆ เดียว ตัวเล็กกว่าเราตั้งบานตั้งเต เล็กกว่าหลวงพี่ตั้งบานตั้งเต หลวงพี่มีความรู้สึกอุ๊ย นี่ตัวเล็กกว่าเราอีกนี่ ทำไมให้บวชได้ล่ะ หลวงพี่ก็มีความรู้สึกในใจว่าเอ้าวัดนี่ไม่บวชก็ได้วะ เออคิดในใจอย่างนั้นนะ ไม่บวชก็ได้ คิดในใจว่าอย่างนั้นนะ อาจจะมี…สักหน่อย
ก็เลยเริ่มแสวงหา หาวัด หาวัด หลวงพี่ก็แสวงหาวัดไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสมาเจอกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายในครั้งนั้น เขาจัดธุดงค์ จัดธุดงค์ตามศูนย์กัลยาณมิตรต่างๆ ตามจังหวัดต่างๆ จัดธุดงค์ หลวงพี่ก็มีโอกาสไปจัดธุดงค์กับเขา อะไรกับเขา แล้วก็ได้รับหนังสือ เออ เดินสู่ความสุขจากอาจารย์ จากอาจารย์ เพราะฉะนั้นนี่หลวงพี่ก็มาบวชนะเมื่อปี ๓๑ นะ มาบวชเป็นธรรมทายาทในครั้งนั้นนี่ มาบวชอยู่ ๑๒ วัน ๑๒ วันก็ได้พบคุณยาย อย่างที่หลวงพี่กล่าวไปแล้ว
และการพบคุณยายในครั้งนี้ คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนี่ หรือคุณยายอาจารย์ของเรานี่ทำให้ชีวิตหลวงพี่เปลี่ยนมากมายเลย จากเรียกว่าเป็นคนที่เรียกว่า ตอนเด็กๆ นี่ อาจจะหัวดื้อสักนิดหนึ่ง อาจจะก้าวร้าวสักหน่อยๆ หนึ่งอะไรสักนิดหนึ่ง เรียกว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่การได้พบคุณยายในครั้งนั้นแค่เดินผ่าน และด้วยการแสดงออกของคุณยายด้วยการไหว้พระภิกษุสามเณรในครั้งนั้นนี่ ทำให้หลวงพี่นี่มีจิตใจเป็นสัมมาทิฏฐิที่ว่าตามแนวทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการคือจับแง่คิดที่ดี เป็นผู้ที่จับดีมากขึ้นและมากขึ้น
อันนี้เป็น อีกไม่กี่วันที่แล้ว วันนี้เรียกว่างานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมของคุณยายนี่ ฟังเทศน์ในวันนี้ ก็เป็นวันที่ ๒๐๙ วัน ๒๐๙ วัน และอีก ๙ วันนี้จะเป็นวันอะไรเล่า วันคุ้มครองโลก วันคุ้มครองโลกที่เราจะได้ร่วมบุญใหญ่กัน บุญใหญ่กันวันที่ ๒๒ เมษายนนี้ เป็นวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราด้วย
วันที่ ๒๒ เมษายนนี้เป็นวันบุญใหญ่ของพวกเรา ที่พวกเรานี่บางท่านส่วนใหญ่นี่ตั้งใจนะ ตั้งใจถวายกองทุนบ้าง ถวายไทยธรรมบ้าง ถวายอะไร เตรียมเออนิมนต์พระมาร่วมงานบุญวันที่ ๒๒ เมษาบ้าง เรียกว่าพระภิกษุมาในวันนั้นนี่เรือนแสน พระภิกษุสามเณรมาในวันนั้นเรือนแสน
ทีนี้ พวกเรานี่ก็เตรียมตัวอย่างดีเหมือนบัณฑิตในกาลก่อน บัณฑิตในกาลก่อนมีใครบ้างเล่า ที่เราทราบกันดีแล้วนี่ คือมีนาง เออ นางวิสาขา อุบาสิกาวิสาขาที่นางนี่นะมีลักษณะงาม งดงาม ๕ ประการ จากบุญเก่าที่นางนี่เคยถวายผ้าไตรจีวรในสมัยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ๒๐,๐๐๐ สองหมื่นรูป แล้วก็ เออ สองแสนรูป แล้วก็มีลักษณะงาม ๕ ประการคือ มีผิวงาม เนื้องาม ฟันงาม ผมงาม วัยงาม นี่อย่างที่พวกเราทราบไปแล้ว
เรียกว่าเศรษฐีในกาลนั้นมีใครบ้างล่ะที่เรียกว่าบำรุงพระศาสนาอย่างเมณฑกะเศรษฐีนี่ เรียกว่าชาติก่อนโน้นเคยถวายข้าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เรียกว่าข้าวเป็นมื้อสุดท้ายของครอบครัว ทำให้เมณฑกิเศรษฐีนี่มีโภคทรัพย์สมบัติมากมาย มีแพะวิเศษ เรียกว่าล้วงไปในปากแพะนี่ สามารถจะปรารถนาอะไรก็ได้ สิ่งที่ในการสร้างบุญสร้างบารมี
หรืออย่างอนาถบิณฑิกะเศรษฐีนี่เคยทำบุญใหญ่ บำรุงพระศาสนา เรียกว่าทำบุญจริง เรียกว่าเหลือแต่น้ำต้มผักนี่นะก็ไม่ลดละในการสร้างบุญสร้างบารมี ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคณะพระหมู่ พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็ทำให้ท่านนี่กลับมาร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง อีกครั้งเรียกว่าผลานิสงส์จากการทำบุญ ทำทานกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขกับคณะสงฆ์ และทำบุญกับอย่างโชติกะเศรษฐี โชติกะเศรษฐีนี่เรียกว่า ทำบุญในกาลก่อน บำรุงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้โชติกะเศรษฐีนี่ เกิดมามีแสงสว่างมากมาย มีปราสาทคู่บุญคู่บารมีบังเกิดขึ้น พระราชานี่จะมาเอา ก็เอาไม่ได้ นี่อย่างบัณฑิตในกาลก่อนนี่เคยกระทำไว้ดีแล้ว
นี่หลวงพี่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้ มาเทศนาให้ฟัง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พวกเรานี่อาจจะยังไม่ บางท่านนี่ยังไม่ได้ยิน ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฟัง มีจิตตะคหบดีท่านนี้นะ ท่านทำบุญด้วย ท่านมีศรัทธา มีศรัทธามีศีล มีศีลแล้วก็เรียกว่ามีความเลื่อมใส นี่จิตตะคหบดีนี่เป็นคนที่มีความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นบุคคลที่บรรลุเข้าถึงธรรมนี่ตั้งแต่ยังไม่เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุเป็นโสดาบัน แล้วก็บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป อนาคามี อันดับขึ้นไป แม้ตัวเองนี่ จิตตะคหบดีนี่ก็ยังไม่ได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ได้บรรลุธรรม
จิตตะคหบดีนี่เป็นผู้ที่บำรุงพระภิกษุสงฆ์ แล้วก็เรียกว่าถวายที่ดินของตัวเองนี่เป็นวัดเป็นวัดนะ แต่เป็นสังฆทานแก่คณะพระภิกษุสงฆ์นี่ ก็มีพระสุธรรมนี่ เป็นพระสุธรรมเถระนี่เป็นเจ้าอาวาส ในการทำทานในครั้งนั้นนี่ จิตตะคหบดีได้บรรลุธรรมถึง ๒ ชั้นสูงถึง ๒ ขั้น จิตตคหบดีก็มีจิตใจปรารถนาอยากไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากจะไปเฝ้ามากเลย
ทีนี้ทำยังไง ก็เลยปรารถนานะ เลยเป่าประกาศบอกบริวาร บอกบริวารให้เตรียมเกวียนนะ เกวียน ๕๐๐ เล่มเกวียน เตรียมข้าวปลาอาหาร มีข้าวสาร ข้าวยาคู น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น แล้วประกาศอาราธนานิมนต์พระภิกษุ ๕๐๐ รูป พระภิกษุณี ๕๐๐ รูป และอุบาสก อุบาสิกา ๕๐๐ อย่างละ ๕๐๐ ๕๐๐ รวมทั้งบริวารของเออ จิตตะคหบดีอีก ๕๐๐ รวมเบ็ดเสร็จแล้วนี่รวมเป็น ๓,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ท่าน เดินทางไป ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขณะระหว่างจะเริ่มขบวนเกวียนเดินทางนี่ มนุษย์และหมู่เทวาทั้งหลายนี่ได้รับทราบข่าว รู้ข่าว ทราบข่าว ก็เรียกว่าเทวดาทั้งหลายบรรดาเลยให้ระยะทางของจิตตะคหบดีนี่ทุก ๑๖ กิโลนี่นะ ทั้งหมด ๓๐ โยชน์นะ ทุกๆ ๑ โยชน์ ๑๖ กิโลเมตรนี่ ๑๖ กิโลเมตรนี่บันดาลให้มีกุฏิ มีที่พักอาศัยเรียกว่าอย่างงดงามเลย อย่างงดงาม จิตตะคหบดีแล้วก็คณะพระภิกษุสงฆ์สามเณร เออ พระภิกษุณีนี่ ได้พักระยะช่วง ๑ โยชน์ ๑ โยชน์นี่ สิ้นเวลาไป ๑ เดือน
ที่ข้าวปลาอาหารที่จิตตคหบดีนี่เตรียมไป พร้อมด้วยผ้าต่างๆ นี่ เพื่อไปบำรุงคณะพระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณี แล้วก็อุบาสก อุบาสิกาและบริวารทั้งหลายนี่ ด้วยผลานิสงส์ เทวดาทั้งหลายได้ร่วมอนุโมทนาสาธุการนี่นะ จิตตะคหบดีนี่ไม่ได้นำนะ แม้แต่ข้าวนี่นิดเดียวเลยนะ ออกมาจากเล่มเกวียนเลย น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ข้าวสาร ผ้าต่างๆ ไม่ได้นำออกมาจากเกวียนของจิตตะคหบดีเลย สิ้นระยะทางไป ๓๐ โยชน์
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทราบข่าวว่า ด้วยข่ายพระญาณของท่านว่าวันนี้ตอนบ่ายจะมีจิตตะคหบดี เป็นคหบดีใหญ่นี่ จะมานะ มาไหว้นะ มาไหว้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ พูดง่ายๆ ว่ามากราบบังคมนะ มาทำสักการะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสกับพระอานนท์เลยว่า อานนท์ วันนี้นะตอนเวลาบ่ายนี่นะ จิตตะคหบดีนะ จะมาไหว้เรา พระอานนท์นี่ท่านก็ เรียกว่าท่านมีปัญญามาก ท่านก็ถาม เออ เขาเรียกว่าถามกลับเลย เรียกว่ากราบทูล ถามกลับเลยว่า แล้วจะมีปาฏิหาริย์อะไรเลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์เลยว่าวันนี้จิตตะคหบดีนะ มาสักการะเรา แล้วเราไหว้เรานี่ จะเกิดฝนทิพย์ ฝนทิพย์เป็นฝนตก ฝนลูกเห็บตกในวันนี้ เรียกว่าสูงถึงข้อเข่าเลยทีเดียว สูงถึงข้อเข่าเลยทีเดียว พอจิตตะคหบดีพอเข้าบริเวณวัดมาแล้ว ก็บอกอุบาสก อุบาสิกานี่ให้ตามไปข้างหลัง ให้อาราธนาพระภิกษุ ภิกษุณีนี่เออ ท่านไว้ข้างหน้าก่อน อะไรก่อนแล้ว
พระภิกษุ พระภิกษุณีก็นั่งที่ควรข้างหนึ่ง คนละฝั่ง ๒ ข้าง เรียกว่าอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายนี่ ยืนเต็มแน่นขนัดไปหมดเลยเต็มทั้งวัดเลย ต่อหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จิตตะคหบดีนี่ทำยังไง เศรษฐีท่านนี้ทำยังไง ท่านก็เดินเข้าไป ท่านก็เดินเข้าไปจับข้อพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอจับข้อพระบาทเสร็จแล้ว ท่านก็ก้มลงกราบ
เท่านั้นแหละ เกิดอะไรขึ้น ฝนนี่นะ ฝนทิพย์นี่ตกเลย ฝนทิพย์เป็นดอกไม้ทิพย์ มีกลิ่นหอมอบอวล ขจรขจายเลย ตกเต็มไปหมดเลยนะ ถึงข้อเข่าเลยทีเดียว มนุษย์และเทวาทั้งหลายนี่เรียกว่าเห็นอัศจรรย์ดังนั้น ได้กล่าวอนุโมทนาสาธุการนะ อนุโมทนาสาธุการดังลั่นไปหมดเลย ดังลั่นไปหมดเลย นี่นะ ผลานิสงส์จากการทำบุญ ทำบุญเออ กับพระศาสดา กับคณะพระภิกษุสงฆ์ ขนาดยังไม่ได้เจอองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ได้ทำกับคณะพระภิกษุสงฆ์และภิกษุณีเท่านั้น (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
อยู่ระยะ ๓๐ วันนะ ที่อยู่วัดเชตวันมหาวิหารนี่ จิตตะคหบดีทั้งบริวารนี่ทำยังไง ก็ถวายภัตตาหารนะ ทั้งเครื่องนุ่งห่มนี่ต่างๆ นี่ ผ้าต่างๆ นี่ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เป็นประธานในครั้งนั้น ตลอดระยะ ๓๐ วันนี่ สิ้นเวลาไป ๓๐ วันนี่ จิตตะคหบดีเลยก็กราบบังคมทูลแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพเจ้านี่อยู่มา ๓๐ วันแล้วถวายมหาทานมา ๓๐ วันแล้วนี่ ทรัพย์ของเรา ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้านี่อยู่ใน ๕๐๐ เล่มเกวียนนี่ แม้แต่ข้าวสารสักเม็ดยังไม่แหว่งเลย ยังไม่ยุบเลย ยังไม่ยุบเลย ถ้าหากว่าข้าพระพุทธเจ้าจะอยู่ไปเป็นปีนะ ดังเช่นนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี่คงจะไม่ได้ทำทานจากในเล่มเกวียนที่พระพุทธเจ้าเตรียมา
ดังนั้น จิตตะคหบดีนี่ก็เลยกราบ กราบบังคมทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้านี่จัดที่ให้ ๑ ที่เถอะ กระผมนี่ ข้าพเจ้านี่จะขอนะ เอาของนี่ที่เตรียมมา ๕๐๐ เล่มเกวียนนี่ไว้ที่ ณ ที่ควรที่หนึ่งถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ที่วัดนี่แหละ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสเรียกพระอานนท์ ให้พระอานนท์นี่เตรียมที่ที่หนึ่ง จิตตะคหบดีก็เลยเอาของลง ของลง ลงถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีคณะพระภิกษุสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่ถวายเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ ก็กราบลา กราบลาเดินทางกลับ
พอขณะจะเดินทางกลับนี่ ๕๐๐ เล่มเกวียนที่เกวียนเปล่านี่นะ มนุษย์ทั้งหลายและหมู่เทวาทั้งหลายรู้ข่าว ทราบข่าวตอนนั้นไม่ยอมนะ ไม่ยอม ไม่ยอม ไม่ยอมยังไง มอบนะ มอบของที่เป็นรัตนชาติทั้ง ๗ เลย ทั้ง ๗ มีแก้ว แหวน เงิน ทองนี่ เป็นหมู่ใหญ่ถวาย เรียกว่าเอ้า ขออภัย มอบให้จิตตะคหบดีนี่บันดาลให้เต็มเลย เล่มเเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มเกวียนที่ว่างนี่จากการบรรทุกอาหารมาแล้ว ของมาแล้วนี่ ถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ก็เรียกว่าบันดาลให้เต็มเลยทั้ง ๕๐๐ เล่มเกวียน เรียกว่าช่องว่างที่จะเป็นช่องของเกวียนนี่เป็นช่องว่างเปล่ากลับไป ไม่มีเลย ไม่มีเลยในครั้งนั้น เรียกว่าเต็มแน่นเอี๊ยะไปด้วยรัตนชาติทั้ง ๗ นี่ผลานิสงส์จากการทำบุญด้วยความเลื่อมใส เป็นบุคคลที่มีความศรัทธา มีความเลื่อมใส แล้วก็มีศีลบริบูรณ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ จิตตะคหบดีนั้นมาสู่สำนักเราก็ดี ไป ณ ที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะอุบาสกนี้เป็นผู้ศรัทธา เลื่อมใส มีศีลสมบูรณ์ อุบาสกผู้เห็นปานนี้ย่อมคบใคร เรียกว่าย่อมคบหรือไปที่ไหนเรียกว่า ประเทศใดๆ ดังนี้แล้ว พระองค์ก็ตรัสพระคาถาว่าผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วยยศและโภคะ ย่อมพบประเทศใดๆ ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้วในประเทศนั้นๆ ทีเดียว นี่ผลานิสงส์จากการทำทานของจิตตะคหบดี เมื่อสมัยพุทธกาล เกิดความ เรียกว่าทำด้วยความศรัทธา และทำด้วยความที่มีเป็นคนที่มีความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา แล้วก็ทำด้วยเรียกว่าเป็นคน บุคคลที่มีศีล
อย่างพวกเรานี่ มาสวดพระอภิธรรมคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์นี่ ก่อนเราจะฟังสวดพระอภิธรรม เราก็อาราธนาศีล อาราธนาธรรม เราก็มีศีลบริสุทธิ์ มีศีลบริสุทธิ์ ได้ฟังธรรม เราได้เตรียมตัวดีแล้ว เหมือนบัณฑิตในกาลก่อน บัณฑิตในกาลก่อน
ซึ่งแม้อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพี่จะเล่าให้ฟัง ก็มีเรียกว่าผู้นี้นี่เป็นบุคคลที่ฐานะยากจน มีลูกชายอยู่คนหนึ่งบวชเป็นพระภิกษุ พอรู้ทราบข่าวว่าลูกชายที่บวชเป็นพระภิกษุนี่ พ่อนี่ดีอกดีใจมากเลย ดีอกดีใจ อยากจะถวายนะจีวร ไตรจีวร นี่พระลูกชาย ซึ่งตัวเองนี่เป็นคนที่เรียกว่าต้องหาเช้ากินค่ำไปเรื่อย ฐานะเรียกว่าการดำรงชีวิตนี่ ศีลนี่ท่านมีกระพร่องกระแพร่งบ้าง เรียกว่าไม่ค่อยจะครบถ้วนบริบูรณ์เท่าไหร่
พอลูกชายนี่เดินทางมาถึงเมืองนี้แล้วก็มาเยี่ยมพ่อ แวะมาเยี่ยมพ่อ พ่อก็ได้จัดเตรียมเย็บจีวรด้วยมือของตัวเองเลย จัดเตรียมไว้อย่างดีเลย เก็บไว้เลยนะ เก็บไว้นานมากเลย พอพระลูกชายมาบ้านนี่ พ่อนี่ท่านนี้ก็เลยเอาจีวรนี่ไปถวายลูกชาย ด้วยตัวเองนี่เป็นคนที่เรียกว่าแก่งกๆ เงิ่นๆ เหนื่อยตรากตรำทำงานมานานนี่ มือไม้สั่น มือไม้สั่น พอถวาย ขณะก้มคุกเข่าลงกราบลูก เออกราบลูกชาย จะถวายจีวรขณะช่วงถวายจีวรแก่พระลูกชายนั้น ทำยังไง ด้วยความแก่ของตัวเองนี่ จีวรตกนะ ตกดังพรั่บ ตกเลยนะ ตัวเองก็ตกใจ คว้าจีวรมาเลย คว้าจีวร เรียกว่าสะดุ้งนะ คว้าจีวรก็ถวายพระลูกชายใหม่
พอถึงสิ้นอายุขัยของชายผู้นี้ ผู้มีลูกชายเป็นเนื้อนาบุญให้ แต่ว่าบุพกรรมเก่าที่รักษาศีลเออ ไม่ค่อยจะสมบูรณ์บ้างอะไรบ้าง ก็มีเหตุทำให้ท่านนี้นะ เวลาละโลกไปแล้วนี่ ไปสู่ทุคติภพ คือไปตกนรกไปตกนรก เอ๊ะ พวกเราเอ๊ะ ทำไมล่ะ ท่านถวายจีวรแล้ว แล้วท่านทำไมถึงตกนรกล่ะ เพราะว่าบุพกรรมเก่า เรียกว่าบุญก็ทำ บาปก็สร้าง ควบคู่กันไป ควบคู่กันไป ด้วยกรรมหนัก เออ บาปกรรมหนักกว่า ก็เลยไปสู่ทุคติภพ
ขณะที่โดนลงโทษไปนี่ แต่ว่าท่านนี้นี่คงจะตกนรกนี่ เรียกว่าชั้นที่ไม่โหดร้ายเท่าไหร่ เพราะว่ามีเวลาว่าง ขณะที่นายนิรยบาลนี่เป็นไง นิรยบาลลงโทษแล้วก็ลากแหผ่านชายผู้นี้ ลากแหผ่านชายผู้นี้ขณะนั่งอยู่ในร่มไม้ ลากแหผ่าน เสียงแหนี่ แหที่ไว้ลงโทษของสัตว์นรกนี่ เสียงดังพลั่กๆๆๆ ดังผ่านไป ชายผู้นี้ทำยังไง นึกถึงนะ นึกถึงบุญเลยทีเดียว นึกถึงบุญที่ถวายจีวรกับพระลูกชาย พอนึกเท่านั้นปุ๊ป มันนึกถึงบุญออก เปลี่ยนภพเลยจากเป็นสัตว์นรกนี่ พรึ่บไปเลยนะ ไปเป็นเทพบุตรลงสวรรค์ชั้นฟ้าเลยทีเดียว
นี่การถวายจีวรทาน จีวรทาน เรียกว่าด้วยความเลื่อมใส ขณะถวายจีวรกับพระลูกชายนี่ แบบไม่ได้ถวายเป็นสังฆทานนะ ยังได้ผลานิสงส์ขนาดนี้เลย ขนาดมีทุกข์นี่นะ พอนึกถึงบุญเท่านั้นแหละ เปลี่ยนภพไปเสวยสุขเลยทีเดียว และพวกเราล่ะ มีโอกาสอะไรที่จะถวายทาน ก็วันที่ ๒๒ เมษา อีก ๙ วันนี่แหละ เป็นวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา คือหลวงพ่อธัมมชโย พระราชภาวนาวิสุทธิ์ และเป็นวันคุ้มครองโลก วันนี้แหละพระภิกษุสามเณรจะมา ท่านจะเดินทางมาวัดของพวกเรานี่ วัดของเรานี่เป็นเรือนแสน เป็นเรือนแสนเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นบุญใหญ่ การเห็นสมณะเป็นมงคลอย่างยิ่ง
เราก็จะได้ถวายทานในวันนั้น ด้วยความปีติเบิกบาน วันนั้นก่อนเราจะถวายทานนี่ แน่ๆ เราต้องอาราธนาศีล ถามว่าเราเลื่อมใสไหม เราต้องเลื่อมใสแน่นอนอยู่แล้ว ถามว่าเราศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาไหม แน่นอนเราศรัทธาอยู่แล้วที่เรามา นี่เหมือนบัณฑิตในกาลก่อนเลย เหมือนจิตตะคหบดีเลย การถวายทานนี่ในวันนั้น คุณโยมส่วนใหญ่ วันนี้หลวงพี่เองนี่ หลวงพี่ก็ได้ไปร่วมกองทุนถวายทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อบูชาธรรมแล้ว ก็เรียกว่าขอบุญนี้ให้บังเกิดขึ้นกับคุณโยมทุกท่านด้วยนะ และบุญนี้น่ะแหละที่คุณโยมก็ทำเช่นเดียวกัน เหมือนกับหลวงพี่ เหมือนกับพระอาจารย์ทุกรูปที่ทำกัน กองทุนนี้มีผลานิสงส์ยังไงบ้างเล่า
๑. ที่คุณโยมทำบุญไปใน ๑ กองทุนนี่ ในปัจจัยตรงนั้นนี่นะ ๑. การจะถวายอาหารแด่คณะพระภิกษุสงฆ์ ถวายภัตตาหาร การให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง อานิสงส์นั้นกำลังร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคย่อมเกิดขึ้นแก่เรา
๒. ที่เราทำไปในกองทุนนั้น เราให้อะไรเล่า เป็นค่ายานพาหนะแก่คณะพระภิกษุสงฆ์สามเณรเดินทางมา ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข เราก็ย่อมได้ผลานิสงส์นั้นด้วย ๑ กองทุนนะมี ๒ ต่อแล้ว
๓. ผู้ที่ให้เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนุ่งห่มชื่อว่าให้วรรณะ วันนั้นเราจะถวายจีวร จีวรเป็นสังฆทานเลยทีเดียวนะ สังฆทานนี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสสรรเสริญเลยว่าเป็นบุญใหญ่ เป็นบุญใหญ่ ซึ่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เป็นประธาน เป็นประธานนี่อยู่ในสภานี่ บนรัตนบัลลังก์นี่ มีคณะพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่นี่รับนะ เป็นเนื้อนาบุญให้คุณโยม นี่ได้บุญ ๓ ต่อแล้ว บุญใหญ่
อีกประการหนึ่ง เราให้อาหารไปแล้ว ให้เครื่องนุ่งห่มไปแล้ว ให้ยานพาหนะไปแล้ว อีกประการหนึ่ง บุญใหญ่มหาศาลเลย บุญใหญ่มหาศาล แล้วบุญอะไร การให้ธรรมทาน การให้ธรรมทานในวันนั้นคณะพระภิกษุสงฆ์นี่ท่านจะมาสอบพระแท้ ทางก้าวหน้า สามัญญผลสูตร คือเรียกว่าการเป็นพระแล้ว ควรจะทำ เออ ดำรงค์ในเพศสมณะอย่างไรนี่ เรียกว่ากองทุนตรงนั้นนี่ เราจะไปให้ทุนการศึกษาตรงนี้ด้วย ผู้ให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง
คุณโยมนี่เรียกว่าจะมีทั้งความสุขแล้ว เกิดมานี่มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์งดงามสง่างามนี่ มีกำลังมากนะ เมื่อนั้น…ก็มีกำลังมากเลย เหมือนนางวิสาขา นางวิสาขา บุรุษนี่เป็นยังไง จะมีร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้นไปอีกนะ ถึง ๘ เท่า ๘ เท่า แข็งแรงดี ขนาดนางวิสาขานี่เป็นสตรีนี่นะ ถ้ามือของนางนี่ เออ พลังของนางนี่เท่ากับช้างนี่ มีพลังเท่ากับช้าง ๕ เชือกเลยทีเดียว กำลังมากขนาดนั้น เพราะในอดีตนี่ก็ถวายข้าวแด่คณะพระภิกษุสงฆ์ประจำ นางจึงมีผิวพรรณงดงาม สง่างาม เพราะนางนี่ก็เคยถวายไตรจีวร ทำให้นางนี่มีชุดลดามหาสาท
แล้วถามบุรุษล่ะ บุรุษผู้ชาย อุบาสกนี่จะได้บุญอะไร ก็จะได้บุญที่เรียกว่าเป็นบุญที่สำเร็จด้วยฤทธิ์เลยทีเดียว เมื่อเวลาเรานี่จะบวชนี่เจอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะบวช ปรารถนาจะบวชนี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่พอท่านตรัสเทศน์เรานี่นะ ปัปเดียว เราเข้าถึงธรรมนี่ พอเราบรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือท่านประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทานี่ ชุดนี่เป็นไง ผ้ากาสายะนี่พร้อมบาตรจีวรนี่นะ สังฆาฏินี่จะลอยจาก มาจากนภากาศเลยทีเดียว สำเร็จด้วยฤทธิ์นี่ บุรุษนะ อุบาสกสร้างมหาทานนี่ ทำบุญวันที่ ๒๒ นี่จะสำเร็จด้วยฤทธิ์เลยทีเดียว
วันนี้ก็เรียกว่าเรามาปรารถเหตุเอาบุญใหญ่กับคุณยายด้วยการฟังธรรม และเตรียมตัวที่จะ เรียกว่าเตรียมตัวเตรียมใจ เหมือนประดุจภาชนะอันบริสุทธิ์ที่จะรองรับบุญใหญ่วันที่ ๒๒ เมษา เป็นบุญใหญ่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ท่านมอบให้พวกเราเอาบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็เอาบุญกับคุณยาย ว่าด้วยผลแห่งทาน ทานนั้นที่เราทำแล้วจะมีอยู่ ๕ ประการ
๑. ย่อมเป็นที่รักชอบใจของชนอันมาก
๒. สัตบุรุษผู้สงบ ย่อมคบหาผู้ให้ทาน
๓. เกียรติศัพท์อันงามของผู้ให้ทาน ย่อมขจรขจายไปไหล
๔. ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างจากธรรมของคฤหัสถ์
๕. เมื่อตายแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป
วันนี้ ก็ขอให้พวกเราทุกท่านพึงตั้งใจนอบน้อมสำรวมกาย วาจา ใจ ด้วยการทำใจหยุดใจนิ่ง หลับตานึกถึงบุญกันสักครู่นะ
เมื่อใจของเราสงบนิ่งดีแล้ว ก็ให้เราตรึกระลึกถึงบุญที่เราตั้งใจกระทำไว้ดีแล้วในอดีต ในปัจจุบัน และที่เราจะตั้งใจได้กระทำยิ่งๆ ขึ้นไป ในวันข้างหน้า และที่เราได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเอาบุญใหญ่ด้วยการถวายมหาทานแด่คณะพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่วันที่ ๒๒ เมษา เรานึกบุญเหล่านั้นมาประมวลรวมกันเข้าที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้บุญนี้กลั่นกาย วาจา ใจ ของเรา ดวงเห็น จำ คิด รู้ของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ให้เป็นบุญใหญ่ล้วนๆ ถวายบูชาธรรมแด่คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา ผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่มีพระคุณอันประเสริฐ
สัพเพ…
หน้า PAGE 13
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-04-14 FW-AAT.doc