ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

รักษาใจ รักษาบุญ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระอัษฎางค์ : ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) ถ้าใครได้มาเมื่อวันอาทิตย์ตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเราได้ลงในช่วงบ่าย ท่านได้เทศน์ไว้ถึงเรื่องของพระแท้ ท่านบอกว่าพระแท้ทางโลกนี่ราคาตั้งแต่ มีตั้งแต่เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน บางองค์นี่ ๔๐ ล้าน เวลาเขาจะดูว่าพระแท้หรือไม่แท้นี่ หลวงพ่อท่านว่าไงนะ ท่านบอกว่าเขาต้องใช้กล้องส่องดู แล้วท่านก็ยกพระแท้ในพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกว่าจะดูว่าพระองค์ไหนแท้หรือไม่แท้ ใช้อะไรส่อง ใช้ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าใครมาเมื่อวันอาทิตย์นะ จะได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราพูดประโยคนี้ ทำให้หลวงพี่นึกถึงคนข้างนอก สาธุชนชาวพุทธเองก็ดี หรือไม่ใช่ชาวพุทธก็ดี เพราะว่าปัจจุบันทางโลกนี่หาที่พึ่ง และสิ่งที่ตอนนี้นี่ เป็นที่พึ่งของชาวโลกอย่างหนึ่ง ก็คือการดูดวง ดวงนี่มีหลายแบบนะ ถ้าทางโลก บางทีประสบปัญหาอะไรก็ตาม ไปดูดวง ดวงทางโลก เขาใช้เอาวันเดือนปีเกิดมาเขียน เกิดเวลาไหน วันไหน เดือนไหน ปีไหนมาเขียนแล้วก็ดูกันไป อันนี้ดวงทางโลก แต่ว่าดูดวงทางโลกสู้ดวงทางธรรมไม่ได้ แล้วหลวงพี่ว่าที่ไหนก็ตามนี่ สู้พวกเราไม่ได้ หลวงพี่ว่าพวกเราดูดวงเก่งกว่าข้างนอกเขาอีก ดูดวงอะไรเก่งกว่าข้างนอก พวกเราเวลามาเข้าวัดกัน หลวงพ่อท่านสอนสมาธิในเบื้องต้นท่านให้ดูดวงอะไรก่อน ดวงอะไร ท่านให้ดูดวงนิมิตก่อนในเบื้องต้น พอดูดวงนิมิต หยุด นิ่ง โปร่ง โล่ง เบา สบายแล้ว พอทำอย่างนี้เข้า ก็จะเข้าไปสู่ดวงภายใน ดวงภายในก็เริ่มต้นตั้งแต่ดวงปฐมมรรค แล้วดวงอะไรต่อ ลองนึกในใจตามนะ ดวงปฐมมรรค ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ แล้วก็วิมุตติญาณทัสสนะ ๖ ดวงผุดซ้อนกันขึ้นมา พอเข้าไปสู่ ๖ ดวงนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่กายมนุษย์ละเอียดภายใน ต่อซ้อนเข้าไปถึงพระธรรมกายภายใน นี่คือดวงที่วัดเราสอนให้พวกเราทุกคนดูกัน หลวงพี่ก็มานึกถึงคุณยายอาจารย์ของเรา สมัยท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเคยกล่าวไว้ ท่านว่าอย่างนี้ นอกจากดวง ๖ ดวงแล้วยังมีดวงที่สำคัญอยู่อีก ๒ ดวงที่หลวงพี่รู้จัก คุณยายอาจารย์ท่านพูดไว้อย่างนี้ว่า ท่าน ท่าน ในตัวคนเรานี่นะ มันมีดวงบุญกับดวงบาป แล้วท่านก็ขยายต่อไปอีกว่าดวงบุญนี่กลม ใส สว่าง และยิ่งนึกถึงบุญทีไรก็ตาม ดวงบุญก็ยิ่งขยายออกไป แล้วท่านก็พูดต่ออีกว่า ดวงบาปก็เหมือนกัน กลมๆ แต่ว่ามีลักษณะดำ ยิ่งนึกถึงบาปเท่าไหร่ก็ตาม ไอ้ดวงบาปมันก็ขยายได้เหมือนกัน คุณยายท่านพูดเอาไว้อย่างนี้ แล้วทำไมวันนี้ถึงต้องมาพูดเรื่องนี้กับพวกเรา เพราะว่าจากประสบการณ์ที่หลวงพี่ได้ลงไปตามบ้านกัลยาณมิตรก็ดี หรือว่ามีญาติโยมมาสนทนาธรรมด้วยก็ดี ส่วนใหญ่นี่มาปรารภเหตุคล้ายๆ กันอยู่เรื่องหนึ่ง เขาว่าไง เขามาบอกว่าหลวงพี่ โยมนี่นะ บุญอะไรที่วัดพระธรรมกาย โยมก็ทำหมดเลย แต่ยังไม่เห็นรวยสักที โยมก็ทำรวยทุกอย่างเลยนี่ต่อเนื่อง แต่ทำไมมันยังมีอุปสรรคอยู่เรื่อย ส่วนใหญ่มาถึงก็มาปรารภเหตุนี่ เอ๊ะ ทำบุญกันไปตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่รวยบ้าง อุปสรรคที่ว่า เอ๊ะ ฟังผู้นำบุญหลายๆ ท่านเขาพูดให้ฟัง อุปสรรคหมด เอ๊ะทำไมของโยมยังไม่หมดเลย ส่วนใหญ่มาปรารภเหตุอย่างนี้ พอมาปรารภเหตุอย่างนี้นี่ แล้วปรารภเหตุอย่างนี้ไม่พอนะจ๊ะ ยังบอกต่อไปว่าเอ๊ะ ทำไมบุญไม่ช่วยโยมเลย เห็นไหม ทำไมบุญไม่ช่วยเลยนี่ ถ้าพูดอย่างนี้เขาเรียกว่าบุญถึง แต่ไม่ถึงบุญ เอ๊ะเป็นยังไง บุญถึงแต่ไม่ถึงบุญ เรา หลวงพี่จะอุปมาให้ฟังนิดหนึ่ง เหมือนกับว่าตอนนี้เรากำลังอยากจะขอความช่วยเหลือใครสักคนหนึ่ง มีคนเขาเดินมาจะช่วยเหลือเราอยู่แล้ว ปรากฏเราก็รำพึง เฮ้อ ไม่เห็นมีใครมาช่วยเราสักคนเลยนี่ ถ้าคนที่เขาจะมาช่วยเราได้ยินอย่างนี้ คงไม่ค่อยมีอยากจะมาช่วยเรา ลักษณะนี้ก็คล้ายๆ กันนิดหนึ่ง แต่ว่าพอเราทำบุญไปนี่ มีอุปสรรค แทนที่จะนึกถึงบุญ นึกถึงเหมือนใคร ไล่ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก่อนที่ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราที่เข้าวัดกันมาคงจะได้ทราบกันอยู่แล้วว่า พระองค์นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์อยู่โคนพระศรีมหาโพธิ์ ใครยกทัพมา พญามารยกทัพมาทีเดียว แล้วพระองค์ทำยังไง พระองค์ไม่ได้คิดเลยว่าเอ๊ะ เราทำบุญมาขนาดนี้ ทำไมบุญไม่ช่วยเราเลย แต่พระองค์นึกถึงบุญของพระองค์ ตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี สัจจะบารมี ไล่ไปนี่ ๑๐ บารมี ๓๐ ทัศ ตั้งแต่บารมีธรรมดาจนกระทั่งเป็นอุปบารมี อุปบารมีก็คือว่าแม้นเนื้อ แม้เลือด อวัยวะทั้งน้อยใหญ่สามารถบริจาคได้ ไล่ไปจนถึงปรมัตบารมี แม้นชีวิตก็สละได้ พระองค์นึกถึงบุญของพระองค์ทั้ง ๓๐ ทัศ จนกระทั่งเข้าถึง เอาใจหยุดใจนิ่ง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงทำให้เป็นต้นแบบอย่างนี้ ส่วนคุณยายของเรา ถ้าใครก็ตามที่เคยอ่านประวัติของวัดพระธรรมกาย จะมีอยู่ตอนหนึ่ง ตอนที่สร้างวัดใหม่ๆ หลวงพ่อทัตตะมาดูพื้นที่กำลังขุดดินกันอยู่ เงินไม่มีจะจ่ายให้คนงาน หลวงพ่อทัตตะท่านก็เลยไปเรียนให้คุณยายทราบ คุณยายก็นั่งเข้าที่นะ นั่งเข้าที่ นึกถึงบุญ เหตุการณ์ต่างๆ ก็ผ่านมาได้ด้วยดี พอเป็นอย่างนั้นเข้า หลวงพี่ก็เลยนึกถึงญาติโยมที่ได้มาบ่นให้ฟัง ว่าเอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมบุญไม่ช่วย อ๋อ หลวงพ่อธัมมะท่านก็ยังพูดเอาไว้ชัดว่าบุญน่ะเกิดขึ้น ๓ วาระ วาระแรก ก่อนจะทำ ก่อนจะทำนี่พวกเราไม่บกพร่องกันเลย ก่อนจะทำบุญเออ เราจะได้มาสร้างพระ เราจะได้ทำบุญต่างๆ ที่หลวงพ่อท่านเมตตามอบบุญให้ ขณะท่านใจก็ผ่องใส สว่างไสว ชื่นอกชื่นใจเชียว แต่ส่วนใหญ่จะไปตกหล่นกันหลังทำ ไปตกหล่นกันหลังทำอย่างไร เป็นยังไง บางท่านนี่ ตอนทำบุญไม่ว่าบูชาข้าวพระกันดี อาทิตย์ต้นเดือนพวกเรามา หลวงพ่อท่านนำบูชาข้าวพระนี่ ใจใส เบิกบานทีเดียว แต่บางทีก้าวยังไม่ทันพ้นจากพื้นที่วัดพระธรรมกายเลย เจอเขาลองนิดเดียว ใจที่ใสๆ ใจที่สบายๆ เกิด เขาเรียกว่าบุญหก ทำบุญทีแรกได้เยอะเลย แต่ว่าหก หกเกือบหมด ไปเจอคนเขาพูดไม่ถูกใจบ้าง ไปเจออากาศบ้าง ไปเจอคนรอบข้างหรือว่าอะไรต่างๆ เข้ามากระทบกระเทือนใจบ้าง ใจที่เคยผ่องใสก็เริ่มขุ่นมัว พอใจที่ผ่องใสเริ่มขุ่นใส บุญมันก็หก พอบุญหกเข้า บุญจากที่พวกเราทำกันได้เยอะๆ ก็เลยหล่นไปเยอะทีเดียว นี่ก็เป็นต้นเหตุประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือว่าพวกเราไม่ค่อยได้คิดถึงบุญ เอ๊ะเป็นยังไง หลวงพี่ไม่ค่อยได้คิดถึง คุณโยมก็มาวัดนี่ มาฟังสวดพระอภิธรรมคุณยายนี่ เอาอย่างนี้ลองนึกดูว่าวันนี้ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา จนกระทั่งพวกเรามานั่งอยู่ ณ ที่นี้นี่ เรานึกถึงบุญกันได้สักเท่าไหร่ เรานึกถึงบุญกันได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเราสำรวจตัวของเราอย่างนี้ เราจะนึกออกเลยว่าเออ บุญที่เราทำ เราทำกันมาแล้ว ไม่ค่อยได้นึกถึง เพราะงั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเห็นอย่างนี้นี่ เวลาพวกเราทำบุญกัน ท่านถึงต้องมีของที่ระลึก ที่พวกเราห้อยคอกันมา พระมหาสิริราชธาตุ อ้อ ทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัว เพราะงั้นทุกอย่างที่พวกเราทำ ถ้าหากว่าทุกวันเรานึกถึงบุญของเราอย่างต่อเนื่อง นึกถึงบุญในอดีตที่เราทำไว้แล้วด้วยดีก็ตาม หรือว่าจะทำก็ดี หลวงพี่ว่าบางคนที่รักษาใจได้อย่างนี้นี่ ป่านนี้เป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว เพราะหลวงพ่อท่านก็พูดไว้ชัดอีกเหมือนกันว่าเวลาบูชาข้าวพระนี่ บุญจากพระนิพพาน ๗ วัน ๗ คืน ไหลลงมาหล่อเลี้ยงของพวกเรา ท่านให้ตรึกอยู่ในบุญตลอด แต่ว่าพอพวกเรามาสำรวจตัวเองจะเห็นว่าเราไม่ค่อยได้อยู่ในบุญอย่างที่หลวงพ่อท่านให้โอวาทเท่าไหร่ และเรามานึกกันดูว่าเอ๊ะ ทำไมเราไม่ได้อยู่ในบุญ ลองนึกดูนะ เอ๊ะ ทำไมเราไม่ค่อยได้คิดถึงบุญเท่าไหร่ นึกไปนึกมาเราก็จะเห็นว่าเราว่าอ๋อ บางทีนี่เราไปติดอยู่ในรูปบ้าง ในรสบ้าง ในกลิ่นบ้าง ในเสียงบ้าง ในสัมผัสบ้าง ในธรรมารมณ์บ้าง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์บ้าง หรือบางครั้งก็อยู่ในกิเลส ๓ ประการแค่นั้นเอง คือบางครั้งก็โลภบ้าง โกรธบ้าง หลงบ้าง ติดอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าใครสามารถทำอย่างที่ว่าได้นี่ ตื่นมาตั้งแต่เช้านึกถึงบุญ บุญของตัวเอง เราทำอะไรไปบ้างต่างๆ นึกไป พอนึกถึงบุญอย่างนี้นะ เวลาบางทีบุญมันจะหกนะ เกิดเขามาลองใจเรา โทสะเข้ามาบ้าง แทนที่จะเผลอสติ ใจจะมีสติ เออ นึกถึงบุญ นึกถึงบุญ พอนึกถึงบุญอย่างนี้ได้ แทนที่โทสะมันจะเข้าไปซึมได้ มันซึมไม่ได้ แค่ฉาบฉวย พอเราเออ มีสติ เออเราเริ่มโกรธแล้ว นึกถึงบุญ นึกถึงดวงใสๆ ถ้านึกอย่างนี้ได้นี่ ธรรมะภายในเราก็จะยิ่งดีขึ้น นี่เป็นอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายนี่สำรวจตัวเองอย่างนี้แล้วจะเข้าใจเลยว่าเรานึกถึงบุญน้อยไป แม้แต่มาวัดก็ตามนี่ หลวงพี่อยากให้พวกเราก้าวมาวัดพร้อมกับบุญ ตรึกระลึกนึกถึงบุญอยู่ที่ตรงศูนย์กลางกาย แล้วความกระทบกระทั่งก็ดี อากาศก็ดี อะไรต่างๆ ก็ดี ไม่สามารถจะทำให้บุญในตัวเราหกได้ พอก้าวเข้ามาถึงวัด โอ้ ที่ ๒,๐๐๐ ไร่นี่ เราก็มีส่วนในการสร้าง พอเข้ามาถึงสภาธรรมกายสากล เห็นค้ำฟ้า โอ้โฮ กว่าจะสร้างค้ำฟ้าขึ้นมา ปิดทอง กว่าจะยกค้ำฟ้ากันขึ้นมา พอก้าวเข้ามาที่สภาธรรมกายสากล ถึงสภาธรรมกาย เออ มองดูข้างบน นี่เราก็ได้ทำเอาไว้ ดูเสาเราก็ได้ทำ ดูพื้นเอ๊ะเราก็ได้ทำ เสร็จแล้วไปกราบฟังบูชาข้าวพระหรือว่านั่งสมาธิเสร็จ มาฟังสวดคุณยายของเรา เออ คุณยายเราก็ได้ร่วมสร้างเอาไว้ เรือนคุณยายเราก็ได้ร่วมทำ พอไปกราบพระธรรมกายเจดีย์ข้างหลังนี่ โอ้โฮ เราก็เริ่มมาตั้งแต่ตอกเสาเข็มจนกระทั่งถึงเป็นธรรมกายเจดีย์ที่เราเห็นอยู่อย่างนี้ หลวงพี่ว่าถ้าเราตรึกระลึกนึกถึงบุญอย่างนี้ตลอดต่อเนื่องเลยนะ บุญมันจะหล่อเลี้ยงใจ พอบุญหล่อเลี้ยงใจอย่างนี้แล้วนี่ พอหลับตาลง ใจมันชุ่มชื่นแล้ว หลับตานิดเดียวนี่ ดวงแก้วใส องค์พระใสไม่ยากหรอก แต่บางคนก็พอถึงตรงนี้แล้วนี่ เอ๊ะ หลวงพี่ โยมนั่งธรรมะมาตั้งนาน ทำไมดวงแก้วไม่ค่อยเห็นเลย มืด เราก็ลองสำรวจดูว่าเราได้นึกถึงบุญอย่างนี้บ้างหรือยัง นึกถึงบุญทำใจสบายๆ อย่างนี้บ้างหรือยัง เพราะงั้นตรงนี้แหละเป็นจุดสำคัญที่จะให้พวกเรานึกถึงบุญกัน พอนึกถึงบุญอย่างนี้แล้ว เดี๋ยวบุญก็ส่งผล ใครที่หมิ่นในบุญนี่นะ อย่างหลวงพี่ว่าทีแรก เอ๊ะ ไม่เห็นบุญช่วยเลยบุญ หมิ่นในบุญ เขาบอกว่าอย่าดูถูกนะ แม้บุญเล็กน้อยว่าจะไม่ให้ผล น้ำทีละหยด ทีละหยด ยังเต็มตุ่มฉันใด บุญที่เราได้ทำเอาไว้นี้ ต้องตามให้ผลแก่เราแน่นอน และที่สำคัญเราไม่ได้ทำบุญเล็กบุญน้อยนะ ก็นึกถึงบุญอย่างที่หลวงพี่บอกในเบื้องต้น เข้าวัดกันมาตั้งนาน บูชาข้าวพระกันไม่ขาด หลวงพ่อท่านมอบบุญให้พวกเรา พวกเราทำบุญตลอด มีมากก็ทำมาก มีน้อยก็ทำน้อย บุญที่หลวงพ่อท่านมอบให้แต่ละบุญ ไม่ได้เล็กไม่ได้น้อยเลย แต่เราไปนิด ไปติดนิดเดียว คือเราไม่นึกถึงบุญอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นนะ กลับไปบ้านในงวดนี้ กลับไปก็นึกถึงบุญของเรา ก่อนนอนก็นึกถึงบุญ นั่งธรรมะใส นอนไปด้วยกระแสของบุญ ตื่นขึ้นมาด้วยใจเบิกบาน ก็นึก เออ เราได้ทำตรงนี้ หลับตานึกถึงดวงได้เลย ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ บุญส่งผลไว อุปสรรคอะไรต่างๆ ที่พวกเราคิดว่ามันมีอยู่ มันจะหมด เงินที่คิดว่ามันยังไม่มานี่ ถ้าทำอย่างนี้ได้นี่ เดี๋ยวก็มา เพราะงั้นตรงนี้สำคัญนะให้พวกเราทำกัน และอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพี่ได้ยินจากคุณยายอาจารย์ของพวกเรานี่ พวกเราคงจะจำได้สมัยที่อยู่ในวัด ความสะอาดของวัดพระธรรมกายนะเยี่ยม คุณยายท่านตอนเช้า ท่านจะนั่งรถ ตอนนั้นหลวงพี่อุดมหรือหลวงพี่ประดิษฐ์ยังไม่ได้บวชก็จะขับซาเล้งให้คุณยายนั่งตรวจวัด ความสะอาด สะอาดทีเดียว ในช่วงนั้นได้มีโอกาสได้อยู่หน้าวัดนะ คุณยายท่านก็จะมา ท่านก็จะเล่าอานิสงส์ของความสะอาด แต่พอมาขยายกันขึ้นมาถึง ๒,๐๐๐ ไร่ บางครั้งหลวงพี่ฐิตะของเราก็มาพูดให้พวกเราฟังว่าบางทีก็มีสิ่งสกปรกบ้าง ขยะบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเราช่วยกันดู คุณยายท่านเคยพูดไว้สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า ท่าน ใครก็ตามนี่นะที่เก็บขยะปฏิกูลในวัดนี่นะ เกิดไปชาติหน้า ตัวเองมีแต่ความสะอาด และจะมีกลิ่น กลิ่นที่พึงประสงค์ของมนุษย์ แล้วก็เทวดา คือมีกลิ่นหอม กายของตัวเองนี่จะมีกลิ่นหอม กลิ่นหอมเนื่องจากอานิสงส์ที่เจอขยะ เจอสิ่งปฏิกูลนี่เก็บ หลวงพ่อท่านถึงตั้งชื่อว่าเพชร เก็บเพชรเก็บพลอยนะ เพราะงั้นใครที่เก็บขยะนี่ คุณยายท่านบอกไว้ชัดเลยว่า เกิดไปนี่ จะมีแต่ความสะอาด และที่สำคัญที่นะ เดินไปมีกลิ่นหอมจากร่างกาย ไม่ต้องใช้น้ำหอม บางคนนี่ขออภัย เดินๆ ไปนี่มีกลิ่นเหมือนกัน แต่ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา บางท่านมีกลิ่นอย่างนี้ เอาน้ำหอมมาใส่ อุตส่าห์เอาน้ำหอมมาใส่จะได้กลบกลิ่น แต่มันกลบไม่อยู่ เพราะฉะนั้นนี่ วัดขงเราตอนนี้ ๒,๐๐๐ ไร่ และโดยเฉพาะวันที่ ๒๒ เมษายนที่จะถึง พระภิกษุสามเณรมาตอบปัญหาพระแท้กันร่วมแสน พวกเราทั้งหลายนี่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของวัด เดินไปตรงไหนก็ตาม พอเห็นสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ก็หยิบขึ้นมา หยิบขึ้นมาแล้วอธิษฐานว่าเออ ขอให้เราสะอาดกาย วาจา ใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ หลวงพี่ว่าพวกเราเป็นเจ้าของวัดกันทุกวันนี่นะ เดินไปตรงไหนก็ตามนะ ไม่เจอหรอกสิ่งที่เป็นปฏิกูล แล้วพระ หลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงปู่ที่ท่านมาในวันนั้นนี่ ท่านเห็นแล้วท่านจะได้ โอ้โฮ วัดพระธรรมกายนี่สะอาด กลับไปท่านก็ไปทำวัดของท่านให้สะอาด เหมือนที่เราได้ทำ และโดยเฉพาะวันที่ ๒๒ นี้นี่ หลวงพ่อเป็นวันเกิดของหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ได้มีพระมาร่วมตอบปัญหาพระแท้นี่นะร่วมแสนรูป เพราะงั้นใครที่ยังไม่ได้ทำบุญ เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระ มีน้อยเราก็ทำน้อย มีมากเราก็ทำมาก แต่ว่าจะได้นึกถึงบุญ หลวงพ่อท่านก็มีกุศโลบายอย่างนี้ ให้ลูกๆ ท่านนึกถึงบุญตลอด ตอนนี้เหลือแค่กี่วัน ๑๑ ถึง ๑๒ ก็ประมาณ ๑๑ วันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในช่วงนี้อยากให้พวกเรานึกถึงบุญพระแท้ ๒๒ เมษาร่วมแสนรูป เจอใครก็ชวนทำบุญ ชวนทำบุญเลี้ยงภัตตาหารพระ แม้นเรานี่บุญมีบุญมีปัจจัยน้อยก็ตาม ขอให้ทำอย่างเต็มที่ แล้วก็นึกถึงบุญ หลวงพี่ว่าถ้าพวกเราไม่ได้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานี่ คงจะไม่ได้เจอพระทีเดียวแสนรูป สิ่งที่หลวงพี่ยังได้จำติดตาติดใจเลยนะ และพวกเราทุกคนก็คงจะจำกันได้คือวันที่บวชสามเณรแก้ว นั้นแค่เณรนะ โอ้โฮ เต็มไปหมดเลย เห็นแล้วก็ยังนึกถึง ยังปีติใจ โอ้โฮ แล้วก็นึกถึงหลวงพ่อของเรา โอ้ ถ้าไม่ได้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานี่ ภาพอย่างนี้ บุญอย่างนี้เราก็คงไม่ได้ทำ เพราะงั้นนะ วันที่ ๒๒ นี้นี่ พระเณรมากันร่วมแสน อยากจะให้พวกเราทำบุญแล้วก็นึกถึงบุญก่อนเลย ว่าอึม พระร่วมแสน เณรร่วมแสน แล้วนึกแค่นั้นยังไม่พอ ให้นึกต่อไปเรื่อยๆ ว่าพระที่มาในวันนั้นเป็นเนื้อนาบุญ โอ้โฮ เป็นพระแท้เลย เราทำบุญจะได้บุญมาก จะได้ปีติใจ พอเรานึกถึงบุญอย่างนี้แล้วทำบุญอย่างนี้ แล้วก็ตรึกระลึกต่อเนื่องอย่างนี้ ทรัพย์ภายนอกเราก็จะได้ คือบุญภายนอกพอส่งผล โภคทรัพย์สมบัติก็บังเกิดขึ้น อุปสรรคใดๆ ก็มลายหายไป บุญภายในก็บังเกิด บุญภายในเป็นยังไง หลับตาไป โปร่ง โล่ง เบา สบาย ดวงธรรมก็ผุดขึ้นมาได้โดยง่ายนะ พวกเราก็เข้าใจอย่างนี้แล้วนะ ก่อนที่จะได้กลับบ้าน ก็ขอให้พวกเราทุกคนเลยนะ หลับตาของเราด้วยความสบาย แล้วก็นึกถึงบุญที่พวกเราได้ทำเอาไว้แล้วด้วยดี ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าวัด ขณะที่เข้าวัดแล้วนี่ บุญทั้งหลายที่ทำมาแล้วด้วยดี ก็นึกถึงบุญ พอนึกถึงบุญอย่างนี้แล้ว เราจะเห็นว่าใจของเรามันโปร่ง โล่ง เบา สบายขึ้น พอใจของเราโปร่ง โล่ง เบา สบายขึ้นอย่างนี้แล้ว ก็ขอให้พวกเราทุกท่านเลยนึกถึงคุณยาย คุณยายอาจารย์ของพวกเรา นึกปฏิบัติบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้แล้วว่าการปฏิบัติบูชานี่เป็นเลิศ ก็ให้พวกเรานึกถึงคุณยายอาจารย์ของเรานะ เหมือนคุณยายของเราได้มาอยู่ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกคนนี่ ใส สว่าง แล้วเราก็นึกตัวเราขณะนี้นี่ ลูกหลานยายทุกคนได้ปฏิบัติบูชา ทำใจโปร่ง โล่ง เบา สบาย นึกเบาๆ ปฏิบัติบูชาต่อคุณยายอาจารย์ของพวกเรา เหมือนประหนึ่งว่าท่านได้มานั่งคุมบุญให้พวกเราอย่างนี้นะ ทำใจโปร่ง โล่ง เบา สบาย ใส แล้วก็นึกถึงคุณยายอาจารย์ของพวกเราไว้ที่ตรงกลาง หันหน้าไปทางเดียวกับเรานี่ ใส ใจของเราก็โปร่ง โล่ง เบา มีความรู้สึกสบายขึ้น เบาขึ้น แล้วก็เย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจ ก็มีความรู้สึกเหมือนเราอย่างนั้น อยู่ที่ตรงกลางของคุณยาย มีความรู้สึกเรานั้นเหมือนอยู่ตรงกลางคุณยายอาจารย์ ใจก็โปร่ง โล่ง เบา สบาย เราก็ปล่อยใจของเรานิ่ง เบา สบาย ใส สัพเพ… PAGE PAGE 8 หน้า 440411FW-AAT