ศิลปะแห่งการหยุด
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า นมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้ก่อนที่จะบรรยายเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายแล้วก็คุณสมบัติที่ดี ๆ ที่มีอยู่ในตัวของคุณยาย ก็ขอเล่าประสบการณ์แล้วก็สิ่งที่ได้ไปพบเจอมาในระหว่างบำเพ็ญสมณกิจ ในช่วงที่เกิดวิกฤตศรัทธาต่อวัดพระธรรมกายเมื่อไม่นานมานี้
อาตมาได้มีโอกาสไปบำเพ็ญสมณกิจที่จังหวัดโคราช ตอนนั้นก็เดินทางเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน ออกตั้งแต่เช้า อุบาสกที่เป็นผู้นำบุญก็พาตระเวนไปทั่วทั้งจังหวัดเลย ไปวัดโน้นวัดนี้ คุยกับพระภิกษุรูปนั้นรูปนี้ เพื่อให้ท่านได้เข้าใจ และเจอปัญหามากมาย แต่ได้ไปเจอเหตุการณ์หนึ่งซึ่งทำให้รู้สึกประทับใจ แล้วก็เกิดกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่นในตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็เป็นกำลังใจในการสร้างบารมีอย่างมากเลย
เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก ในขณะที่เดินทางกำลังจะกลับที่พัก เนื่องจากได้บำเพ็ญสมณกิจตลอดทั้งวันแล้ว จนกระทั่ง อาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ขณะที่รถพาอาตมาเดินทางกลับที่พัก ที่ศูนย์กัลยาณมิตรที่จังหวัดโคราช มันได้ผ่านช่องทางเล็ก ๆ ช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นถนนลูกรัง อุบาสกที่เป็นผู้นำบุญบอกว่า หลวงพี่ ทางนี้นะเป็นทางที่จะเข้าไปหาพระรูปหนึ่งซึ่งท่านชอบปฏิบัติ อยู่ในป่าค่อนข้างลึกเลย ผมรู้จักเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เคยไปปฏิบัติธรรมกับท่าน แต่ตอนนี้สิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยไปหาท่านเลย อุบาสกก็เล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งนะเกี่ยวกับพระภิกษุรูปนี้ ก็เล่าให้ฟัง เล่าไปเรื่อย
เราก็มีความรู้สึกว่าเอ๊ะ น่าสนใจนะ สงสัยที่ของท่านคงจะวิเวก คงจะเหมาะแก่การประกอบความเพียร ซึ่งเราน่าจะไปทำความรู้จักดู เพราะว่าถ้ามีโอกาส อาจจะได้ปลีกวิเวก หลีกเร้น ไปประกอบความเพียรกับท่านบ้าง ก็เลยบอกอุบาสกว่าอย่างนั้นพาหลวงพี่ไปรู้จักหน่อยซิ น่าสนใจนี่พระรูปนี้
อุบาสกก็พาไปปรากฏว่าลัดเลาะไปเรื่อยเลย จนกระทั่งถึงที่เนินแห่งหนึ่งเป็นที่ ที่เงียบสงบ เมื่อไปถึง อุบาสกก็เข้าไปเรียก ท่านก็ดีใจว่าเออ มีคนที่เคยรู้จักนี่ ตั้งนานแล้วนี่เพิ่งมาเยี่ยมกัน พอรู้ว่าเป็นอุบาสกที่เคยรู้จัก ท่านก็ดีใจ เอ้า เชิญไปนั่งตรงที่ท่านจัดไว้ เป็นที่เล็ก ๆ มีหลังคามุงบังเป็นที่จัดไว้ แล้วจะมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ แล้วก็มีที่จัดดอกไม้ธูปเทียนในที่นั้น มีการจุดดอกไม้ธูปเทียน เพิ่งจะมอดไปหมาด ๆ แต่ยังมีควันเหลืออยู่นิดหน่อย
เมื่อไปถึง อุบาสกเขาก็คุยถามสารทุกข์สุกดิบกับท่าน เมื่อถามถึงสารทุกข์สุกดิบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็หันมาคุยกับหลวงพี่ แล้วก็มีเพื่อนอีกรูปหนึ่งที่ไปด้วยกัน ท่านก็ถามว่าเป็นยังไง มาจากที่ไหนหรือ ก็แจ้งเรื่องราวให้ท่านทราบ แล้วก็ เราก็เลยถามท่านกลับไปถึงเรื่องของการปฏิบัติธรรมว่าเป็นยังไง เรียกท่านว่าหลวงพี่ เนื่องจากว่าท่านคงจะอายุมากกว่าไม่เท่าไหร่ หลวงพี่ปฏิบัติ ปฏิบัติยังไงบ้างครับ บอกผมบ้างได้ไหมครับ ท่านก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก
ท่านก็บอกว่าใช้วิธีการตามดูจิตเอา จิตไปทางไหน เราก็คอยดูใช้สติคอยดูตามจิตไปเรื่อย ๆ เราก็เลยนึกขึ้นมาในใจว่า น่าจะให้ท่านได้รู้จักวิชชาธรรมกายและวิธี การเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เมตตาแนะแนวทางเอาไว้ จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ท่านฟังนะ เรื่องของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เรื่องของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย การเผยแผ่วิชชาธรรมกายและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน
พอเราบอกถึงวิธีการปฏิบัติ รู้สึกท่านกระวีกระวาดนะ ก็แปลกเหมือนกันนะที่ท่านกระวีกระวาดเหมือนกับจะรับรู้แล้วก็จะเตรียมตัวที่จะได้ฟัง แสดงอาการเหมือนกับอยากจะรู้มากเลย ก็เลยบอกท่านว่านี่ครับ ท่านสอนผมอย่างนี้ กำหนดดวงที่มีลักษณะขาว ใส บริสุทธิ์ ไว้ที่ปากช่องจมูกด้านขวาครับ ดวงเท่าแววตาดำ พอบอกเสร็จท่านเข้าสมาธิเลยนะ นั่งหลับตา ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเลย นั่งตัวตรงพลิ้ว เราก็แปลกใจ ปกติพระที่มีพรรษามาก ๆ ที่เคยปฏิบัติในสายอื่นมาแล้วนี่ไม่น่าที่จะรับอะไรง่าย ๆ อย่างนี้ แต่ก็ดีใจ ในเมื่อท่านอยากรู้
ก็เลยสวมวิญญาณของพระอาจารย์ที่เคยสอนคนใหม่เลยนะ ไล่ตั้งแต่ฐานที่ ๑ ไปจนกระทั่งฐานที่ ๗ นี่ไปเรื่อยเลย จนกระทั่งถึงฐานที่ ๖ ไล่ขึ้นมานี่ พอถึงฐานที่ ๖ บอกท่านว่าเอา ๒ นิ้วมือนี่ทาบไปตรงจุดตัดครับ แล้วก็เอาดวงใสนี่ย้อนกลับขึ้นมาวางที่จุดตัดนั่นแหละเหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ
ในขณะที่บอกท่านไปนี่ก็ลืมตานะ อาตมาก็ลืมตาดู ท่านจะปฏิบัติยังไง บอกท่านไป ท่านก็ทำตามไปเรื่อยนะ พอท่านทำมาถึงตรง ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้สักอึดใจเดียวเท่านั้นแหละ ปรากฏว่าท่านได้เอามากุมที่ท้อง แล้วก็ลืมตาขึ้นมา ดวงตาท่านนี้ฉายแววบ่งบอกถึงความปีติและก็ดีใจ ว่าได้พบสิ่งที่กำลังรอคอยมานาน แล้วท่านอุทานนะ กุมที่ท้อง อุทานบอกว่าเย็น เย็นครับ ผมชอบวิธีนี้ ผมชอบมากเลยครับ
เราก็รู้สึกเออ ดีใจนะ แล้วท่านก็ชี้ไปที่บริเวณที่องค์พระที่จุดธูปเทียนของท่านเล็ก ๆ ท่านก็ถามว่า ท่านเห็นนั่นไหมครับ เมื่อตอนช่วงหัวค่ำนี่ ผมได้จุดธูปเทียน ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้กุญแจพระนิพพาน
ในขณะนั้นก็มีอุบาสกท่านหนึ่งอายุประมาณ ๖๕ ปี บอกว่าเมื่อช่วงบวชอุบาสกแก้วมีคนมาชวนผมไปร่วมงานที่วัดพระธรรมกาย ผมว่าผมไปแล้วในวันนั้นนี่ ผมได้ดูจากตำราของผม แล้วเขาก็ท่องเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้นะ ซึ่งฟังก็ไม่เข้าใจ แต่ดู ฟังดูแล้วขลังดี ท่องนะ เขาบอกว่าเป็นตำราที่ดูลักษณะคนซึ่งได้ศึกษามาตลอดชีวิตของเขา เขาบอกว่าผมไปเห็นหลวงพ่อที่เป็นเจ้าอาวาส ผมได้ดูอย่างละเอียดเลยว่า ลักษณะคนแบบนี้จะต้องถือกุญแจพระนิพพานไว้แน่เลย เขาใช้คำนี้นะ ว่าผมมั่นใจว่าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อองค์นี้ต้องถือกุญแจพระนิพพานไว้อย่างแน่นอนเลย หลังจากนั้นเขาก็กลับมา แล้วก็มาพูดให้พระลูกชายฟัง ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่ อุบาสกคนนี้ก็เป็นโยมพ่อที่คอยอุปัฏฐากพระลูกชายนั่นเอง ก็มาคุยให้ฟัง แต่ว่ายังไม่ได้ทำอะไรกัน
จนกระทั่งวันที่ ก่อนที่อาตมาจะไปนี่ เขาก็คุยกัน ว่าเราน่าจะตั้งจิตอธิษฐานนะ ถ้าเกิดตามตำรา ดูแล้วเป็นจริง ถือกุญแจพระนิพพานไว้จริง น่าจะลองตั้งจิตอธิษฐานดู แล้วก็จุดธูปเทียนบอก อธิษฐานกับหน้าพระประธาน ปรากฏว่าก็เลยทำกันตอนนั้นเลย อุบาสกที่แก่ ๆ คนนี้ก็เล่าให้ฟัง ว่าก่อนที่ท่านจะมา ผมกับพระลูกชายได้จุดธูปเทียน แล้วก็นั่งสมาธิตั้งจิตอธิษฐานกัน ว่าถ้าเกิดหลวงพ่อแห่งวัดพระธรรมกายได้ถือกุญแจพระนิพพานไว้จริงนะ ตามความรู้ที่ได้ดูมา ขอให้ได้โปรดท่านกรุณา ถือมาให้ด้วยเถอะ แต่ถ้าเกิดนำมาให้ด้วยตัวเองไม่ได้ ขอได้โปรดส่งคนถือมาให้ด้วย
พอพูดจบ เราก็ปีติดีใจว่า โอ้โฮ เราได้รับเกียรติเป็นผู้นำความรู้อันบริสุทธิ์ กุญแจพระนิพพาน ไปให้กับผู้มีบุญ พอพูดจบ ท่านก็ถามถึงการสร้างบารมีของหมู่คณะของเราเป็นอย่างไร ก็เลยเล่าให้ท่านฟัง ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ จนกระทั่งถึงการสร้างบารมีถึงหมู่คณะเรา ตอนนี้สร้างวัดเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น เจอปัญหามากมาย ตอนนี้วัดกำลังถูกใส่ร้าย ถูกเขากลั่นแกล้ง ท่านคงไม่รู้เกี่ยวกับข่าวเราเท่าไหร่ เพราะว่าท่านอยู่ในป่า แล้วก็ไม่มีสื่ออะไร
ก็เล่าให้ท่านฟังเรื่อย จนกระทั่งถึงเรื่องเกี่ยวกับตอนนี้มหาธรรมกายเจดีย์ที่บังเกิดขึ้น ก็นำพวกสื่อต่าง ๆ มาให้ท่านดู
หลังจากที่ดูสื่อต่าง ๆ เสร็จ ท่านก็ถามพระเพื่อนว่าท่าน ท่านเคยตั้งความปรารถนาเป็นพุทธภูมิบ้างไหม พระเพื่อนก็บอกไม่เคยครับ สงสัยท่านคงจะตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงได้ถามอย่างนี้ แล้วก็ถามอาตมาว่าเคยตั้งความปรารถนาบ้างไหม
ก็ตอบท่านไปว่าเคยครับ ได้อ่านพระไตรปิฎกตอนเป็นนักศึกษา เห็นเส้นทางการสร้างบารมีของท่านแล้ว รู้สึกประทับใจ และอยากทำตามท่านพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน จนกระทั่งได้บารมีเต็มเปี่ยม ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบอย่างที่ดีอย่างนั้น ก็พยายามปฏิบัติตัวให้เป็นไปอย่างนั้น อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเคยปฏิบัติมา ก็บอกท่านไป
ใครก็ตามที่สร้างบารมีแล้วตั้งความปรารถนาไปเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว พระโพธิสัตว์นั้นมี ๒ แบบ คือ ได้รับพยากรณ์แล้วเรียกว่า นิยตะโพธิสัตว์ ถ้ายังไม่ได้รับพยากรณ์เรียกว่า อนิยตะโพธิสัตว์ คนที่สร้างบารมีแล้วตั้งความปรารถนาไปเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งในอนาคตนั้นมีมาก แต่จะไปถึงจุดนั้นน้อยมาก
ย้อนมาที่เรื่องของคุณยาย การสร้างบารมีของท่าน การปฏิบัติตัวของท่าน เป็นชีวิตที่เรียบง่าย สะอาด บริสุทธิ์ มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน รักบุญ รักธรรมะ อย่างที่พวกเราได้เคยฟังคำสอนของท่านที่ คอยย้ำเตือนให้เราได้ทำตาม แล้วก็ปฏิบัติ ให้นั่งธรรมะ ให้ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ
มีผู้ที่ประพันธ์กลอน สรรเสริญคุณของคุณยายไว้ไพเราะน่าฟัง ท่านได้ประพันธ์ไว้ว่า
รักธรรมะ รักบุญ รักสะอาด
ยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นหนักหนา
พูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา
เรารู้ค่า บารมี นี้เพราะยาย
ยิ่งได้ฟัง คุณธรรม บารมีท่าน
ยิ่งมุ่งมั่น สร้างบุญ ให้สุดสาย
ทั้งสร้างเอง บอกผู้อื่น ไม่ดูดาย
ขอเทิดยาย ยอดแบบอย่าง นักสร้างบารมี
แม้คืนวัน ผันผ่าน นานเพียงไหน
คำสอนยาย ยิ่งใหญ่ ไม่แปรผัน
คุณค่าคำ น้ำใจยาย ยากจำนรรจ์
ชี้สวรรค์ พระนิพพาน สานสุดธรรม
นี่เป็นคำสรรเสริญธรรม คุณของคุณยายซึ่งเหมาะสมแล้วก็คู่ควรทีเดียว ชีวิตของคุณยายผ่านร้อนหนาวมา ๙๒ ปี เป็นระยะเวลาที่ถือได้ว่ายาวนาน พอสมควร ถ้าเปรียบเทียบกับคนยุคนี้ ถือว่าท่านอายุยืน ชีวิตของท่าน เป็นชีวิตที่ไม่สูญเปล่าเลย เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยบุญด้วยบารมี คุณยายท่านเป็นผู้ที่ประสบความสุข ความสำเร็จอย่างมากเลย
เมื่ออาตมามานั่งวิเคราะห์ดูถึงคุณยายแล้ว ก็พบว่าคุณยายท่านที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ก็เป็นเพราะว่าท่านมีศิลปะคุณธรรมข้อนี้ ซึ่งเป็นมงคลที่ ๘ นี่ ท่านมีศิลปะอย่างมากเลย คำว่าศิลปะมันแปลว่าฉลาดทำ คือทำเป็นนั่นเอง มันเป็นความสามารถในทางปฏิบัติ ในการที่จะนำความรู้ที่มีอยู่มาใช้อย่างได้ผล เมื่อคุณยายท่านมีคุณสมบัติของความเป็นผู้มีศิลปะ จึงเป็นเหตุให้คุณยายได้รับอานิสงส์ของความเป็นผู้มีศิลปะ ๒ ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน
ประการแรกเลย ทำให้คุณยายเป็นคนที่ดี เป็นคนเด่น เป็นคนเลิศ ประเสริฐแล้วก็สูงกว่าคนอื่นเขา ซึ่งเราจะเห็นได้จากคณะศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ได้ออกมาจากวัดปากน้ำ แล้วก็พากันเผยแผ่วิชชาในการเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน พยายามรื้อฟื้นกลับมา เราจะเห็นได้ว่าไม่มีใครเลยที่สามารถทำได้ดีกว่ายาย หรือแม้กระทั่งเท่า ยังไม่เห็นเลยนะ ได้รับการยกย่องจากคณะศิษย์ว่าเป็นผู้เลิศ อย่างที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันนี้ นี่คืออานิสงส์ประการแรกเลย
ส่วนประการที่ ๒ ทำให้คุณยายสามารถเลี้ยงตัวเองและหมู่คณะได้อย่างมั่งคั่ง และสมบูรณ์ ท่านได้พบกับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ศิลปะที่เราสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดในตัวของคุณยาย ก็แบ่งออกได้เป็น ๓ อย่างด้วยกัน คือทางกาย ทางวาจา แล้วก็ทางใจ
ทางกาย ถ้าเป็นชาวโลกนี่ ก็เป็นผู้ที่ฉลาดในการทำกิจการต่าง ๆ เช่นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม แล้วก็พาณิชยกรรม แต่ถ้าเป็นนักบวชผู้สละออกจากเรือนหรือบุคคลที่อยู่ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของมหาชนทั้งหลายแล้วล่ะก็ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อย่างมีมารยาท การแต่งกายให้เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะที่จะต้องมี การต้อนรับแขกและการแสดงความเคารพ การสำรวมกาย สำรวมอินทรีย์ นี่จัดเป็นศิลปะเช่นเดียวกันที่ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีอยู่ในตัวคุณยาย อย่างพร้อม
ความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งอาตมาได้เคยพบในช่วงที่เข้าวัดใหม่ ๆ การต้อนรับแขกของท่าน ซึ่งก็เป็นศิลปะอย่างยิ่งเลย ในสมัยเข้าวัดใหม่ ๆ อาตมาได้มาที่วัดพระธรรมกายเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาก็ ยังแปลกอยู่ ยังใหม่อยู่ ก็เที่ยวเดินดูตรงโน้นตรงนี้ แล้วปรากฏว่าเห็นแม่ชี รูปร่างผอมบางคนหนึ่ง ท่าทางแข็งแรง เดินกระฉับกระเฉง เดินออกมาจากบริเวณครัวยามา เดินมาตรงเส้นทางที่จะไปศาลาดุสิต เดินออกมา ท่านเดินทักคนโน้นคนนี้ พอมาถึงอาตมา ท่านก็ สวัสดีค่ะคุณ กินข้าวแล้วหรือยัง ตามสบายนะ วัดยายสร้างเอง ท่านพูดด้วยแววตาที่ปีติ ด้วยอารมณ์ที่เบิกบานในบุญนะ ท่านพูดด้วยอารมณ์ที่สุนทรีย์ เป็นกันเอง ทักคนโน้นคนนี้นะ ทักสวัสดีคนโน้นคนนี้นะ วัดยายสร้างเอง ท่านพูดอย่างนี้ ด้วยความอารมณ์ดีของท่าน ท่าทางของท่านเป็นกันเองกับเรามาก นี่เป็นศิลปะที่ทำให้คนนี่รักวัด ก็รู้สึกประทับใจ นี่คือการต้อนรับแขกของท่าน
ทางวาจา ท่านฉลาดอย่างมากเลยในการพูด วาทศิลป์ รู้จักพูด แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ สามารถยกใจของผู้ฟังให้สูงขึ้นได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่เข้าวัดใหม่ ๆ เหมือนกัน อาตมาได้มีโอกาส ได้เห็นศิลปะของท่านในการใช้ของอ่อนมัดใจคนนี่ให้อยู่หมัดเลยนะ มัดอย่างนี้เรียกว่าโอ้โฮ เราต้องยอมรับเลย ฟังแล้วก็ปีติ ขนลุกชูชันเลยแหละ อาตมาตอนนั้นนี่น้ำตาแห่งปีตินี่ มันเอ่อออกมาที่เต็มตาเลย
แต่ตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่าคุณยายเป็นใครนะ ปีติดีใจว่าโอ้โฮ ท่านนี่ให้เกียรติเรามากเลย เราเพียงแค่เป็นนักศึกษาที่มาสร้างบารมีที่วัดคนหนึ่งเท่านั้นเองนะ
ตอนที่ไป มีโอกาสได้ไปร่วมสร้าง อาคารภาวนาที่อยู่ภายในวัด มีโอกาสได้เข้าไปปัดกวาดเช็ดถู ดูแล ไปทำความสะอาด เพราะว่าเรารักบุญ อยากได้บุญ เขาว่าไปทำความสะอาดเสนาสนะได้บุญมากนะ ได้อานิสงส์มาก เราก็อยากไปทำ ก็กระวีกระวาดไปทำกับเขาในระหว่างตอนนั้นกำลังทำกันอยู่เลย คุณยายก็เดินมา มากับอุปัฏฐาก ๒-๓ คน พอเห็นคุณยาย อาตมาซึ่งยังไม่บวชและอุบาสก ๓-๔ คนได้ ประมาณนั้น ก็พากันเข้าไปกราบยายนะ คุณยายท่านก็มอง ดวงตาท่านฉายแววบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีเมตตากรุณา ท่านพูดออกมาในลักษณะที่เป็นกันเองมากเลย ให้เกียรติแล้วเป็นกันเอง แบบเหมือนกับเป็นยายกับหลานจริง ๆ เลยนะ
บอกว่าคุณ คุณ คุณอย่าทิ้งวัดนะ แต่คำพูดท่านมันจริงใจมากเลย มันออกมาจากใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ เลย ฟังแล้วแบบปีติเลย โอ้ ท่านบอกคุณ อย่าทิ้งวัดนะ ยายแก่แล้ว ยายฝากวัดด้วยนะ อีกไม่นานยายคงต้องไปแล้วแหละ คุณอย่าทิ้งวัดนะ ทีท่าแววตาของท่านนี่พูดจริงใจแล้วก็จริงจัง แต่เราก็ อีกใจหนึ่งก็ปีติ อีกใจก็รู้สึกเศร้าเหมือนกันว่าเอ๊ะ ยายจะไปไหนนี่ ยายซึ่งเป็นที่ตั้งแล้วก็เป็นที่เคารพนี่ กลัวว่ายายจะจากไปเร็วเกินไป แต่ไม่รู้ว่าท่านจะไปไหน แต่ท่านบอกตั้งแต่ตอนนั้นสิบกว่าปีที่แล้ว ท่านบอกอีกไม่นาน ยายก็ต้องไปแล้ว คุณอย่าทิ้งวัดนะ ท่านฝากฝังเราอย่างนี้ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าผูกพันนะ ผูกพันอย่างมากเลยว่าโอ้ ยายนี่ ให้เกียรติเรา แล้วก็แถมฝากฝังไว้กับเราอีก
นี่คือศิลปะทางวาจาของท่านที่ใช้มัดใจคน ให้เกิดความรู้สึกสามัญสำนึกในการเป็นเจ้าของร่วม ในการสร้างวัดของท่าน เป็นการใช้ของอ่อนมัดใจคนทำให้เกิดความผูกพันว่าวัดนี้เป็นของเรา เราต้องช่วยกันดูแล
หลังจากที่ได้ฟังคุณยายพูดอย่างนี้ เราก็มาวัดเป็นประจำ มาแทบทุกอาทิตย์เลย แทบจะไม่ขาดเลยก็ว่าได้ เวลาบางช่วงบางจังหวะเราต้องศึกษาเล่าเรียน ไม่สะดวกในการมา เกิดปัญหาของชีวิต ใจมันจะคิดถึงแต่วัดนะ มีความรู้สึกว่าการพักผ่อนคือ การมาวัด มาทำบุญ มาสร้างบารมี มันก็เป็นสิ่งที่แปลกเหมือนกัน มาวัดแล้วรู้สึกมีความสุข คนอื่นเขาไปพักผ่อนไปเที่ยวดูหนัง ไปเที่ยวฟังเพลง ไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยว แต่พอเรานี่ นับวันนับคืนเลยนะ เร่งวันเวลาอยากให้ถึงวันอาทิตย์เร็ว ๆ จะได้ไปวัด
เวลาที่คุณยายท่านรับแขก ท่านจะมีศิลปะมากในการที่จะพูดยกใจคน ปลอบใจเขาให้คลายจากทุกข์ อย่างเช่น มีอยู่วันหนึ่ง มีโยมท่านหนึ่งอายุมากแล้วประมาณ ๘๐ มาปรับทุกข์กับยายว่า มีลูก ๕ คน เจ้าคนเล็กนี่มันเกเร ไม่เชื่อฟัง ทำให้เสียใจ คุณยายก็ปลอบว่า เสียใจไปทำไม เขาโตแล้ว บินได้เขาก็บินไป สมัยยายอยู่บ้านนครชัยศรี เลี้ยงแมวไว้ ๕ ตัว เลี้ยงจนโต พอโตแล้วมันก็ไป ยายก็มาคิดว่าไอ้หมาแมวนี่ อดีตมันก็คนเหมือนกัน มันเกิดมาเป็นหมาแมวเพื่อใช้กรรม
อาตมาเคยไปเทศน์บ้านกัลยาณมิตร ถามโยมว่าคนเราเกิดมาทำไม เขาตอบว่า เกิดมาใช้กรรม จริง ๆ แล้วคำว่า เกิดมาใช้กรรม เป็นคำที่ใช้สำหรับสัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ ซึ่งเป็นทุคติภูมิคือสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย ยมโลก และมหานรก ไปจนกระทั่งถึงโลกันตนรก แต่สำหรับสุขคติภูมิ เป็นภพภูมิที่เกิดมาเพื่อเสวยผล คือ ตั้งแต่มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก และอรูปพรหม
สำหรับมนุษยโลกนั้น หลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านบอกว่าเป็นสถานที่ให้เราเกิดมาสร้างบารมี ไม่ใช่มาเสวยผล ดังนั้นมนุษย์จึงเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ไม่ได้เกิดมาใช้กรรม ซึ่งต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
คุณยายท่านเมตตาเล่าให้ฟังอีกว่า นกมันฟักไข่ พอออกมาได้ มันก็บินไป คุณอายุมากแล้ว ต้องเตรียมตัวนะ เราตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ต้องรีบทำบุญของเราเอาไว้มาก ๆ สิ่งที่จะติดตัวเราไปได้คือบุญ เมื่อทำบุญก็เอาบุญติดตัวไป ทำบาปก็เอาบาปติดตัวไป
ส่วนทางใจต้องแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ การคิดแล้วก็การหยุด สำหรับศิลปะทางการคิดของท่านฉลาดมากเลย คิดในทางที่สร้างสรรค์ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น คือรู้จักเชิดอารมณ์นั่นเองให้สูงขึ้น ท่านคิดเป็นตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อสมัยที่ยายยังเป็นเด็กอยู่ เดินตามหลังแม่ท่านคิดว่าเมื่อเราโตขึ้น อายุมากแล้ว ขออย่าให้เราลำบากเลย คนเราจะรู้จักคิดกันบ้างไหมนะ ว่าคนเราที่ลำบากอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าบาปมันท่วมหัวทั้งนั้นแหละ นี่คือความคิดของเด็ก ตัวเล็ก ๆ ที่เดินตามหลังแม่ ถ้าคิดได้อย่างนี้ แสดงว่าไม่ธรรมดาเลย คิดได้อย่างนี้ ถือว่ามีบุญบารมีมากเลยทีเดียว คิดสอนตนเองได้ตั้งแต่เด็ก
ส่วนทางเรื่องของการหยุด มันเป็นสุดยอดของศิลปะเลย ซึ่งมีอยู่ในตัวของคุณยาย ซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้ว ว่ายายเป็นหนึ่งไม่มีสองในเรื่องของการหยุด พอถึงเวลาหยุด ท่านจะดิ่งธรรมะอย่างเดียวเลย ไม่ถอนถอยเลย เรื่องกะโหลกกะลายายไม่เอาเลย พอถึงเวลานั่งธรรมะปุ๊บ ท่านจะเข้าที่เลย นั่งธรรมะ นิ่ง สนิท เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายภายในตัว นี่เป็นศิลปะในการหยุดของท่าน
ทีนี้ เรามาดูวิธีการฝึกฝนตนเองของท่าน
ประการแรกเลยคือ ท่านเป็นคนที่ช่างสังเกต รู้จักหาจุดเด่นของสิ่งรอบตัว สังเกตมากเลย ตรวจตรา สิ่งไหนดี สิ่งไหนดีก็เอามาปรับปรุงตัวเอง สิ่งไหนไม่ดีก็จดจำเอาไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ไปทำ
ประการที่ ๒ ท่านจะทำงานทุกอย่างที่มาถึงตนให้ดีที่สุดเลย ไม่ดูถูกงานแล้วก็ไม่เกี่ยงงาน ตั้งใจทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุด
ประการที่ ๓ ท่านตั้งใจทำงานทุกอย่าง อย่างประณีต รอบคอบ แล้วก็รัดกุมที่สุด ไม่ให้ใครเขาดูถูกได้ ไม่ให้พลาดได้ รัดกุมที่สุด
ประการที่ ๔ ท่านตั้งใจปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงงานให้ดีขึ้นเสมอ ไม่ทำอะไรอย่างชุ่ย ๆ แบบขอไปที คุณยายท่านใช้การฝึกอย่างนี้มาตลอด
ท่านบอกว่าเราอุตส่าห์เสียสละทุกอย่างมาแล้ว เพื่อสร้างบารมี มาสร้างความดี ต้องอดทน ใครจะว่าอะไร ก็ให้อดทนเอาไว้ พยายามปรับปรุงแก้ไขตนเองทุกอย่างเลยให้ดีขึ้น พยายามอยู่ตลอดเวลา แก้ไขตัวเองให้ได้ ต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ให้สร้างบารมีให้สะดวกที่สุด ภพชาตินี้ เราต้องพยายามอดทนทุกอย่าง ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ให้มีแต่สิ่งที่ดี ๆ ติดตัวเราไป ถ้าภพชาตินี้เราแก้ไขได้ ภพชาติต่อ ๆ ไป ก็มีแต่ที่ดี ๆ ติดตัวเราตลอดไป แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องติดเราไปทุกภพทุกชาติ ลำบากที่จะแก้ไข เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีที่สุดในภพชาตินี้เลย เอาให้ได้ชาตินี้ จะได้ไม่ต้องมาแก้ในชาติต่อไปอีก นี่คือการฝึกตัวของท่านปรับปรุงแก้ไขมาตลอด
ประการที่ ๕ ก็คือให้หมั่นใกล้ชิดบุคคลที่มีศิลปะนั้น ๆ อย่างแท้จริง ใครที่มีศิลปะในแขนงไหนที่เราอยากจะเก่งอย่างนั้น เราก็ต้องเข้าไปหา อย่างเรื่องของการนั่งสมาธิ เราอยากจะนั่งสมาธิดี ๆ เราก็เข้าไปสอบถาม เข้าไปทำความคุ้นเคยกับท่าน คอยเงี่ยหูฟัง เมื่อมาวัดก็คอยฟังแล้วก็พยายามจดจำทุกถ้อยคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนว่าทำยังไง จึงจะหยุดนิ่งได้ ก็พยายามจดจำ พยายามฝึกฝนอบรมตนเองไป หมั่นเข้าไปใกล้ครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้
ประการสุดท้ายก็คือหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง นั่งสมาธิให้มาก ๆ เพื่อให้ใจผ่องใส เกิดปัญญาที่จะสอนตัวเองได้ ให้มีศิลปะอย่างแท้จริง คุณยายท่านบอกว่าตั้งแต่เล็ก ๆ เลย คุณยายท่านรักความสะอาดมาก มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรอยู่ตรงไหน ยายสอนตัวเองได้ว่าเวลาไหน ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ถึงเวลายายจะทำเป็นอย่าง ๆ ไป ยายจะมีระเบียบ ยายจะแบ่งเวลานี่ ของตนเองเป็น ตอนยายอยู่วัดปากน้ำ ยายก็สอนตนเองเรื่องระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดีเลย ตอนหลังพอนั่งสมาธิมากเข้า คุณยายท่านก็ระลึกชาติ ย้อนไปดูว่าเอ๊ะ ทำไมนะ คุณยายท่านถึงสามารถสอนตัวเองได้ ท่านนั่งธรรมะไปดู ท่านก็รู้ว่าในชาติก่อน ๆ ท่านนั่งสมาธิมามาก จึงทำให้ท่านสอนตัวเองได้
เพราะฉะนั้น เราต้องช่วยกันนั่งสมาธิมาก ๆ ให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้ จะได้ช่วยเป็นพยานให้แก่ชาวโลก เขาจะได้เกิดกำลังใจที่จะมาปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุก ๆ คน
ถ้าวันนั้นมาถึง คือชาวโลกเข้าถึงพระธรรมกาย หลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่า
วัน ๆ นั้นจะเป็นวันที่ดีที่สุด
วัน ๆ นั้นโลกจะหยุดความโฉดเขลา
วัน ๆ นั้นจะเป็นวันของพวกเรา
วันโลกเข้าสู่ยุคทองของธรรมกาย
วัน ๆ นั้นวันที่ดีที่สุด
วันอันแสนบริสุทธิ์และสดใส
วันอันน่าปลื้มปีติ ประทับใจ
วันที่ใครว่าไว้ ไม่มีวัน
ถ้าเรามีความเคารพรักในครูบาอาจารย์ แล้วก็อยากจะสานฝันของท่านให้เป็นจริง ก็ให้พวกเราช่วยกัน ทำสิ่งนั้นให้เป็นจริงให้ได้ เมื่อมาถึงตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องพยายามฝึกฝนตนเองให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้ ฝึกไปด้วย สอนผู้อื่นไปได้ ไปด้วย เมื่อได้อย่างนี้แล้ว ความฝันของครูบาอาจารย์ท่านก็จะเป็นจริง และวันนั้นมันต้องมาถึงอย่างแน่นอน ให้เรามั่นใจในธรรมของครูบาอาจารย์
ฉะนั้นเดี๋ยวพวกเรามาสานฝันของครูบาอาจารย์ด้วยการหยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงธรรมะภายใน แล้วจะได้ช่วยกันในการเผยแผ่วิชชาในการเข้าถึงนี่ไปสู่ชาวโลกให้ได้ ให้เราทุกคนน้อมนำใจของเรากลับมาไว้ในฐานที่ตั้งของใจ อย่างเบาสบาย
*********************************** จบ ***********************************