ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ปาฏิบุคลิกทาน

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระภาณุมาศ : ขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี รวยแบบโช และยิ่งกว่าโชทุกๆ ท่าน (สาธุ) โดยเฉพาะท่านที่สาธุดังๆ มันก็ต้องเป็นกำลังใจให้กันบ้าง ธรรมาสน์นี้ไม่ใช่ธรรมาสน์ธรรมดา ธรรมาสน์ปราบเซียน พระอาจารย์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาแสดงธรรมให้พวกเราฟังทุกๆ ท่าน บางองค์พอทราบชื่อว่าตัวเองจะต้องขึ้นเทศน์ บอกความเครียดเข้าเส้นตึงเป๊ะขึ้นมาทันที ตื่นเต้น แต่ก็ต้องทำหน้าที่ เพราะว่าถือว่าเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดในชีวิตเหมือนกัน ที่ได้ขึ้นมาเทศน์ ณ งานนี้ แล้วก็เป็นบุญกุศลที่จะได้ร่วมบุญกับคุณยายอาจารย์ที่เป็นที่เคารพรักของพวกเราทุกๆ คน พระหลายๆ องค์ได้มาสวดกันเป็นเพราะงานนี้ ได้มาเทศน์กันเป็นก็งานนี้นะ แต่พวกเราสบายฮะ มาฟังเทศน์ เครียดไหมมาฟัง มีใครตื่นเต้น โอ๊ย พรุ่งนี้จะได้ฟังเทศน์แล้วเครียดจังเลย ไม่มีนะ สบายใจเลย และได้ฟังพระสวดพระอภิธรรมมาหลายวันแล้วนี่ ตั้งแต่คุณยายละสังขารไปก็ร้อยเก้าสิบสองวัน ก็วันนี้แล้วนี่ เฉพาะวันที่มีการบำเพ็ญกุศลร้อยแปดสิบห้าวันแล้ว บางคนมาทุกคนเลยไม่ได้ขาดเลย ไหนใครมาทุกวันบ้าง โอ้โฮ เหนียวจริงๆ อนุโมทนาบุญด้วย งั้นมาต่อไปนะให้ครบ อาจจะถึง ๕๐๐ วัน ก็เป็นบุญใหญ่ ฟังพระสวดพระอภิธรรมทุกวัน ฟังจนจะสวดกันได้อยู่แล้วมั้งนี่ ใครสวดได้บ้าง บางคนแหม วันไหนติดธุระไม่ได้มานี่ นอนไม่หลับ ไม่ได้ฟังพระสวด สะกิดคนข้างๆ พี่ๆ สวดอภิธรรมให้ฟังหน่อย วันนี้ไม่ได้ฟัง เป็นบุญของพวกเรานะ การที่จะได้ฟังธรรมนั้นไม่ใช่บังเกิดกันได้ง่ายๆ แม้เราเกิดในยุคที่ ในกัปที่เจริญ เจริญที่สุดนี่ กัปของเราเขาเรียกว่ามหาภัทรกัป กัปนี่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ถึงกี่พระองค์นะ ๕ พระองค์ทีเดียว มากที่สุดแล้ว ไม่มีกัปไหนจะมากกว่านี้แล้ว เรียกว่าภัทรกัป กัปที่เจริญ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงทั้งหมด ๕ พระองค์ แต่ที่ตรัสรู้ไปแล้วกี่พระองค์เอ่ย ๔ พระองค์ไปแล้วนะ พระพุทธเจ้ากกุสันถะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคตมะ นั่นแหละพระพุทธเจ้าของเรา ที่เพิ่งเข้าพระนิพพานไป แล้วยังมีอีกพระองค์หนึ่ง คือใครเอ่ย พระศรีอริยเมตไตรย จะมาตรัสรู้ พระกกุสันถะมาตรัสรู้ในอังตระกัปที่ ๙ ของมหาภัทรกัปนี่ เข้าพระนิพพานไปแล้ว ตรัสรู้ใต้ต้นมะม่วง ต้นโพธิ์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้ากกุสันถะ ตรัสรู้ใต้ต้นมะม่วง เพราะฉะนั้นในยุคนั้นจะเรียกต้นมะม่วงว่าต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะตรัสรู้ใต้ต้นมะเดื่อ รู้จักไม้มะเดื่อไหม ที่เขาบอกว่ามะตูมอ่อนใน แข็งนอก มะกอกอ่อนนอก แข็งใน มะเดื่อมันไม่ค่อยดี เพราะมันมีแมงหวี่อยู่ข้างใน ไม่รู้แมงหวี่เข้าไปอยู่ข้างในได้ไง คือในลูกของมะเดื่อ มีลูกดกมากนะ ลูกอ่อนๆ แต่มาปรุงอาหารรับประทานได้ ลูกแก่ๆ แล้วพอสุกแล้วนี่มีแมงหวี่นะ อยู่ข้างใน แต่พระพุทธเจ้ากกุสันถะ เอ่อ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะตรัสรู้ใต้ต้นมะเดื่อ ในยุคนั้นเขาจะเรียกต้นมะเดื่อว่าต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้ากัสสปะตรัสรู้ใต้ต้นไทรนะ ต้นไทรที่มีรากย้อยนั่นแหละนะ ในยุคนั้นเขาเรียกว่าเป็นต้นโพธิ์ ต้นโพธิ์กับร่มไทรก็เป็นร่มเดียวกัน ในยุคของพระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าของเรา พระพุทธเจ้าโคตมะนี่ ต้นอะไร หา ต้นโพธิ์นั่นแหงล่ะ เพราะว่าทุกต้นที่ต้นพระพุทธ เออ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรียกว่าต้นโพธิ์หมดนะ แต่ชื่อจริงๆ เขาชื่ออะไรเอ่ย อัสสัตถะ ต้นอัสสัตถะ แต่เราก็เรียกว่าต้นโพธิ์ เลยไม่ค่อยมีใครรู้จัก ชื่อจริงของต้นโพธิ์ในยุคนี้นะ แล้วพระศรีอาริย์จะมาตรัสรู้เมื่อไหร่นี่ จะเรียงอันตระกัปกันมาเลย ตั้งแต่อันตระกัปที่ ๙ พระพุทธเจ้ากกุสันถะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะก็ อันตระกัปที่ ๑๐ พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันตระกัปที่ ๑๑ พระพุทธเจ้าโคตมะ อันตระกัปที่ ๑๒ พระศรีอาริยเมตไตรย ก็อันตระกัปที่ ๑๓ ในอันตระกัปหน้าจะมาตรัสรู้ ในสมัยพระพุทธเจ้าของเราน่ะ ท่านจะทรงพยากรณ์ไว้ ตั้งแต่ยุคที่เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนี่ พระเจ้าสุทโธทนะก็อยากจะได้พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นลูกชายของพระองค์ ส่งทูตไป ส่งคนไปทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ ส่งบุรุษไปพร้อมทั้งบริวารตั้งพันคน เดินทางไป ไปทูลอาราธนา แต่ทั้งบุรุษคนนั้นแล้วก็บริวาร ๑,๐๐๐ คนไปยืน พอไปถึงพระพุทธเจ้า ไปยืนอยู่ท้ายบริษัท ก็คือท้ายที่ชุมนุมกันที่แห่งนี้ ก็ไปยืนอยู่ท้ายสภานี่นะ แล้วก็ฟังธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยู่ ทั้งพันกับหนึ่งคนยืนฟังอยู่ ไม่ได้นั่งฟังสบายๆ ด้วย บรรลุเป็นพระอรหันต์เลย ทั้ง ทั้หมดเลย พอเป็นพระอรหันต์แล้วขอบวช เป็นพระภิกษุ แล้วบวช เลยอยู่เพลินเลย อยู่กับพระพุทธเจ้า ลืมทูลอาราธนา พระเจ้าสุทโธทนะก็รอแล้วรออีก ไม่เสด็จมาสักที พระพุทธเจ้าไม่เสด็จสักที ผู้ที่ส่งไปอาราธนาก็ไม่ส่งข่าว ก็เลยส่งชุดที่ ๒ มา มาทูลอาราธนาอีก ก็ทำนองเดียวกัน ไปยืนอยู่ท้ายบริษัทอีก ไปยืนอยู่ท้ายศาลา พระพุทธเจ้าแสดงธรรม บรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมด แล้วก็ออกบวชอีก เป็นชุดที่ ๒ พระเจ้าสุทโธทนะก็คอยเก้ออีกแล้ว คอยหาย ไม่ส่งข่าวเลย ส่งมาอีกเป็นชุดที่ ๓ ชุดที่ ๔ ชุดที่ ๕ ชุดที่ ๖ หลายพันคนแล้ว ๗ ชุด ๘ ชุด ๙ ชุด ก็ทำนองเดียวกัน บรรลุเป็นพระอรหันต์หมด ออกบวชหมด แล้วก็ลืมทูลอาราธนา เพลิดเพลินมีความสุข อยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม อยู่ในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งชุดที่ ๑๐ นี่ พระเจ้าสุทโธทนะต้องกำชับเลยว่าอย่างไรก็อย่าลืมนะทูลอาราธนามาให้ได้ จนถึงชุดที่ ๑๐ ก็มาทำนองเดียวกัน มายืนอยู่ท้ายศาลาที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม บรรลุเป็นพระอรหันต์หมดเลย แล้วก็ออกบวช แต่ก็รอจังหวะที่จะได้อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอได้จังหวะดีก็อาราธนาเลย พรรณนาเป็นคาถาตั้ง ๖๐ คาถา ๖๐ กว่าคาถา พรรณนาถึงความเหมาะสม ดินฟ้าอากาศ อุดมสมบูรณ์แล้ว ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ดี หนทางที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปนี่ก็เรียบร้อยดี สวยงามร่มรื่น แล้วก็ พระพุธเจ้าก็เสด็จ พอไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ ก็ได้โปรดพุทธบิดา ได้โปรดพระญาติของพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมกันไป ในจำนวนนั้นก็มีพระนางมหาปชาบดีนะที่เป็นพระน้านางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย แล้วก็ได้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วก็มีศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระสงฆ์ อยากจะทำบุญ อยากจะถวายทานต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เลยคิดจะถวายจีวรทานที่ประณีตแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจมากเลย ถึงขนาดที่ลงมาปลูกต้นฝ้ายด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง ไม่ใช่ปลูกธรรมดาด้วย ปลูกในกระถางทอง สั่งช่างทองให้ตีกระถางถึง ๗ กระถาง ทองคำเนื้อดีทีเดียว บริสุทธิ์ ทำเป็นกระถางสำหรับปลูกฝ้าย ๗ กระถาง และในกระถางทองนั้นก็ใส่มติกาชาด รู้จักมติกาชาดไหม ดินน่ะแหละ ใส่ดินแล้วก็ผสมปรางทอง ปรางทองก็คือผงของทอง ผงทองคำนะ ใส่ดินแล้วผสมผงทอง ผสมเปลือกไม้หอม แล้วก็ใส่ของหวาน จตุรมธุ ของหวาน มีอะไรบ้างรู้ไหม ของหวาน ๔ อย่างนี่ หลวงพี่ก็หามาได้ ๓ อย่าง เปิดพจนานุกรมดู มีมธุระไตร ของหวาน ๓ อย่าง ก็คือน้ำตาล น้ำผึ้ง แล้วก็น้ำอ้อย ของหวานประการที่ ๔ ไม่รู้ว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกด้วย อีควลหรือเปล่าก็ไม่รู้ สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ใส่เข้าไปในผสม ผสมไปในกระถางทอง เพื่อที่จะปลูกฝ้าย แล้วก็คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอย่างดีเลย ปลูกลงไปในกระถางทอง รดนี่ไม่ใช่รดน้ำธรรมดา ใช้น้ำนมโคมารด มารดด้วยน้ำนมโค ดูแลอย่างดีไม่ให้มีเพลี้ย ไม่ให้มีแมลงมากัดกินเลยทีเดียว บำรุงอย่างดีทีเดียวนะ ใครทำไร่ฝ้ายบ้างนี่ในที่นี้ ทำแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ คือมีความตั้งใจมากเลย คามศรัทธามาก อยากจะถวายทานที่ประณีตอย่างที่ไม่เคยมีใครทำ จนกระทั่งต้นฝ้ายเติบโต ออกดอกออกปุยฝ้าย ปุยฝ้ายก็เป็นสีทองเลยทีเดียว เหลืองอร่ามประดุจดังดอกกรรณิกา สวยงามมาก และพระนางก็ลง ลงมือเด็ด เด็ดฝ้ายเก็บฝ้ายด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง เก็บฝ้ายด้วยความสุข มีความปีติมากนะ บรรจงเก็บฝ้ายที่เป็นปุยที่งดงาม ที่ปลูกมาอย่างดีพิเศษนี่ ปลูกรวงฝ้ายมาแล้วก็หีบฝ้ายนะ หีบฝ้ายด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองนะ ดีดฝ้ายด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง ปั่นฝ้ายด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองนะ หีบฝ้ายนี่ทำไงรู้ไหม หีบฝ้าย หีบฝ้ายก็คือแยกปุยฝ้าย แยกเมล็ดออกจากปุยฝ้ายนะ เขาจะมีเครื่องมือที่แยกปุยฝ้ายออกมานะ เมล็ดฝ้ายก็ไปทาง ปุยฝ้ายก็ไปทาง เสร็จแล้วได้ปุยฝ้ายออกมา ก็มาดีด เขาจะมีเครื่องมือนะ เขาเรียก กง กงดีดฝ้าย คล้ายๆ ธนูเล็กๆ ดีดๆๆ เพื่อให้ปุยฝ้ายนี่ฟู เนื้อนุ่มนะ แล้วก็มาปั่น ปั่นก็เพื่อที่จะให้ได้เป็นเส้นด้ายนะ เส้นด้ายของฝ้าย ได้เส้นด้ายที่เป็นประดุจดังด้ายทองคำเลย คงจะคล้ายๆ กับสุวรรณภูษา ที่คลุมเรือนทองของคุณยายนี่ ได้เส้นด้ายที่สีประดุจทองคำ สวยงามมาก แล้วก็จ้างช่างทองหูกฝีมือดีล่ะทีนี้ คัด คัดเลือกที่มีฝีมือดีเป็นเลิศ นำมาบำรุงเลี้ยงอย่างดี ให้รับประทานอาหารที่ประณีต ให้นุ่งห่มเสื้อผ้าที่ประณีตสวยงาม แล้วก็บรรจุทอฝ้าย บรรจุทอฝ้าย ทอ เออ ทอผ้าด้วยเส้นด้ายสีทองอย่างนั้นนะ แล้วพระนางก็มาดูแล มาคุมการทอเองเลย ตั้งใจมากจนได้ผ้าผืนงาม มีสีประดุจดั่งทอง ๒ ผืนด้วยกัน ผืนหนึ่งก็ความยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอก ๒ ผืน พับอย่างดีใสผอบแก้ว ตั้งใจจะไปถวายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเท่านั้นยังไม่พอ ยังมีผ้าบริวารอีก ผ้าบริวารนี้ผืนละแสนกหาปนะ ๒ พันกว่าปีก่อนโน้นน่ะ ๒,๕๐๐ เกือบ ๒,๖๐๐ ปี แสนกหาปนะนะ เทียบเงินสมัยนี้ก็ลองประมาณดูก็แล้วกันว่าเท่าไหร่ มีค่ามาก ถึงแสนผืน ใส่ผอบทองไป และพร้อมทั้งมีผ้าบริวารอีกพันผืนนะ ผืนละพันกหาปนะ ใส่ผอบเงินไป เดินกันไปเลยทีเดียว เดินทางไปที่วัดนิโครธารามที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ เพื่อที่จะไปถวายผ้า ผ้าจีวร พร้อมทั้งผ้าบริวาร นี่คือความตั้งใจที่จะทำบุญทำทานของพระนางมหาปชาบดี เสร็จแล้วพอไปถึง ไปถวายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกว่าพระนางมีความรัก มีความศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก อยากจะได้บุญ เลยตั้งใจปลูกฝ้าย ตั้งใจทอผ้าผืนงามมา ได้ผ้ามา ๒ ผืน น้อมถวายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธก็ไม่รับ นะ ลองคิดดูว่าคนที่ตั้งใจมากๆ เลยนี่ ถึงขนาดปลูกฝ้ายดีตัวเองในกระถางทองคำนะ ต้องให้ดินผสมผงทอง คงไม่ได้ไปเอามาจากเขาพนมพา เอาผงทองผสมไป ใส่ รดด้วยน้ำนม อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ตั้งใจหีบฝ้าย ดีดฝ้าย ปั่นฝ้าย และให้ช่างฝีมือดีมาทอผ้า แต่ไปถวายแล้วพระพุทธเจ้าไม่ยอมรับ เสียใจมากเลยนะ น้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์ ร้องไห้เสียใจ ไปหาพระอานนท์ เล่าให้พระอานนท์ฟัง พระอานนท์ก็มา ช่วยมากราบทูลพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะขอร้องให้พระพุทธเจ้านี่รับผ้า ผ้าจีวรที่พระนางมหาปชาบดีนำมาถวาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยแสดงธรรมนะ ตรัสถึงอานิสงส์ของทานว่า ว่าด้วยปาฏิบุคลิกทาน ว่าด้วยสังฆทานประเภทต่างๆ พรรณนาถึงปาฏิบุคลิกทานทั้ง ๑๔ อย่าง ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปาฏิบุคลิกทาน คำรบที่ ๑ เป็นผู้ที่ เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ใครที่ทำบุญด้วยก็ได้บุญมากมายมหาศาลนับประมาณไม่ได้ ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๒ ก็คือพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่ก็สร้างบารมีมายาวนาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเนื้อนาบุญที่รองลงมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๒ รองลงมาก็เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก สร้างบารมีมา ติดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสนกัป กว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเป็นปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๓ ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๔ ก็คือผู้ที่ปฏิบัติเพื่อที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นปฏิบุคลิกทานที่ คำรบที่ ๔ ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๕ ก็คือพระอนาคามี ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๖ คือผู้ที่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะบรรลุเป็นพระอนาคามี ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๘ คือผู้ที่เป็นพระสกทาคามี ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๙ คือผู้ที่บำเพ็ญเพียรเพื่อที่จะได้บรรลุเป็นพระสกาทาคามี ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๑๐ ก็คือพระโสดาบัน ปาฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๑๑ คือผู้ที่บำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบันนะ ปาฏิบุคลิกทานคำรบต่อไปก็คือดาบสนะ นักบวชนอกพระพุทธศาสนานะ แต่ปฏิบัติจนกระทั่งบรรลุได้อภิญญา ได้โลกียอภิญญาสมาบัติ และปฏิบุคลิกทานอันดับที่ ๑๓ นะต่อไป เป็น ก็คือคฤหัสถ์บุคคลผู้ที่มีศีล รักษาศีล แล้วก็ประกอบสัมมาอาชีวะนะ เป็นปฏิลุคลิกทานคำรบที่ ๑๒ ปฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๑๓ ก็คือคฤหัสถ์ผู้ทุศีล เป็นบุคคลผู้ทุศีล และปฏิบุคลิกทานคำรบที่ ๑๔ ก็คือสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าก็พรรณนาถึงผู้ที่จะเป็นเนื้อนาบุญ แม้ทำทานต่อสัตว์เดรัจฉาน ก็ได้บุญ มีอานิสงส์ถึงร้อยอัตภาพนะ บางแห่งก็พรรณนาไว้ว่ามีอานิสงส์ถึง ๕๐๐ อัตภาพ ก็คือผู้ที่ให้ทานต่อสัตว์เดรัจฉาน แม้เพียงแค่ล้างภาชนะที่มีเศษอาหารอยู่ เราก็เทลงไปในดิน เพื่อให้สัตว์ในดินได้กินอาหารเหล่านั้น ก็จะเป็นผู้ที่เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทั้ง ๕ ประการนี้ ไปถึงร้อยอัตภาพ หรือ ๕๐๐ อัตภาพ แต่ผู้ที่ถวายทาน ผู้ที่ ให้ทานต่อบุคคลผู้ทุศีล ก็มีอานิสงส์ถึงพัน พันอัตภาพ หรือพันชาติ ถวายทานต่อผู้มีศีล มีอานิสงส์ต่อแสนอัตภาพ ถวายทานต่อดาบสนอกพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติได้สมาบัติ อภิญญาสมาบัติ ที่เป็นโลกียะอภิญญาสมาบัตินี่ มีอานิสงส์ถึงแสนโกฏิ แสนโกฏิอัตภาพ เพราะฉะนั้นถ้าเนื้อนาบุญที่เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญเพียรเพื่อที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบันนะ แม้ยังไม่ทันได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเลย มีอานิสงส์เป็นอสงไขยอัปมานัง คือนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นปาฏิบุคลิกทานในลำดับที่สูงขึ้นไปอีกก็มีอานิสงส์มากขึ้นเป็นทับทวี เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าก็ลำดับนะ อานิสงส์ต่างๆ หรือประเภทของทานต่างๆ แต่ทานที่ถวายแบบเป็นปาฏิบุคลิกทาน ก็ยังสู้สังฆทานไม่ได้ ถวายสังฆทานนี่มีอานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายเจาะจงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย ที่พระองค์ไม่ยอมรับทาน จีวรทานนี่ของพระนางมหาปชาบดีนี่ ไม่ใช่ที่จะใจร้ายนะ แต่เพื่อที่จะให้พระนางมหาปชาบดีได้ทาน ได้อานิสงส์ที่ยิ่งไปกว่าปาฏิบุคลิกทาน พระนางมหาปชาบดีเมื่อได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แสดงธรรมได้ไพเราะนะ แล้วเสียงก็ประกอบไปด้วยองค์ ๘ เป็นเสียงของมหาบุรุษ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความซาบซึ้งปีติ ดีใจมาก คลายจากความเศร้าความเสียใจ ก็เลยถวายจีวรทั้งคู่นี้ให้กับพระสงฆ์ โดยถวายให้กับพระสารีบุตร แม้พระสารีบุตรก็ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ให้ถวายต่อพระมหาโมคคัลลานะ พอถวยพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะก็ไม่ยอมรับอีก จึงต้องถวายองค์ถัดไปถัดไปเรื่อยๆ ตลอดทั้ง ๘๐ องค์ที่เป็นอสีติมหาสาวก เป็นพระอรหันต์ที่ชั้นยอดแล้วนี่ ๘๐ องค์ไม่มีใครรับทานของพระนางเลย จนกระทั่งไปถึงพระอชิตะ พระอชิตะนี่เป็นพระนวกะ พระบวชใหม่ ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้พระโสดาบัน เป็นผู้รับทานของนาง เป็นผู้รับจีวรทานของพระนางมหาปชาบดี พระนางก็เสียใจอีก ว่าโอ้นี่พระอรหันต์ตั้ง ๘๐ องค์ก็ไม่มีใครยอมรับเลย นี่พระอชิตะนะ แต่พระอชิตะเป็น เป็นโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูกับพระนางกาญจนาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็ออกบวช แต่ยังไม่ทันได้บรรลุธรรมอะไร พระนางมหาปชาบดีก็เสียใจอีกแล้ว ร้องไห้อีก เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็เพื่อที่จะให้พระนางมหาปชาบดีได้คลายจากความโศก ก็แสดงให้เห็น บอกให้พระอานนท์นี่ไปหยิบมา หยิบบาตรของพระองค์มา แล้วพระองค์ก็อธิษฐานจิตโยนบาตรหายเข้าไปในอากาศเลย หายไปในท้องฟ้า เข้ากลีบเมฆหายไปเลย มองไม่เห็น เสร็จแล้วก็บอกให้พระสารีบุตรซึ่งถือว่าเป็นอัครสาวก เป็นผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในพระอรหันต์ทั้งหลาย ให้เหาะขึ้นไปแล้วก็ไปหาบาตรมา ไปเอาบาตรมา พระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์มาก มีปัญญามาก เลิศทางด้านเป็นผู้มีปัญญามาก แต่ก็มีฤทธิ์สามารถเหาะได้ เหาะไปหาบาตร ก็หาบาตรไม่เจอ ไม่ได้บาตรมา พระมหาโมคคัลลานะ ก็ได้ชื่อว่าเป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์มาก มีฤทธิ์ขนาดที่สามารถที่จะพลิกแผ่นดินนี่ เอาง้วนดินขึ้นมาขบฉันก็ได้ ง้วนดินเป็นอาหารต้นๆ กัปกันเลยนี่ แต่พระมหาโมคคัลลานะมีฤทธิ์ที่จะพลิกแผ่นดิน เอาง้วนดินมาก็ได้นะ หรือในสมัยที่เศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพงมากๆ นี่ สมัยหนึ่งพระมหาโมคคัลลานะเคยทูลขออนุญาตจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะพาพระภิกษุสงฆ์ที่อดอยากมาก เพราะว่าขาดแคลนลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต จะพาไปบิณฑบาตที่อุตระกุรุทวีป ที่เราอยู่นี่ชมพูทวีป จะพาข้ามทวีปไปแล้ว ข้ามทวีปที่ขนาดไม่มีสายการบินใด หรือองค์กรอวกาศใดๆ ที่จะส่งยานใดๆ ไปถึงได้ แต่พระมหาโมคคัลลานะบอกว่าจะพาพระภิกษุรูปอื่นๆ ที่ไม่มีฤทธิ์เหมือนตนเอง แต่ด้วยฤทธิ์ของตนเองสามารถที่จะพาพระภิกษุนี่เดินข้ามมหาสมุทรทั้งสี่ เหมือนข้ามแอ่งน้ำเล็กๆ เพื่อที่จะไปอุตระกุรุทวีป ไปบิณฑบาตได้นะ มีฤทธิ์มากขนาดนั้น แล้วมีฤทธิ์อีก สามารถทำอะไรอีกได้เยอะแยะมากเลยนะ พอขึ้นไปหาบาตร แต่ก็หาไม่เจอ พระอสีติมหาสาวก มหาสาวก พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์ทั้งหลาย ต่างก็เหาะขึ้นไปหาบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละองค์ ทีละองค์ ก็หาไม่เจอเลย จนกระทั่งหมดพระอรหันต์ พระอสีติมหาสาวกทั้ง ๘๐ แล้วนี่ พระองค์ก็บอกให้พระอชิตะ พระบวชใหม่นี่แหละนะ เหาะก็ยังเหาะไม่ได้ ขนาดพระที่เหาะได้ยังเหาะไปหาไม่เจอ แล้วตนเองจะเหาะก็เหาะไม่ได้ แล้วจะหาบาตรได้อย่างไร แต่ก็นึกไว้ในใจ ก็ต้องมีอะไรพิเศษแน่ ก็อธิษฐานจิตนะ ว่าขอให้บาตรลอยมาที่มือของตนเอง แล้วก็ยื่นมือไป ก็เป็นอัศจรรย์บาตรที่พระอรหันต์องค์อื่นๆ หาไม่เจอนั้น ไปเอามาไม่ได้นั้น พระอชิตะ พระบวชใหม่สามารถรับบาตรมาได้ เป็นประจักษ์นะ เป็นประจักษ์ต่อสายตาของพระนางมหาปชาบดีและบริวารทั้งหลาย พระนางก็ดีอกดีใจอีก เออ นี่แสดงว่าไม่ใช่เป็น ไม่ใช่เป็นพระธรรมดา บาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเหมือนกับมีจิตมีวิญญาณที่จะรับรู้ได้ว่าเฉพาะพระพุทธเจ้าในปัจจุบันหรือพระพุทธเจ้าในอนาคตเท่านั้นจึงจะ พระนางปชาบดีก็ดีอกดีใจกลับไป เสด็จกลับ พระอชิตะพอได้ผ้าที่ประณีตขนาดนั้นนี่ ก็ตนเองเป็นพระบวชใหม่ จะรู้การควรไม่ควร ก็เลยคิดว่าเอ๊ะ ผ้านี้ไม่เหมาะสำหรับที่จะมาห่มสรีระร่างกายของเรา ที่เน่าเปื่อย ที่สกปรก ประกอบไปด้วยของสกปรก มีแต่เหงื่อไคล้ไหลออกมาอยู่เป็นประจำนะ ร่างกายนี่ก็ไม่เที่ยงแท้ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ก็เลยนำจีวรที่ประณีตไปขึงเพดานคันธกุฎิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผืนหนึ่งก็ขึงเป็นเพดานนะ แล้วอีกผืนหนึ่งก็มาฉีกแบ่งเป็น ๔ ผืน ห้อย ๔ มุมเพดานคันธกุฎิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็มายืนดูด้วยความปีตินะ เบิกบานใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นอาการของพระอชิตะอย่างนั้นก็ ทรงแย้มพระโอษฐ์ทีเดียว นี่แสดงว่ามีเหตุนะ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง พระอานนท์ที่อยู่อุปัฏฐากใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้อาการ ถ้าทรงได้ ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วนี่ พระเขี้ยวแก้วสะท้อนแสงแวบออกมาแล้วนี่ แสดงว่ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เลยทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เลยเล่าให้ฟังนะว่าพระอชิตะนี้ ในอันตระกัปที่ ๑๓ จะได้มาเกิดในตระกูล เป็นลูกของพราหมณ์ที่เป็นปุโรหิตาจารย์ ของพระเจ้าสังขะบรมจักรพรรดิ ซึ่งพระพุทธเจ้านี่จะเกิดมีอยู่ ๒ ตระกูล คือตระกูลกษัตริย์ กับตระกูลพราหมณ์ แล้วแต่ว่าในยุคนั้นในสมัยนั้นเขานับถือตระกูลไหนสูงกว่า แสดงว่าในอันตระกัปหน้านี้นะ ผู้คนเขานับถือตระกูลพราหมณ์สูงกว่าตระกูลกษัตริย์ จะเกิดในตระกูลของพราหมณ์ บอกชื่อให้เสร็จเลยว่าชื่อสุพรหมพราหมณ์ เป็นพ่อของพระเมตตรัยยะนี่แหละ และแม่ก็ชื่อพรหมบดีพราหมนีนะ เป็นอัครชายาของปุโรหิตาจารย์ท่านนี้ และจะอยู่ จะเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยถึง ๘๐,๐๐๐ ปี จะครองเรือน แต่งงานกับนางจันทรมุขี คือหน้าเหมือนพระจันทร์เลย งดงามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ชื่อนางจันทรมุขี จะมีบุตรคนหนึ่งชื่อพรหมมะวัฒนกุมาร ครองเรือนอยู่ถึง ๗๐,๐๐๐ ปี จึงจะออกบวช การออกบวชนี่ ธรรมดาของพระโพธิสัตว์นี่จะมียานพาหนะของตนเอง อย่างพระพุทธเจ้าของเราเสด็จออกบวชด้วยยานพาหนะอะไรเอ่ย ขี่ม้าไปนะ ม้ากัณฐกะไป บางพระองค์ก็ขี่ช้าง แต่พระศรีอริยเมตตรัยนี่ ไปทั้งปราสาทเลย ไปทั้งปราสาทพร้อมทั้งบริวารเลยทีเดียว แล้วจะบำเพ็ญทุกขกิริยาอยู่ ๗ วันเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าของเรานี่ ๖ ปี แต่พระศรีอริยเมตตรัย พอวันวิสาขบูชา ก็จะได้ จะได้เสวยข้าวมธุปรายาส จากนางสุนันทาพราหมนี พระพุทธเจ้าของเรานี่ได้เสวยข้าวมธุปรายาสจากนางสุชาดา และเป็นข้าวมื้อที่สำคัญ มื้อที่ประณีตมาก พระพุทธเจ้าเสวยตอนนั้นยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นี่ เสวยเข้าไปแล้วนี่อยู่ได้ถึง ๔๙ วัน และเป็นข้าวหุงด้วยน้ำนมโคที่ประณีตมากๆ นะ และไม่ใช่นมโคธรรมดา โคที่นางสุชาดานำน้ำนมมาหุงข้าวมธุปรายาส ถวายเจ้าชายสิทธัตถะนี่ จากโคนมถึงพันตัว แบ่งโคนมพันตัวออกเป็นครึ่ง ฝ่ายละครึ่ง ครึ่งละห้าร้อย รีดนมโค ๕๐๐ ตัวนี่ เอานมโคนี่มาให้โคอีก ๕๐๐ ตัวได้ดื่ม ดื่มนมโคด้วยกัน และโคทั้งพันตัวนี่ไม่ใช่เลี้ยงธรรมดาด้วย ให้ไปกินเครือชะเอมนะ เครือชะเอม จะมี จะทำให้ได้นมโคที่มีรสดีมาก เป็นโคที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นโค ๕๐๐ ตัว จะได้กินนมโค ๕๐๐ ตัวที่กินเครือชะเอมมา เสร็จแล้วก็แบ่งโค ๕๐๐ ตัวเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๒๕๐ รีดนมโค ๒๕๐ ได้นมโคมา ก็มาให้โคอีก ๒๕๐ ตัวดื่ม ดื่มนมโค เพื่อนกันนั่นแหละ เป็นนม เป็นโคนมที่ได้กินนมโค ไม่ใช่โคนมธรรมดา แล้วก็แบ่งไปอย่างนี้เรื่อยๆ แบ่งทีละครึ่งละครึ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือโคอยู่ ๘ ตัว เป็นโคนมที่มีนมที่มีคุณภาพมาก เพราะเป็นโคนมที่ไปกินนมโคจากโคนมที่ได้กินนมโค จากโคนมที่ได้กินนมแล้วก็ได้กินเครือชะเอมนะ ไล่ไปลำดับไปเรื่อยๆ เป็นโคนมที่ไม่มีฟาร์มไหนเลี้ยงอย่างนี้เลยทีเดียว แล้วน้ำโคทั้ง ๘ ตัวนี่ มีนมที่มีคุณภาพจนกระทั่งน้ำนมนี่ไหลออกมาเอง ไม่ต้องรีดเลย แล้วนำน้ำนมนั้นมาหุงข้าวมธุปรายาสนะ แล้วก็ไปถวายเจ้าชายสิทธัตถะ นางสุนันทาก็คงจะหุงในทำนองเดียวกันนี่แหละ หุงข้าวมธุปรายาสที่ประณีต แล้วไปถวายพระเมตตรัยยะ ได้เสวยข้าวมธุปรายาส เสร็จแล้วก็ไปรับหญ้าคา ๘ กำ เหมือนกันเลยนี่ รับหญ้าคาจากโสตถิยะพราหมณ์ นี่ชื่อเดียวกัน ชื่อเดียวกันแต่พระพุทธเจ้าของเรา แล้วก็ไปปูลาดที่ใต้ต้นกากระถิน ต้นกากระถินเป็นต้นโพธิ์ของพระศรีอริยเมตตรัย กากระถินหรือต้นกระถิน คือต้นสารภีทะเล ต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นโพธิ์ของพระศรีอริยเมตตรัย แล้วก็อธิษฐานรัตนบัลลังก์สูง ๑๕ ศอก บังเกิดขึ้น แล้วท่านก็บำเพ็ญเพียร บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ นี่เป็นตัวอย่างการสร้างบารมีของพระนางมหาปชาบดี ที่ตั้งใจถวายจีวรทานที่ประณีตมากๆ เลย แม้เราเองในวันที่ ๒๒ ที่ใกล้จะถึงนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และเป็นวันคุ้มครองโลก ที่จะมีพระภิกษุสามเณรนับแสนมาร่วมตอบปัญหาธรรมะพระแท้นะ เราก็จะได้สร้างบุญใหญ่กัน และจะได้ถวายจีวรทานกันด้วยนะ อาจจะถึงเป็นแสนผืนเลยทีเดียวนะ หรือใครอยากจะถวายจีวรที่ประณีต ตอนนี้ก็ยังพอมีเวลาปลูกฝ้ายในกระถางทองดีไหม จะได้จีวรที่ประณีตมากๆ นะ แล้วก็มาถวาย บุญของเราก็คงจะได้ยิ่งใหญ่มหาศาลมากนะ นักสร้างบารมีอย่างพวกเรานั้นนะ ไม่อิ่มในการสร้างบารมี เป็นที่น่าชื่นชม น่าอนุโมทนา แล้วก็ยังคงที่จะสร้างบารมีกันต่อไปให้ยิ่งๆ ขึ้นไปนะ เรื่องที่หลวงพี่นำมาเล่านี้ก็นำมาจากในหนังสือกัลยาณมิตร วารสารคุณธรรม นำพาสันติสุข ให้บังเกิดขึ้นในโลกนี่แหละ เป็นวารสารที่ดีที่สุดเลยนะ สามารถหาซื้อไปอ่านได้ ใครอยากฟังตอนนี้ไปแล้วนี่ จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็อยากจะอ่านเนื้อหาเต็มๆ หรือทบทวนดูอีกครั้งหนึ่ง ก็วารสารกัลยาณมิตร แต่ในวารสารกัลยาณมิตรนี่เขาก็นำมาจาก ผู้เขียนเรื่องนี้เขาบอกว่านำมาจากหนังสือเป็นวารสารกัลยาณมิตรเดือนมีนาคมนี้นะ นำมาจากหนังสือกัมมทีปนี ที่แต่งโดยพระพรหมโมลี เป็นหนังสือที่ดีมาก ได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่นเลยที่ธนาคารกรุงเทพจัดขึ้น วรรณกรรมของพระเดชพระคุณพระพรหมโมลีนี่ล้วนแต่น่าอ่านทั้งนั้น แล้วก็หาเป็นเจ้าของหรือว่าหาซื้อมาอ่านได้ หรือในงานพระราชทานเพลิงศพนี่ก็จะมีหนังสือนี่เป็นที่ระลึก หนังสือที่ท่านแต่งไว้นี่รวมถึง ๑๐ เล่มด้วยกัน และได้ ที่ได้รางวัลนี่ถึง ๓ เล่ม วิมุตติรัตนมาลี ภูมิวิลาศินี แล้วก็กัมมทีปนี แต่หนังสืออื่นๆ แม้ไม่ได้รางวัลก็เป็นหนังสือที่น่าอ่าน อ่านแล้วก็เพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นกับเรา ยังสัมมาทิฏฐิให้บังเกิดขึ้น ให้เราได้มั่นอกมั่นใจในเส้นทางของบุญ สร้างบุญ มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาได้ยิ่งๆ ขึ้นไปนะ และพระพรหมโมลีนั้นเป็นพระภิกษุที่ทรงด้วยคุณธรรมนะ มีพระคุณต่อเรา ต่อวัดพระธรรมกายอย่างจะนับจะประมาณไม่ได้อีกท่านหนึ่ง เพราะว่าท่านก็ทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม เมื่อคราวที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา หรือว่าวัดของเรามีปัญหานะ แทบจะเรียกได้ว่าพระมหาเถระผู้ใหญ่มีแต่ท่านเท่านั้นที่ยืนหยัดมั่นคงเข้มแข็ง ไม่ยอมหวั่นไหว โอนอ่อนตามกระแส ไม่ยอมเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม อย่างที่หาพระมหาเถระที่ไหนเสมอเหมือนไม่ได้ และท่านก็ได้มรณะภาพไปเสียแล้วเหมือนกันนะ ขณะนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการบำเพ็ญอยู่ที่วัดยานนาวา พวกเราทุกท่านก็ควรที่จะได้มีส่วนที่จะแสดงถึงความกตัญญูกตเวที อันเป็นเครื่องหมายของคนดี แม้คุณยายท่านก็เป็นบุคคลที่เป็นยอดกตัญญู ท่านทำให้ดูนะ แล้วก็สอนให้เราทำตามด้วย ถ้าเราละเลยในสิ่งนี้ก็ได้ชื่อว่าไม่ได้ทำตามคำสอนของคุณยาย และเป็นผู้ที่ไม่รู้คุณของท่าน ทั้งๆ ที่พระคุณของท่านมีมากมาย ท่านทำความดีต่อวัดเราโดยไม่เคยแม้แต่เพียงคำพูดว่าได้ช่วยวัดพระธรรมกาย พูด ท่านพูดอยู่เสมอว่าท่านทำตามหน้าที่ ทำตามพระธรรมวินัย ทำตามกฎตามระเบียบเท่านั้น และถึงขนาดพูดว่าแม้ตายก็ยอมนะ แม้ตายก็ยอม แต่ที่จะให้ท่านทำผิด บิดเบือน โยกโย้ โยเยไปเหมือนกับคนอื่นนั้นท่านไม่ยอม ขนาดนั้นทีเดียว แม้เราต้องมาบำเพ็ญกุศลที่งานคุณยายอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่ในวันอาทิตย์นี่เราก็พอจะมีเวลานะ เสร็จงานคุณยายก็จะพอ พอมีเวลาที่จะไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลของพระเดชพระคุณท่านได้ทันนะ และขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านไว้ ณ ที่นี้ เดี๋ยวเราปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่งนะ ผ่อนคลายร่างกายของเราให้สบาย รวมใจของเราให้หยุดนิ่งอย่างเบาสบายไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กลางกายที่ใสสว่าง กลางใจที่ใสสว่าง พอใจของเราได้อยู่ในบุญ อยู่ในกุศลมาตลอด บุญกุศลก็จะกลั่นใจของเราให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ แล้วก็ประคองใจให้หยุดให้นิ่งไว้ในกลางความใส กลางความสว่างอย่างสบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ น้อมนึกถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ค่อยๆ เห็นให้ท่านให้ชัด ให้ใส ให้สว่าง นึกถึงท่านด้วยใจที่เคารพรัก เทิดทูน บูชาในพระคุณอันจะนับจะประมาณมิได้ของคุณยายอาจารย์ ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ท่านได้กลั่นกาย วาจา ใจ กลั่นธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้หยุดให้นิ่ง ตามท่านไปด้วย ต่างคนต่างทำกันไปสักครู่หนึ่งนะ สัพเพ… หน้า PAGE 5 440321FW-AAT