ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ปฏิรูปเทส ๔ ที่คุณยายสร้างไว้

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง นมัสการพระเถรานุเถระ และเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้มีบุญ ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุก ๆ ท่าน ก่อนอื่น อาตมาก็ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุก ๆ คนด้วยนะ ที่เริ่มต้นด้วยการอนุโมทนาบุญกับพวกเราก็เพราะว่าการที่พวกเราได้มานั่งกันอยู่ ณ ที่นี้ แท้จริงแล้วเนื่องจากว่าพวกเราเองได้สมบัติมาถึง ๖ ประการ ซึ่งเหมาะสมแก่การสร้างบุญสร้างบารมี สมบัติ ๖ ประการนี้ ได้แก่ ๑. เราได้กาลสมบัติ ได้เกิดมาในช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง ๒. ได้ประเทศสมบัติ ได้เกิด ได้อยู่ในดินแดนที่พระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง แล้วก็ ๓. ได้มนุษย์สมบัติ คือได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ๔. ได้อุปธิสมบัติ คือ มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ เหมาะสมแก่การสร้างบารมี ๕. เรายังได้ตระกูลสมบัติ คือเกิดมาในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฐิ มีความคิดเห็นถูกต้องร่องรอย แล้วประการสำคัญ ๖. ตัวเราเองก็ได้ทิฐิสมบัติ คือมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เคารพในพระรัตนตรัย จึงทำให้พวกเรามารวมกัน ณ ที่นี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากจะให้พวกเราลองนึกกันอีกทีว่า แม้ว่าเราเองจะได้ทิฐิสมบัติแล้วก็ตาม ถ้าหากว่าไม่มีคุณยายอาจารย์ของพวกเรา แน่ใจหรือว่าเราจะได้มานั่งกันอยู่ ณ ตรงนี้ อาตมาเชื่อมั่นว่าป่านนี้หลาย ๆ ท่าน หรือแม้กระทั่งตัวอาตมาเองก็ไม่รู้ว่าจะตกระกำลำบากไปอยู่ที่ไหน นี่เพราะมีคุณยายจึงได้มีพวกเรามารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ ดังนั้น ในวันนี้จึงจะขอน้อมนำเอาพระคุณของคุณยายมาถ่ายทอดให้กับพวกเราได้ฟังสักนิดหนึ่งให้เหมาะสมกับเวลา ความจริงแล้วพวกเราเองก็ได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของคุณธรรมของคุณยายมามากมาย ดังนั้นวันนี้จึงขอเปลี่ยนรูปแบบมาในลักษณะการกล่าวถึงพระคุณของท่าน ความจริงเรื่องราวที่อาตมาจะได้นำมาเล่า ได้นำมาถ่ายทอดในวันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของพระคุณที่คุณยายท่านมีต่อพวกเรา ถ้าพวกเราจำกันได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยแต่งโคลงไว้ ซึ่งอาตมาเองประทับใจมาก ท่านกล่าวถึงพระคุณของคุณยายไว้ว่า พระคุณมีมากล้น คณนา หยิบหนึ่งจารึกมา เอ่ยอ้าง ยังอีกหมื่นแสนมหา บทฉบับ ยายกระหน่ำกิเลสสร้าง ศิษย์ซึ้งธรรมกาย. นั่นขนาดหลวงพ่อท่านยังบอกว่าที่ท่านพูดถึงพระคุณของคุณยาย เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง แล้ววันนี้ที่อาตมาจะหยิบยกมาก็คงจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวในเศษเสี้ยวในเศษเสี้ยวเท่านั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคละมุตฺตมํฯ การได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การมีบุญวาสนามาแต่ปางก่อน การตั้งตนชอบเป็นมงคลอย่างยิ่ง ทำไมอาตมาจึงยกพุทธพจน์บทนี้ขึ้นมากล่าว ก็เพราะว่าคุณยายของเราท่านได้สร้างมงคลชีวิตให้เกิดขึ้นกับพวกเรา ไม่รู้ว่าพวกเราจะทราบกันหรือเปล่า ก็ลองนึกกันดูว่าบุคคลใดก็ตามที่จะสร้างบารมีให้มีความสุข และสร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่งนั้นมันไม่ใช่ของง่ายเลยนะ มันไม่ใช่ของง่ายจริง ๆ เราลองนึกกันดูถ้าสมมติว่าตัวเราเอง อยากจะนั่งสมาธิ แหมวันนี้ตั้งใจจริง ๆ เลย จะขอนั่งสมาธิให้เต็มอิ่มเต็มที่เลย แต่พอถึงเวลานั่งหลับตาปุ๊บ ข้างบ้านกินเหล้าเมายา เคาะกะลา เคาะชามโขมงโฉงเฉง หรือไม่ก็บ้านของเราเอง ลูกร้องไห้บ้างอะไรบ้าง สารพัดเลย เราก็ไม่สามารถที่จะทำสมาธิได้อย่างเต็มที่ หรือว่าบางครั้งเราคิดว่าเราอยากจะทำทาน แหมวันนี้เห็นคนอื่นเขาทำทานกันเต็มที่เต็มอิ่ม เอาล่ะ วันนี้อยากจะทำบ้าง แต่พอล้วงไปในกระเป๋า แหมไม่รู้ว่าธนบัตรหรือว่าสิ่งที่อยากจะทำบุญมันหายไปไหน มันไม่มี ก็เพราะอำนาจทานในอดีตมันไม่พอ มันทำมาไม่พอ ก็เลยไม่มีจะทำ ก็เลยได้แต่อยาก แล้วก็อดนะ หรือว่าเอาล่ะ เห็นคนอื่นเขาบอกว่าโอ้โฮ สร้างบารมีดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ ถึงเวลาก็เลยอยากจะสร้างบ้าง แต่พอทำไปแล้วตัวเองนี่เป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง พอไปถึงจุดหนึ่งเข้า เป็นไงล่ะ เลิกกลางคัน อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าการสร้างบารมีนั้นน่ะ ไม่ใช่ของง่ายนะ จะต้องประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่พวกเรามีบุญมากที่มีคุณยายได้มาคอยเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เราพร้อม เราไม่ต้องไปลำบากลำบนเหมือนกับคนอื่นเขา เรามาดูกัน ตั้งแต่ประการแรกปฏิรูปเทศนี่ คุณยายท่านสร้างไว้ให้อย่างไร ในปฏิรูปเทศนี่ ก็แบ่งออกมาเป็น ๔ อย่างใช่ไหม พวกเราคงจำกันได้นะ มีอาวาส อาหาร บุคคล แล้วก็ธรรมะ ในเรื่องของสภาพแวดล้อมหรือสถานที่ที่เหมาะสมนี่ ถ้าพวกเราได้อ่านประวัติของคุณยาย หรือได้ฟังพระอาจารย์หลาย ๆ รูปท่านได้มาเทศน์ เราจะเห็นเลยว่าคุณยายนั้น ได้เตรียมพื้นที่ไว้ให้กับพวกเรา ท่านเองลงมาดู ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเลย ดูการก่อสร้าง ดูแม้กระทั่งการประชุม ท่านมีส่วนทุกอย่าง พวกเราเชื่อไหมว่าแม้กระทั่งต้นไม้ในส่วนของ ๒,๐๐๐ ไร่ ตรงแผนกสามเณร ต้นมะม่วงทั้งหลายน่ะ ทราบไหมจ๊ะ นั่นน่ะ คุณยายนะเป็นคนเอามา ต้นมะม่วงทั้งหลายที่สามเณรอยู่กันทุกวันนี้ นั่นน่ะ ฝีมือคุณยาย แล้วยิ่งข้างในพื้นที่ ๑๙๖ ไร่นี่ คุณยายดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเลย พวกเราคงจะได้อ่านกัน ที่บอกว่าท่านดูแลการก่อสร้างทุกอย่างจนกระทั่งท่านล้มป่วย นี่ในส่วนหยาบนะ ท่านทุ่มเทขนาดนั้น เพราะท่านเห็นแล้วว่าหมู่คณะที่จะตามมา ก็คือพวกเรานี่ยังมีอีกมาก ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกเราคงจะทราบกันดีว่าท่านตั้งใจสร้างวัดเพียงแค่ร้อยเก้าสิบหกไร่ พอสร้างเสร็จหลวงพ่อท่านก็จะคุดหัวทำวิชชา แต่คุณยายท่านทราบว่าหมู่คณะยังต้องตามมาอีกมาก ต้องเตรียม ต้องทำอะไรกันอีกหลายอย่างสารพัดเลย นี้ในส่วนหยาบนะ ในส่วนละเอียดล่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเคยเล่าให้ลูก ๆ ที่ไปปฏิบัติศาสนกิจที่ต่างประเทศ เพื่อให้พวกเราได้เห็นว่าการที่พวกเราไปอยู่กันที่อื่น เราว่าเราลำบากแล้ว แท้จริงไม่อาจเทียบกับคุณยายได้เลย เพราะคุณยายท่านเตรียมที่ให้เรา ท่านเตรียมทั้งหยาบทั้งละเอียด ในละเอียดเป็นยังไงล่ะ หลวงพ่อท่านเล่าว่า ตั้งแต่สมัยที่เราสร้างวัดกันใหม่ ๆ เหตุการณ์นี้เกิดตั้งแต่สมัยสร้างวัดแรก ๆ นะ ตั้งแต่สมัยวัดแรก ๆ แถวนี้ยังเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง ๒,๐๐๐ ไร่ยังไม่มี ธุดงคสถานยังไม่มีเลย มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อธัมมชโยกับคุณยายท่านก็นั่งธรรมะกัน นั่งเข้าที่กัน เสร็จแล้วหลวงพ่อธัมมะก็บอกว่า ยาย ยาย เอาให้ถนนวงแหวน รอบวัดเลยนะ คุณยาย ก็นิ่งไปพักหนึ่ง นั่งนิ่งเข้าที่ แล้วสักครู่ท่านก็บอก ทำแล้ว ทำแล้ว สักพักหนึ่งหลวงพ่อธัมมะก็บอก ยาย ยาย เอาให้ตลาดใหญ่ ๆ อยู่ใกล้วัดเลยนะ คุณยายก็นั่งนิ่ง สักพักหนึ่ง ท่านก็บอก ทำแล้ว ทำแล้ว แล้วพวกเราดูซิจ๊ะ ทุกวันนี้เป็นยังไงล่ะ ถนนวงแหวนรอบวัดของเรา ตลาดไทก็อยู่ใกล้ ๆ กว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ นี่ เวลาผ่านไปเป็นสิบ ๆ ปี นี่คือคุณยายของเรา ท่านเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้พวกเราพร้อม เพื่ออยากจะให้พวกเราได้สร้างบุญสร้างบารมีกันอย่างสะดวกสบาย และนอกจากนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวเองยังเคยให้โอวาทกับพระภิกษุ สามเณรไว้ ในช่วงนั้นคุณยายเริ่มสูงอายุมากแล้ว ท่านก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีอยู่วันหนึ่งที่หลวงพ่อทัตตะท่านลงหล่อหลอมพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เจ้าหน้าที่ ที่สภาหลังคาจาก หลวงพ่อท่านก็บอกว่าพวกเราเคยคิดกันบ้างไหมว่าเมื่อก่อนนี่ ที่วัดของเราเป็นแหล่งชุมนุมของงู มีทั้งงูเห่า แล้วก็งูแมวเซา ธรรมทายาทรุ่น ๑ ซึ่งขณะนั้นจะอบรมด้านในวัดร้อยเก้าสิบหกไร่ เคยเล่าให้อาตมาฟังว่า บางครั้งนอนหลับอยู่ในกลด ตื่นขึ้นมา งูเห่านอนอยู่บนอกก็มี แต่ตั้งแต่เราสร้างวัดกันมา ไม่เคยปรากฏเลยว่ามีงูกัดใคร หลวงพ่อท่านก็บอกว่าคิดกันบ้างหรือเปล่าว่าทำไมงูมันไม่กัด ขอให้รู้ไว้เถอะว่า นั่นน่ะคุณยายท่านคุ้มพวกเราอยู่ ท่านดูแลพวกเราอยู่ ท่านอาศัยวิชชาธรรมกายที่ได้ศึกษาเรียนรู้จากหลวงปู่วัดปากน้ำ คอยคุ้มครองป้องกันพวกเรา แต่ตอนนี้คุณยายท่านอายุมากแล้ว ท่านไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว พวกเราจะต้องรักษาศีลกันให้ดี ต้องรักษาตัวกันให้ดี นี่หลวงพ่อท่านบอกไว้ว่าอย่างนี้นะ นี่คือคุณยายของเราที่ช่วยเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เพื่อการสร้างบารมีของเราโดยเฉพาะเลย ในเรื่องของอาหารล่ะ ในเรื่องของอาหารเองก็เช่นกัน เมื่อคุณยายได้เห็นว่ามีหมู่คณะเริ่มทยอยกันเข้ามาที่วัดของเรา มาสร้างบารมีกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านก็นึกถึงว่าหลวงปู่วัดปากน้ำท่านได้ทำอย่างไร แล้วท่านก็เจริญรอยตามหลวงปู่วัดปากน้ำ คือตั้งโรงทานขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายในการสร้างบารมีนั่นเอง เราลองนึกดูซิว่าถ้าหากไม่มีโรงทานของตัวเอง ป่านนี้เราจะนั่งสะดวกสบายกันอย่างนี้หรือ พระภิกษุสามเณรเองก็คงจะกังวลอยู่ว่าโอ้ วันนี้จะมีอาหารขบฉันหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้ถามดูซิว่าพระเณรวัดพระธรรมกายมีใครกังวลเรื่องนี้บ้าง มีรูปไหนกังวลบ้าง ไม่มีเลย เพราะรู้อยู่ว่าเช้าก็มีฉัน เพลก็มีฉัน ดังนั้นเมื่อไม่มีความกังวลในเรื่องของปากท้อง ก็ทำให้สามารถที่จะทุ่มเททำงาน ทุ่มเทปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่เต็มกำลังกัน และพวกเราเองก็เหมือนกัน คุณยายท่านตั้งมโนปณิธานไว้ว่าเมื่อคนมาร้อยก็จะเลี้ยงให้ได้ร้อย มาล้านก็จะเลี้ยงให้ได้ล้าน เพราะฉะนั้นท่านเห็นความสำคัญว่าคนเรานี่ถ้าหากว่าท้องยังหิวอยู่ จะให้ปฏิบัติธรรมให้ใจหยุดใจนิ่ง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงมอบหมายให้ท่านอิทธิจินตโกหรือหลวงพี่หมูของเรานี่ดูแลเรื่องโรงครัว เพื่อให้พวกเราไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องอาหาร ใครมาถึงที่นี่ จะมาสักเท่าไหร่ก็ตาม เรามีอาหารไว้เลี้ยงให้อิ่มเสมอ เมื่อถึงเวลาหลับตา ใจจะได้หยุด จะได้นิ่ง นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้กับพวกเราเพื่อความสะดวกในการสร้างบารมีอีกประการหนึ่ง มาถึงบุคคลรอบข้างล่ะ เราพูดถึงอาวาส อาหารไปแล้วบุคคลล่ะ คุณยายท่านมีกุศโลบายในการเตรียมคนเช่นกัน คุณยายเตรียมตั้งแต่หลวงพ่อทั้งสององค์ เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ให้เป็นต้นแบบกับพระอาจารย์รุ่นบุกเบิกและพระรุ่นหลังที่ตามมา ซึ่งตรงนี้เองพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านบอกว่าท่านตรองอยู่นาน เราคงจะเคยได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และพระอาจารย์หลาย ๆ ท่านเล่าว่า หลวงพ่อทัตตะนี่ ไม่เคยเลยที่จะเถียงหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อธัมมะพูดอะไรมา หลวงพ่อทัตตะครับ ครับ น้อมรับฟังตลอดมา ถามว่าอะไรทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น หลวงพ่อทัตตะท่านบอกว่าท่านก็นั่งตรองอยู่ตั้งนานว่าเอ๊ะ ทำไมท่านถึงมีความเคารพในตัวหลวงพ่อธัมมะมากมายจริง ๆ ความจริงแล้ว ถ้าเราได้ดูได้อ่านประวัติของหลวงพ่อทั้งสองนะ เราจะเห็นว่าแท้จริงตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว พอหลวงพ่อทัตตะท่านรับ ให้หลวงพ่อธัมมะเป็นอาจารย์ ท่านก็มีความเคารพหลวงพ่อมาก แม้แต่เวลานอน มีเตียงอยู่หลังหนึ่ง ท่านก็ให้หลวงพ่อธัมมะนอนที่เตียง แล้วก่อนที่หลวงพ่อทัตตะท่านจะนอน ท่านก็จะกราบหลวงพ่อธัมมะก่อน และยิ่งพอมาถึงคุณยาย คุณยายใช้วิธีฝึกยังไงทราบไหมเอ่ย หลวงพ่อทัตตะท่านบอกว่าเวลาสอน ในเรื่องหยาบ ๆ นี่คุณยายจะสอนพร้อมกัน สอนหลวงพ่อทั้งสองพร้อมกัน แต่พอถึงเวลาสอนในเรื่องการปฏิบัติธรรม สอนในเรื่องละเอียด คุณยายจะแยกสอน คุณยายสอนหลวงพ่อธัมมะองค์เดียว แล้วก็ให้หลวงพ่อธัมมะไปถ่ายทอดหลวงพ่อทัตตะอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นหลวงพ่อทัตตะจึงอยู่ในฐานะของลูกศิษย์ หลวงพ่อธัมมะคืออาจารย์ ความเคารพที่หลวงพ่อทัตตะมีต่อหลวงพ่อธัมมะ จึงมีมากมายท่วมท้นหัวใจจริง ๆ หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยเห็นเป็นประจำเวลาที่หลวงพ่อทัตตะท่านสนทนากับหลวงพ่อธัมมะ ท่านจะประนมมือคุยกับหลวงพ่อธัมมะตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราลูก ๆ ได้เห็นกันบ่อย เห็นกันเป็นประจำ และสิ่งเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดมาถึงพระอาจารย์รุ่นบุกเบิก หลวงพี่รุ่นบุกเบิกทุก ๆ รูปนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่งดงามมาก ทำให้พระรุ่นหลัง ๆ ก็ดำเนินรอยตามมาตลอด เวลาคุยกับหลวงพ่อ คุยกับพระผู้ใหญ่ พวกเราจะประนมมือกัน ซึ่งสิ่งนี้ถูกถ่ายทอดมาจนถึงพวกเราทุกคน อาตมาไปที่ไหนที่ไหน หายากมากที่จะเห็นญาติโยมคุยกับพระแล้วนั่งประนมมือ ยกเว้นที่วัดพระธรรมกายเท่านั้น นี่ก็คือสิ่งที่คุณยายท่านได้อบรมบ่มพวกเรามาตลอด ตั้งแต่หลวงพ่อมาจนกระทั่งถึงพระอาจารย์รุ่นบุกเบิกทั้งหลาย อาตมาเองได้มีโอกาสอุปัฏฐากพระอาจารย์รุ่นบุกเบิกหลาย ๆ รูป เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตท่านก็คงจะไม่กล้าเอ่ยนาม พอเข้าไปใกล้ชิดท่านแล้ว เห็นเลยว่าคุณธรรมในตัวของพระอาจารย์แต่ละรูปนั้น โอ้โฮ เรามาคิดดูแล้วว่าอีกกี่ชาติเราจะฝึกตัวได้อย่างนี้ บางรูปท่านมีความประหยัดมากจริง ๆ เลย แล้วท่านก็พร่ำสอนตลอดว่าคุณยายนี่เป็นคนที่ประหยัดมาก เพราะฉะนั้นท่านถูกถ่ายทอดความประหยัดมา พระอาจารย์บางรูปรัดประคดเส้นแรกตั้งแต่ท่านบวชมา ยังอยู่ อาสนะผืนแรกตั้งแต่บวชมา คุณยายถวาย ยังอยู่ แก้วน้ำที่คุณยายถวายตอนบวช ยังอยู่ แล้วท่านก็ใช้มาตลอด พอดูแล้ว เราละอายใจเลย อาตมาเองนี่รัดประคดที่ใช้อยู่ พวกเราทราบกันไหมรัดประคดคืออะไร ก็คล้าย ๆ กับเข็มขัดนะ ถ้าเทียบไปแล้วก็เหมือนกับเข็มขัดของพวกเรานั่นแหละ ของหลวงพี่เองนับไม่ได้ จำไม่ได้แล้วว่าเส้นที่เท่าไหร่ แต่พระอาจารย์ท่านเส้นแรกที่คุณยายถวายตั้งแต่บวชยังอยู่ ท่านยังใช้อยู่ นี่คือคุณธรรมของท่าน และโดยเฉพาะเรื่องของความเคารพ ทุก ๆ รูปเลยจะมีความเคารพต่อคุณยาย ต่อหลวงพ่อมาก จนท่านสามารถถ่ายทอดมาถึงพวกเรา โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด และความรักบุญนี่ อันนี้พวกเราจะเห็นกันได้ชัดเจนมาก ไปดูเถอะ พระอาจารย์รุ่นบุกเบิกทุกรูปเลย ไปบอกบุญท่าน ไม่มีองค์ไหนจะปฏิเสธเลย พอบอกปุ๊บ ท่านทำทันที เพราะฉะนั้นพวกเราไม่ต้องแปลกใจว่าเวลาท่านได้อะไร ถึงได้ของที่ประณีต แล้วได้ทันอกทันใจ ก็เพราะว่าท่านทำบุญแบบไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข และสิ่งที่อาตมาประทับใจมากในพระอาจารย์รุ่นบุกเบิกคือคำว่าไม่ได้ไม่มี พอหลวงพ่อสั่งอะไร ครับ ครับ ครับไว้ก่อน แล้วมาหาวิธีการเอาภายหลัง เพราะอะไร เพราะท่านสอนว่าถ้าหากว่าเราปฏิเสธไปก่อน ใจมันปิด เมื่อใจปิด มันไม่คิดหาหนทาง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราครับไว้ มันจะเห็นหนทาง ช่องมันจะเปิด ช่องมันจะโล่งให้เราได้หาวิธีทำ แล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จได้ดังใจ สิ่งนี้ก็ขอฝากพวกเราไว้ด้วยว่าเมื่อหลวงพ่อมอบหมายภารกิจอะไรให้ ทำเถอะ รับเถอะ ถ้าเรารับเมื่อไหร่ ช่องมันจะเปิด ช่องมันจะโล่ง กระแสบุญจะไหลลงมาสู่พวกเรา ศูนย์กลางกายจะสว่างไสว และทุกอย่างจะสำเร็จอย่างเป็นอัศจรรย์ และคุณยายท่านก็ได้ฝึกพระให้เป็นพระ ก็ที่พระอาจารย์รุ่นบุกเบิกทั้งหลายถูกคุณยายฝึกอย่างนั้น แล้วการฝึกคนให้เป็นพระนี่ พวกเราก็คงจะได้ยินได้ฟังกัน ที่บอกว่าคุณยายจะฝึกอุบาสก คุณยายดูทุกเรื่องเลย ตั้งแต่การกิน การนอน โดยเฉพาะเรื่องการล้างห้องน้ำ อาตมายังมีบุญ แม้ว่าจะไม่ทันในช่วงที่คุณยายท่านลงมือล้างห้องน้ำให้ดู แต่ก็ยังมาทันในรุ่นที่คุณยายมาคุมการล้างห้องน้ำ ห้องน้ำ ๒๐ ห้องที่อยู่ด้านใน ใกล้ ๆ กับกุฏิของหลวงพ่อทัตตะ ทุกครั้งเลยเมื่อก่อนพอเรามาวัดนี่ เขาจะเรียกกัน เอ้า วันนี้เขาจะถามกันว่าใครจะไปรับบุญขัดวิมาน โอ้โฮ แย่งกันยกมือเลยนะ ไปขัดวิมานกัน เพราะอะไร เพราะทุกคนอยากจะอยู่ใกล้คุณยาย เพราะเวลาเราไปล้างห้องน้ำกัน คุณยายจะมาแล้ว แล้วท่านก็จะถามอยู่เสมอ ถามว่าไง คุณอยากจะบวชไหม เราก็บอกว่าอยากจ้า คุณยาย คุณยายก็บอกว่าถ้าคุณอยากจะบวช คุณต้องล้างห้องน้ำให้เป็น ถ้าล้างห้องน้ำไม่เป็น ยายไม่ให้บวชนะ นี่พวกเราจะได้ยินประจำ แล้วคุณยายท่านก็จะแนะ ตอนนั้นนี่ท่านก็อายุมากพอสมควรแต่ก็ยังแข็งแรง ท่านยังเดินได้เอง เดินตรวจวัดได้ ท่านก็จะคอยบอกว่าต้องล้างห้องน้ำอย่างนั้น ล้างห้องน้ำอย่างนี้ ต้องใช้ผ้าแล้วทำอย่างนั้นอย่างนี้นี่ ท่านจะสอนตลอดเลย สอนอย่างละเอียด ซึ่งไม่เคยมีใครสอนมาก่อน แล้วในการฝึกคนให้เป็นคน พวกเราไปหาดูเถอะ อย่าว่าแต่ในประเทศไทยเลย ทั้งโลกนี้มีที่ไหนที่ให้พนักงาน ให้เจ้าหน้าที่มาสวดมนต์ทำวัตรก่อนไปทำงาน ยกเว้นที่วัดพระธรรมกาย ถามว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากใคร ก็เกิดจากคุณยาย เมื่อก่อนอาตมาก็ไม่เข้าใจ บอกเอ๊ะดูแล้วนี่ ให้คนงานทำวัตรสวดมนต์ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิด้วยอีก ๕ นาที ๑๐ นาที เราจะไม่เสียเวลาหรือ ก็ถามคุณยาย คุณยายทำไมต้องให้เขาสวดมนต์ทำวัตรด้วย คุณยายท่านบอกว่า ท่าน คนเรานะ ถ้าใจไม่ละเอียด ทำงานหยาบมันก็ทำไม่ละเอียด แต่ถ้าใจมันละเอียดแล้ว เดี๋ยวทำอะไร มันก็ทำได้ดี เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นได้ว่าคนงานของเรารุ่นแรก ๆ นี่ โอ้โฮ ทำอะไรละเอียดมากเลย ทำอย่างดีจนกระทั่งว่าช่างข้างนอกนี่ไม่มีสิทธิ์เลยที่จะมาสู้นะ นี่เป็นลักษณะนั้น คุณยายท่านเตรียมคนไว้ให้พวกเรา และพวกเราเองก็เช่นกัน กว่าพวกเราจะได้ชุดขาวมานั่งกันอยู่อย่างนี้ ก็คงจะได้ยินได้ฟังกันมาแล้วว่าใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ เมื่อก่อนชุดสีบ้าง อะไรบ้าง แต่คุณยายท่านสร้างสภาพแวดล้อมให้ดี ให้หันไปทางไหนก็เห็นสีขาวกันหมด เห็นแล้ว ใจมันสงบ เห็นแล้วใจมันนิ่ง นี่ก็ฝีมือของคุณยายของเราเช่นกัน มาถึงเรื่องของธรรมะล่ะ อาวาส อาหาร บุคคล แล้วธรรมะ ธรรมะเป็นที่สบาย วิชชาธรรมกายนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็บอกอยู่แล้วว่าวิชชาธรรมกายนั้นเป็นสุดยอดของวิชชา เป็นวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อให้เรารู้วิชาต่าง ๆ ทั่วโลกเลย ที่เขามีศึกษากัน ให้รู้อย่างละเลียดเลยแหละ ทุกอย่างเลย เอาไปใช้งานได้ แต่ถามว่าวิชาเหล่านั้นจะทำให้เราพ้นอบายได้ไหม เปล่าเลย แต่ถ้าเรารู้วิชชาธรรมกายวิชชาเดียวนี่ นั่นน่ะ ทำให้เราพ้นอบายได้ทีเดียว ซึ่งตรงนี้ถามว่าทำไมอาตมาจึงได้ยืนยัน หรือกล่าวว่าวิชชาธรรมกายนั้นเป็นสุดยอดของวิชชา เมื่อครั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเดินทางไปที่ต่างประเทศ ท่านได้เล่าให้ลูก ๆ ที่โน่นฟัง เพื่อให้พวกเรารักการปฏิบัติธรรม ให้เรามีความเชื่อมั่นว่าวิชชาธรรมกายนั้นดีจริง มีจริง ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านไปปฏิบัติธรรม ก็มีเด็กยุวะไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วย มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อธัมมะท่านให้เด็ก ๆ นั่งสมาธิ แล้วท่านก็บอกว่าวันนี้จะให้พวกเราเรียนอิทธิบาท ๔ เด็ก ๆ ก็ทำหน้างง ๆ เพราะเขาไม่มีความรู้เรื่องปริยัติเลย อิทธิบาท ๔ คืออะไรหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกว่า อ้าว ถ้าบอก แล้วหลวงพ่อจะให้ดูทำไม หลวงพ่อธัมมะก็ให้เขานั่งหลับตา นี่เด็กยุวะนะ ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องปริยัติเลย แต่เขาอาศัยการปฏิบัติ เข้าไปรู้ เข้าไปเห็นเอง หลวงพ่อก็ให้เขาทำใจหยุดใจนิ่งเข้าไป ท่านก็ถามว่าสว่างหรือยัง สว่างแล้ว สว่างแค่ไหน สว่างเท่ากับดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเอามาเรียงกันเต็มท้องฟ้า เท่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันมาเรียงกันเต็มท้องฟ้าเลยนะ เสร็จแล้วหลวงพ่อก็แนะวิธีดู สักพักหนึ่งเด็ก เขานั่งกัน เขาก็บอกว่าเห็นดวงสว่าง สว่างมากเลย หลวงพ่อก็บอกว่าเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดวงนั้น เด็กเขาเข้าไป เข้าไปเสร็จเขาก็บอกว่าเมื่อเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดวงนี้แล้วนี่ มันมีความรู้สึกว่าอะไร ๆ มันก็น่าทำไปหมดเลย เขาไม่รู้จักฉันทะ เขาไม่รู้จักหรอกว่าฉันทะแปลว่าความพอใจ แต่เขาตอบแบบคำของเขา เขาบอกว่าเห็นอะไรนี่มันน่าทำไปหมดเลย หลวงพ่อก็ให้ดูเข้าไปต่อ พอเข้าไปดวงที่ ๒ เขาบอกโอ้โฮ ดวงนี้ก็สว่าง พอเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปุ๊บ เขาบอกว่าเห็นเลยว่า โอ้โฮ อะไรในโลกนี่ที่ว่ายาก ๆ มันไม่ยากเลย แม้กระทั่งที่เขาบอกว่าเข็นครกขึ้นเขา ไม่เห็นมันจะยากตรงไหน มีดวงวิริยะนะ เข้าไปต่ออีก ไปถึงดวงที่ ๓ ไปถึงดวงที่ ๓ พอใจนิ่งแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปุ๊บ นี่เด็กผู้หญิงตอบ หลวงพ่อเจ้าคะ พอเข้าไปข้างในดวงนี้แล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี่ ขนาดหนูนะคะว่ารักแม่มากที่สุด นึกหน้าแม่ยังนึกไม่ออกเลย เพราะใจมันนิ่งมันแน่น นี่จิตตะ ใจมันตั้งมั่น มันปักลงไปเลย เข้าไปอีกดวง โอ้โฮ ดวงนี้ยิ่งสว่าง พอนิ่งแน่นเข้าไป เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปุ๊บนี่ เขาบอกว่าไง เขาบอกว่าพอเข้าไปถึงดวงนี้ มีความรู้สึกเลยว่าอะไรก็ตามที่ในโลกนี้เขาบอกว่าสมบูรณ์แล้ว ดีแล้ว แท้จริงมันยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขอยู่อีก มันยังมีข้อบกพร่องอยู่อีก นี่วิมังสา เห็นไหม นี่แหละคือธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้เข้าไปรู้ไปเห็น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราได้อ่านในพระไตรปิฎก จะเห็นเลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกี่พระองค์ก็ตาม เมื่อตรัสรู้แล้ว สิ่งที่พระองค์ท่านเห็นนั้น เหมือนกัน ตรัสรู้เหมือนกันทุก ๆ พระองค์เลย ก็จากจุดตรงนี้แหละ เข้าไปรู้ไปเห็นภายใน นี่แหละคือสิ่งที่คุณยายได้สืบทอดมาจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ถ่ายทอดมาถึงหลวงพ่อธัมมชโย และหลวงพ่อก็วางพื้นฐานให้กับพวกเรา ที่หลวงพ่อท่านสอนอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับพวกเราในการที่จะไปเรียนรู้วิชชาธรรมกายในอนาคต เห็นไหมจ๊ะว่าสภาพแวดล้อมนี่ คุณยายท่านเตรียมไว้ให้พร้อม ทั้งอาวาส อาหาร บุคคล แล้วก็ธรรมะ ทีนี้ ในมงคลต่อมาที่บอกว่าต้องมีบุญที่มากเพียงพอ หรือว่ามีบุญวาสนามาแต่ปางก่อนนี่ คุณยายก็เตรียมไว้ให้เราอีกแล้ว ต้องถามว่าทำไม บางท่านเคยถามว่าเอ๊ะ หลวงพี่ทำไมหลวงพ่อพูดถึงแต่ว่าอันนี้ก็บุญใหญ่ อันนี้ก็บุญใหญ่ อันนี้ก็บุญใหญ่ ทำไมหลวงพ่อบอกบุญใหญ่ บุญใหญ่ บุญใหญ่ ทุกครั้งเลย จริง ๆ แล้วที่หลวงพ่อบอกว่าบุญใหญ่นี่ใช่เลยนะ ใช่เลย เพราะอะไร เราลองนึกดูว่าการสร้างบารมีของนักสร้างบารมีในอดีตนั้นเขาทำอย่างไรบ้าง ถ้าเราอุปมาดูว่าโลกทั้งโลกนี่ เปรียบเสมือนกับคุก บางท่านที่สร้างบารมี ท่านก็เอาตัวรอดคนเดียว แหกคุกออกไปคนเดียว บางท่านก็พาหมู่คณะออกไปด้วย ไปกันเป็นหมู่ ไปกันเป็นคณะ แต่พอมาถึงหลวงปู่วัดปากน้ำ คุณยาย หลวงพ่อของเรา และหมู่คณะของพวกเรานี่ เราไม่ได้คิดที่จะแหกคุกเลย แต่เราจะพังคุก ดังนั้นการที่เราจะพังคุกนี่ ถามว่าบุญน้อยนี่มันพอไหม มันไม่พอ เราต้องอาศัยบุญบารมีอย่างมากมายจึงจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ตรงนี้แหละที่หลวงพ่อท่านจึงมาดูว่าช่วงเฉลี่ยอายุของมนุษย์เราเพียงแค่ ๗๕ ปีนี่ ทำอย่างไรจึงจะหาวิธีให้ได้บุญใหญ่ให้มากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้ยินหลวงพ่อบอกว่าบุญใหญ่น่ะ ให้เราทำกันเถอะ ทำอย่างเต็มที่ เต็มอิ่ม เต็มกำลังเลย แล้วเราก็จะได้บุญใหญ่ไปสร้างบุญสร้างบารมีกันอย่างต่อเนื่อง ใครที่คิดว่าตัวเองมีบุญเยอะแล้วนี่ ลองฟังเรื่องนี้ดูนะ เมื่อปี ๒๕๓๒ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะได้ให้โอวาทกับพระภิกษุสามเณร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของท่าน วันที่ ๒๑ ธันวาคม ปี ๒๕๓๒ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าบุญของหลวงพ่อ จากการที่สร้างวัดมาร้อยเก้าสิบหกไร่ ไม่มีตารางนิ้วไหนเลยที่เหงื่อของหลวงพ่อจะไม่ได้หยดลงไป บุญจากการสร้างวัดและสร้างบุญสร้างบารมีมาตลอดของหลวงพ่อนี่ ถ้าอุปมาไปแล้วเหมือนกับทะเลบุญ เราฟังก็โอ้โฮ บุญของหลวงพ่อนี่เป็นทะเลบุญเลยหรือนี่ แค่นี้เราก็ตกใจแล้ว ตกใจหนักเข้าไปอีก เพราะหลวงพ่อพูดต่อบอกว่าแต่บุญของหลวงพ่อนั้น เมื่อเทียบกับบุญของหลวงพ่อธัมมชโย บุญของหลวงพ่อไม่ติดฝุ่น ยังไง ฟังแล้ว ขนาดบุญของหลวงพ่อทัตตะเองยังไม่ติดฝุ่นเลย แล้วของพวกเราอยู่ที่ไหนกันนี่ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่หลวงพ่อให้เราทำ ทำกันไปเถอะ แล้วเราจะได้มีบุญใหญ่เพื่อไปแบ่งเบาภาระหลวงพ่อในการรื้อสัตว์ขนสัตว์ และจะได้ไปถึงที่สุดแห่งธรรมกัน ทีนี้ประการสุดท้าย ในมงคลสุดท้ายที่บอกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ คือการตั้งตนชอบ การตั้งตนชอบก็คือการมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนนั่นแหละ ก็ให้พวกเราถามตัวเราเองดูว่าถ้าเราไม่พบคุณยาย ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร เราจะมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนอย่างนี้หรือเปล่า สำหรับพวกเรา อาตมาไม่ทราบ แต่สำหรับอาตมาเองบอกได้เลยว่า ถ้าไม่มีคุณยาย ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีทางที่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ อย่าว่าแต่บวชเลย เข้าวัดยังไม่เคยคิด การที่ได้มานั่งอยู่ ณ ตรงนี้ แล้วมีเป้าหมายชีวิตที่จะดำเนินตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยาย ในการที่จะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในเพศนี้ไปตลอด นี่ก็เพราะคุณยายแท้ ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นป่านนี้ก็คงจะรู้เพียงแค่เป้าหมายชีวิตในเบื้องต้นนะ เราคงจะทราบกันดีใช่ไหมจ๊ะว่า เป้าหมายชีวิตมีอยู่ ๓ ระดับ คือบนดิน บนฟ้า แล้วก็เหนือฟ้า ป่านนี้ก็คงจะรู้จักแค่เป้าหมายบนดิน คือเกิดมาแล้วก็ทำมาหากินไม่คิดหรอกว่าจะหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ อยากจะไปนิพพาน อยากจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม นี่ก็เพราะคุณยาย ท่านได้เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ จึงทำให้มีหลวงพ่อ มีพระอาจารย์รุ่นบุกเบิก แล้วก็จนกระทั่งถ่ายทอดมาถึงพวกพระเณรรุ่นต่อ ๆ มาทั้งหลาย ถ่ายทอดไปถึงพวกเราทุก ๆ คน ดังนั้น เราจะเห็นได้เลยว่าคุณยายนั้นมีพระคุณอย่างมากมายมหาศาล สุดคณนา อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะกล่าวไว้จริง ๆ ดังนั้นสิ่งที่ลูกศิษย์ที่ดี ควรจะได้ตอบแทนพระคุณของท่านก็คือการบูชาคุณท่านนั้นเอง สิ่งที่เราจะบูชาคุณของท่านได้ ในด้านของอามิสบูชา ก็คือการที่โครงการอะไรก็ตามที่คุณยายท่านได้ริเริ่มไว้ ได้สร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี สภาธรรมกายสากล มหาธรรมกายเจดีย์ หรือบุญอะไรอีกมากมาย กองทุนต่าง ๆ ที่คุณยายท่านได้ดำริไว้นั่นน่ะ ไม่ใช่ว่าพอคุณยายท่านละสังขารแล้ว พวกเราจะหยุดทำกัน ไม่ใช่ นั่นแหละพวกเรายิ่งจะต้องสืบสานมโนปณิธานของท่าน ทำให้เต็มที่ เต็มกำลังกัน เพื่อให้ครูบาอาจารย์ได้ปีติใจ อิ่มอกอิ่มใจว่าไม่เสียแรงที่ท่านได้ปลูกฝังคุณงามความดีให้เกิดขึ้นกับพวกเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการปฏิบัติบูชา ให้พวกเราได้ดูคุณยายเป็นตัวอย่างเป็นต้นแบบ คุณยายไม่เคยขาด ไม่เคยเว้นจากการปฏิบัติธรรม แม้กระทั่งเจ็บป่วย ใจของท่านก็ดิ่งอยู่กับธรรมะภายในตลอดเวลา ถึงเราจะทำไม่ได้อย่างนั้น ก็ขอให้ตรึกอยู่ตลอด บางครั้งเผลอไผลบ้างก็ไม่เป็นไร เมื่อมีสติ ก็ตรึกนึกกลับมาใหม่ ย้อนกลับมาใหม่ ซึ่งถ้าหากว่าเราทำได้อย่างนี้ โอกาสที่เราจะไปศึกษาวิชชา จะไปเรียนรู้วิชชาธรรมกาย จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย ก็ขอฝากพวกเราว่าการที่เราจะบูชาคุณของครูนั้น ไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่คำพูด ยกย่องสรรเสริญว่าครูบาอาจารย์ของเราดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่ที่สำคัญคือเราเองจะต้องปฏิบัติตัวให้ดี ตั้งใจนั่งธรรมะ รักการปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบุคคลที่อยู่รอบข้างเขาเห็น แล้วเขาเกิดความทึ่งว่าเออ คน ๆ นี้ฝึกตัวได้ดีจริง ๆ แล้วเขาก็จะมองไปถึงครูบาอาจารย์ว่านี่เพราะเขาได้ครูดี จึงทำให้เขาเป็นคนดี ถ้าหากว่าเราทำกันได้อย่างนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นการประกาศคุณของครูบาอาจารย์ได้อย่างดีที่สุด สำหรับวันนี้อาตมาก็ขอฝากข้อคิดให้กับพวกเรา เพื่อจะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติตามครูบาอาจารย์เพียงเท่านี้ ขออานิสงค์ที่ทุกท่านได้ตั้งใจสั่งสมคุณงามความดีอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ตั้งใจปฏิบัติตนตามคำสอนของคุณยาย และอานิสงส์ที่อาตมาได้ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของครูบาอาจารย์ รวมทั้งอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยอันไม่มีประมาณ จงดลบันดาลอภิบาลปกป้องคุ้มครองรักษาให้ทุก ๆ ท่าน เจริญงอกงามในธรรมะอันบริสุทธิ์ แตกฉานในวิชชาธรรมกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ตราบกระทั่งวันปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เข้าสู่ที่สุดแห่งธรรมเทอญ *********************************** จบ ***********************************