สัปปุริสสธรรม ๗ จากวัตปฏิบัติของคุณยายอาจารย์
(ม้วน 1/A)
พระฐานวุฑโฒ : ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป กระผมขอโอกาสบรรยายธรรมแด่ท่านสาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน เจริญพรท่านสาธุชนทุกท่าน
วันนี้หลวงพี่ตั้งใจจะบรรยายธรรมเรื่องสัปปุริสธรรม ๗ เพื่อเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่าบุคคลใดที่ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการต่อไปนี้ คือ
เป็นผู้รู้จักเหตุ / รู้จักผล / รู้จักตน / รู้จักประมาณ / รู้จักกาล / รู้จักชุมชน
และรู้จักบุคคล
บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสัปบุรุษ หรือเราเรียกภาษาไทยว่าเป็นสัตบุรุษ ก็คือเป็นคนดี คนอย่างนี้อยู่ในสังคมไหน สังคมนั้นก็เจริญ เริ่มตั้งแต่ว่าตัวบุคคลผู้นั้นก็จะมีความสุข แล้วก็มีความเจริญในชีวิต ครอบครัวของบุคคลผู้นั้นก็จะร่มเย็นเป็นสุข สังคมที่เขาอยู่ก็เป็นสุข แม้กระทั่งวัดไหนที่มีสมาชิกของวัดเป็นสัตบุรุษมากๆ วัดนั้นก็จะเจริญเช่นเดียวกัน
พวกเราบางคนอาจจะเคยนึกและเคยรู้สึก บางครั้งน้อยใจชะตาชีวิต รู้สึกตัวของเรานี่ ความสามารถก็ไม่น้อย แล้วก็ได้ทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง แต่บางครั้งกลับได้รับผลดีจากการกระทำไม่มากเท่าไหร่ พอดูคนอื่นเขา เขาทำงานก็พอประมาณๆ แค่เข้าเจ้านานเก่งหน่อย ทำไมเขาได้ดิบได้ดี ก้าวหน้าเอาก้าวหน้าเอา คิดแล้วก็น่าน้อยใจชะตาชีวิต เราอาจจะเคยรู้สึกอย่างนี้บ้าง
งั้นวันนี้มาลองเช็คดูเถอะว่าที่เราคิดอย่างนั้นถูกหรือเปล่า ข้อบกพร่องมันเกิดขึ้นตรงไหน ทำไมจะเกิดเหตุเช่นนั้น แล้วทำอย่างไรจากนี้ไปจึงจะไม่เกิดสภาพอย่างนั้นขึ้นกับเราได้อีก ทำยังไงจะให้ตัวของเราเองมีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญก้าวหน้าโดยฝ่ายเดียว เรามาดูกัน ดูจากตัวอย่างของคุณยายอาจารย์ของเรานี่ว่าท่านฝึกตัวของท่านอย่างไร ท่านมีคุณธรรมอย่างไร ทำไมจึงสร้างวัดพระธรรมกายมาให้ได้อย่างนี้ ตั้งแต่
ข้อที่ ๑. ความเป็นผู้รู้จักเหตุ อันนี้หมายถึงว่าเมื่อเห็นเหตุสิ่งใดแล้ว สามารถมองไปตลอดสายเลยว่าเหตุนั้นจะทำให้เกิดผลอย่างไรตามมา ยกตัวอย่างเช่นถ้าเห็นเด็กคนไหนตั้งใจร่ำเรียนเขียนอ่าน มีความประพฤติดี เราก็รู้ว่าเด็กคนนี้โตขึ้นคงจะได้ดี ทำนองนี้เป็นต้น หรือเห็นเด็กคนไหนเกเร ไม่ยอมเรียนหนังสือ ดื้อ เถียงคุณพ่อ เถียงคุณแม่ หรือว่าไปติดยาบ้าเข้านี่ เราก็รู้ว่าเด็กคนนี้อนาคตคงจะลำบากแน่นอน คือพอจะมองออกไปอย่างนั้น ซึ่งเหตุนี้ก็มีตั้งแต่เหตุง่ายๆ ใครก็พอรู้ จนกระทั่งถึงเหตุที่มันซับซ้อนมากขึ้นมากขึ้น อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคนไหนจะเป็นผู้รู้จักเหตุได้มากกว่ากัน
คุณยายอาจารย์ของเรานี่ เพราะความที่ท่านเป็นผู้รู้จักเหตุนี้เอง ท่านจึงสามารถสร้างวัดพระธรรมกายอย่างที่เห็นอยู่และที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ขึ้นมาได้ กล่าวได้ว่าท่านเป็นต้นแบบ และเป็นผู้วางกรอบแห่งความเจริญให้กับวัดของเราอย่างดีทีเดียว ระเบียบของยาย คุณยายก็เป็นคนวาง ตั้งแต่บางข้อ ยกตัวอย่างเช่น ท่านตั้งกฎว่าสร้างวัดแล้วห้ามรับแขกในกุฏิ ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่จากระเบียบข้อนี้นี่เอง ทำให้ป้องกันความเสื่อมเสีย ป้องกันอกุศลทั้งหลายได้เยอะทีเดียว ทั้งจากบุคคลผู้ไม่หวังดี หรือบุคคลที่จะจ้องหาจับผิดยังไง พอเจอระเบียบข้อนี้เข้าข้อเดียวเท่านั้นเอง มันตัดไปเยอะเลย ถ้ารับแขกในกุฏิ โอกาสจะเกิดความเสียหายมีสูง แต่พอตัดข้อนี้ไปเท่านั้นเอง โล่งไปตั้งเยอะ สิ่งที่ทั่วๆ ไปไม่ค่อยได้ทำ แต่คุณยายอาจารย์ท่านทำ แล้วเกิดประโยชน์ด้วย
อันนี้เป็นตัวอย่าง ยังมีระเบียบ มีกรอบ มีข้อแนะนำ คำสั่งสอนอีกจำนวนมากที่คุณยายวางแล้วก็สอนให้กับลูกศิษย์ เพราะความเป็นผู้รู้จักเหตุนี้เอง จึงสามารถป้องกันอกุศลธรรม แล้วก็เหตุแห่งความเสื่อมทั้งหลายออกไปจากเราได้มาก
ถามว่าทำยังไง ถึงจะเป็นผู้รู้จักเหตุได้ ท่านบอกว่าเราจะต้องศึกษาหลักการต่างๆ ให้กว้างขวาง ยิ่งใครมีความรู้กว้างขวางมากเท่าไหร่ รู้หลักการมากเพียงใด ก็จะทำให้เป็นผู้รู้จักเหตุมากขึ้นอย่างนั้น ยกตัวอย่างทางโลก คนที่ร่ำเรียนเขียนอ่านมาเยอะ รู้กฎรู้หลักมามาก เขาก็จะสามารถบอกเหตุต่างๆ ได้มากกว่าคนทั่วไป
คนไหนเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์เยอะ พอเห็นสัญญาณบางอย่างทางเศรษฐกิจ เขาก็สามารถชี้ต่อไปได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาในอนาคต อันนี้เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์พอเอาไฮโดรเจน ออกซิเจนมาจุด เขารู้เลยว่าถ้าจุดสปาร์คเข้าไป มันก็จะเกิดเป็นน้ำขึ้นมา แต่คนไหนไม่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่าน ไม่รู้กฎอันนี้ก็จะไม่ทราบ พูดง่ายๆ ว่ารู้ให้มาก แล้วก็จะสามารถรู้จักเหตุได้ ประเดี๋ยวจะขยายความเพิ่มเติมรวมกับข้อ ความเป็นผู้รู้จักผล ให้เห็นนัยยะในทางธรรมเพิ่มขึ้น
เรามาดูข้อที่ ๒ กันต่อ ว่าความเป็นผู้รู้จักผลนี่ ท่านหมายถึงว่าเมื่อเราเห็นผลอะไรเกิดขึ้นมา สามารถมองย้อนแล้วบอกได้ว่าผลอันนี้มันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด สามารถมองสาวไปถึงอดีตได้ ซึ่งยากกว่าความเป็นผู้รู้จักเหตุ เพราะว่าผลแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นมา มันมักมาจากเหตุหลายๆ อย่างที่ผสมๆ ขึ้นมาแล้วก็มีความสับสน
เหมือนอย่างนี้ ถ้าเราเห็นคนๆ หนึ่งไปกินเหล้าเมายา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเข้า เราก็พอบอกได้ว่าคนๆ นี้ตายแล้วตกนรกแน่เลย คนไหนพอรู้หลักบาปบุญคุณโทษ ก็สามารถบอกได้ไม่ยาก แต่ถ้าเกิดถามว่าเราไปเห็นคนที่เขาตกนรกอยู่นี่ แล้วถามว่าเขาตกนรกเพราะอะไรนี่ เออมันเริ่มยากขึ้นนะ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีญาณทัสสนะแล้วล่ะก็ ชักจะตอบไม่ได้เชียวละ เพราะเหตุที่เขาจะตกนรกได้มันมีเยอะ เราก็ไม่รู้เหมือนกันเขาทำอะไรมาถึงตกนรก จะรู้ได้จะต้องมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย
หรือเราเห็นคนบางคนอดหลับอดนอน ข้าวปลาอาหารไม่ยอมกินนี่ เราพอจะบอกได้ อีกหน่อยสงสัยจะป่วยแน่ไม่สบายแน่ นี่พอบอกได้ แต่ถ้าเกิดให้เราไปเจอคนป่วยเข้า แล้วถามว่าเขาป่วยเพราะอะไร เอ๊ะ ถ้าไม่ใช่หมอ ไม่ได้ตรวจนี่ ชักไม่รู้เหมือนกัน คนจะตอบได้ ต้องเป็นนายแพทย์ผู้ชำนาญถึงจะตอบได้ นี่ความเป็นผู้รู้จักผล เห็นอะไรแล้วสามารถมองย้อนไปว่ามันเกิดขึ้นจากอะไรนี่ ต้องอาศัยความลึกซึ้งขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง จากการเป็นผู้รู้จักเหตุ ลึกไปอีก ๑ ชั้น จึงจะเป็นผู้รู้จักผลได้ ซึ่งท่านบอกว่าจะทำได้ จะต้องศึกษาเรื่องราวต่างๆ หลักการต่างๆ ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ศึกษาแค่หลักกว้างๆ เสียแล้ว ต้องรู้ถึงนัยยะโดยละเอียด
อย่างคุณยายอาจารย์ของเรา พวกเราคงได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเล่า ท่านเคยไปกราบถามคุณยายว่าพระสารีบุตรทำไมจึงเป็นผู้ที่เลิศทางปัญญา ได้ทำบุญอะไรไว้ คุณยายหลับตานิ่งไป ๔-๕ นาที แล้วก็ตอบว่าเพราะท่านเป็นผู้ที่มีความกตัญญู กตัญญูมามาก จึงมีผู้มีปัญญามาก หลวงพ่อถามต่อว่าแล้วพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ทำไมถึงผู้ที่มีฤทธิ์มาก คุณยายท่านก็หลับตานิ่งไปพักหนึ่ง เข้าที่ไปดู แล้วก็ตอบบอกว่าเป็นเพราะเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อหมู่คณะ อันนี้เป็นต้น
เห็นนี่ ผลเกิดขึ้นมาสามารถสาวย้อนไปดูเลยว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างนี้เพราะเหตุใด ของคุณยายยกไว้ เพราะท่านดูด้วยญาณทัสสนะ แล้วเราทั่วไปจะรู้ได้อย่างไร ก็ต้องศึกษา ศึกษาชั้นต้นจะให้รู้จักเหตุ พอลึกซึ้งขึ้นก็จะรู้จักผล ก็เห็นถึงความเกี่ยวโยงเชื่อมสัมพันธ์ของเหตุหลายๆ อย่าง
ซึ่งใน ๒ ข้อนี้ อยากจะฝากเป็นข้อคิดแก่พวกเราว่าจะฝึกให้เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผลได้ดีนี่ นอกจากการศึกษาหลักการทางโลกแล้ว ขอให้เราเองมีหลักยึดทางธรรม คือให้หลังอิงต้นโพธิ์เอาไว้ ศึกษาหลักธรรมในพระไตรปิฎก คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดีเถอะ เพราะหลักทางโลกมันยังไม่ค่อยแน่ไม่ค่อยนอน โดยทั่วๆ ไปก็พอใช้ได้ แต่ยังไม่มั่นใจว่าถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรม ทำอย่างไรถึงจะมีเพื่อนเยอะ ทำอย่างไรถึงจะฐานะร่ำรวย ก็มีคนเขียนตำราไว้เยอะแยะ เป็นหนังสือประเภท How to ทั้งหลาย ซึ่งบางเล่มบางทีก็เขียนขัดกัน แต่หลักการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรา เรามั่นใจได้เลยว่าถูกต้องแน่นอน อยู่ที่ว่าเราเองจะมีสติปัญญาเพียงพอที่จะไตร่ตรองให้เข้าใจ และนำไปใช้ได้มากเพียงใดเท่านั้นเอง
คนไหนได้ศึกษาหลักธรรม จะทำให้มีหลักที่มั่นใจได้ เป็นหลักที่ยืดถือได้ เป็นมาตรฐานในการอ้างอิงได้ ตรงนี้สำคัญมากๆ เพราะงั้นเราเองต้องการรู้จักเหตุรู้จักผล ต้องหลังอิงต้นโพธิ์ ศึกษาธรรมะให้เยอะๆ นี้ประการแรก
ประการที่ ๒ คือเราจะต้องตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยนะ เพราะเมื่อเราปฏิบัติธรรม ใจเราละเอียดแล้ว เราจึงจะสามารถเข้าใจธรรมต่างๆ ได้ดี มีใจที่นิ่งพอที่จะไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆให้เข้าใจได้ด้วยความซาบซึ้งจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเมื่อไหร่เข้าถึงธรรม แล้วเกิดญาณทัสสนะขึ้นมา ไปดู ไปรู้ไปเห็น ไปดูเหตุไปดูผล ไม่เฉพาะชาตินี้ แต่ระลึกชาติไปดูได้ อย่างนั้นล่ะก็ เยี่ยมเลยนี่ มองย้อนอดีต เขามีทั้งบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติตัวเองได้ จุตูปปาติญาณ ระลึกชาติของสัตว์อื่นได้ อย่างนี้ล่ะก็ไม่พลาดแน่นอน หรือมองอนาคต มีอนาคตังสิญาณ หยั่งรู้เหตุการณ์อนาคตได้ อย่างนี้ล่ะก็เยี่ยมเลย ทางโลกใครๆ ก็สู้ไม่ได้ นี่คือเรื่องของการรู้จักเหตุแล้วก็รู้จักผล
ประการที่ ๓ คือความเป็นผู้รู้จักตน ตรงนี้นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไม่ได้พูดถึงการที่ว่าเออ ไปส่องกระจกดูว่าหน้าตาเราเป็นยังไง สูงต่ำ อ้วนผอม ดำขาว ตาหู จมูกลิ้นเป็นยังไงนี่ ไม่ได้พูดตรงนี้เลยนะ แต่พระองค์บอกว่าให้ไปดูว่าเรานี่มีศรัทธา มีศีล มีสุตตะ มีจาคะ มีปัญญา แล้วก็มีปฏิภาณขนาดไหน พูดง่ายๆ มีคุณธรรมในตัวแค่ไหนนี่ ให้ไปดูตรงนั้น คนไหนประมาณคุณธรรมในตัวเหล่านี้ออกล่ะก็ คนนั้นถือว่ารู้จักตน คนไหนยังไม่รู้จักคุณธรรมในตัวเองจริง ก็ยังถือว่าไม่รู้จักตน ให้ส่องกระจกจนจำหน้าตัวเองได้ติดตา ก็ยังไม่รู้จักตนอยู่ดีนั่นแหละ
ตรงข้อนี้สำคัญ เพราะถ้าเกิดเราไม่รู้จักตัวเอง เราก็จะทำได้ไม่พอดีกับตัว เอาแค่ร่างกายของเรา เราไม่รู้จักร่างกายของเราเอง เราก็ตัดชุดได้ไม่พอดีตัว ใส่แล้วก็คับไปบ้าง หลวมไปบ้าง เหมือนกัน ไม่รู้จักคุณธรรมในตัว เราก็จะประมาณไม่ออก จะทำเรื่องอะไร มันก็จะหย่อนๆ เกินๆ ขาดๆ ไม่ค่อยจะพอดี เพราะไม่รู้จักตัวเอง แล้วจะเกิดผลกระทบ เกิดความกลุ้มใจ เกิดปัญหาตามมาเยอะแยะมากมาย เราจึงต้องประมาณและรู้จักตัวเองให้ออก ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา และปฏิภาณ ดูให้ออก
ยกตัวอย่างข้อแรก ศรัทธา เช็คตัวเองเลย เอ๊ะ บางคนบอกเรามาวัด เราก็มีศรัทธา ซึ่งความจริงศรัทธาก็มีอีกหลายชั้น ศรัทธาเราเองเป็นแบบตถาคตะโพธิศรัทธา คือมั่นคงแน่วแน่นี่ เชื่อมั่นในการตรัสรู้ธรรมพระพุทธเจ้า หรือเป็นชนิดยืดๆ หดๆ วันนี้มีศรัทธาเยอะ ขยันอยากจะมาวัด อยากจะทำบุญ บางวันใจตก วันนี้ชักไม่ค่อยอยากแล้ว สมาธิก็ไม่ค่อยอยากจะนั่ง ทานไม่ค่อยอยากจะทำ ศีลไม่ค่อยอยากจะรักษา สมาธิไม่อยากนั่ง ยังยืดๆ หดๆ เข้าๆ ออกๆ อย่างนี้อยู่หรือเปล่า พอเช็คตัวเองเราก็จะเริ่มตอบได้ แล้วรู้จักตัวเองชัดๆ ไม่หลอกตัวเอง แล้วก็ไม่หลงตัวเองด้วย
คนไหนหมั่นเช็คตัวเองบ่อยๆ อย่างนี้จะเกิดผลดีตามมาอีกอย่างหนึ่งคือเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง คนในโลกส่วนใหญ่เป็นคนที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง ต่อให้เป็นระดับผู้นำประเทศ เป็นด๊อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลมีชื่อเสียงอย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่เขาเป็นคนที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะเขายังรู้จักตัวเองดีไม่พอ ความมั่นใจของเขาส่วนใหญ่แล้วนี่จะฝากอยู่กับปัจจัยภายนอก คือเมื่อไหร่มีคนเชียร์เยอะๆ มีคนชื่นชม ก็จะรู้สึกผึ่งผายขึ้นมาทีเดียว พอได้เป็นผู้นำประเทศก็ผึ่งผายขึ้นมาทีเดียว แต่เมื่อไหร่ที่มีคนเขาตำหนิด่าว่า ก็จะห่อเหี่ยวหมดกำลังใจ ความมั่นใจฝากกับปัจจัยภายนอก แม้เป็นดารานักแสดงก็เหมือนกัน เมื่อไหร่ออกเวทีแล้ว คนชื่นชม ก็มีกำลังใจ เมื่อไหร่เขาไม่สนใจ ก็เรียกว่ากำลังใจนี้หมดเลย ความมั่นใจนี่หมดเลย
แต่คนไหนพิจารณาตัวเองบ่อยๆ จนรู้จักตัวเองดีแล้วล่ะ เขาจะมั่นใจในตัวเอง แล้วความมั่นใจอันนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยภายใน คือเกิดจากรู้จริงๆ ว่าตัวเองน่ะมีต้นทุนในตัว คือมีคุณธรรมในตัวอยู่แค่ไหน ใครมาเชียร์ก็ไม่ฟู ใครมาว่าก็ไม่ยุบ มันพอดีพอดีกับคุณธรรมในตัวไปอย่างนั้น
ซึ่งคุณยายอาจารย์ของเราเองเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมเลย ท่านจะก้าวไปถึงไหน มีความมั่นใจตัวเองตลอด สงบเสงี่ยม แต่สง่างามในตัว อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ปฏิบัติธรรมในโรงงานทำวิชชาไม่ค่อยจะรู้จักใคร ท่านก็ปฏิบัติไป ถึงคราวหลวงพ่อวัดปากน้ำสิ้น สั่งให้เผยแผ่ธรรมะ ไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก ก็ไม่ได้หวาดหวั่นอะไร ก็ตั้งใจทำไป จะเจอผู้นำ ระดับผู้นำประเทศ จะเป็นบุคคลชั้นสูง จะเป็นด๊อกเตอร์มหา ท่านก็เฉยๆ มีความเมตตาต่อทุกคนเสมอหน้ากัน แล้วใครเข้าใกล้คุณยายก็อบอุ่นใจกันทุกคนเลย มาขอพึ่งบารมีคุณยาย ขอความช่วยเหลือคุณยาย ท่านก็ช่วยเหลือกันไปถ้วนหน้าทุกคน ใครมาชม คุณยายท่านก็ไม่ฟู ใครมาว่า คุณยายท่านก็เฉยๆ ไม่ยุบ นี่คือตัวอย่างและแบบอย่างของบุคคลที่ได้พิจารณา แล้วรู้จักตนจริงๆ
พวกเราลูกหลานทุกคนหากหมั่นพิจารณาคุณธรรมในตัวของเราอย่างนี้ จนเราเองรู้จักตัวเอง ประเมินตัวเองออก จุดอ่อน จุดแข็งในตัวรู้หมด เราก็จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง และทำทุกอย่างได้พอดีพอดีกับตัวเหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ของเราเหมือนกัน ยิ่งสามารถปฏิบัติธรรมไปดูดวงบุญในตัวได้ ดวงสว่างในตัว ศรัทธาเรามีแค่ไหน เห็นใจเราชัดเลย มีความเลื่อมใสขนาดไหน ทั้งเลื่อมทั้งใสแค่ไหน ดวงศีลเราเป็นยังไง สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะนี่ เห็นบุญเห็นบาป วัดบุญวัดบาปในตัวได้ ดวงบุญ ดวงบาปในตัวได้ อย่างนี้ละก็ใช้ได้ เราถึงจะรู้จักตัวเองจริงๆ ว่าเราน่ะแค่ไหน เพราะงั้นตั้งใจไป ประเมินตัวเองให้ออก ทั้งคุณธรรมหยาบ ทั้งธรรมะละเอียดภายใน แล้วเราจะเป็นผู้ที่รู้จักตน ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอนไว้
ประการที่ ๔ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ ท่านบอกว่าตรงข้อนี้นี่ ท่านชี้เลยนะว่าให้รู้จักประมาณในการใช้สอย ในการรับปัจจัย ๔ ก็คือเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย แล้วก็ยารักษาโรค ทั้ง ๔ อย่างนี่ ปัจจัย ๔ คือสิ่งที่เราเองอยู่ใกล้ตัวที่สุด ได้ใช้สอยกันอยู่ทุกๆ วัน ให้ประมาณในการรับสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งที่ใกล้ตัว ๔ อย่างนี้ เมื่อเราเองประมาณออกนะ เราจะประมาณสิ่งอื่นออกได้ คนไหนจะทานข้าว รู้จักประมาณ ตักข้าวพอดีท้อง ตักปั๊ปละก็ไม่มีเหลือ ไม่ใช่ว่ากำลังหิวแล้วตาโตกว่าท้อง ตักเกิน ทานก็อิ่มไป น้อยไป ไม่เป็น พอดี พอดิบพอดี ร่างกายก็จะแข็งแรง ดูเผินๆ มันน่าง่ายไหมนี่ ข้าวเราทานทุกวัน วันละหลายๆ มื้อ ๒ มื้อบ้าง ๓ มื้อบ้าง แต่บางคนทานข้าวทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต จนอายุ ๕๐ ๖๐ ๗๐ ไปแล้ว ยังประมาณข้าวไม่ออก ก็ยังมีนะ ตักข้าวทีไรก็มากไปบ้างน้อยไปบ้างทุกที เพราะงั้นประมาณให้ออกนี่ไม่ใช่ของง่าย
แต่ถ้าเกิดเราประมาณในของใกล้ตัวเหล่านี้ออก จะข้าวปลาอาหารประมาณออก ทั้งปริมาณและคุณภาพ อะไรเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อะไรไม่เป็นประโยชน์ อะไรควรทาน ไม่ควรทาน แยกแยะออก ประมาณออก สุขภาพดีเลย ประมาณในเครื่องนุ่งห่มออก แค่ไหนที่พอดี พอเหมาะพอสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป สะอาดสะอ้าน ถูกกาลเทศะ ถูกกับสภาพสังคมที่เราไป นี่เช็คตรงนี้ให้ออก ไปถึงไหนทุกคนก็ชื่นชม สงบเสงี่ยม สง่างาม ที่อยู่อาศัยก็พอเหมาะพอดี การรักษาสุขภาพ ไม่ใช่รอป่วยไปรักษาแล้วรักษาพอดี ไม่ใช่อย่างนั้นนะ นั่นแค่ปลายเหตุ คำว่าประมาณในการรักษาพยาบาลคือต้องรู้จักสุขภาพด้วย ถนอมร่างกายเป็น รักษาสุขภาพเป็น การพักผ่อน การออกกำลัง ทุกๆ อย่างนี่ ดูแล ทิศทางลมเลย ทุกๆ เรื่องไม่ให้ป่วยไม่ให้ไข้ แต่สุขภาพแข็งแรง
พอประมาณสิ่งเหล่านี้ออก เดี๋ยวเรื่องอื่นมันประมาณออกเอง เพราะของใกล้ตัวนี่เราประมาณได้เสียแล้ว เรื่องอื่นไม่ยาก ไม่ยาก โดยเฉพาะการไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่รับและประมาณปัจจัย ๔ อย่างพอดีพอดี อันนี้มีความสำคัญ แม้เราจะมีฐานะดีอย่างไรก็ตาม แต่หากรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอยปัจจัยสี่แล้ว จะทำให้สบายใจ เราไม่ตระหนี่ถี่เหนียว แต่ใช้สอยอย่างประหยัดแล้วพอดี จะสบายใจ แต่คนไหนไปใช้ แม้จะมีทรัพย์นะ แต่ใช้มากๆ นี่ ให้สังเกตใจตัวเองดีๆ เถอะ จะพบว่ามันไม่ค่อยสบายเท่าไหร่
และยิ่งใครมีลูกมีหลาน ได้ฝึกลูกฝึกหลานในการใช้สอยปัจจัย ๔ นั้นคือฝึกคุณธรรมที่สำคัญยิ่งให้เขาเองเป็นเศรษฐีต่อไปด้วย แล้วก็เป็นการมั่นใจว่าเขาจะเอาตัวเองรอด แต่คนไหนมีทรัพย์แล้วเลี้ยงลูกอย่างฟุ้งเฟ้อ ให้ใช้จ่ายตามใจชอบ อันนั้นนี่เสี่ยงต่อการที่ฐานะจะสั่นคลอนไป แล้วอนาคตเขาใช้จนเคยๆ ถึงคราวการจะครองตนอยู่ในโลกนี้ได้ก็ต้องใช้ปัจจัย ใช้ทุนกันเยอะ ซึ่งลำบาก
คุณยายของเราเอง พวกเราเองจะทราบดี ได้ฟังพระอาจารย์ทั้งหลายมาเล่าคุณธรรมของท่าน ท่านอยู่วัดปากน้ำ ไปใหม่ๆ เขายกเตียงเก่าๆ ให้ มีเลือดมีไรขึ้น เตียงขาหักๆ ท่านก็ไม่ว่าไม่บ่น ทำความสะอาดอย่างดี มุ้งเก่าๆ ปะแล้วปะอีก ท่านก็ปะ ขอให้สะอาดสะอ้าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เคยเล่าให้ฟัง ตั้งแต่ก่อนบวช ไปบ้านธรรมประสิทธิ์พบคุณยาย พอเริ่มคุ้นแล้ว ยังมีวันหนึ่งกราบเรียนคุณยายว่าเสื้อที่คุณยายใส่ แม้จะเก่าจนปะแล้วปะอีก แต่ทำไมถึงได้ขาวสะอาดยิ่งกว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ผมเพิ่งซื้อมาไม่นานเสียอีก เสื้อเพิ่งซื้อใส่ได้ไม่กี่ครั้งแท้ๆ ยังขาวสะอาดได้ไม่เหมือนเสื้อคุณยาย เป็นเพราะอะไรกันนี่ นี่คือคุณยายของเรา ท่านดูแลปัจจัย ๔ บริหารการใช้สอยปัจจัย ๔ อย่างดี แล้วตรงนี้นี่เองที่เป็นพื้นฐานถ่ายทอดมาถึงลูกศิษย์ลูกหา ลูกๆ หลานๆ ของยายทุกคน
ในการสร้างวัด เราก็ใช้หลักการนี้มาโดยตลอด วัดพระธรรมกายของพวกเราถึงได้เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบัน ถ้าเราสังเกตให้ดีนะจ๊ะ จะมีภาพ ๒ ภาพซ้อนอยู่ในวัดของเรา คือในแง่ความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วล่ะก็ หลวงพ่อ คุณยาย จะสอนลูกๆ ทุกคน ทั้งลูกพระลูกเณร ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ให้เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย อยู่ง่าย กินง่าย ใช้ง่าย ที่อยู่ก็อยู่สบายๆ อุบาสก อุบาสิกาก็ยังอยู่กันเป็นโถงรวมทั้งนั้น พระก็อยู่เป็นโถงรวม อยู่กันอย่างง่ายๆ
แต่ว่าที่เรา เหตุที่เราเองต้องใช้ทุนกันมาก เพราะมาสร้างในสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ อย่างศาลาหลังนี้นี่สร้างไว้รองรับสาธุชนมาปฏิบัติธรรม มหาธรรมกายเจดีย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของโลก เนื่องจากเป้าหมายของเราใหญ่ ต้องการเผยแผ่ธรรมะให้คนทั้งโลก ก็ต้องมีสถานที่รองรับ ต้องใช้สถานที่ที่ใหญ่พอ ทุนทรัพย์จำนวนมากถึงต้องใช้ตาม แต่ความจริงในความใหญ่ตรงนั้นนี่นะจ๊ะ ถ้าดูในรายละเอียดจะพบว่าก็เป็นความสมถะในตัว เช่น ศาลาของเราหลังนี้นี่ เราก็ใช้ทุกวัน ด้านหน้าเรายังปูซาแลนนั่งอยู่เลยใช่ไหมจ๊ะ ใหญ่ก็จริง แต่ก็โครงสร้างทั้งหมดเรียบง่าย แล้วป้องกันให้ดูแลรักษาง่าย ป้องกันการซ่อมแซมให้มีน้อยที่สุด มหาธรรมกายเจดีย์เราก็สร้างให้ทนที่สุดอยู่เป็นพันปี เรียกว่าตัดภาระการซ่อมแซมในภายหลัง แต่ผู้มาใช้ เราง่ายๆ นะ
มีเฉพาะที่นี่ที่ปูพรม เพราะต้องการเป็นการบูชาธรรมคุณยาย จึงทำเป็นพิเศษ แต่ปกติเราใช้กันก็คือปูซาแลนในขณะนี้ ง่ายๆ อยู่กันเป็นแสนเราก็ง่ายๆ พวกเราอยู่บ้าน สบายกว่าอยู่ที่วัดเยอะ ถ้าเอาความสบายทางกายภาพ อยู่บ้านสบายกว่า แต่เราก็สละความสบายเหล่านั้นมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพราะจะเอาธรรมะ มหาธรรมกายเจดีย์ยิ่งใหญ่เป็นที่กล่าวขานไปทั้งโลกในขณะนี้ ความจริงแล้วเมื่อเรามาประชุมกันรอบมหาธรรมกายเจดีย์ ปฏิบัติธรรม ฝนจะตก แดดจะออก เราก็ไม่กลัว เราก็ปฏิบัติ เพราะเราจะเอาบุญ
เพราะงั้นในความยิ่งใหญ่ที่มีอยู่นั้นน่ะ จริงๆ แล้วมีความเรียบง่ายอยู่ในนั้นตลอดเวลา ตามแบบอย่างที่คุณยายท่านทำเอาไว้ เพราะเหตุนี้เอง เมื่อไปสร้างสาขาที่ไหนนะจ๊ะ พระเณรของเราเอง ไปนี่สบายเลย เพราะคุณยายท่านฝึกไว้ดีแล้ว
ยกตัวอย่างไปธุดงค์แก้วเสด็จที่กบิลบุรีนี่ ไปใหม่ๆ ที่เป็นท้องนา มีแต่ทุ่งหญ้าคา ชาวบ้านในท้องถิ่นเขายังบอกว่า เป็นห่วงพระ บอกไม่เกิน ๗ วัน กลับแน่ อยู่ไม่ได้หรอก ถนนก็ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่มี ประปาก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย มีกลดไปปักอยู่นี่ กลางทุ่ง แล้วจะอยู่ได้ยังไง จะสรงน้ำทีก็แค่แหวกๆ หญ้าออก อาศัยทางน้ำธรรมชาติ ตักน้ำมาราดตัวเท่านั้นเอง ราดตัวอาบเสร็จเรียบร้อยปั๊ป สรงเสร็จ น้ำก็ไหลกลับไปตรงนั้นแหละ แล้วก็มีน้ำฝนใหม่ไหลมา ก็พอไปได้ แค่นั้นเอง ชาวบ้านในท้องที่แท้ๆ ยังคิดว่าอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วันต้องกลับแน่ แต่ปรากฏว่าพระลูกพระหลานนี่ อยู่ได้สบายเลย ช่วยกันพัฒนา ผ่านมาปีเศษๆ ก็เป็นที่อบรมพระเณรได้เป็นร้อยเป็นพันขึ้นมา
เพราะคุณยายฝึกให้เป็นผู้ที่รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัยสี่ ไม่เคยกลัวความลำบาก ชาววัดพระธรรมกายทั้งพระเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งพวกเราทุกคน เราไม่เคยกลัวความลำบาก เรารักจะเอาบุญ รู้ว่านี่คือเป้าหมายหลักของชีวิตเสียแล้ว เพราะงั้นตรงนี้การรู้จักประมาณจะเริ่มขึ้นจากการประมาณในเรื่องปัจจัย ๔
ข้อที่ ๕. ความเป็นผู้รู้จักกาล คือรู้จักเวลา พอพูดถึงรู้จักกาล บางท่านจะนึกไปถึงว่าเออ ต้องบริหารเวลาเป็น วางแผนบริหารอย่างนักบริหารทีเดียว บางท่านเรียนบริหารธุรกิจมา MBA มานี่ ต้องมีแผนเวลาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในเรื่องบริหารเวลานี่นะจ๊ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ยิงเข้าเป้าเลยนะ เอาเข้าหลักที่ว่าจะต้องแบ่งเวลาให้เป็น ท่านชี้ตรงนี้เลย ส่วนเรื่องที่ว่าทำตรงเวลาหรืออื่นๆ ยังเป็นประเด็นรอง แต่หลักอันที่ ๑. คือว่าต้องแบ่งเวลาเป็นก่อน นี้คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการบริหารเวลา คนไหนแบ่งเวลาเป็น คนนั้นจะทำงานได้มาก
พวกเราคนไหนว่างานเยอะ ไม่รู้จะจัดสรรเวลายังไง ให้ลองทำอย่างนี้ดู จัดกิจวัตรประจำวันแต่ละวันให้ลงตัว ตื่นเช้าถึงเข้านอนเราทำอะไรบ้าง กิจวัตรประจำวัน กิจวัตรประจำสัปดาห์ กิจวัตรประจำเดือน กิจวัตรประจำปีนี่ จัดให้ลงตัวทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือกิจวัตรประจำวัน เอาให้ลงตัวให้ได้
คุณยายของเราเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมเลย ท่านสร้างวัดด้วย ทำวิชชาด้วย ถ่ายทอดธรรมะให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วย ดูแลตรวจวัดทุกอย่างด้วยนี่ รับแขกด้วย คุณยายท่านทำได้อย่างไร หรือขณะนี้นี่ใกล้ตัวเข้ามา ถ้าเราอยากจะรู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ท่านทำได้ยังไงนี่ งานเยอะแยะไปหมดเลยรอบตัว ทั้งหลวงพ่อและคุณยายท่านทำได้ เพราะท่านแบ่งเวลาเป็น
ตั้งแต่เช้าถึงเข้านอนเวลาของท่านจะเป็นระเบียบ คุณยายอาจารย์นี่ พอเช้ามืดตื่นท่านก็ปฏิบัติธรรม ทำวิชชาไปก่อน พอฉันเช้าเสร็จ ท่านก็จะไปตรวจที่ครัวก่อน ไปที่ครัว ดูครัวเรียบร้อยไหม พอเสร็จปั๊ปนี่ อาจจะมีญาติโยมที่มาถวายภัตตาหาร กราบคุณยายสักพักหนึ่ง ประเดี๋ยวท่านก็จะกลับไปทำภาวนาต่อ จนถึงช่วงสาย พอเพล ฉันเพลเสร็จ ตอนบ่าย คุณยายก็จะปลูกต้นไม้บ้าง ตรวจวัดบ้าง ดูความเรียบร้อย มีแขกมาก็รับแขกบ้าง พอตกเย็น กลางคืนท่านก็ทำภาวนาอีก เพราะงั้นชีวิตแต่ละวันจะเป็นวงจรอย่างนี้
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็เหมือนกัน ท่านจะจัดเวลาแต่ละวันเป็นระเบียบตลอดเวลาเลยทุกวัน มีบางวันมีงานอื่นเข้ามาแทรก มีแขกพิเศษเข้ามาแทรก งานสำคัญเข้ามาแทรก มีงานพิเศษเข้ามาแทรก อาจจะทำให้กิจวัตรบางอย่างต้องเขยื้อนจากวันปกติบ้าง แต่พอเสร็จแล้ว ท่านก็จะกลับเข้ามาในรูปแบบที่เป็นระเบียบอีกเหมือนเดิม พอสถานการณ์ผ่านไปปี ๒ ปี บางครั้งภาระหน้าที่มันเปลี่ยนไป ท่านก็ปรับกิจวัตร แต่เสร็จแล้วก็จะเป็นระเบียบ ชีวิตท่านจะเป็นระเบียบ ทำให้ทำงานได้มาก โดยไม่สับสน
พวกเราลองใช้ดู ที่เห็นมักจะเป็นอย่างนี้นะ พอทราบหลักก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่ทำไปได้ ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน พอเสร็จแล้ว คนทุกคนจะมีหน้าที่อะไรก็แล้วแต่ จะเจอเรื่องไม่คาดฝันเข้ามา หรือเรื่องที่อยู่นอกระเบียบ เราอยากจะทำตามระเบียบ แต่เราคุมเวลาทั้งหมดด้วยตัวของเราเอง บางทีหัวหน้าเขาสั่งมา หรือว่ามีภาระมีงานพิเศษทางบ้าน มีเหตุจำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เข้ามา ชีวิตประจำวันก็เลยรวนไป ผิดจากระเบียบที่วางเอาไว้ พอผิดไปได้วัน ๒ วัน ๓ วันแล้ว มักจะปล่อยเลยตามเลย ชีวิตแต่ละวันก็เลยสะเปะสะปะก็ไปอีก ระเบียบที่ตั้งไว้ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็เลยเสียไป มักจะเป็นอย่างนี้
แต่ถ้าเราเกิดมามีกำลังใจที่เข้มแข็ง จัดระเบียบชีวิตของแต่ละวันให้ดี มีเรื่องอะไรแทรกเข้ามา เราก็ยอมให้เท่าที่จำเป็น พอเสร็จแล้วเราก็ปรับชีวิตเราเองให้เป็นระเบียบเหมือนเดิมอีกนี่ ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้วล่ะก็ จึงจะถือว่าเราเองเป็นกาลัญญุตา ผู้รู้จักกาล เป็นคนที่บริหารเวลาเป็น ตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์สอนเราไว้ ขอให้ไปลองจัดดูเถอะ
ข้อที่ ๖. ความเป็นผู้รู้จักชุมชน ท่านบอกว่าในพระไตรปิฎกจะบอกว่าให้รู้จักกลุ่มคน ๔ กลุ่ม คือขัตติยะบริษัท พราหมณะบริษัท คหบดีบริษัท แล้วก็สมณะบริษัท ถ้าใช้ภาษาปัจจุบันก็คือว่าให้รู้จัก
ชนชั้นปกครอง ทั้งข้าราชการระดับสูง ทั้งนักการเมืองในปัจจุบันนี่ กลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มหนึ่ง
ส่วนพราหมณะบริษัทก็คือนักวิชาการ รวมกระทั่งสื่อมวลชน นี่ก็อีกกลุ่มหนึ่ง
กลุ่มที่ ๓ คือคหบดีบริษัท ก็คือกลุ่มเศรษฐีคนมีทรัพย์
และกลุ่มที่ ๔ ก็คือสมณะบริษัท ได้แก่นักบวชนั่นเอง
ให้รู้จักคนทั้ง ๔ กลุ่มนี้ว่าเราควรจะไปหาอย่างไร ยืนอย่างไร ทำอย่างไร นั่งอย่างไร พูดยังไง เงียบยังไง ตอนไหนควรพูด ควรเงียบ ยืน เดิน นั่ง พูดง่ายๆ ว่าเข้าหาคนกลุ่มนี้เป็น มีมารยาทสังคม เข้าไปแล้วไม่เคอะเขิน สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทั้งการลุก การนั่ง การพูด การนิ่ง การฟัง แล้วก็การปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
เมื่อทำได้อย่างนี้ จะทำให้เราเองสามารถเข้ากับคนทุกกลุ่มได้ บางท่านอาจจะนึกเอ๊ะแล้วคนชั้นล่างทั่วไปล่ะ ไม่พูดถึงหรือ พอเราจับหลัก ๔ กลุ่มนี้ได้นะจ๊ะ กลุ่มคนทั่วๆ ไปนี่จะง่ายแล้ว ถ้าใครเข้า ๔ กลุ่มนี้ได้ กลุ่มอื่นไม่มีปัญหาเลย เพราะ ๔ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหลักในสังคม
ขอให้เราสังเกตนะจ๊ะ ว่าคนส่วนใหญ่ที่พร่องนี่มักจะบกพร่องกันอยู่แถวนี้ คือรู้จักแค่เหตุ รู้จักแค่ผล แต่ว่าพอถึงคราวจะเข้าสมาคม เข้าสมาคมไม่ค่อยเป็น พอเข้าไม่เป็น ก็เข้าเคอะๆ เขินๆ พอเคอะๆ เขินๆ ก็เลยพาลให้ไม่อยากจะเข้าสมาคม เพราะมันไม่คุ้น ไม่อยากจะไปยุ่งด้วย พออย่างนี้ปุ๊ป จะมีเพื่อนน้อย แล้วจะโดดเดี่ยวตัวเอง ถึงคราวจะทำอะไรปุ๊ป ก็ขาดคนสนับสนุน แล้วก็มานั่งบ่นว่าทำดีไม่ขึ้น คนอื่นเขาทำนิดๆ หน่อยๆ ทำไมก้าวหน้า ตัวเองทำแล้วไม่ก้าวหน้า เพราะเข้าสมาคมตรงนี้ไม่เป็นนั่นเอง
เราจึงจำเป็นต้องฝึกเข้าสมาคมนี้ให้เป็น ซึ่งการฝึกก็คือการปฏิสันถาร คุณยายท่านฝึกนะ แล้วก็ฝึกพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยอย่างดี อย่างที่เคยเล่าให้พวกเราฟัง ตั้งแต่ก่อนจะบวช หลวงพ่อทัตตะท่านเล่าให้ฟังว่าคุณยายท่านให้ไปนั่งใกล้ๆ พอปลีกจากภารกิจการงานได้ เอ้า ไปดูว่าคุณยายรับแขกยังไง ก็นั่งดูอยู่ข้างๆ
ถึงคราวบวชแล้ว ๒ พรรษาแรก คุณยายท่านฝึกให้ มีแขกมา คุณยายก็จะส่งมาให้หลวงพ่อท่านรับ แล้วคุณยายท่านก็นั่งอยู่ข้างๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นะ เฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ให้หลวงพ่อรับแขก เขาถามอะไร หลวงพ่อก็ตอบไป พอแขกกลับคุณยายถึงมาแนะนำว่าอึม แขกอย่างนี้นี่นะ ต้องรับอย่างไร คำถามอะไรคือคำถามที่ควรตอบ คำถามอะไรคือคำถามที่ไม่ควรตอบ ไม่เหมาะที่พระจะตอบ แล้วก็ต้องพูดอย่างไรถึงจะเหมาะ ถ้าต้องตอบ ตอบยังไง ถ้าจะไม่ตอบ ต้องพูดอย่างไร คุณยายแนะนำให้หมด แล้วไม่ได้ฝึกแค่วัน ๒ วันนะ ท่านฝึกอยู่ ๒ ปี ท่านใช้ศัพท์อังกฤษบอก on the job training เลยนี่ คือฝึกด้วยการปฏิบัติจริงเลย ลงมือจริง แล้วก็แนะนำกันเดี๋ยวนั้นเลยนี่ ฝึกอยู่ตรงนี้ ให้รับแขกเป็น จึงเป็นพื้นฐานที่ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ นี่สำคัญทีเดียวนะจ๊ะ
คนแต่ละกลุ่ม เขาจะมีอัธยาศัยไม่เหมือนกัน กลุ่มนักปกครองเขาจะมีความคิดอัธยาศัยไปแบบหนึ่ง พวกนักวิชาชีพ สื่อมวลชนก็อีกแบบหนึ่ง เศรษฐีมีทรัพย์ เขามีอัธยาศัยไปอีกแบบหนึ่ง แล้วก็นักบวช พระภิกษุสมณะพราหมณ์ เขามีนิสัยไปอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน บางคนเข้าสมาคมเป็น เป็นกลุ่มๆ เข้าเศรษฐีเข้าเป็น แต่ถึงนักบวชชักไม่คุ้น ถึงนักวิชาการ สื่อมวลชนชักไม่เอา บางคนเข้านักวิชาการดี แต่ไปถึงให้เข้าหานักปกครองชักไม่เอา อัธยาศัยไม่ไป ไม่คุ้น คือมักจะถนัดเป็นกลุ่มๆ มีน้อยคนที่สามารถเข้าได้ทุกกลุ่ม
แต่ถ้าเกิดสามารถเข้าได้ทั้ง ๔ กลุ่ม อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์บอกอย่างนี้แล้วล่ะก็ ถือเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมเลย ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรผู้นำบุญ ก็เป็นกัลยาณมิตรผู้นำบุญชั้นเยี่ยม ไปถึงที่ไหนก็จะมีแต่คนรัก และประตูจะเปิดออกรับทุกแห่ง จะเป็นผู้ที่สร้างเพื่อน สร้างมิตรให้กับวัดอย่างมากๆ สร้างเครือข่ายคนดีให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างไพศาล
พวกเราทุกคนรักจะทำหน้าที่กัลยาณมิตร ทำหน้าที่เป็นผู้นำบุญ เราจะต้องฝึกให้เป็นผู้รู้จักชุมชน เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างพอเหมาะพอสม การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของเรานี่เป็นการฝึกไปในตัวอยู่แล้ว แต่ขอให้ฝึกด้วยความสังเกต มีสติ เราอย่าใจร้อนว่าอยากจะเอาธรรมะให้เขาน่ะ ให้เขารับบุญ แล้วจะเกิดลักษณะเหมือนกับว่าผลักดันเขาไป โดยที่เขายังไม่พร้อม แต่ให้สังเกตใจเขา สังเกตอัธยาศัยของเขา อย่าถือตัวของเราเป็นที่ตั้ง แต่ให้สังเกตเขา แล้วเอาตัวของเขาที่เราคุยด้วยนี่ ปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นที่ตั้ง ว่าคนๆ นั้นเขามีอัธยาศัยยังไง ต้องพูดยังไงถึงจะถูกใจเขา ดลใจเขา แล้วทำให้ใจเขาเปิดขึ้นมารับเราได้ รับธรรมะได้ รักบุญได้ แล้วค่อยๆ แนะนำให้พอดีๆ กับประตูใจเท่าที่เปิดออกมา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยกใจเขาให้สูงขึ้น แล้วจะประสบความสำเร็จ
เราเองมีความตั้งใจในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร นี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว แต่ขอให้ทำด้วยความสังเกต ด้วยความมีสติ และด้วยใจที่ผ่องใส ใจอยู่ในบุญตลอดเวลา เราเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วก็โอนอ่อนผ่อนตามเขา แต่ไม่ทิ้งหลัก หลักการต้องมีอยู่ชัดเจน โอนอ่อนผ่อนตามในภายนอก แต่หลักการมั่นคงอยู่ในภายใน แล้วสุดท้ายค่อยๆ น้อมเขา เข้ามาสู่หลักที่เราต้องการ ค่อยๆ ยกใจเขาให้สูงขึ้น โอกาสเอื้อให้ ให้ธรรมะเขา แล้วก็ชวนเขาปฏิบัติธรรม แล้วก็จะสำเร็จ อย่าทิ้งหลักตรงนี้นะจ๊ะ นี่คือข้อที่ ๖. ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
ข้อที่ ๗. ความเป็นผู้รู้จักบุคคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แยกไว้อย่างนี้นะ ไม่ใช่บอกให้ดูคนแค่ผิวเผิน แต่ท่านดูละเอียดทีเดียว ในแง่ทางธรรม ท่านให้มองอย่างนี้เลยบอกว่าจะดูใครให้ดูซิว่าคนๆ นั้นนี่ อยากจะเห็นพระอริยเจ้าไหม ถ้าเทียบปัจจุบันก็เหมือนกับว่าชวนไปวัดนี่อยากไปไหม หรือชวนเท่าไหร่ๆ ก็ไม่อยากไป เริ่มตรงนี้ก่อน
แล้วถ้าเกิดคนที่เขาอยากไปนี่ ชวนมาวัดแล้วมานี่ ไปแล้วเขาอยากจะไปทำอะไร ไปฟังธรรม หรือว่าไปเที่ยว
ในกลุ่มคนที่อยากจะไปฟังธรรม ไปฟังธรรมแล้วตั้งใจฟังหรือเปล่า หรือไปถึงปุ๊ป ก็นั่งหลับ เป็นแบบไหน
และที่กลุ่มคนที่ตั้งใจฟังธรรมนี่ เขาตั้งใจจำหรือเปล่า หรือฟังตาแป๋วเลย แต่จำอะไรไม่ได้เลย เป็นแบบไหน
แล้วคนที่ตั้งใจจำนี่ เขาตั้งใจใคร่ครวญพิจารณา ไตร่ตรองให้เข้าใจเนื้อหาธรรมะจริงๆ หรือเปล่า หรือจำๆ ไว้อย่างนั้นเอง
นี่ความสูงส่งของใจคนก็ไม่เท่ากัน และคนที่ใคร่ครวญ ตั้งใจฟังแล้ว ตั้งใจจำ ตั้งใจพินิจพิจารณาใคร่ครวญให้เข้าใจแล้วนี่ เขาเข้าใจแล้วเขาเอาไปปฏิบัติหรือเปล่า หรือรู้ไว้เท่านั้นเอง ไม่ยอมปฏิบัติ เอาไว้คุย เอาไว้จับผิดคนอื่น หรือว่าเอาไปปฏิบัติ คนที่เข้าใจธรรมะแล้ว แล้วเอาไปปฏิบัติแล้วนี่ ท่านยังแยกต่อไปนะว่า ปฏิบัติแล้วนี่ ปฏิบัติเฉพาะตัวเอง หรือว่ามีน้ำใจกว้างขวางขนาดที่ว่าไปแนะนำบุคคลอื่นต่อๆ ไปด้วย ท่านแยกเป็นชั้นๆๆ ไปอย่างนี้อย่างละเอียดทีเดียว
เพราะงั้นเราเองดูคนก็เหมือนกัน ต้องดูให้ละเอียด อย่าดูผิวเผินดูหน้าตาว่าคนนี้หน้าตาดี คนนี้ดูบุคลิกดี แค่นั้นมีผิวเผินนะ มันต้องดูไปถึงใจเขาเลยว่าใจเขาเป็นยังไง ค่อยๆ สังเกตแยกแยะ เพราะไม่มีใครในโลกนี่ ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ชั่วร้อยเปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ยกเว้นพระอริยเจ้า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะงั้นเราดูคนต้องแยกให้เป็น คนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะชอบสุดโต้ง เห็นใครบางคนก็วินิจฉัยตัดสินในใจแล้ว คนนี้เป็นคนดี แล้วก็รับเข้าไปเต็มๆ เลย พอบอกว่าคนนี้เป็นคนที่ไม่ดี เราไม่ชอบ ก็ปฏิเสธไปร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แนวโน้มมักจะเป็นอย่างนั้น
แต่ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอนให้แยกแยะประเมินให้ออก ว่าเขาดีสักกี่เปอร์เซ็นต์ มีข้อบกพร่องที่ไหน ดูให้ออก พอเราดูคนออกแล้วนี่ เราจะรู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อบุคคลผู้อื่นอย่างไร ถ้าจะคบ คบขนาดไหน ควรจะศึกษาข้อดีเขาอย่างไร ข้อเสียเขา ทำยังไงถึงจะไม่ให้มาระบาดถึงเรา ถ้าเป็นหัวหน้าผู้บังคับบัญชา ก็จะรู้ว่าควรจะต้องใช้ลูกน้องยังไง ลูกน้องคนนี้ข้อดีข้อเสียมีอย่างไร เหมาะกับงานประเภทนี้ พอเข้าใจอย่างนี้ ก็สามารถวางคนได้ถูกงาน งานการก็เจริญก้าวหน้าทุกอย่าง นี่คือความหมายของคำว่ารู้จักบุคคล
นัยยะที่สำคัญมากของการรู้จักบุคคลนี่นะจ๊ะ แทบจะบอกว่าสำคัญที่สุดเลยอยู่ตรงนี้นะ อันดับต้นๆ เลยนี่ก็คือว่าเราจะต้องรู้จักเลือกอาจารย์เป็น นี่คือข้อแรกเลยนะ สำคัญที่สุดของการรู้จักบุคคล คือรู้จักเลือกอาจารย์เป็น ถ้าคนไหนเลือกอาจารย์ถูกแล้วล่ะก็ ชีวิตเจริญ ถ้าเลือกอาจารย์ผิดล่ะก็ ตกต่ำ
เหมือนใคร เหมือนพระเจ้าอชาตศัตรูนี่ เป็นเจ้าชาย จริงๆ ตอนเด็กเป็นเด็กดี แต่เพราะไปเคารพนับถือพระเทวทัตเป็นอาจารย์เข้า เท่านั้นเอง ชีวิตนี่ตกต่ำเลย ตกต่ำถึงขนาดที่ว่ากระทำปิตุฆาต ฆ่าพ่อ จากเด็กดีน่ารักแท้ๆ นะจ๊ะ เจออาจารย์ไม่ดีเข้านี่ พูดสอนจะเขว จนกระทั่งไปฆ่าพ่อเข้า เลยตกนรกไปเลย เพราะฉะนั้นต้องเลือกอาจารย์ให้ถูกก่อน ได้อาจารย์ถูกล่ะก็ เยี่ยมเลย เหมือนอย่างที่พวกเราทุกคนได้โชคดีอย่างนี้
เพราะคุณยายอาจารย์ของเราเอง ท่านเลือกอาจารย์เป็น มุ่งมั่นอยู่ต่างจังหวัดไกลแค่ไหนแสนไกล ดั้นด้นจนกระทั่งพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ มาเฝ้าตัวเป็นศิษย์ของท่าน หลวงพ่อธัมมชโยของเราเองก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมแสวงหามาตลอด จนกระทั่งมาฝากตัวเป็นศิษย์ของคุณยายอาจารย์ของเราเอง แล้วพวกเราทุกคนก็มาฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นี่เป็นอย่างนี้ สำคัญที่สุดคือต้องเลือกอาจารย์ถูกก่อน นี่อันแรก
ผู้ที่มีธรรมะ มีคุณธรรมจริงๆ แล้วก็เอาใจผูกไว้กับครูบาอาจารย์ ไปถึงที่ไหนก็ตาม ให้เราดูว่าในที่นั้นใครเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงสุด แล้วใครเป็นผู้ที่เราเองควรจะเอาใจเราผูกเข้าไว้ด้วย แล้วเราจะไม่พลาด บางคนถ้าไม่เข้าใจข้อนี้นะจ๊ะ บางครั้งมาถึงวัดมีศรัทธาหลวงพ่อนะ มาถึงจะมาสร้างบุญ แต่บางทีเจออาสาสมัครบางคนต้อนรับและพูดไม่ดีเข้า เลยน้อยใจไม่มาวัดเลย ทั้งที่ความจริงตัวเองก็พอรู้ อาสาสมัครเขาเองนี่ เขาคงฝึกตัวเองมาระดับหนึ่ง รู้ว่าเขาตั้งใจดี แต่เขายังไม่รู้ ยังเด็ก แต่พอเจอเข้าแล้วมันหงุดหงิด ใจไม่ได้ผูกไว้กับครูบาอาจารย์เพียงพอ ถึงคราวเลยห่างไปเลยอย่างน่าเสียดาย อันนี้เป็นต้น แต่ถ้าเกิดเราเองแยกแยะอันนี้เป็น เอาใจผูกไว้กับผู้ที่มีคุณธรรมสูง กับครูบาอาจารย์จริงๆ ล่ะก็ เรื่องอื่นเป็นเรื่องปลีกย่อย จะเกิดอะไรขึ้น ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย เราก็ไม่รู้จักถอย แต่มีกำลังใจเข้มแข็งเสมอ มีครูบาอาจารย์เป็นแบบ เป็นหลักยึดในใจ นี่เป็นอย่างนั้น
คุณยายของเรา ท่านรู้จักบุคคล เลือกอาจารย์เลือก แล้วยิ่งฝึกกับอาจารย์ จนกระทั่งคุณธรรมก้าวหน้ามากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น สุดท้ายท่านอ่านคนออกหมด พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยไปถึงคุณยายอายุ ๑๙ เป็นนักศึกษาหนุ่มที่ไม่มีสตางค์ เป็นเด็กมา คุณยายก็ให้ความเอาใจใส่อย่างดีที่สุด ข้าวปลาอาหาร ข้าวคุณยายท่านก็คดให้ทาน มีคนเอาผลไม้มาถวาย คุณยายก็จะเก็บผลไม้ที่ดีเอาไว้ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ หาทุนการศึกษาให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง ถึงแม้บางครั้งป่วย หลวงพ่อท่านมาศึกษาวิชชาด้วย คุณยายนอน มีผ้าห่มคลุมตัวอยู่ ก็ไม่สบาย หลวงพ่อมาถามธรรมะ คุณยายท่านก็สอนแล้วก็ถ่ายทอดให้
เพราะท่านมองออกทะลุหมดเลย เวลาดูใคร ท่านไม่ได้ดูแค่ภายนอก แต่ท่านดูถึงดวงบุญภายใน ดูถึงที่มา ระลึกชาติไปดู ท่านทราบว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นบุคคลสำคัญอย่างไร จะมาทำหน้าที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายให้กว้างไกลไปทั้งโลกอย่างไร เพราะงั้นแม้เป็นเด็กหนุ่ม คุณยายท่านก็เอาใจใส่ทุกอย่างอย่างเต็มที่ เหมือนอย่างที่พวกเราเองจะได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเล่า บอกว่าท่านเป็นเหมือนก้อนดินที่คุณยายท่านปั้นขึ้นมา จากก้อนดินแท้ๆ และนั่นคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถ่อมตัวเอง แต่ความจริงแล้วก็เป็นเหมือนว่าคุณยายอาจารย์ของเรานี่ท่านได้นำยอดเพชรขึ้นมาเจียระไน จนส่องประกายสว่างเป็นหลักใจของพวกเราทุกคน แล้วก็จะขยายกว้างต่อไปสู่ชาวโลกทั้งหลาย
คุณยายของเราเลือกอาจารย์ก็เลือกเป็น จะเลือกศิษย์ก็เลือกเป็น ไม่เฉพาะหลวงพ่อธัมมชโยนะ แม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เราเคยฟังหลวงพ่อเล่าใช่ไหม หลวงพ่อธัมมะท่านฝึกอยู่ ๓ เดือน กว่าจะพาไปกราบคุณยาย ไปถึงครั้งแรกนี่ ลูกศิษย์ลูกหาคนอื่นยังตกใจเสียแทบแย่นี่ เพราะมาดหนุ่มโคบาลมาเต็มที่เลยนี่เป็นอย่างนั้น คนอื่นมาบอกคุณยายอย่ารับเป็นลูกศิษย์ คนนี้ แต่คุณยายท่านมองออกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อคือผู้ช่วยคนสำคัญ เป็นคู่บารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านรับ ค่อยๆ ฝึก ถึงจังหวะหนึ่งยังมอบหมายหน้าที่ให้สอนธรรมะด้วยซ้ำไป เพราะท่านดูคน ไม่ได้ดูแค่ภายนอก ท่านมองออกทะลุไปถึงดวงบุญภายในอย่างนี้
คนไหนเป็นผู้รู้จักบุคคลอย่างนี้แล้วล่ะก็ เราจะหมดเลยว่ารอบตัวเรานี่เป็นอย่างไร ครูบาอาจารย์เอย เพื่อนฝูงเอย กระทั่งใครมีครอบครัวคู่ชีวิตทั้งหลายนี่ เลือกออก เป็นหมด ถูกหมด รู้ว่าคนไหนเป็นอย่างไร เมื่อเลือกคนถูก ชีวิตก็จะมีแต่ความเจริญโดยฝ่ายเดียว เพราะงั้นเราเองทุกคนต้องตั้งใจนะจ๊ะ ดู จะคบกับใครก็ตามนี่ แยกแยะเขาให้ออก อย่าสุดโต้งเพียง ๒ ทาง แต่แยกออกให้ละเอียดเลย แล้วปฏิบัติให้พอเหมะพอสมแต่ละคน แล้วเราจะได้อย่างนั้น
ทั้งหมด ๗ ประการนี่ คือธรรมะของสัปบุรุษ หรือสัตบุรุษ ใครปฏิบัติได้ครบ ทั้งรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน แล้วก็บุคคลอย่างนี้แล้วล่ะก็ เราเจริญแน่นอน ทั้งภพนี้ภพชาติ ใครที่เคยนึกน้อยใจชะตาชีวิตนะ ว่าทำไมหนอ เราช่างทำดีไม่ขึ้นเลย ทำดีแล้วไม่ได้ดี งั้นขอให้เช็คเถอะว่าเราทำครบทั้ง ๗ ประการนี้แล้วหรือยัง คุณสมบัติของสัตบุรุษนี่เรามีครบทั้ง ๗ ไหม
โดยทั่วไป คนที่มักจะบ่นอย่างนี้ เท่าที่สังเกตนะ พบว่ามักจะมีข้อ ๑ ข้อ ๒ คือรู้จักเหตุ รู้จักผล ขยันทุ่มเท เหตุผลน่ะรู้ แต่บางทีไม่รู้จักตน ก็เลยประมาณไม่ออก ทำอะไรแล้วมันล้ำๆ ไปบ้าง ขาดๆ เกินๆ นี่ แต่ตัวเองดูไม่ออก ดูตัวเองไม่ออก ประมาณไม่เป็น กาลเทศะไม่รู้จัก บริหารเวลาไม่เป็น ไม่รู้จักชุมชน ไม่รู้จักการเข้ากับสมาคมเข้าสังคม ไม่รู้จักเรื่องบุคคล ผู้บังคับบัญชาเป็นยังไง คนรอบข้างเป็นยังไง ไม่รู้จัก เลยปฏิบัติกับเขาไม่ถูก ไม่รู้อัธยาศัยเขา ถือเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็เหตุผลเป็นอย่างนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ซิ เรื่องนี้ถูก มันก็ต้องถูก ต้องเป็นอย่างนี้ คนอื่นจะมายังไง ฉันไม่สน ชนแหลกนี่ แล้วก็บอกว่าเรามีหลักการ คนอื่นไม่มีหลักการ คือเป็นการคิดเอาแต่ข้างตัวเองอย่างเดียว คุณธรรม ๗ ประการมันมีไม่ครบ ผลก็เลยไม่เกิดอย่างที่ควรจะเป็น แล้วพอเกิดกระทบด้านลบปุ๊ปนี่ เขาก็เลยมานั่งน้อยใจตัวเอง บอกว่าทำดีไม่ได้ดี โลกช่างไม่ยุติธรรม ชะตาชีวิตเราทำไมถึงอาภัพอย่างนี้ จริงๆ เป็นเพราะตัวเองยังปฏิบัติตามหลักธรรมได้ไม่ครบถ้วนต่างหาก
ดังนั้นพวกเราลูกหลานคุณยายทุกคน ดูคุณยายอาจารย์ของเราเป็นแบบ และสำรวจตัวเราเองให้ดี ไม่มีหรอกที่ครบสมบูรณ์ทั้ง ๗ ประการ บริบูรณ์สิ้นเชิงแล้ว เราก็มักจะมีเด่นข้อนั้น หย่อนข้อนี้ แต่ละข้อเราก็พอมีบ้างเหมือนกัน แต่มากบ้างน้อยบ้าง เราก็ต้องสำรวจตัวเองให้ออก ให้ละเอียดเลย ทั้ง ๗ ข้อ ข้อไหนเป็นจุดอ่อนของเรา ข้อไหนเป็นจุดแข็งของเรา จุดแข็งเราก็เสริมเข้าไป ตรงไหนเป็นจุดอ่อน เราก็ปรับปรุงแก้ไขเสีย แล้วก็เสริมให้สมบูรณ์มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ถ้าทำอย่างนี้แล้วล่ะก็ เท่ากับเราเองได้ปฏิบัติบูชา ซึ่งถือเป็นการบูชาที่สูงสุดกับคุณยายอาจารย์ของเรา
แล้วจะมีอานิสงส์ทำให้เราเองชีวิตมีแต่ความเจริญ มีแต่ความก้าวหน้า จากนี้ไปจะมีแต่ความสุข แล้วเป็นต้นแบบให้กับชาวโลกได้ ใครเขาเห็นเรา เออ เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนะ โอ้โฮ แหมดีจังเลย ตัวเราเป็นเสมือนโปสเตอร์เคลื่อนที่ ที่ประกาศคุณธรรมของครูบาอาจารย์ คุณธรรมของหมู่คณะ เพราะเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีคุณธรรมอย่างดีเยี่ยม ที่ใครๆ ก็ต้องยอมรับ เมื่อเขาสัมผัสได้ เขายอมรับเสียแล้ว เขาก็จะอยากสนใจศึกษา แล้วก็ตามมาปฏิบัติธรรมกับเรา
เมื่อทุกคนดูคุณยายเป็นต้นแบบ แล้วเราเองก็ทำตัวเป็นแบบที่ดีตามคุณยายไปด้วย พร้อมจะเป็นแม่แบบให้กับรุ่นหลังๆ ต่อไป ถ้าอย่างนี้แล้วล่ะก็ หมู่คณะของเราก็จะสามารถขยายใหญ่โตขึ้น เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ๑๐ ล้าน ร้อยล้าน พันล้านต่อไปได้ ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ทุกคนก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยแสงสว่างแห่งธรรมตามที่เราเองตั้งใจไว้ เป้าหมายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ก็จะสำรวจสมบูรณ์ตามความตั้งใจของคุณยายอาจารย์ ตามความตั้งใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็ตามที่พวกเราเองทุกคนได้ตั้งเป้าหมายไว้ ร่วมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะงั้นตั้งใจฝึกไป ให้ได้สัปปุริสธรรม ๗ ตรงนี้ขึ้นมาให้สมบูรณ์ทุกๆ คน
ในช่วงต่อไป ขอเรียนเชิญพวกเราทุกคนตั้งใจหลับตาทำภาวนา เพื่อเป็นการบูชาธรรมแก่คุณยายอาจารย์ต่อไปนะจ๊ะ เราหลับตาของเรานิ่งๆ วางใจของเราสบายๆ ให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ประคองใจของเราเบาๆ แตะแผ่วๆ ตรงไปที่ศูนย์กลางกาย ตรึกนึกถึงดวงใส สว่าง ให้ปรากฏชัดขึ้นมาตรงนั้น มีสติอย่างดีทีเดียว
หมั่นสังเกตใจของเราทุกๆ ครั้งในการปฏิบัติธรรม ว่าเราวางอย่างไรถึงจะสงบนิ่ง เราปรับอารมณ์อย่างไร แล้วเบาสบาย ธรรมะก้าวหน้าดี ดวงสว่างองค์พระปรากฏขึ้นชัดเจน เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้ว่าวางใจอย่างนี้ จะทำให้ธรรมะดี วางใจอย่างนี้จะมีผลอีกแบบหนึ่ง ให้สังเกตตัวเองทุกครั้ง แล้วเราจะทราบ แล้วก็มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เพราะประกอบแต่เหตุที่เกื้อหนุนต่อการเข้าถึงธรรมทั้งสิ้น ปฏิบัติมากเข้า สังเกตมากเข้า มากเข้า เราก็จะทราบ พอวางใจไปแล้วมันไม่เป็นอย่างที่เรานึก สภาพใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเราก็จะสามารถทราบได้ที่ตึงไป หย่อนไป มันเป็นเพราะอะไร ทำไมวันนี้ตื้อๆ ทราบเลยว่าเหตุเป็นยังไง พอทราบเหตุก็สามารถแก้ไขได้ ขจัดปัดเป่าเหตุนั้นนี่ ใจของเราเองก็นุ่มนวล แล้วมีธรรมะที่ก้าวหน้าต่อไป
สังเกตใจตัวเอง สังเกตเวลา อารมณ์ สถานที่ทุกอย่างของเรา จนกระทั่งเข้าใจ แล้วรู้ว่าต้องทำอย่างไร ธรรมะของเราถึงจะก้าวหน้า ลักษณะเฉพาะของตัวเองนี่รู้หมดเลย อ่านตัวเองออก สามารถปรับแก้ไขจุดอ่อนในตัว เราเป็นคนขี้โกรธหรือเปล่า คนที่มีใจผูกพันธ์กับคน สัตว์ สิ่งของ วัตถุภายนอกหรือเปล่า เครื่องยึดเหนี่ยวรั้งใจของเราเป็นอย่างไร พออ่านออกทะลุหมดอย่างนั้นนี่ ก็ค่อยๆ แก้ไขสิ่งที่เหนี่ยวรั้งใจของเรานั้นให้ออกไป แล้วใจก็โปร่ง เบา บริสุทธิ์ รุกหน้าเข้าไปในกลางของกลาง สามารถวางใจได้อย่างพอดิบพอดี พอเหมาะพอดี ประมาณใจของเราได้ ไม่ตึง ไม่หย่อน นิ่ง อยู่ในกลางของกลาง เข้ากลางของกลาง กลางของกลาง ไปโดยลำดับๆ อย่างพอดิบพอดี ใจสนิทนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกาย
ตั้งใจหมั่นสะสมชั่วโมงกลาง จัดสรรเวลาอย่างดีทีเดียว ให้เวลากับการประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วก็มีธรรมะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ทุกๆ วัน ทุกๆ คืน ทุกๆ สัปดาห์ ทุกๆ เดือนที่ผ่านไป ธรรมะก้าวหน้าตลอด ได้ชื่อเป็นผู้ไม่ประมาท มีใจเกาะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย มีชั่วโมงกลางเพิ่ม ใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางของกลาง อยู่ในท่ามกลางสมาคมของนักสร้างบารมีได้อย่างมีความสุข เป็นบุคคลอันเป็นที่รักของผู้คนรอบตัว ไปถึงไหน ใครๆ ก็รัก ทำให้อารมณ์เบิกบาน อารมณ์ที่ขุ่นมัว เหนี่ยวรั้งใจก็ไม่เกิดขึ้น
และเมื่อรู้จักอยู่ในท่ามกลางสมาคมนักสร้างบารมีอย่างมีความสุขอย่างนั้น ก็จะมีกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ให้ธรรมะก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยลำดับ ลำดับ นอกจากนี้เราก็ยังเป็นผู้ที่รู้จักบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้จักถึงอัธยาศัยของครูบาอาจารย์ สามารถเข้าหาครูบาอาจารย์ได้ เป็นที่เมตตาของท่าน รู้อัธยาศัยของท่าน ทำให้ท่านเมตตา ถ่ายทอดวิชชาให้ ให้การอบรมสั่งสอน ธรรมะเราเองก็จะก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างนี้
ให้พวกเราทุกคนประกอบด้วยธรรมะของสัปบุรุษ รู้จักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และบุคคล เกื้อหนุนให้ธรรมะภายในก้าวหน้าไปตามลำดับ ลำดับ ลำดับ สว่างไสวจนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนสามารถทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ในที่สุด ให้ตั้งใจอธิษฐานจิตของเราอย่างนี้ แล้วตั้งใจรวมใจหยุดนิ่งลงไปในกลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งไปเลยนะ
สัพเพ …
หน้า PAGE 21
440318EW-TNT