คุณธรรมของความเป็นมิตรแท้
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระเถรานุเถระผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ตลอดจนลูกหลานของคุณยายที่รักทุกท่าน
สำหรับวันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่หลวงพี่จะได้มาแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย
ในช่วงชีวิตของหลวงพี่ที่ผ่านมานั้น มีหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เตือนถึงมรณภัย แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่รู้สึกว่าประทับใจและเป็นภาพที่ติดใจหลวงพี่มานานแสนนานก็คือ ในช่วงที่หลวงพี่ยังเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีเพื่อนของหลวงพี่ซึ่งเป็นที่รักกัน ได้ถึงแก่การเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ คือจมน้ำทะเลเสียชีวิต
ก่อนหน้าที่เขาจะได้ไปเที่ยวทะเลนั้น ก็ได้โทรศัพท์มาหาหลวงพี่ที่บ้าน เพื่อจะให้ฝากบอกลาครูที่โรงเรียนด้วยว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวทะเลกับพ่อแม่ที่บ้าน แต่หลวงพี่ก็ไม่นึกเลยว่าเพื่อนของเราจะโทรศัพท์มาลาหลวงพี่ไปตลอดชีวิต เพราะตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พี่สาวของเพื่อนของหลวงพี่ ก็โทรศัพท์มาบอกว่าเพื่อนซึ่งเป็นที่รักได้เสียชีวิตไปแล้ว
ในตอนนั้นหลวงพี่ก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เนื่องจากความเป็นเด็ก มันก็เลยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า จริง ๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นต้องแก่ชราถึงจะเสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าถึงเวลาเสียชีวิตแล้ว มัจจุราชคือความตายก็ย่อมมาคร่าชีวิตไปได้
ตอนเล็ก ๆ นั้นก็เกิดคำถามขึ้นมาตลอดว่า ตัวเราเองเกิดมาทำอะไร มีเป้าหมายชีวิตอย่างไร ก็พยายามแสวงหาคำตอบมาตลอด ดังนั้นหลวงพี่จึงคิดว่าบุคคลและเหตุการณ์ที่จะมาเตือนให้เราระลึกถึงมรณภาพนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราไม่มีความประมาทในการดำเนินชีวิต
วันนี้จึงนำเอาคุณธรรมของคุณยายเกี่ยวกับความเป็นผู้ที่มีอุปการะต่อพวกเราทุก ๆ คน คือคุณธรรมของความเป็นมิตรแท้ของคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งมิตรแท้เป็น ๔ ประเภท คือ
๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่
ก่อนอื่น เราคงต้องทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่ามิตรในที่นี้ก่อนว่าไม่ได้จะยกตนเป็นมิตรในความหมายของเพื่อนหรือสหายกับคุณยาย ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพวกเรา เนื่องจากว่าความหมายของคำว่ามิตรนี้ มีถึง ๓ ระดับด้วยกัน คือ ๑. มิตรในระดับแคบที่สุดหมายถึงมิตรสหาย หรือเพื่อนที่เรารู้จักสนิทสนม อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
๒. มิตรในระดับที่กว้างขึ้นมานั้น หมายถึงมิตรที่ร่วมใช้ สาธารณประโยชน์ อย่างเช่น มิตรที่อยู่ในครอบครัว มิตรที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มิตรที่อยู่ในตำบลเดียวกัน อยู่ในอำเภอเดียวกัน ตลอดจนกระทั่งจังหวัดและประเทศเดียวกัน นี่ก็เป็นมิตรที่ระดับกว้างขึ้นมา
๓. มิตรในระดับกว้างที่สุด มีความหมายของขอบเขตไม่มีประมาณนั้น เป็นมิตรในความหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้ให้ไว้ในบทแผ่เมตตา คือ สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น หมายความว่าเป็นเพื่อนที่ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายในวัฏสงสารนั่นเอง
หลวงพี่ก็จะนำเอาความหมายในระดับกว้างที่สุดที่คุณยายได้มีอุปการคุณต่อพวกเรา ทุก ๆ คนมาแสดงในวันนี้ สำหรับความหมายของมิตรมีอุปการะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงแสดงไว้ ๔ ประการด้วยกัน
๑. คุ้มครองป้องกันชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเกียรติยศ ชื่อเสียงของผู้ที่ประพฤติผิดพลาดเพราะความประมาท รวมทั้งช่วยชี้แนะให้แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีให้หมดไป
ก่อนอื่น เราคงต้องมาทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่าความประมาทก่อน ความประมาทก็คือ ความปล่อยปละละเลย และความเผลอสติ ความปล่อยปละละเลยคือ การที่ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจถึงเป้าหมายของชีวิต ไม่เข้าใจว่าเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ต้องเกิดมาเพื่อสร้างบารมี จึงปล่อยปละละเลยทรัพย์สมบัติ และเวลาอันมีค่าไปกับสิ่งที่ไม่ใช่สาระแก่นสารของชีวิต อาจจะเป็นอบายมุขบ้าง การเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาบ้าง หรือว่าการเที่ยวดูหนัง ฟังเพลง ฟังละครบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นการนำมาซึ่งบุญกุศล ไม่ได้เป็นการสั่งสมบุญกุศลให้กับตัวเองเลย
ส่วนในความหมายของคำว่าเผลอสติ ก็คือใจไม่ได้อยู่ที่ศูนย์กลางกาย แทนที่หลับตาลืมตาจะมองเห็นองค์พระธรรมกาย ขาว ใส บริสุทธิ์ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตลอดเวลา แต่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจถึงเป้าหมายในการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น มักจะปล่อยใจของตัวเองออกไปทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง สัมผัสบ้าง หรือใจบ้าง โดยการที่ตานั้นยินดีกับรูปที่สวย ๆ งาม ๆ แทนที่จะเหลือบไปมององค์พระแก้ว ขาว ใสที่กลางกายของเรา กลับปล่อยใจไปกับความสวยงามภายนอก หูก็ยินดีกับเสียงที่ไพเราะหรือเสียงเพลงที่ไพเราะ ใจก็เลยไม่อยู่ที่ศูนย์กลางกาย นี่ก็เป็นตัวอย่างที่เรียกว่าความเผลอสติ
แต่เมื่อพวกเราได้เข้ามาที่วัดพระธรรมกาย ทันทีที่ได้เข้ามาวัด เราก็ได้ทราบว่าเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็คือเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี โดยมีคุณยายท่านเป็นต้นบุญแล้วก็เป็นต้นแบบในการสร้างบารมีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน การรักษาศีล และการเจริญสมาธิภาวนา เมื่อเราได้รักษาศีล มีการไม่เบียดเบียนสัตว์ เป็นต้น ไม่ดื่มสุราเมรัย ยาเสพติด เป็นต้น สุขภาพร่างกายของเราก็ย่อมแข็งแรงเป็นธรรมดา ชีวิตอายุขัยของเราก็ย่อมยืนยาวเป็นธรรมดา และผลบุญจากการรักษาศีลนั้น ก็จะส่งผลให้ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ตามคุณยายท่านไป เกิดมาภพชาติเบื้องหน้าก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง คือสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ และลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน ๓๒ ประการ
เมื่อเราได้รู้จักการเจริญสมาธิภาวนาคือได้รู้จักศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราก็จะเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยเรียนหนังสือเก่งเลย ปรากฏว่าเมื่อได้ฝึกสมาธิมากเข้ามากเข้า ก็เป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง มีสติปัญญาที่เฉียบแหลม จากเมื่อก่อนที่เคยขี้หลงขี้ลืม เมื่อได้ฝึกสมาธิ เจริญภาวนามากเข้ามากเข้า ก็เป็นผู้ที่สูงอายุที่มีความจำอันดีเลิศ
และผลบุญจากการเจริญสมาธิภาวนานั้น ก็จะทำให้เราได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ตามคุณยายอาจารย์ท่านไป เกิดมาภพชาติเบื้องหน้า ก็จะเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณสมบัติ คือมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเป็นเลิศ
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าคุณยายท่านเป็นต้นบุญและเป็นต้นแบบ เป็นผู้ที่คุ้มครองป้องกันชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียงของพวกเราทุก ๆ คน ส่วนในเรื่องของ ช่วยชี้แนะให้แก้ไขพฤติกรรมไม่ดีให้หมดไปนั้น คุณยายท่านเป็นทั้งต้นแบบทางกาย วาจา ใจให้กับพวกเราทุก ๆ คน ทางกาย ตลอดเวลาที่คุณยายท่านสร้างวัดมา สร้างบารมีมา ท่านก็รักษาศีลมาตลอด ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น ไม่เคยลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วก็ประพฤติพรหมจรรย์ได้สะอาดบริสุทธิ์บริบูรณ์มาตลอด
ทางวาจานั้น คุณยายก็เป็นต้นบุญต้นแบบอย่างดี คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด
ส่วนทางใจนั้น ก็คงรู้อย่างดีว่าใจของคุณยายนั้นท่านใส บริสุทธิ์ มีพระธรรมกายภายในอย่างจะนับจะประมาณไม่ได้
ดังนั้นผู้ที่อยู่ใกล้คุณยาย คุณยายจะเตือนตลอดเวลาว่า ถ้าคุณทำอย่างนี้แล้ว คุณจะติดเป็นนิสัยไปทุกภพทุกชาติ ตัวอย่างเช่นเรื่องของการทำความสะอาดห้องน้ำ คุณยายท่านก็เป็นต้นแบบทำให้ดูว่าทำของละเอียดก็ย่อมได้ของที่ละเอียดติดตัวไปทุกภพทุกชาติ นี่ก็เป็นความมีอุปการะของคุณยายที่มีต่อพวกเราข้อแรก
ส่วนข้อที่ ๒ คือคุ้มครองป้องกันภัย อันจะเกิดแก่ทรัพย์สมบัติของผู้ตั้งอยู่ในความประมาท ทรัพย์สมบัตินั้นเราอาจจะแบ่งได้เป็นทรัพย์หยาบ ๑ และทรัพย์ละเอียด ๑ ในส่วนของทรัพย์นั้น คุณยายท่านเป็นต้นแบบให้ได้อย่างดีในการใช้สอยปัจจัย ๔ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค คุณยายท่านใช้อย่างประหยัดมาตลอดหนทางการสร้างบารมีของท่าน
อาหารท่านก็ฉันเพียงวันละ ๒ มื้อ ตอนเย็นก็ฉันปานะ คือน้ำผลไม้เท่านั้นเอง เครื่องนุ่งห่มนั้นคุณยายท่านก็มีเพียงชุดสีขาวไม่กี่ชุด ยิ่งสมัยที่ท่านไปอยู่วัดปากน้ำใหม่ ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ท่านมีเพียงชุดแม่ชีเก่า ๆ แต่ว่าท่านนำมาทำความสะอาด จนกลายเป็นสีขาวนวล คนที่ไม่ทราบ เมื่อมองเห็นก็นึกว่าเป็นเสื้อผ้าที่ท่านได้มาใหม่ ส่วนที่อยู่อาศัยนั้น คุณยายท่านก็ใช้กุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนที่เราได้รู้กัน มีเตียงที่ไม่มีฟูกปู นอนอย่างสมถะ ง่าย ๆ ส่วนยารักษาโรคนั้นเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ตั้งแต่อยู่สมัยวัดปากน้ำ คุณยายท่านมียารักษาโรค ก็วางเป็นระเบียบ เป็นแถวเป็นแนว เรียงตามลำดับสูงไปเล็ก ใหญ่ไปเล็ก นี่ก็เป็นต้นแบบในเรื่องการใช้ทรัพย์หยาบของคุณยาย
แล้วมิหนำซ้ำ คุณยายยังเตือนให้ลูกหลานของท่านให้ทราบว่าควรจะใช้ปัจจัย ๔ อย่างประหยัด ใช้น้ำอย่าเป็นขี้ข้าน้ำ ใช้ไฟอย่าเป็นขี้ข้าไฟ คือใช้น้ำก็ให้ใช้อย่างประหยัด ใช้ไฟก็ให้ใช้อย่างประหยัด เมื่อใครที่ได้อยู่ใกล้คุณยาย คุณยายก็จะเตือนตลอดว่าคุณ อย่าไปเล่นการพนันและอบายมุข เพราะจะทำให้ทรัพย์สินเงินทองสูญหายไป นี่ก็เป็นการคุ้มครองป้องกันภัยในเรื่องทรัพย์หยาบของคุณยายที่มีต่อลูกหลานเหล่ากัลยาณมิตร
ส่วนในเรื่องทรัพย์ละเอียดนั้น พวกเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าคุณยายนั้นท่านเป็นต้นบุญและต้นแบบในการทำทานให้กับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ถวายสังฆทาน ท่านเป็นต้นแบบให้กับเราตลอดมา เมื่อเราได้ทำทานแล้ว บุญกุศลก็จะส่งผลให้เราเกิดไปภพชาติใด สมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ ได้เกิดมาเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ
แล้วคุณยายท่านยังสอนอีกว่า คุณมีปัจจัยน้อย คุณก็ทำน้อยนะ คุณมีมาก คุณก็ทำมาก คุณยายไม่ได้บังคับให้เราทำบุญโดยอาศัยจำนวนเงินเลย แต่คุณยายท่านเน้นที่ความมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นหลัก นี่ก็เป็นคุณสมบัติ ความมีอุปการะของคุณยายที่มีต่อลูกหลาน คือคุ้มครองป้องกันภัยอันจะเกิดแก่ทรัพย์สมบัติ ของผู้ตั้งอยู่ในความประมาท
หลวงพี่ก็ได้รับความอุปการะจากคุณยายท่านเช่นเดียวกัน มีตัวอย่างสมัยที่หลวงพี่ยังไม่ได้บวช เมื่อหลวงพี่ จบการศึกษาแล้วทำงานเป็นวิศวกร อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน โดยจะขยายน้ำมันไปสู่ต่างจังหวัดในรูปแบบของปั๊มสหกรณ์ ปั๊มสหกรณ์นี้มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อที่จะให้เกษตรกร ชาวไร่ชาวนาได้ลดต้นทุนในการซื้อน้ำมันดีเซลจากสถานีบริการน้ำมันทั่วไป ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนในการเพาะปลูก หลวงพี่ก็ได้มีส่วนในการขยายกิจการปั๊มสหกรณ์ไปตามภูมิภาคให้กับเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ได้ใช้น้ำมันดีเซลที่ประหยัด
สมัยที่หลวงพี่ทำงานนั้น น้ำมันดีเซลมีราคา ๗ บาท ลิตรละประมาณ ๘ บาทในสถานีบริการน้ำมันทั่วไป แต่ว่าเมื่อขยายไปสู่ปั๊มสหกรณ์แล้ว เกษตรกรนั้นจะได้ราคาของน้ำมันลดลง คือเหลือลิตรละประมาณ ๗ บาท สมัยนั้นหลวงพี่ก็ได้แบ่งเวลาจากการทำงานมาวัดเป็นประจำทุกวันศุกร์ ตอนกลางคืนบ้าง ถ้าวันศุกร์กลับมาไม่ทัน ก็จะมาวันอาทิตย์บ้าง แต่ช่วงทำงานก็ต้องขวนขวายเวลาพอสมควรทีเดียว
แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่หลวงพี่กำลังตัดสินใจที่จะไปศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ตลอดจนกระทั่งทำงานที่ต่างประเทศ ระหว่างที่หลวงพี่มาวัดนั้น หลังจากได้เข้าไปกราบคุณยาย พอถวายปัจจัยให้กับคุณยายเรียบร้อย คุณยายก็พูดขึ้นว่า คนเราสมัยนี้ทำไมชอบไปต่างประเทศ ถ้าไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ไม่มีใครดูแล ไม่มีญาติพี่น้องดูแล ล้มป่วยลงไป เป็นอะไร ใครจะช่วยดูแลเรา แล้วคุณยายก็จ้องตาหลวงพี่ แววตาของคุณยายนั้นกลม ใส เหมือนจะดึงกายมนุษย์ละเอียดของหลวงพี่เข้าไปในตาของท่านเลยทีเดียว หลวงพี่ก็ประหนึ่งว่าคุณยายทราบได้อย่างไรว่าเราจะไปศึกษาต่อ และจะไปทำงานที่ต่างประเทศ
เพราะฉะนั้นเมื่อหลวงพี่ได้มาบวช ได้ฟังพวกเราเล่าถึงอภิญญาของคุณยาย หลวงพี่จึงไม่มีความลังเล ไม่มีความสงสัยเลยสักนิดเดียว เพราะว่าหลวงพี่ได้เจอกับตัวเอง เมื่อคุณยายจ้องตาหลวงพี่แล้วท่านก็ยิ้ม แววตาของท่านนั้นประกอบด้วยความเมตตา หลวงพี่ก็ตะลึงไปสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นก็กราบท่าน แล้วคุณยายท่านก็ได้นำนั่งสมาธิ และนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่นานพอสมควรทีเดียว
หลังจากวันนั้นหลวงพี่ก็กลับไปที่บ้าน ก็ได้ไปพิจารณาไตร่ตรองการดำเนินชีวิตของตัวเองว่า จะตัดสินใจไปอยู่ศึกษาต่อเมืองนอก หรือว่าอยู่เมืองไทยดี ก็เลยเชื่อคำของคุณยาย เพราะว่าเมืองไทยก็สามารถจะเรียนได้ก็เลยไม่ได้ไป
ทีนี้ พอหลวงพี่มาวัดบ่อยเข้าบ่อยเข้า จิตใจมันก็ถูกกลั่นให้ผ่องใส ให้สว่าง ก็เลยมีความศรัทธาในหมู่คณะ ในตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยาย หลวงพี่ก็เลยลองบวชดู พอบวชไปบวชมา ก็เลยรู้สึกมีความสุข จีวรที่ห่มมันก็เย็นสบายกว่ากางเกงสแลตที่เคยใส่ ก็เลยตัดสินใจว่าอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ก็พยายามสู้กิเลสมาตลอดนะคุณโยม เพราะว่าตัวเองก็ยังไม่หมดกิเลสเหมือนกัน
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้กับหลวงพี่มากเลยทีเดียวก็คือเหล่าสามเณรตัวเล็ก ๆ ซึ่งหลวงพี่เห็นว่าขนาดสามเณรอายุน้อย ๆ ท่านยังบวชได้เลย เรามันก็ ๒๐ กว่าแล้ว ทำไมจะบวชไม่ได้ ก็เลยเป็นกำลังใจให้กับตัวหลวงพี่มาตลอด และมีอีกกลุ่มหนึ่งก็คือนักเรียนอภิญญาหญิง ที่ยอมสละผมของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงรักมาก แต่นักเรียนอภิญญาหญิงสามารถสละผมบนศีรษะของตัวเองได้ หลวงพี่ก็เลยคิดว่า ขนาดเด็กผู้หญิงยังสามารถบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีได้เลย แล้วเราเป็นผู้ชายแท้ ๆ ทำไมเราจะทำไม่ได้ จึงเป็นกำลังใจมาตลอดว่าต้องฝ่าฟันต่อสู้ในการสร้างบารมี แล้วก็บำเพ็ญบารมีเรื่อยมา นี่ก็เป็นตัวอย่างของความมีอุปการะของคุณยายต่อหลวงพี่ ซึ่งนำมาเล่าให้คุณโยมทั้งหลายได้ฟังกัน
ส่วนคุณสมบัติของมิตรมีอุปการะประการที่ ๓ คือเป็นที่พึ่งให้เต็มที่เมื่อยามประสบภัย คุณยายท่านเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนที่ได้เข้ามาใกล้ชิดท่าน อย่างที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตลอดหนทางการสร้างบารมีของคุณยายนั้น เมื่อใครประสบทุกข์ภัย เดือดเนื้อร้อนใจมา คุณยายท่านจะบอกว่า ให้ทำบุญเยอะ ๆ แล้วก็ให้นั่งสมาธิให้องค์พระธรรมกายข้างในใส ๆ แล้วคุณยายจะนั่งกลั่นแก้ให้ ทำให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลือจากคุณยายมาตลอด
แต่คุณยายท่านก็ย้ำเตือนเราตลอดเวลาว่าที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเรานั้นก็คือพระธรรมกายภายใน ดังที่คุณยายท่านได้เคยให้โอวาทไว้ว่ายายมองไปตลอดหมด ก็เห็นชัดว่าในโลก ในธาตุ ในธรรมทั้งหมดนี้ ไม่มีใครเลยที่จะช่วยยายได้ ยกเว้นยายจะช่วยตัวเองเท่านั้น ยายจึงพยายามช่วยตัวเองมาตลอด ทุกข์ของเราใครเขาจะช่วยได้ คิดหาทางช่วยตัวเองอยู่เสมอ หวังเอาตัวเองเป็นที่พึ่ง หวังพึ่งธรรมะในตัวเอง ที่เอาตัวรอดมาได้ทุกอย่าง เพราะยายมีธรรมะเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเรา ก็คือพระธรรมกายภายใน คุณยายนั้นถึงแม้จะเป็นที่พึ่งให้กับเราก็จริง แต่คุณยายท่านก็เตือนเราเสมอว่าธรรมะภายในนั้นจึงจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงให้กับเราได้
ทีนี้ เรามาดูว่าคุณสมบัติของมิตรมีอุปการะประการสุดท้ายนั้นคืออะไร มิตรมีอุปการะประการสุดท้าย ก็คือเมื่อมีธุระจำเป็น ก็ช่วยออกทรัพย์ให้มากกว่าที่เอ่ยปากขอ ตลอดเวลาที่สร้างบารมีมา เมื่อเริ่มสร้างวัด คุณยายท่านมีปัจจัยในถุงกระดาษ ๓,๒๐๐ บาท ตามที่ทุกท่านได้ทราบดี แต่คุณยายบอกว่าคนที่คุณยายได้ฝึกขึ้นมานั้นมีค่ามากมายมหาศาล มากกว่าปัจจัยเป็นล้าน ๆ
เพราะฉะนั้นคุณยายสละทรัพย์ในการสร้างวัดให้กับเรามาตลอด โดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากขอทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการทอดกฐิน คุณยายท่านก็เป็นประธานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่า คุณยายท่านก็เป็นประธาน อย่างเช่นกฐินยาย ๙๐ ปีทองของคุณยายเป็นต้น ตลอดจนการสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์นั้นที่เราได้เห็นกัน คุณยายท่านก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการปิดยอดโดม ปิดพระแกนกลาง พระภายนอก เราก็ได้ร่วมกันบูชาธรรมคุณยาย ซึ่งผลบุญนี้ที่ทุกท่านได้ตั้งใจทำ ก็จะติดตัวไปทุกภพทุกชาติ และเมื่อเราได้ชักชวนหมู่ญาติ ตลอดจนมิตรสหายสัมพันธชน ผลบุญก็จะติดตัวหมู่ญาติและมิตรสหายไปทุกภพทุกชาติ
ในปัจจุบันนี้มีบางประเทศพยายามที่จะทำลายพระพุทธรูปที่สูงใหญ่ ทำลายองค์พระเจดีย์ในประเทศ แต่ว่าน่าดีใจที่ประเทศของเรามีมหาธรรมกายเจดีย์บังเกิดขึ้นอีก ๑ องค์ ซึ่งหาได้ยากในโลก ชาวต่างประเทศที่มาถึงวัดพระธรรมกายแล้วได้เห็นมหาธรรมกายเจดีย์ ต่างก็รู้สึกปีติยินดีในความยิ่งใหญ่ ในความศักดิ์สิทธิ์ในความมโหฬารของมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งมีคุณยายเป็นต้นบุญให้กับพวกเรา
ทั้งหมดนี้ก็คือคุณสมบัติของมิตรมีอุปการะที่หลวงพี่นำมาให้ท่านสาธุชนทุกท่านได้ฟัง คือ
๑. คุ้มครองป้องกันชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียงของผู้ที่ประพฤติผิดพลาดเพราะความประมาท รวมทั้งช่วยชี้แนะให้แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีให้หมดไป
๒. คุ้มครองป้องกันภัย อันจะเกิดแก่ทรัพย์สมบัติของผู้ตั้งอยู่ในความประมาท
๓. เป็นที่พึ่งให้เต็มที่เมื่อยามประสบภัย
๔. เมื่อมีธุระจำเป็น ก็ช่วยออกทรัพย์ให้มากกว่าที่เอ่ยปากขอ
คุณยายท่านมีคุณสมบัติของมิตรมีอุปการะต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลก ในสังสารวัฏนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรฐานให้กับพวกเราใช้ในการตรวจสอบตนเอง และบุคคลรอบข้างของเราว่าจะมีคุณสมบัติในความเป็นมิตรมีอุปการะมากน้อยเพียงใด เมื่อเกิดไปภพชาติเบื้องหน้า ถ้าเราได้หมั่นฝึกฝนในความมีอุปการะต่อบุคคลรอบข้างของเราอย่างนี้แล้ว ก็คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเกิดไปภพชาติเบื้องหน้านั้น เราย่อมมีกัลยาณมิตรรอบตัว ชักชวนเรามาสู่หนทางการสร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติตราบวันเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม
ท้ายที่สุดนี้ หลวงพี่ขอเชิญชวนญาติโยม สาธุชนทุกท่านนั่งหลับตาเพื่อตรึกระลึกนึกถึงคุณยายแล้วก็นึกแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลอันได้จากการฟังสวดพระอภิธรรมให้คุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
เราก็หลับตารวมใจของเรา ไปไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรึกระลึกนึกถึงองค์พระแก้วขาวใส บริสุทธิ์ ที่ศูนย์กลางกายของเรา นึกให้ใส สว่าง ในกลางองค์พระธรรมกายนั้นก็ปรากฏคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ขึ้นมาที่องค์พระแก้วขาว ใส สว่าง เราก็ทำใจเฉย ๆ ทำใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง กลางของกลางเรื่อยไป
*********************************** จบ ***********************************