ผู้ใดมีทั้งฌานและปัญญา ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน
(ม้วน 1/A)
พระสัมมาปุญโญ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นดวงตาของโลกด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมสาธุชนกัลยาณมิตรผู้นำบุญผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้จะได้แสดงคุณธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคุณยายที่สำคัญประการหนึ่ง โดยขอยกพระบาลีเป็นเบื้องต้นว่า
นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต
ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ ส เว นิพฺพานสนฺติเก ฯ
ความหมายที่แปลก็คือฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ชนเหล่าใดมีทั้งฌานและปัญญา ชนเหล่านั้นแลได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน
ทั้งฌานและปัญญานั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างสำคัญ จากพุทธภาษิตบทนี้เป็นการบอกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญภาวนาทางจิต ให้บรรลุฌานสมาบัติให้ได้ แล้วก็กล่าวไว้หลายๆ พุทธภาษิตด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องฌานสมาบัตินี้ เพราะว่าในเบื้องบาทแห่งสัมมาสมาธิ ที่จะทำให้สมาธิถูกต้องเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานนั้น จิตของผู้ที่จะมีปัญญาเห็นแจ้งพระนิพพานนั้นจะต้องบริสุทธิ์ สะอาด ผ่องใส ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่น ปราศจากกิเลส อุปกิเลส เป็นจิตที่อ่อน ควรแก่การงาน เมื่อนอบน้อมไปในวิชชาหรือญาณอันใดก็จะรู้แจ้งวิชชาและญาณนั้นได้
ซึ่งฌานสมาบัติเราได้ยินมาในระดับหนึ่ง ขอขยายความอย่างย่อๆ ในเวลาจำกัดที่ว่าฌานนั้นในหลายตำราเขาบอกไว้มีหลายอย่าง บางแห่งบอกว่ามีฌาน ๔ บางแห่งบอกว่ามีฌาน ๕ บางแห่งก็บอกว่ามีฌาน ๘ ผู้ที่ศึกษาใหม่อาจจะสับสน แต่ขอบอกว่าทั้งหมดนั้นต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกัน คือถ้าพูดในแง่ฌาน ๔ นั้นก็คือ ท่านเอารูปฌาน ๑ รูปฌาน ๒ รูปฌาน ๓ รูปฌาน ๔ ถ้าจะเอาให้ครบ ๘ ก็รวมเอารูปฌานอีก ๔ รวมเป็น ๘ บางแห่งที่มี ๕ นั้น เพราะท่านแยกเอาจากอรูปฌาน ๔ นั้น แยกว่าอรูปฌานที่ ๔ นั้นมีเอกัตคตาจิตอย่างเดียว แล้วเอาอุเบกขาเป็นคุณธรรมเบื้องสูงขึ้นไปของภาวะจิตนั้นเป็นปัญจมรรคฌานคือฌานที่ ๕
คือสิ่งที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้อบรมสั่งสอนพวกเราไว้นั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำได้มาทำให้ง่ายลง ไม่ได้เอาคำบาลีมาใช้มาก แม้กระทั่งคำว่าเห็น จำ คิด รู้ ที่เรียกว่าใจนั้น เราฟังจนชินและเข้าใจ บอกว่าเราประกอบด้วยกายกับใจ กายคือส่วนรูป ใจนั้นคือเห็น จำ คิด รู้ และถ้าพูดเป็นบาลีแล้ว เราจะร้องอ๋อ ทีเดียวว่าเออ อันนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำมาทำให้ง่าย เห็น จำ คิด รู้ ท่านก็เอามาจากบาลีว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกับรูปอันแรกเข้าด้วยกันก็เป็นเบญจขันธ์ คือขันธ์ ๕ นั่นเอง คือกายและใจ
เพราะฉะนั้นในสิ่งที่การปฏิบัติภาวนา หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ทำง่ายๆ ท่านไม่ได้มาอธิบายให้เราต้องจำศัพท์บาลีวุ่นวาย ว่าอย่างนี้เรียกปฐมฌาน อย่างนี้เรียกทุติยฌาน อย่างนี้เรียกตติยฌาน อย่างนี้เรียกว่าจตุตถฌาน เบื้องต้นสำหรับผู้ฝึกใหม่นั้นท่านเอาอารมณ์จิตเป็นสำคัญนะ ถ้ามีภาวะจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส จิตปราศจากความพยาบาท ปราศจากกามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จิตปราศจากถีนมิทธะ คือความหดหู่ จิตปราศจากอุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่าน ความห่วงใยกังวลทั้งหลาย และจิตปราศจากวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ผ่าน ๕ ประการนี้ที่เรียกเครื่องกั้นหรือนิวรณ์นี้ จิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้จริงๆ
เมื่อจิตเราตั้งมั่นเป็นสมาธิจริงๆ เหล่านี้แหละเราถึงจะบรรลุธรรมตามอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แนะนำไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณยายของเราท่านมี และตั้งมั่นเป็นปกติ คุณยายของเรานั้นได้รับอานิสงส์แห่งสมาธิภาวนาครบถ้วนตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทีเดียวนะ
เพื่อเมื่อท่านบำเพ็ญฌานสมาบัติให้เกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นแล้วนี่ ซึ่งเป็นผลแห่งสัมมาสมาธินี่ เมื่อสัมมาสมาธิเกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่าสมาธิที่ถูกต้อง ตรงแท้ จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในด้าน เพื่อความอยู่เป็นสุขในฐิตธรรม คือมีธรรมะเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
อย่างที่ ๒ ก็คือเป็นไปเพื่อญาณทัสสนะที่แจ่มแจ้ง
อย่างที่ ๓ ก็คือเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ
อย่างที่ ๔ ก็คือเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
คุณยายของเรานั้น ท่านอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข ถึงแม้ดั้งเดิมท่านจะเป็นลูกชาวนา เป้าหมายครั้งแรกที่จะฝึกสมาธิภาวนานั้นเพียงแค่เพื่อไปขอขมากับคุณยาย และได้ช่วยคุณพ่อในภายหลัง ต่อเมื่อได้ศึกษาธรรมลึกซึ้งเข้าไปมากกว่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของท่านที่สั่งสมบุญบารมีมานาน ทำให้ท่านได้ยกระดับเป้าหมายของท่านใหม่ ให้เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ
เพราะเหตุนี้เมื่อคุณยายปฏิบัติเข้าถึงธรรมมาแล้ว ท่านถึงมีความสุขอย่างที่ท่านเคยเล่าให้พวกเราทั้งหลาย หลายคนฟังว่าถ้าใครจะเอาทองมาบั้นเท่าตัวท่าน แล้วมาแลกธรรมะ ท่านไม่ยอม คือคิดภาษาท่านว่าทองเท่าตัวถือว่าหายากมากๆ นะ เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้นั่นเอง แล้วท่านก็ยังไม่ยอมแลกกับธรรมะ เพราะธรรมะนี้ทำให้ท่านมีความสุข สุขที่ได้ปลดเปลื้องหนี้ที่ติดไว้กับคุณยายของท่าน สุขจากการเข้าถึงธรรมะภายใน อยู่ที่ไหนท่านก็มีความสุขตลอดเวลา อยู่อายุยาวขนาดไหนก็มีความสุข นี่เพราะว่าท่านมีสมาธิภาวนาเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
เพื่อญาณทัสสนะอันแจ่มแจ้ง อันนี้พวกเรายิ่งชัดแจ้งใหญ่ว่าญาณทัสสนะของคุณยายนั้นแม่นยำ เพราะว่าญาณทัสสนะคือความเห็นด้วยญาณนั้นแม่นยำ ตรง เที่ยงแท้ หลายคนได้ประสบเกิดความอัศจรรย์ใจ คือเพิ่งเจอครั้งแรกๆ ก็เกิดความอัศจรรย์ อย่างโยมบางคนอย่างมาให้พวกเราฟัง เจอเป็นปกตินะ เพราะว่าอะไร ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ อานิสงส์จากสมาธิภาวนาจริงๆ เพราะว่าเมื่อจิตใจตั้งมั่นเต็มเปี่ยม ฌานสมาบัติเกิดขึ้น ปัญญาที่เกิดต่อจากฌานสมาบัตินั้น ก็เป็นญาณหยั่งรู้ที่ทำให้จะรู้จะเห็นอะไร จะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ตรงเที่ยงแท้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณยายท่านเป็นผู้ที่รักในความบริสุทธิ์ รักในพรหมจรรย์มาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นธรรมะที่ท่านเข้าถึง สมาธิที่ท่านเป็น เที่ยงตรง ถูกต้อง อย่างที่เราได้ยินได้ฟังว่าท่านเป็นหนึ่งไม่มีสอง ก็เพราะอันนี้แหละ คือไม่ใช่แค่ญาณทัสสนะแจ่มแจ้งอย่างเดียว ยังเที่ยงตรง แม่นยำ ตลอดเวลาด้วย สิ่งนี้หาได้ยากทีเดียวนะ คือคนทั่วไปที่ทำอานิสงส์ภาวนานี่ จะได้ญาณทัสสนะแจ่มแจ้ง แต่จะแจ่มชัด เที่ยงตรงแบบคุณยายนี้หาได้ยาก
คุณยายเป็นผู้ที่ได้รับผลสมาธิ คือเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ เป็นผู้ที่รู้ตัว มีสติ ไม่เผลอ จิตไม่ห่างจากธรรมะภายใน เพราะฉะนั้นท่านถึงได้รับการเปรียบเทียบว่าประดุจพระเจดีย์เคลื่อนที่ทีเดียว จิตของท่านอยู่ในบุญตลอดเวลา พูดจาเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นบุญเป็นกุศล ไม่เคยหลงตัวเอง นี่คือสิ่งที่เราเห็นเท่าที่เราดูด้วย สัมผัสของเราเอง
แต่จริงๆ แล้ว คำว่าสติสัมปชัญญะนั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่านี้มาก เพราะว่าผู้ที่มีสติสัมปชัญญะนั้น จะต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิที่แน่วแน่ ถึงจะมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวไม่เผลอตลอดเวลา ซึ่งหาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้วนี่ โดยเฉพาะพระอรหันต์นั้น ท่านไม่เผลอเลยนะ แต่คุณยายของเรา คิดดูแล้วกันว่าตัวท่านเองก็บอกว่าท่านไม่ได้หมดกิเลส แต่สิ่งที่ท่านทำนั้น กิเลสทำอะไรท่านไม่ได้นะ ถึงแม้จะไม่หมดไป แต่กิเลสก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะงั้นสติสัมปชัญญะของท่านก็มั่นคงตลอดเวลา แม้อายุจะมากแล้ว จิตก็ยังรักมั่นในบุญกุศลตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประการสุดท้ายเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะคือการหมดกิเลส ถ้ากิจผู้ใดที่ตั้งมั่น มั่นคงระดับฌานสมาบัติได้แล้วนี่ จะมีบทพุทธภาษิตที่ยกไว้เบื้องต้น บอกว่าผู้ใดที่ประกอบด้วยฌาน อาศัยอำนาจฌานจนกระทั่งเกิดปัญญา รู้แจ้ง เห็นแจ้ง คนที่มีปัญญาและฌานต้องควบคู่กันไป จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ คนมีฌานก็มีปัญญา คนมีปัญญาก็มีฌาน เมื่อมีทั้ง ๒ อย่างควบคู่กันไป คนเหล่านี้จะไม่ห่างจากพระนิพพาน ได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพานทีเดียว พออยู่ใกล้พระนิพพานมากเข้า
ในแง่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านพูดไว้ชัดทีเดียว บอกว่าหยุดนิ่งเป็นทางมรรคผลนิพพาน หยุดนี่ได้ชื่อว่าใกล้พระนิพพานทีเดียว นี่อาศัยจากหลักปฏิบัติมาตรงกับพุทธพจน์ทีเดียวนะ ผู้ใดทำใจหยุดใจนิ่งได้ล่ะก็ ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าใกล้พระนิพพาน ผู้ที่ทำใจไม่หยุด หรือว่าห่างไกลทีเดียว เพราะว่าเรายังไม่รู้หนทางเลยว่าจะไปยังไง แต่เริ่ม เริ่มเห็นประตู เห็นหนทางนี้ได้แล้ว ได้ชื่อว่าใกล้ต่อพระนิพพานแน่นอน เพราะรู้ว่าหนทางสายกลางนี้จะเดินไปอย่างไร ที่จะไปสู่นิพพานได้จริงๆ เพราะงั้นในแง่ปฏิบัติแล้วก็จะมาตรงกับพุทธพจน์จริงๆ ว่านี่ผู้ที่มีประกอบด้วยฌานและปัญญานั้น จะใกล้พระนิพพานมากๆ
คุณยายของเรานั้น จิตของท่าน เพราะท่านใกล้ หรือบางทีเราบอกว่าท่านอยู่ จิตของท่านจรดเชื่อมกับพระนิพพาน เพราะฉะนั้นพระนิพพานก็เหมือนไม่ไกลจากท่าน ซึ่งก็ตรงกับพุทธพจน์บทนี้จริงๆ ทีเดียว เพราะงั้นก็ขอให้เราได้ถือคุณยายเป็นแบบอย่าง เห็นว่าคุณธรรมอันนี้แหละที่ทำให้คุณยายเป็นที่เคารพนับถือบูชาต่อพวกเรา เป็นคุณธรรมอันเอกทีเดียวนะ เป็นคุณธรรมนำ และธรรมอื่นๆ นั้นที่ท่านฝึกฝนอบรมมาในแง่ทางหยาบ หรือทางกาย วาจา ที่ท่านได้ฝึกฝนของท่านเองนั้น นั่นเป็นองค์ประกอบ เฉพาะใจของท่านบริสุทธิ์ผ่องใส สิ่งที่ท่านได้ฝึกฝนอบรมตัวท่านมาก็เป็นองค์ประกอบทำให้คุณธรรมด้านนี้ของท่านยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ
พูดง่ายๆ ในแง่ของพวกเราพูดว่าหยาบกับละเอียดตรงกัน นะ หยาบละเอียดตรงกัน ซึ่งเรื่องนี้คุณยายท่านเน้นทั้งหยาบทั้งละเอียด ในแง่หยาบๆ ที่เราบอก เราได้ยินได้ฟังบ่อยว่าคุณยายรักความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักความสะอาด เพราะว่าธรรมะน่ะเป็นของสะอาด เป็นของเรียบร้อย เป็นของที่เที่ยงตรง เพราะงั้นเมื่อในแง่หยาบของท่านเป็นอย่างนั้น แล้วท่านสอนคนอื่นด้วย ทำเองด้วย ทำเป็นตัวอย่างด้วย เมื่อลูกศิษย์มาฝึกปฏิบัติกับท่าน ท่านสอนทุกอย่าง กิริยามารยาท การเดินการเหิน การทาน การนอน การอาบน้ำอาบท่า พูดง่ายๆ ลงรายละเอียดทุกอย่างนี่ เรียกว่ากล่อมเกลาหยาบนี่ให้บริสุทธิ์ สะอาด ผ่องใสไปรองรับธรรมะละเอียด
ซึ่งอันนี้เราจะเห็นว่าคุณธรรมอันนี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ตัวเราเอง เมื่อยึดตามแบบคุณยายแล้วนี่ ธรรมะของเราก็บริสุทธิ์ผ่องใส เที่ยงตรง ถ้าอยากได้ญาณทัสสนะที่แม่นยำ เที่ยงตรงแบบคุณยาย เราก็ต้องฝึกทั้งหยาบทั้งละเอียดอย่างนี้แหละ คนใดที่มีศีลมั่นคง สมาธิของเขาย่อมมั่นคง มีศีลบริสุทธิ์ สมาธิของเขาย่อมบริสุทธิ์ มีศีลอันพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว สมาธิของเขาย่อมก้าวหน้า และเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใกล้พระนิพพานไปทุกๆ วัน เหมือนอย่างเช่นคุณยายของเราที่เป็นอยู่
ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เป็นสิ่งที่อาตมาขอน้อมนำมา ให้เห็นว่าเมื่อไปหยิบยกพุทธพจน์เกี่ยวเนื่องสมาธิ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับฌานสมาบัติอย่างไร ในบทไหนก็ตาม ทุกบทนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันตรงกันว่าจะต้องทำให้เกิดปัญญา เพราะสมาธิจริงๆ แท้ๆ นั้น จะต้องทำให้เกิดปัญญาอันนี้จริงๆ แต่ในแง่ทางโลกนั้นทั่วไปต้องการปฏิบัติแค่ให้ใจสงบ ให้ใจเย็น ให้ใจมันคลายจากความทุกข์ ให้พ้นจากความคิดวุ่นวายต่างๆ บางคนต้องการแค่นั้นจริงๆ แต่อย่าลืมว่าถ้าเป้าหมายจริงๆ แล้วนี่ ถ้าฝึกอย่างจริงจังมั่นคงแล้วนี่ เราพลิกใจเรานิดเดียว แล้วเราจะเห็นคุณค่าของสมาธิมากกว่าที่เขานำมาเผยแผ่โดยทั่วไป สมาธิจริงๆ ของพระพุทธเจ้านั้นหมายเอาอย่างนี้ คือหมายเอาให้เราไปสู่มรรคผลนิพพานจริงๆ
มีสิ่งที่อาตมาขอเสริม ที่เกี่ยวเนื่องกับญาณทัสสนะของคุณยายนี่ คือคราวหนึ่งในตอนที่มาเป็นอุบาสกของวัดพระธรรมกายใหม่ๆ ตอนนั้นต้องบอกว่าเป็นกึ่งอุบาสก เพราะว่าเรียนจบมาแล้วราวปี ๑๙๒๐ นี่ ก็อยากจะมาอยู่วัดแล้ว แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าอยากจะทำงานสักพักหนึ่ง หาปัจจัยไว้สนับสนุนช่วยเหลือ เพราะคุณแม่ เพราะว่าน้องๆ ยังเรียนทั้งหมด อาตมาเป็นคนโต เรียนจบแล้ว น้องยังเรียนอยู่ คิดว่าต้องทำงานสักครู่หนึ่ง
แต่ระหว่างยังหางานอยู่นั้น มีโอกาสจะมาอยู่วัดเสียก่อน เอาบุญด้วย ในระหว่างนั้นก็สมัครงานไปด้วย แล้วก็อยู่ช่วยเหลือ อยู่วัดทุกวัน จนกระทั่งก็ค่อนข้างใกล้ชิดคุณยายพอควร แล้วก็ส่วนใหญ่ก็เจอคุณยายก็ที่ครัวนี่แหละนะ และคุณยายก็สอนหลายอย่างที่อาตมาได้เล่าบางอย่างไปเกี่ยวกับเรื่องงานครัว
แต่สิ่งหนึ่งที่ตอนนั้นที่ฟังคุณยายพูด ไม่ใช่พูดกับเราโดยตรง แต่เวลาท่านมาที่ครัวใหม่ๆ ก็ดี ตอนเดินออกจากครัวก็ดี ท่านมักจะอธิษฐานดังๆ บอกว่าเทวดาช่วยยายจันทร์หน่อย ส่งคนมาช่วยด้วยนะ พูดอยู่เรื่อยเลยทุกวัน อาตมาก็ได้ยินแล้วก็เออ ดีๆๆ อธิษฐานช่วยคุณยายด้วยนะ บอกว่าขอให้คุณยายได้มาคนมาช่วยด้วยนะ อธิษฐานไปอธิษฐานไป แล้วเราก็อยู่วัดไป หางานไป แล้วก็นึกยังไงไม่ทราบ มัน ๒ จิต ๒ ใจว่าเอ๊ะ หรือว่า ตอนแรกว่าจะทำสัก ๒ ปีแล้วนะ คิดคงได้เป็นเงินก้อนสักก้อนหนึ่งนะ แล้วก็ออกมาอยู่วัด อยู่ไปสักพักหนึ่ง เอ้า ทำแค่ปีเดียวแล้วกันมันนานไปนะ
พอได้ยินคุณยายพูดอย่างนี้ เราก็นึกในใจว่าเอ๊ะ อย่ากระนั้นเลย เราอยู่วัดดีกว่า ถ้าอย่างไรอาศัยบุญที่เราเสียสละนี่ ขอให้บุญนี้ไปช่วยคุ้มครองปกป้องครอบครัว คุณพ่อคุณแม่เรา น้องๆ เราไม่ให้เดือดร้อน ขอให้เรียนต่อจนจบ อย่าให้เราเดือดร้อนต้องออกไปทำการทำงานไปช่วยเหลือเขาอีกเลย ขอให้บุญนี้ไปช่วยให้สำเร็จจริงๆ นึกอย่างนี้แล้วก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทำงานทางโลกแล้ว ช่วยงานวัดแล้ว
และช่วงนั้นก็มีอุบาสกหลายท่านเริ่มเข้ามานะ คำว่าหลายท่านคือ ๓-๔ คนนะ ไม่ได้มากมายอะไร หลังจากที่อาตมาแล้วก็พรรคพวกมาไล่ๆ กันนี่ เข้ามาอยู่วัดก็ แปลกนะ เออไม่ได้ยินคุณยายอธิษฐานอย่างนั้นอีกแล้วนะ ก็เลยมาทบทวนนี่ เพิ่งมาทบทวนเมื่อไม่นานนี่ นะตอนที่หลังจากคุณยาย ก่อนคุณยายละโลกไปนานแล้ว ทบทวนว่าเออ หรือว่าคุณยายพูดให้เราฟังก็ไม่รู้นะ แต่ท่านไปพูดกับเทวดา เราก็ไม่รู้พาซื่อ อธิษฐานช่วยท่านด้วยนะ เออ ท่านก็ฉลาดทีเดียวนะ คงมองเห็นว่ายังไงๆ เราจะมาทางนี้มั๊งนะ แต่ว่าถ้าไม่พูด เดี๋ยวไม่รู้เรื่องนะ
เพราะเรื่องนี้นี่ คุณยายก็สอนอีกเหมือนกันคือเรื่องเกี่ยวกับการพูดนี่ แล้วอาจจะมีบางองค์พูดไปแล้ว แต่ว่าเพื่อย้ำในที่นี้อีกครั้งหนึ่งท่านก็พูดเหมือนกันว่าเวลาเราทำการทำงาน ด้วยการงานพระศาสนา อยู่ด้วยกันนี่ คนเรามันต้องพูดคุยกันบ้างนะ แต่ท่านก็สอนไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าพูดมากเกินไปนี่ มันก็มากเรื่อง ถ้าพูดน้อยไป มันก็น้อยเรื่อง แต่ถ้าไม่พูดเลย ก็ไม่รู้เรื่องนะ เพราะฉะนั้นจะต้องพูดแต่พอดีนะ ไม่มาก ไม่น้อยไป ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่าอยู่ด้วยกันนั้นจะทำเป็นเหมือนคนอื่นเขา นึกว่าเขา เดี๋ยวเขาก็รู้ เดี๋ยวเขารู้ เดี๋ยวเขารู้นะ ถ้าต่างคนต่างคิดว่าคนอื่นรู้อย่างนี้ต่อไปจะผิดใจกันง่าย เพราะว่าไอ้ที่เขานึกว่าเขารู้น่ะ เขารู้อีกอย่างหนึ่ง เขาไม่ได้ดูอย่างที่เราอยากให้เขารู้และเข้าใจ กระทั่งเราได้พูด เขาจะเข้าใจกันตรงกัน เป็นการปรับความเข้าใจกัน
ซึ่งสิ่งนี้คุณยายก็สอนต่อเนื่องมาจากที่บอกว่าเถียงกันได้ ไม่ให้ทะเลาะกันน่ะแหละนะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่ก็สิ่งที่แถมนะ เป็นเรื่องแถม สอนให้รู้ว่าเออ คุณยายนี่ท่านมีเทคนิควิธี แม้กระทั่งเวลาทำผิดทำพลาดอะไรนี่ คุณยายท่านจะบอกว่านี่ยายมาสอนคุณนะ ไม่ได้มาด่ามาว่าคุณนะ ยายจะสอนว่าอย่างนี้ไม่ดี อย่างนั้นดี ควรทำ อย่างนี้ไม่ดี ไม่ควรทำ อย่างที่บอกแล้วคุณยายมาทั้ง ๒ แบบเลย อันไหนไม่ดีนี่ คุณยายจะมาช่วยแก้ไขและพูดให้ฟัง ไม่ใช่เฉพาะเราอย่างเดียว แม้กระทั่งคนงานทำไม่ถูกไม่ต้องไม่ควรนี่ คุณยายไปตรวจงานเห็นนี่ แต่ท่านไม่เรียกคนใช้มาเฉ่งนะ มาว่า ท่านกลับถามลูกศิษย์ว่าใครเป็นหัวหน้าคนงานคนนี้ ให้ไปเรียกหัวหน้ามานะ เออ คุณยายรู้ขั้นตอนเสียด้วยนะ แล้วก็บอกหัวหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ให้ไปแก้ไข เพราะท่านบอกว่าถ้าไปบอกกับเด็กๆ มัน เด็กมันไม่เข้าใจหรอก ไม่รู้เรื่อง บอกหัวหน้านี่แหละ มันจะได้ไปทั่วถึงหมด ท่านก็มีเทคนิควิธีในเชิงบริหารที่ดีทีเดียวนะ น่าเอาเป็นแบบอย่าง
แล้วก็ถ้าเราทำดี คุณยายก็จะบอกว่าโอ้ ดีนะ น่าอนุโมทนา ทำอย่างนี้แหละ จะได้เป็นแบบเป็นอย่างแก่พี่ๆ น้องๆ ในภายหลัง เออ เราเป็นพี่นี่ ทำเป็นแบบให้น้องเขาดู ถูกต้องแล้ว เพราะว่าต่อไปนี่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่จะได้สั่งสอนน้องๆ เขาต่อๆ ไปอีก นี่คือสิ่งที่คุณยายพยายามจ้ำจี้จ้ำไช
ไม่ใช่อย่างเรื่องหยาบ หยาบนี้อย่างเดียว เรื่องละเอียดท่านก็จ้ำจี้จ้ำไช ใจท่านนี่อยากให้พระเณรทุกคนแหละได้เข้าถึงธรรมะ ได้ทำวิชชาเหมือนหลวงพ่อธัมมะของเรานั่นแหละ อวยพร อวยศีล อวยชัยกับพระภิกษุสามเณรระยะหลังๆ นี่ พูดบ่อยๆ เลย เอ้าขอให้ลูกพระลูกหลานได้ไปทำวิชชาปราบมารกับหลวงพ่อนะ พระเณรฟังแล้วปลื้มเลย
ญาติโยมข้างๆ ได้ยินก็อธิษฐานด้วย บางทีถ้าอารมณ์ดีก็บอกว่าลูกชายลูกหญิงด้วยค่ะ หลวงพ่อว่าใช่ๆ ลูกชายลูกหญิงด้วยนะแหละนะ อยู่ทุกๆ คนน่ะแหละ เอาล่ะ ภพนี้ชาตินี้ ทำได้นิดๆ หน่อยๆ สมมติทำได้นิดๆ หน่อยๆ นะสำหรับ ก็ เราตั้งเป้าหมายอย่างนี้ไว้มันก็ต้องสำเร็จชาติใดชาติหนึ่งนะ เผลอก็ชาตินี้แหละนะ อย่าไปกังวลว่าเราอายุมากแล้ว จะได้ทำหรือเปล่านะ
ตอนนี้ทำให้เกิดฌานสมาบัติให้ได้เสียก่อนนะ จะเป็นฌานสมาบัติได้ก็ต้องจิตปล่อยวางจริงๆ นะ ปล่อยวางอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม ต้องปล่อยวาง วางอารมณ์ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ อนิจฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือแม้กระทั่งใจเราเอง อันนี้ว่าด้วย…แล้ว ฟังแล้วประเดี๋ยวเดียวจบนะ แต่ทำยากนะ อะไรที่มันมา ผ่านตามานี่ ติดตาติดใจนี่ ติดหู ติดปาก ติดจมูก ติดกาย มันแก้ยาก ไอ้ดีๆ เราอาจจะชอบ ไม่ดีเราอาจจะเลิกได้ง่าย แต่ว่าของดีๆ มันคั่งค้างในใจนี่แหละ มันทำให้ใจเราไม่นิ่ง ถ้าใจเรายังไม่สามารถวางเฉยจากความยินดียินร้ายเหล่านี้ได้นี่ จิตของเราไม่สามารถทำให้ปราศจากอารมณ์ยินดีอย่างนี้ได้ หรือไม่ยินดีอย่างนี้ได้นี่ ยากนะที่จิตเราจะหยุดนิ่งและปลอดโปร่งจริงๆ ถ้าจิตเราปล่อยวางได้จริงๆ เราก็หยุดนิ่งได้จริงๆ เดี๋ยวนั้นเลย ปุ๊ปเดี๋ยวนั้นเลย
และเมื่อนั้นแหละ เมื่อเราหยุดนิ่งได้ตอนไหน เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีจิตตั้งมั่น แล้วเราก็เกิดปัญญา เกิดความปัญญาในระดับหนึ่ง ก็เรียกว่าเข้าใกล้พระนิพพานไปอีกระดับหนึ่ง อย่าว่าแต่เห็นแสงสว่างเลย คุณยายยังบอกพวกเราว่า สัมมาอะระหัง คำหนึ่ง นึกดวงทีหนึ่ง ก็เหมือนเข้าไปใกล้พระนิพพานก้าวหนึ่งนะ นึกดวงทีหนึ่ง นึกสัมมาอะระหัง ทีหนึ่ง ก็เหมือนเข้าใกล้พระนิพพานก้าวหนึ่งตลอดเวลา เห็นไหม ขนาดแค่ภาวนา สัมมาอะระหัง ยังถือว่าเข้าใกล้นะ แต่ถ้าของพระพุทธเจ้าจริงๆ นี่ ต้องหยุดนิ่งยิ่ง ถือว่าเข้าใกล้จริงแท้เลยนะ
เพราะงั้นโดยสรุปแล้วนี่
ให้เข้าถึงธรรมะภายใน เมื่อนั้นแหละฌานสมาบัติก็จะเกิดขึ้นแก่เรา และตอนนี้เราอาจจะเรียกไม่ถูก บอกไม่ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายภายในนี่ อย่างมั่นคง ถูกต้อง เที่ยงแท้แล้วนี่ เราจะรู้และเข้าใจเรียกถูกเองนะ ตอนนี้เอาแค่นั่งให้สงบ นิ่ง ให้เห็นจริงๆ ก่อนนะ แล้วคำว่าฌานหรือปัญญานั้น เราฟังในแง่ทางปริยัติ ทางทฤษฎีไว้ประกอบประดับ ให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำมานี่ ไม่ได้ผิดเพี้ยนต่อพุทธพจน์ ต่อวัตถุประสงค์แต่ประการใด
ขอให้เราได้ตั้งใจว่าถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ตรง เที่ยงแท้ แล้วนี่ เราจะต้องเกิดฌานสมาบัติ เกิดปัญญา และขยายไปถึงระดับญาณหยั่งรู้ และวิชชาความรู้แจ้งได้ยิ่งๆ ขึ้นไป และเมื่อนั้นแหละ สิ่งที่จะเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานก็จะมาอยู่ในเส้นทางที่เราจะเดินไปได้ใกล้ขึ้น เร็วขึ้น ทุกวันทุกคืน เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ของเราจริงๆ ด้วยนะ
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาภาพก็ขอให้เรียนเชิญทุกท่านได้นั่งเข้าที่ให้เกิดฌาน เกิดปัญญา ให้เข้าใกล้พระนิพพานทุกท่านเหมือนอย่างคุณยาย นั่งเข้าที่ให้ดีนะจ๊ะ
เราก็เข้าที่ แล้วก็ทำแบบคุณยายของเรานะ ท่านตัดทุกอย่าง จะเรื่องงานครัวที่ท่านไปดูมา งานใดก็ตาม เมื่อเข้าที่ภาวนาแล้ว มีอย่างเดียวคือใจหยุด ใจนิ่ง ปล่อยวางจริงๆ ให้จิตบริสุทธิ์แท้ๆ ทีเดียว บริสุทธิ์แท้ๆ เหมือนอย่างที่หลวงพ่อท่านย้ำกับเราวันนี้นี่ ให้จิตเราบริสุทธิ์แท้ๆ นี่ แล้วเราก็จะเข้าถึงพระธรรมกายอย่างแท้จริงทีเดียว ให้เอาความรู้ ความเห็น หรือปัญญาของเรา ญาณของเราก็ถูกต้อง ตรง จะไม่เลอะเลือน จะไม่เกิดวิปัสสนูกิเลส มีแต่วิชชาจริงๆ มีแต่วิปัสสนาที่แท้จริง ทั้งรู้ทั้งเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เป็นที่มาที่ไป และยิ่งรู้ยิ่งเห็นนี่
ยิ่งมีวิปัสสนาลึกล้ำเพียงใด เป็นความรู้อันบริสุทธิ์นั้น จิตของเราก็ยิ่งบริสุทธิ์ ผ่องใสหนักขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์ผ่องใสหนักขึ้น คือปฏิบัติเพื่อความหลุดความพ้น เพื่อความบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อชื่อเสียง เกียรติยศ ลาภ ความยกย่องสรรเสริญ เยินยอแต่ประการใด แต่เราปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความหลุดพ้น เพื่อความเห็นแจ้งอย่างแท้จริง จิตของเราที่บริสุทธิ์ จะบริสุทธิ์ได้มากที่สุดจะต้องหยุดนิ่ง หยุดความคิดทั้งหลาย หยุดความอยากทั้งหลาย หยุดความลังเลสงสัยทั้งหลาย เหลือแต่ความเบิกบาน แจ่มใส เยือกเย็น ชุ่มชื่น ละเอียดอ่อน แผ่วเบา นิ่ง แล้วก็นิ่งในนิ่ง นิ่งในนิ่ง หยุดในหยุด หยุดในหยุด ละเอียดในละเอียด ยิ่งๆ ขึ้นไป
ยิ่งนิ่ง ยิ่งใส ยิ่งบริสุทธิ์ จิตของเราก็ยิ่งตั้งมั่น แน่วแน่ไม่หวั่นไหวหนักขึ้น ก็ยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้น ความรู้ ความเห็นของเรา ปัญญาของเราก็กว้างไกลยิ่งขึ้น เราก็เข้าใกล้พระนิพพานมากขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าใกล้พระนิพพานตั้งแต่ปฐมมรรคเป็นต้นไปทีเดียว ยิ่งเข้าถึงพระธรรมกายก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพาน จิตตกกระแสพระนิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นกายธรรมในกายธรรม จิตของเราก็ยิ่งบริสุทธิ์ อยู่ในกระแสของพระนิพพานแท้ๆ ทีเดียว ถึงแม้จะยังไม่หมดกิเลสในตอนนี้ แต่ความบริสุทธิ์ ความผ่องใส ความสว่างไสวของพระนิพพานก็มาปรากฏให้เราเข้าถึง และเข้าใจง่ายในระดับหนึ่งทีเดียว
นี่ก็ตรงตามที่พระพุทธพจน์ว่าไว้อย่างที่ยกไว้ทีเดียว ยิ่งเราฝึกไว้ทุกวันทุกคืนเหมือนอย่างคุณยายของเรา จิตของเราก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพาน อยู่กับพระนิพพานทีเดียว ไม่ห่างเหินจากพระนิพพานเลย เมื่อจิตของเราไม่ได้ห่างเหินจากพระนิพพานเลย ฌานและปัญญาของเราก็ยิ่งกว้างไกล จะยกระดับจากโลกียฌานสมาบัติ คือสมาบัติ ทางโลกๆ ที่ไม่สามารถจะหลุดพ้นได้ เป็นแค่ความรู้เห็นแจ้ง ใจสงบระดับหนึ่ง จิตของเรายิ่งฝึกมากเข้า ก็จะเข้าสู่ระดับโลกุตตระฌานสมาบัติทีเดียว คือฌานสมาบัติที่เป็นไปเพื่อการพ้นจากทุกข์ พ้นจากกิเลสทั้งหลายจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนา ทำให้มีให้เป็นของเรา ตั้งแต่โลกียะ ฌานสมาบัติ ให้ใจหยุดใจนิ่งเบื้องต้นก่อน เมื่อไหร่เราเข้าถึงธรรมกายแล้ว เราถึงจะเข้าถึงโลกุตตระฌานสมาบัติ จึงเป็นไปเพื่อความหลุดความพ้นอย่างแท้จริงต่อไป ให้ใจหยุดใจนิ่งให้ดีเลยนะ ใส สว่าง บริสุทธิ์ ต่อเนื่อง
เมื่อทำใจหยุดใจนิ่งให้ได้ใส สว่าง นึกถึงบุญที่เราได้สั่งสมอบรมมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ตั้งแต่เช้า ออกเดินทางจากบ้าน ข้ามวันข้ามคืน หรือแต่เช้ามืดถึงวัด ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน มาร่วมทำบุญโป้งประวัติศาสตร์ ร่วมบุญกองทุนคุ้มครองโลก เพื่อสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณร แล้วเรายังได้มาร่วมบุญฟังสวดพระอภิธรรม และฟังธรรมบรรยายเนื่องในโอกาสบำเพ็ญกุศลแด่คุณยายอาจารย์ของเรา นึกถึงบุญแล้ว จิตของเราผ่องใส สว่างไสว ละเอียดอ่อน แผ่ขยายซ้อนสว่างไสว เต็มเปี่ยม แล้วก็เปี่ยมล้นไปด้วยความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มีความสุข มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ให้พ้นจากเวร ภัย ทุกข์ โศกทุกอย่าง ไม่สามารถมากล้ำกรายทำอันตรายได้อีกต่อไป ให้บรรลุธรรม เข้าถึงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้แจ้งในวิชชาธรรมกายตราบถึงที่สุดแห่งธรรม
ให้สิ่งนี้ไปถึงแก่หมู่ญาติของเราอันเป็นที่รัก ตั้งแต่ผู้มีพระคุณใกล้ชิดเรา คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่ว่าท่านจะอยู่ใกล้ไกล อยู่ในประเทศนี้ ต่างประเทศ หรือต่างโลก หรืออยู่ภพภูมิอื่น เราไปถึงท่านด้วยอานุภาพบุญของเรา อานุภาพของพระธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ไปถึงหมดไปเลย รับทราบอนุโมทนาและให้เป็นไปอย่างที่เราได้ตั้งจิตอธิษฐานทีเดียวนะ
ทั้งตัวเราเอง ผู้เป็นเจ้าของบุญก็เช่นเดียวกัน เอาบุญนี้ให้เราได้เกิดร่วม อยู่ร่วม สร้างบุญร่วมกับคุณยายอาจารย์ของเรา กับหลวงพ่อธัมมะของเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในวิชชาธรรมกาย ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด ให้เกิดในตระกูลเศรษฐี มหาเศรษฐี ตระกูลสัมมาทิฐิ มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง มีรูปกายสวยงาม ประดุจมหาบุรุษ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุยั่งยืนยาวนาน แข็งแรง มีพลานุภาพทั้งกายและใจ จิตใจสูงสุด จิตใจที่ไม่มีอะไรๆ มาทำให้หวั่นไหวได้ เป็นจิตใจที่ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันสว่างไสว รู้แจ้งในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้แจ้งในวิชชาธรรมกาย ต่อเนื่องกันไปไม่ขาดสาย และทำวิชชาปราบมารประหารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ตราบถึงที่สุดแห่งธรรมเลยนะ ใจเราปักนิ่ง ใส บริสุทธิ์ ให้ดีทีเดียว จิตผ่องใสสว่างไสว
ติดขัดอันใด ด้วยอานุภาพบุญ ขออานุภาพบุญ ขออานุภาพคุณยายให้ช่วยปกป้องรักษาให้ลูกหลานคุณยายให้พ้นจากทุกข์ โศก โรคภัย หรือสิ่งใดที่มีอยู่แล้ว ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าเป็นปัจจุบันทันตาเห็น ให้ทำบุญต่อบุญ บุญต่อบุญ บุญต่อบุญ ไม่ขาดสาย ไปทุกภพทุกชาติตราบถึงที่สุดแห่งธรรมเลยนะ
สัพเพ …
หน้า PAGE 12
440311EW-SMT