ญาณทัสสนะของคุณยายอาจารย์
ขอความเจริญรุ่งเรืองสว่างไสวในวิชชาธรรมกายแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงมีแก่เหล่ายอดกัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกท่านทุกคนเทอญ
วันนี้ก็เป็นวันจันทร์ที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันจันทร์หลังอาทิตย์ต้นเดือน พวกเราก็ยังคงมากันอย่างคับคั่ง มาร่วมพิธีสวดอภิธรรม อุทิศส่วนกุศลให้แก่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเราทุก ๆ คน
ในช่วงเดือนก่อนคือในช่วงเวลาสักประมาณวันที่ ๑๘ ๑๙ กุมภาพันธ์ พวกเราคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนั้นพระภิกษุสามเณรของวัดพระธรรมกาย สอบบาลีสนามหลวง ตั้งแต่ชั้นประโยค ปธ. ๑-๒ จนถึงชั้น ปธ. ๖ ขออภัย ชั้น ปธ. ๕ ซึ่งในวันที่ ๑๘ และ ๑๙ นั้นถือว่าเป็นวันสำคัญสำหรับพระภิกษุ สามเณรที่เป็นนักศึกษาภาษาบาลีเลยทีเดียว เพราะว่าการเรียนการศึกษาภาษาบาลีนั้นจะต้องใช้เวลาตลอดทั้งปี เรียกว่าต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการเรียนตลอดทั้งปี เพื่อที่จะมาสอบใน ๒-๓ วันนั้น ก็ถือว่าถ้าหากพลาดในการสอบก็ต้องรอไปอีก ๑ ปีทีเดียว เพื่อที่จะต้องสอบใหม่ ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นนักศึกษาภาษาบาลีแล้ว ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในสมัยที่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ท่านยังมีชีวิตอยู่ คุณยายท่านก็เป็นขวัญเป็นกำลังใจในการสอบให้แก่พระภิกษุสงฆ์ และก็สามเณร เป็นอย่างดียิ่งทีเดียว โดยปกติทุก ๆ ปีคุณยายอาจารย์ของเราท่านจะต้องถวายปากกาเพื่อใช้ในการสอบให้แก่พระภิกษุและสามเณรทุก ๆ รูป แม้ว่าในปีนี้คุณยายอาจารย์ของเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกายเนื้อ และไม่ได้ถวายปากกาให้กับพระภิกษุสงฆ์สามเณรแล้ว แต่โดยขวัญและกำลังใจของพระภิกษุ และสามเณรทุก ๆ รูป ก็ต่างมีคุณยายเป็นกำลังใจมาโดยตลอดในการสอบ
ตัวของผู้เทศน์เองก็ได้กำลังใจจากคุณยายมาตั้งแต่ต้นในการเรียนและการสอบภาษาบาลี โดยปกติธรรมดาแล้ว บนโต๊ะอ่านหนังสือก็จะมีรูปของคุณยายตั้งเอาไว้เพื่อเป็นขวัญและเป็นกำลังใจในการเรียนเสมอมา เพราะว่าเมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ผู้เทศน์ต้องสอบบาลีในชั้นประโยค ๑-๒ ซึ่งในเวลานั้นก็บวชอยู่ได้เข้าพรรษาที่ ๔ ในตอนนั้นก็ได้มีโอกาสได้เจอคุณยายอาจารย์จึงเข้าไปหาท่าน แล้วก็เรียนถามท่านว่าพระจะมีบุญพอที่จะสอบผ่านในปีนี้ไหม คุณยายท่านก็ตอบว่าบุญน่ะมีพอ แต่สำคัญที่ว่าเอาจริงหรือเปล่า ถ้าเอาจริงก็สอบได้แน่นอน ท่านก็กล่าวอย่างนี้
จึงได้ธรรมะ และได้ข้อคิดว่าจริง ๆ คนเรานี่ถ้าหากทำอะไรจริงแล้ว ต้องสำเร็จทุกอย่าง ดูอย่างคุณยายของเราซิ คุณยายของเรา ท่านเป็นคนจริง ไม่ว่าจะทำอะไร ท่านก็ทำจริง จึงทำให้ท่านเองสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบารมี คือการสร้างวัดได้ใหญ่โตที่สุดในประเทศไทยหรือในโลกก็ว่าได้ ในความสำเร็จของท่านคือการปฏิบัติธรรม เรียกว่าหนึ่งไม่มีสอง ก็เพราะว่าความเอาจริงของท่าน
คุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือความมีสัจจะของท่านนั่นเอง ถ้าจะกล่าวถึงคำว่าสัจจะแปลว่าอะไร คำว่าสัจจะก็แปลว่าความจริง ความตรง ความแท้ จริงคือไม่เล่น ตรงคือไม่คด แท้ก็คือไม่เทียม ด้วยความที่คุณยายท่านมีสัจจะนั่นเอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยกล่าวไว้ว่าตั้งแต่อยู่กะคุณยายมา ยังไม่เคยเห็นคุณยายท่านพูดอะไรเล่น ๆ เลย มีแต่พูดจริงมาโดยตลอด และคุณยายท่านเป็นคนที่เรียกว่าคิดยังไงก็พูดอย่างนั้น พูดยังไง ก็ทำอย่างนั้น ทุกอย่างทุกประการ ท่านเป็นคนที่ตรงเสมอมา และโดยเฉพาะท่านเป็นคนแท้คือไม่เทียม ไม่เคยหลอก ไม่เคยลวงใคร ก็ทำให้ท่านเป็นคนที่มีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเลยทีเดียว นั่นก็คือคุณธรรมอันสำคัญยิ่งของคุณยายอาจารย์ที่สำคัญมาก
ดังนั้น คุณยายอาจารย์ของเราเองจึงเป็นคนที่ศักดิ์สิทธิ์ จะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าใครมาขอพรจากท่าน ท่านก็มักจะให้พร และพรนั้นก็มักจะเป็นพรที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านเองเป็นบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เพราะท่านมีศีลมีธรรม มีพระธรรมกายภายใน และมีพื้นฐานคือสัจจะนั่นเอง เพราะว่าคนจริงเท่านั้นที่จะเข้าถึงของจริง คือเข้าถึงธรรมะอันแท้จริงภายใน อันได้แก่พระธรรมกายที่ใส สว่าง อันได้แก่วิชชาธรรมกายอันชัดใส สว่าง และเป็นสัจจะ อันเป็นของจริงแท้ เป็นปรมัตถสัจจะอันสูงสุดที่บุคคลพึงจะถึงได้
ดังนั้น คุณยายของเราท่านเป็นผู้ที่มีสัจจะอย่างนี้แหละ ท่านจึงเป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจเลยทีเดียว ด้วยความที่ท่านมีสัจจะตรงนี้ ทำให้ท่านเองไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักจะสำเร็จทุกอย่าง และไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะตรงทุกอย่างเลย ตรงนี้ก็มีปกิณกะที่หลวงพี่รู้สึกประทับใจ และนึกถึงทีไรก็ซาบซึ้งในพระคุณของคุณยายอาจารย์ที่ท่านมีต่อหลวงพี่มาก
โดยเฉพาะในเรื่องของการเล่าเรียนศึกษาภาษาบาลี เพราะในปี ๒๕๓๘ ที่หลวงพี่ได้เริ่มอ่านหนังสือบาลีและตั้งใจที่จะสอบบาลีในปีนั้น เนื่องจากว่าในช่วงนั้นหลวงพี่เองจะต้องเดินทางขึ้นลงอยู่บนดอยสุเทพอยู่เป็นประจำ เลยทำให้โอกาสที่จะเข้าเรียนในชั้นมีน้อยมาก ก็อาศัยเวลาว่างจากการปฏิบัติธรรมในแต่ละช่วงอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมสอบ ก็อาศัยกำลังใจอย่างนี้ว่าถึงแม้ว่าเราไม่ได้เรียนในห้อง แต่อาศัยธรรมะที่คุณยายเคยบอกว่าถ้าสมมติว่าเอาจริงได้แน่นอน ก็เลยทำให้เกิดกำลังใจในการเรียนในปีนั้น ด้วยความที่เรียนแบบอาศัยอ่านเอาเอง ดังนั้นความรู้ถ้าจะว่าแน่นหรือเปล่า ก็บอกได้เลยว่าไม่แน่น ในการสอบถามว่าเตรียมพร้อมในการสอบหรือเปล่า ก็บอกได้เลยว่ารู้สึกว่าไม่พร้อมเลย
แต่ปีนั้นก็รู้สึกว่าเป็นบุญบันดาล หรือเป็นบุญลาภของผู้ที่จะสอบ ป.ธ. ๑-๒ ในปีนั้น เพราะว่ามีหลวงพี่ของเรารูปหนึ่ง คือหลวงพี่อุดม ยติสโร ท่านเองเป็นนักศึกษาภาษาบาลีเช่นเดียวกัน และท่านจะมีบุญมากเลยเกี่ยวกับเรื่องของการเก็งข้อสอบ ในปีนั้นเองเนื่องจากความที่ท่านคุ้นเคยและสนิทสนมกับคุณยาย ก็ตั้งใจว่าก่อนสอบจะต้องขอบารมีจากคุณยาย นอกจากขอบารมีจากคุณยายแล้ว จะต้องให้คุณยายท่านช่วยเก็งข้อสอบด้วย
ในการเก็งข้อสอบของคุณยาย หลวงพี่อุดมท่านก็ทำอย่างนี้ คือว่าถ้าจะให้คุณยายท่านบอกว่าออกตรงไหน ก็คงเกรงใจท่าน ก็เลยใช้วิธีง่าย ๆ ไม่รบกวนเวลาท่านมาก ก็เลยทำสลากขึ้นมา ในการสอบบาลีประโยค ๑ - ๒ หนังสือที่ใช้สอบคือ ธัมมปทัฏฐกถา หรือธรรมบท ทั้งหมด ๔ เล่ม หรือ ๔ ภาค ซึ่งแต่ละเล่มก็มีความหนาเป็นร้อยหน้า แต่เวลาเขาจะออก ถ้าจะว่าไปแล้วเพื่อแค่ ๔๐ บรรทัดของหนังสือนั้น ก็ประมาณแค่ ๒ หน้าเท่านั้นเอง ถ้าประมวลรวมไปแล้ว ๔ เล่มนั้น เฉลี่ยแล้วประมาณ ๗๐๐ หน้า ออกเพียง ๒ หน้า ก็เป็นความลำบากทีเดียวของนักศึกษาภาษาบาลีว่าจะออกตรงไหน
การเก็งถือว่ายากมาก เวลาเขาเก็ง เขาก็มักจะเก็งกัน เป็นหลายเก็ง ถ้านับไปแล้วก็เป็นร้อยเก็งทีเดียว ถ้าอ่านตรงก็เรียกว่าเป็นบุญลาภของผู้ที่จะเตรียมตัวสอบ แต่ในปีนั้นเอง หลวงพี่อุดมก็ทำสลากขึ้นมาเพื่อให้คุณยายจับ เบื้องต้นก็เป็นสลากที่ให้คุณยายจับว่าจะออกภาคไหน ปรากฏว่าก็เป็นที่ดีใจที่ว่าเก็งออกมาว่าจะต้องออกภาค ๑ กับภาค ๒ เมื่อรู้ว่าจะออกภาค ๑ กับภาค ๒ หลวงพี่อุดมก็เอาสลากต่อไปให้คุณยายจับ ก็คือในภาค ๑ กับภาค ๒ ที่จะออก เวลาวิชาแปล เขาจะออก ๒ ข้อ ก็เลยให้จับสลากว่าออกตรงไหน โดยใส่หมายเลขลงไปเลยว่าหน้าที่ออกคือหน้าตรงไหน
ปรากฏว่าให้คุณยายจับ คุณยายก็จับได้ เก็งออกมา ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องของพระจักขุบาล อยู่ภาค ๑ เป็นเรื่องแรก ส่วนเก็งที่ ๒ ที่คุณยายท่านจับออกมาก็คือเรื่องของพระโสเรยยะ แล้วก็ปรากฏว่าเพียงเวลายังไม่ถึงกี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง เก็งนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่นักศึกษาภาษาบาลีทั้งพระภิกษุและสามเณร รู้สึกในปีนั้น เก็งออกมาก่อนประมาณวันหรือ ๒ วันเท่านั้นเอง พอวันที่ไปสอบ ปีนั้นไปสอบที่วัดบางหลวง พกความมั่นใจไว้ว่ายังไง ๆ ปีนี้เราจะต้องผ่าน เพราะว่าได้เก็งเด็ดมาจากคุณยายแล้ว
ธรรมดาผู้ที่จะเข้าสอบก็จะมีความรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะว่าไม่รู้ว่าจะออกมาตรงไหน แล้วจะตรงกับที่เราอ่านมาหรือเปล่า โดยธรรมดาผู้ที่จะสอบ อาจารย์ก็จะแนะนำว่าเวลาเข้าไปถึงในห้องสอบ ให้ทำใจใส ๆ อยู่กับศูนย์กลางกาย แล้วตรึกระลึกถึง ครูบาอาจารย์คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย หลวงพ่อธัมมชโยให้ดี แล้วอย่าตื่นเต้น แต่ไปถามได้ ทุกรูปทุกองค์เวลาจะสอบ บอกว่าเวลาจะเปิดข้อสอบออกมา เวลาอาจารย์ผู้คุมสอบ แจกข้อสอบ เบื้องต้นเมื่อรับข้อสอบต้องคว่ำไว้ก่อน แล้วก็จะต้องค่อย ๆ ทำใจให้สงบนิ่งเสียก่อน เพราะว่ามันจะรู้สึกตื่นเต้นมากเลย หัวใจจะตื่นระรัวระราวดังกลองศึก เวลาเปิดออกมาก็จะตื่นเต้นหนักเข้าไป
อย่างปีนี้หลาย ๆ ท่านที่สอบได้บอกว่าอ่านตรงเก็ง เวลาเห็นข้อสอบมันก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ตื่นเต้นว่าเขียนได้แน่ ๆ กับอีกพวกหนึ่งตื่นเต้นว่าสงสัยตกอีกแล้วปีนี้ ก็จะมีอยู่ ๒ พวก แต่ในปีนั้นซิ เวลาเปิดข้อสอบออกมา ก็พบกับความอัศจรรย์ใจว่าตรงเก็งที่คุณยายให้มาเลย ๒ ข้อ เรียกว่าเป็นความปลื้มปีติ พวกเราที่เป็นพระภิกษุสามเณรวัดพระธรรมกายที่ไปสอบกันก็เงยหน้า หันมายิ้มให้กันและกันด้วยความดีใจ ต้องสงบจิตสงบใจอยู่ตั้งนาที เรียกว่าเวลาเขียนมือสั่นเลย เพราะว่าดีใจที่อุตส่าห์ตั้งใจอ่านมาผ่านแน่ ๆ เรียกว่าเมื่อออกมาจากห้องสอบ ต่างคุยกันอย่างชื่นชม และในความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายอาจารย์ของเราว่า คุณยายอาจารย์ของเราศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรท่านได้หมดเลย ขนาดท่านเองไม่รู้หนังสือ อ่านบาลีไม่ออกเลยสักตัว แต่เก็งบาลีของเรา ให้เราสามารถสอบได้ถูกต้องทั้งสองข้อเลย เรียกว่ายิ้มกันออกมาทุก ๆ รูป เลยทำให้ปีนั้นวัดพระธรรมกายของเราก็เป็นแชมป์ แชมป์สอบบาลีเช่นเคย
ดังนั้นเมื่อระลึกถึงคุณของคุณยายอย่างนี้ก็รู้สึกปลื้มปีติ ในคุณธรรมของคุณยาย และความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยาย ถ้าจะพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน โดยเฉพาะในเรื่องของการจับสลาก พวกเราก็คงจะเคยได้ยินเรื่องราวที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้เล่าให้กับพวกเราฟังว่าในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ คุณยายท่านอยู่ในโรงงานทำวิชชา ท่านตั้งใจทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างเต็มที่ จนได้เป็นหัวหน้ากะ และมีอยู่มาวันหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้พัดมาอันหนึ่ง เป็นพัดทำด้วยขนนกยูง
ท่านก็ตั้งใจเอาไว้ว่าท่านจะเอามาที่โรงงานแล้วจะตั้งจิตอธิษฐานว่าใครที่มีธรรมะที่ละเอียดที่สุดในโรงงานก็ขอให้ผู้นั้นได้เป็นเจ้าของพัดขนนกยูงนี้ ท่านจึงสั่งให้ทำสลากขึ้นมา ในโรงงานทำวิชชาในช่วงนั้นมีผู้ที่นั่งทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำร้อยกว่าคน ท่านก็ให้ทำสลากนี้ขึ้นมา แล้วให้แต่ละคนจับสลาก ปรากฏว่าแต่ละคนที่จับสลากขึ้นมา ก็จับกันไป ผู้ที่จับสลากเป็นคนสุดท้ายก็คือคุณยายอาจารย์ของเรา ปรากฏว่าสลากตั้งร้อยกว่าอันมีอยู่ใบเดียวที่เขียนเอาไว้ว่าผู้ที่จับใบนี้ได้เป็นเจ้าของพัดขนนกยูง ทั้ง ๆ ที่คุณยายท่านจับเป็นคนสุดท้าย แต่ปรากฏว่าสลากที่เขียนไว้ว่าผู้ที่จับสลากใบนี้เป็นเจ้าของพัดขนนกยูง ไม่มีอารมณ์ไปอยู่ในมือของคนอื่น มีอารมณ์อย่างเดียวคือต้องมาอยู่ในมือของคุณยายอาจารย์เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่จับเป็นคนสุดท้าย
ในตอนนี้เองคุณยายท่านเล่าถ่ายทอดให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฟังว่าตอนนั้นยายก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ดิ่งธรรมะไปอย่างเดียว เพียงแต่นึกตั้งสัตย์อธิษฐานเอาไว้ว่าขอให้เราได้แล้วกัน ท่านก็นึกแค่นี้เอง ในกลางของกลาง แล้วดิ่งธรรมะไปเรื่อย ใจก็นิ่ง ๆ สบาย ๆ เฉย ๆ ตอนที่ท่านจับสลากท่านบอกว่าท่านก็อ่านหนังสือไม่ออก ไม่รู้ว่าในสลากเขียนว่าอะไร จนหมู่ผู้ที่ทำวิชชาด้วยกันอ่านให้ฟังว่าคุณยายเป็นผู้ที่ได้พัดขนนกยูง ก็ยังพูดเลยว่าชีจันทร์ ขนนกยูง จับได้พัดขนนกยูง
และปรากฏว่าเมื่อท่านจับได้พัดขนนกยูงแล้ว คุณยายทองสุขท่านก็ขอไปทำบุญต่อ คุณยายท่านก็มอบให้ไปด้วยใจที่เบิกบาน เพราะตัวท่านเองไม่เป็นผู้ที่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ อยู่แล้ว ใจของท่านติดในกลางของกลาง ติดอยู่ในวิชชาธรรมกายนี้อยู่ตลอดเวลา นี่ก็เป็นบุญพิเศษของคุณยายที่เรียกว่า คุณยายเรา มีบุญในการจับสลาก คงเป็นเพราะว่าคุณธรรมของท่านในเรื่องของสัจจะมีมาโดยตลอด ทำให้ท่านจะตั้งจิตอธิษฐานอะไร ถึงสำเร็จทุกอย่าง ทุกอย่างทุกประการ ก็เพราะว่าคุณธรรมที่ท่านสั่งสมเอาไว้
ดังนั้นตรงนี้คงจะเป็นต้นแบบอันดีงามให้กับพวกเราว่าถ้าหากเราอยากจะเป็นผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับคุณยาย ทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไรก็ตรง ทำอะไรก็แท้ ใครจะมาขอบุญขอบารมี สำเร็จทุกอย่าง เราก็ต้องเริ่มฝึกฝนตัวเราเองว่าเราจะต้องเป็นผู้มีสัจจะเหมือนกับคุณยาย มีความจริง มีความตรง มีความแท้ เหมือนกับคุณยาย แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับคุณยาย ถ้าเราจริงแค่นี้ เราก็ได้แค่นี้ ถ้าเราจริงแค่นั้น เราก็จะได้แค่นั้น ถ้าเราจริงอย่างยาย เราก็จะเป็นผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับคุณยาย ดังนั้นในการปฏิบัติธรรม ก็เฉกเช่นเดียวกัน ขอให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรมกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เดี๋ยวเราจะต้องเข้าถึงพระธรรมกายที่แท้จริงอย่างแน่นอนกันทุก ๆ คน
สำหรับวันนี้หลวงพี่จึงขอเรียนเชิญพวกเราหลับตาแล้วรวมใจในช่วงสุดท้ายนี้ เพื่อได้ตรึกระลึกถึงคุณยายอาจารย์ของพวกเรา
ให้เราวางใจลงไปตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เบาสบาย ตรึกถึงดวงธรรมใส ๆ ตรึกถึงองค์พระแก้ว ขาว ใส สว่าง แล้วนึกน้อมให้เห็นคุณยายอาจารย์ ตรงกลางของกลางตัวของเราทุก ๆ คน ตรึกในตรึก หยุดในหยุด ลงไปตรงกลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง หยุดนิ่งให้ใส สว่าง
เมื่อวานวันอาทิตย์ต้นเดือน พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้กล่าวไว้ว่าบุญที่เกิดจากการบูชาข้าวพระจะหลั่งไหลมาจรดที่ศูนย์กลางกายของพวกเราตลอด ๗ วันในเมืองมนุษย์ ในการบูชาข้าวพระนั้น คุณยายท่านเองแม้ว่าจะเป็นสมณะเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วก็ตาม ท่านคอยคุมธรรมะให้กับพวกเรา แม้ในอาทิตย์ต้นเดือนก็เช่นเดียวกัน ท่านก็คุมธรรมะให้กับพวกเรา คุมเอาข้าวปลาอาหารทั้งหลาย กลั่นให้เป็นของละเอียด แล้วไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในพระนิพพาน ท่านคอยคุมบุญให้กับพวกเราอยู่ตลอด
ดังนั้นพวกเราเองก็ให้ทำตามโอวาทของท่านที่ได้บอกว่าตลอด ๗ วันนี้ ให้พวกเราตรึกระลึกถึงบุญให้ดี ทำตัวของเราให้เป็นประดุจดั่งท่อแก้วใส ๆ เป็นท่อธารของบุญ ที่ให้บุญหลั่งไหลผ่านมา เพราะว่าเวลาที่คุณยายอาจารย์ท่านคุมบุญให้กับพวกเรา ท่านก็คุมบุญมาจากพระนิพพาน บุญจากพระนิพพานที่หลั่งไหลมา ท่านคุมไม่ให้บุญนั้นหก ไม่ให้หล่นเลยทีเดียว เพื่อให้มาจรดที่ศูนย์กลางกายทุก ๆ กายของพวกเรา สำคัญเพียงแต่ว่าพวกเราเองได้เปิดใจรองรับบุญที่ท่านคุมให้หรือเปล่า ถ้าหากว่าเราเปิดใจ ทำใจของเราให้เป็นประดุจดั่งท่อแก้วที่ใส สว่าง ประดุจดั่งภาชนะที่ใส สว่าง คอยรองรับบุญ บุญที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่เต็มประสิทธิภาพ เต็มศูนย์เต็มส่วนทีเดียว
แต่ถ้าหากเราทำใจของเราปิด ประดุจดังขวดปากแคบที่บุญจะหลั่งไหลมา ก็ไหลได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นให้พวกเราทุก ๆ คน ทำประหนึ่งเหมือนกับว่าศูนย์กลางกายของเราเป็นท่อกลวง ๆ ใส ที่ขยายออกไปรอบตัว เป็นท่อที่คุมตัวของเรา ให้กระแสของบุญที่คุณยายอาจารย์ ท่านจะคุมให้กับพวกเราไหลผ่านมาอยู่ตลอดเวลา ทำตัวของเราให้เป็นประดุจดั่งทางผ่านให้กระแสบุญทั้งหลายไหลผ่านออกมา เป็นทางผ่านให้ดวงธรรม เป็นทางผ่านของพระธรรมกาย ให้ผุดซ้อนผ่านขึ้นมาในกลางของกลางนั้น
บุญที่ไหลหลั่งที่เรียกว่าปุญญาภิสันธานนั่นเอง จะไหลต่อเนื่องไม่ขาดสายในกลางของกลางตัวของเรา เราเองก็ทำนิ่ง ๆ ทำตัวให้เหมือนทางผ่านของบุญ ทำใจนิ่ง ๆ เดี๋ยวบุญนั้นก็จะมากลั่น ทั้งกาย กลั่นทั้งใจของเรา ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้ใส สว่าง สะอาด บริสุทธิ์ ให้เราหยุดนิ่งไปในกลางของกลางนั้น แล้วนึกอธิษฐาน ถึงบุญที่เราได้ตั้งใจสร้างบารมีมาอย่างเต็มที่ ได้บูชาข้าวพระมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ที่เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน ให้เราตรึกระลึกถึงบุญนี้ ให้ใจชุ่มแช่อิ่มอยู่ในบุญ แล้วนึกอธิษฐานลงไปในกลางของกลางนั้น ต่างคนต่างปล่อยใจไปให้ดีนะ (สัพเพฯ)
*********************************** จบ ***********************************