“ท่อธารแห่งบุญ” จากคำสอนของยาย
(ม้วน 1/A)
หลวงพ่อทัตตชีโว : ขอความนอบน้อมจงมีแก่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า
วันนี้ก็จะถือโอกาสนำพระคุณ นำความดีของคุณยายอาจารย์ของพวกเรา มาบอกมาเล่า มาขยายความให้พวกเราได้รับรู้รับทราบอีกวาระหนึ่ง สำหรับเรื่องที่นำมาในวันนี้ ความจริงก็เป็นเรื่องพื้นๆ คือเรื่องบุญนั่นเอง แต่ว่าเนื่องจากเป็นเรื่องพื้นๆ ชาวพุทธได้ยินกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เพราะฉะนั้นก็มักจะทึกทัก ทึกทักเอาว่า เออ เรื่องบุญก็รู้แล้วอ่ะ วันนี้สงสัยหลวงพ่อทัตตะคงเตรียมตัวจะมาบอกบุญอะไรอีกล่ะหว่า อาจจะไปอย่างนั้นน่ะนะ ก็ต้องบอกกันเสียตั้งแต่ต้นก็ ไม่ใช่หรอก องค์นี้บอกบุญไม่ค่อยเป็น
เมื่อหลวงพ่อมาพบคุณยายใหม่ๆ ประมาณสักเอ่อ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์แรก คือประมาณสักเดือนมกรา เดือนกุมภา พุทธศักราช ๒๕๑๐ ประมาณเดือนมกรา กุมภานั่นน่ะ ประมาณนั้น ครั้งแรกน่ะเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก่อนจะพาไปวัด ไปพบคุณยาย ท่านไม่ได้พาไปง่ายๆ หรอกท่าน ถ้าว่าเป็นชาวบ้านๆ ก็ ท่านดัดสันดานหลวงพ่ออยู่พักหนึ่งก่อน แล้วค่อยพาไปหาคุณยาย
ทีแรก ก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าท่านดัดสันดานเสียก่อน (หัวเราะ) ตั้งใจจะไปกราบคุณยาย ก็พอเช้าขึ้นมาหลวงพ่อท่าน ว่าก็ว่านะ เช้าขึ้นมาอยู่เกษตรด้วยกัน ท่านก็หนีเรียน (หัวเราะ) ท่านโดดเรียน ท่านโดดร่มเก่ง ท่านไม่เรียนหรอกตอนเช้า ท่านโดดร่มไปละแต่เช้าเลย ไปนั่งสมาธิ ไปนั่งภาวนากับคุณยายที่วัดปากน้ำ กว่าท่านจะกลับก็ออกจากวัดปากน้ำประมาณสักทุ่มครึ่ง ประมาณนั้น แล้วกลับมาถึงเกษตรอีกทีหนึ่งประมาณ ๓ ทุ่ม
ท่านไม่ค่อยได้เรียน ท่านจะมาเรียนก็ ใกล้ๆ จะสอบนั่นแหละ ไม่ใช่เรียนหรอก มาขอยืมหนังสือเพื่อนๆ น้องๆ อ่าน ใกล้ๆ สอบแล้วท่านก็ไปสอบ เคยถามท่าน ทำไมไม่อยู่เรียนล่ะ ท่านตอบมาคำหนึ่ง ท่านตอบมาว่าวิชาที่เรียนๆ กันในมหาวิทยาลัยน่ะนะ มันไม่ใช่วิชชาหรอก มันอวิชชา
คำว่าวิชชาในพระพุทธศาสนาน่ะ ยิ่งเรียนรู้ยิ่งฆ่ากิเลสหมด แต่วิชชาทางโลกที่ไปเรียนกันตามมหาวิทยาลัยน่ะ ยิ่งเรียนกิเลสยิ่งพอกพูนมากขึ้น เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่วิชชาหรอก มันอวิชชา แต่ว่ามันจนใจ ทางโลกเขายอมรับอวิชชากัน พอรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอวิชชา ยิ่งเรียน กิเลสยิ่งเยอะ ก็ไม่อยากจะเรียน แต่ว่าถ้าไม่สอบให้ได้ ไม่เรียนให้จบ ไม่สอบให้ได้ แล้วมาบวช เขาก็จะว่าเราหนี หนีหน้า หนีโลก แค่เรียนก็ไม่มีปัญญาเรียนจะให้จบ เป็นประเภทที่สู้โลกไม่ได้ แล้วก็ต้องหนีมาบวช ก็เลยจนใจที่จะต้องเรียนอวิชชา แล้วก็สอบอวิชชาให้ได้ แล้วจะได้วุฒิที่ชาวโลกเขายอมรับ แล้วพอบวช ก็เอาไปโยนทิ้ง มันใช้ไม่ได้หรอก แต่ว่าทำอย่างไรได้ ทั้งๆ ที่เรียนแล้ว เพิ่มพูนกิเลสด้วย แล้วจะเอามาโยนทิ้งด้วย แต่ก็ต้องสอบให้ได้
เพราะฉะนั้นมันเลยเซ็งๆ ที่จะเรียน เพราะเรียนแล้วจะเอามาโยนทิ้ง ก็เลยกลายเป็นนักโดดร่มไป คือเช้าขึ้นมาตื่นขึ้นมา ท่านก็นั่งสมาธิแต่เช้า เสร็จเรียบร้อยท่านก็กินข้าว กินข้าวเสร็จ ประมาณสัก ๗ โมง ท่านก็ออกจากมหาวิทยาลัย แล้วท่านก็ไป ไปนั่งสมาธิกับยายฉิบ ไม่เข้าเรียน ท่านกลายเป็นนักโดดร่มไป หนีเรียน แต่ในความหนีเรียน ในการหนีเรียนของท่านน่ะ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจ ไม่ใช่เป็นนักหนีเรียนแบบที่คนอื่นเขาเป็นกัน แต่ท่านหนีเรียนเพราะรู้ว่าวิชาที่ชาวโลกเขาเรียน ยิ่งเรียนยิ่งเพิ่มกิเลส แต่จนใจ ต้องสอบให้ได้ เมื่อท่านหนีเรียนอย่างนี้ ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่าน ก็ต้องบอก ก็เลยไม่ชอบขี้หน้า แต่ท่านก็จนใจ ไม่รู้จะไปอธิบายกะครูบาอาจารย์อย่างไร นี่คือตัวท่าน ก็ลองนึกถึงความอึดอัดก็แล้วกันว่าท่านอึดอัดยังไง
ทีนี้ เมื่อท่านเล่าให้ฟังอย่างนั้น ก็ ก็อยากจะตามท่านไปวัดแต่เช้าด้วย ท่านไม่ให้ไป พี่เด็จ อย่าเพิ่งไปเลย เพราะว่าตอนเช้ายายท่านชอบนั่งสมาธิแต่เช้า ถ้าพี่เด็จไป เดี๋ยวจะกลับเป็นรบกวนยายแต่เช้าไป จะไม่ค่อยดี เอาไว้ไปวันเสาร์วันอาทิตย์เถอะ เอ้าก็จนใจ ท่านไม่ให้ไปด้วย นอกจากไม่ให้ไปด้วยแล้ว ท่านก็ดัดสันดานน่ะ ว่างั้นเถอะ พี่เด็จ กุฏิของยายน่ะหลังเล็กๆ มันจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ใช้เศษไม้มาสร้าง เดินเท้าหนักๆ อย่างพี่เด็จ เดี๋ยวบ้านคุณ เดี๋ยวกุฏิยายพัง งั้นพี่เด็จอย่าเพิ่งไปเลย เอ้า ท่านก็ดัดสันดานเรา ไอ้เดินโครมๆๆ เลยต้องเลิกเพราะท่านน่ะแหละ ที่เห็นเดินอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่หลวงพ่อเมื่อก่อนนี้หรอก มันคนละท่าเดินกัน
ท่านสารพัดจะแก้ไขหลวงพ่อ แก้ไขอยู่เป็นเดือน แล้วท่านก็พาไปกราบยาย ไอ้เราก็ว่าเราก็เรียบร้อยที่สุดแล้วนะ มารู้ในภายหลัง หลังจากนั้น หลังจากเข้าวัดได้ประมาณสัก ๔-๕ ปี ถึงได้รู้ คือวันแรกที่ไปน่ะแหละ มีรุ่นพี่ป้าน้าอาที่เขาไปเรียนธรรมะกับยายก่อน วันแรกที่หลวงพ่อไป แล้วก็พอทุ่มหนึ่งก็กลับ ส่วนหลวงพ่อธัมมชโยท่านยังนั่งสมาธิต่ออยู่กับยาย ท่านยังไม่กลับ พวกพี่ๆ น้องๆ ที่เขาไปวัดก่อน เขายังอยู่พร้อมหน้า เขาต่อว่าหลวงพ่อธัมมะเยอะแยะเลย แต่หลวงพ่อธัมมะไม่เคยปริปากบอกสักคำ ถ้าบอกบางทีคงไม่ไป ไปหายายอีก ท่านไม่บอก
มันเป็นยังไง ก็ได้ความอีก ๕-๖ ปีต่อมา พี่ป้าน้าอาเหล่านั้นน่ะท่านพูดเอง ท่านบอกว่าเออ คุณเด็จนะ ขอโทษด้วย อ้าวขอโทษเรื่องอะไร พี่เองน่ะแหละคนพูดเองที่เป็นหัวหน้าทีม พี่เองบอกยาย ยาย อย่ารับไว้เป็นลูกศิษย์เลยอีตาคนนี้ (หัวเราะ) เดินก็ บ้านทั้งบ้านน่ะไหวไปหมด พูดก็เสียงดัง ดังเสียหลังคาสะเทือน เอ๊ะ ก็ไม่รู้มันเป็นไงก็ไม่รู้แหละ (หัวเราะ) ก็มันเคย อยู่ในทุ่งเคย เราก็ทำแบบเราเคย แต่ว่าเราก็ว่าเราก็พูดเรียบร้อยแล้วนะ ตามประสาเรา แต่ขนาดนั้นพี่เขายังบอกว่าอย่าไปรับเลย พูดก็เสียงดัง หัวเราะทีหนึ่ง บ้านก็สะเทือน เสื้อผ้าก็เหม็นสาบ เราก็ว่าอุตส่าห์นะ ๗ วันซักทีหนึ่งก็ดีแล้ว (หัวเราะ) สารพัดละพี่เขาว่ากัน
แต่ยายทั้งไม่รับ ทั้งไม่ปฏิเสธ ยายก็แต่ยิ้มๆ พี่ๆ เหล่านั้นก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ยายให้โอกาส แล้วหลวงพ่อธัมมะเองก็ค่อยๆ มาแก้ไข เออ พี่เด็จนะ เวลาพูดกับยาย พูดค่อยๆ ก็ได้ เพราะว่ากุฏิที่อยู่ติดกะยายน่ะ อีกกุฏิหนึ่งเขาก็นั่งสมาธิกัน เดี๋ยวเสียงจากกุฏิยายน่ะ มาข้ามไปกุฏิโน้น พี่เด็จกลับมานี่ กลับมาเกษตรแล้วน่ะ พี่เด็จไม่รู้หรอก ว่าไอ้บ้านโน้นน่ะมันด่ายาย ว่าลูกศิษย์ยายพูดเสียงดัง กระทบกระเทือน เขากำลังนั่งสมาธิกันอีกบ้านหนึ่ง นี่เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่ง ความจริงยังมีอีกเยอะ แต่ว่าท่านมาบอกมาเล่าให้ฟังนี่เมื่อ ๕ ปีล่วงแล้ว ก็เลยทำให้ได้ค่อยๆ ปรับปรุงตัว แล้วก็แก้ไขตัวเองจนกระทั่งเข้ากับหมู่คณะได้
ทีนี้ ในระหว่างนั้นน่ะ ก็ต้องพูดกันชัดๆ ก็คือพี่ป้าน้าอาหรือน้องๆ ที่เขาเรียบร้อย ส่วนมากเขาก็เป็นผู้หญิง เขาเรียบร้อยกัน เวลาหลวงพ่อไปทีแรกๆ เดือน ๒ เดือนแรก ที่หลังจากหลวงพ่อธัมมะท่านก็ฝึกมาให้ระดับหนึ่งแล้วน่ะนะ แต่ถึงขนาดนั้นเดือน ๒ เดือนแรกน่ะ พี่ๆ น้องๆ ที่ไปปฏิบัติธรรมก่อน เขาค่อนข้างจะตึงๆ กับหลวงพ่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ในใจก็นึกแต่ว่าเออ เราคนใหม่ เขายังไม่คุ้น เขาคงเป็นอย่างนี้กันนะ ก็ไม่ได้นึกอะไรมาก แต่มารู้ทีหลังนั่นแหละว่าอ๋อ ไอ้เสียงดังๆ ของเรามั่ง หรือมีอะไรก็วิพากวิจารณ์กันตรงๆ ไม่ต้องเกรงมนุษย์มนา
ไอ้คำว่าพูดตรงๆ น่ะ ชอบใช้คำนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องไปเกรงใจอะไร ในเมื่อเราพูดตรงพูดจริงน่ะ แต่นั่นแหละหารู้ไม่ว่าคุณยายได้เดือดร้อนเพราะการไปวัดของหลวงพ่อเรียบร้อยแล้ว มีวันหนึ่งหลวงพ่อธัมมะท่านอุปมาให้ฟัง พี่เด็จ คนพูดตรงๆ นี่ พี่เด็จว่าเป็นคนยังไง ก็ดีซิ ในโลกนี้เราต้องการคนตรง ท่านก็เลยอุปมา พี่เด็จ เอาของส่งให้เขา ๒ มือค่อยๆ ประเคนส่งให้ต่อหน้าต่อหน้า อันนี้ตรงไหม ตรง ดีไหม ดีซิ เอามือเดียวส่งให้ ตรงไหม ตรง ของชิ้นนั้นน่ะ ขว้างกระบาลให้ ตรงไหม ตรงเหมือนกัน แล้วถ้าตีกระบาลเปรี้ยงลงไปน่ะ ตรงไหมอ่ะ ตรง
พี่เด็จนะ คำพูดก็เหมือนกัน พูดตรงๆ น่ะดี แต่ว่าประเภทของคำน่ะ ถ้าไม่ระวัง มันก็อย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟังนี่แหละ ถ้าพูดด้วยคำชนิดหนึ่ง มันก็เหมือนอย่างกะส่งของมอบให้ ด้วยการประคอง ๒ มือ พูดชนิดหนึ่ง อีกคำพูดชนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับส่งของให้มือเดียว คำพูดอีกชนิดหนึ่งเหมือนตีกระบาลกันเลยนะ พี่เด็จนะ เพราะฉะนั้นไอ้คำพูดตรงๆ ของพี่เด็จน่ะ ช่วยปรับๆ หน่อยนะ ไอ้นี่ก็เป็นเรื่องที่หลวงพ่อธัมมะท่านอบรมให้ อบรมให้กับพี่ชายแสนรักของท่าน (หัวเราะ) นี่ก็เป็นอย่างนี้
ตรงนี้ที่ต้องยกขึ้นมาก่อนก็เพราะว่าเวลาพวกเราพาสมาชิกใหม่มาวัด บางอย่างก็ไม่ค่อยได้บอกขนบธรรมเนียมประเพณีที่เราปฏิบัติกันในวัดขณะนี้ให้เขาทราบ เขาไม่ค่อยทราบว่าเออ วัดนี้โดยประเพณีนิยมนะ แต่งชุดขาว นี่ยกตัวอย่าง เขาก็ใส่เสื้อแดงมาวัด ใส่เสื้อสีมาวัด เขาก็หน้าแตก เขาก็หงุดหงิด กิริยามารยาทบางอย่างเช่นพูดกับพระ พวกเราก็มักจะพนมมือพูด ถ้าเป็นผู้หญิง เราก็มักไม่ค่อยยืนพูดกับพระเรา มักนั่งลงแล้วก็พูดกับพระ ในขณะที่พรรคพวกเพื่อนฝูงเราที่พามาใหม่ เขาเคยไปยืนพูดกับพระ เคยเถียงกับพระ บางทีก็เคยว่า เคยนินทาพระฉอดๆๆๆ ด้วย นั่นเป็นเรื่องปกติของเขา
แต่พอมาถึงที่วัดพระธรรมกาย ของเราทำอีกอย่างหนึ่ง แต่เราไม่เคยบอกให้เขารู้ตั้งแต่ต้น พอเขามาถึงวัดของเรา เขาทำบางอย่างไม่ค่อยถูก ไม่ค่อยถูกในที่นี้คือไม่ค่อยถูกธรรมเนียมปฏิบัติของเรา แต่ว่าเขาก็ไม่ได้ผิดหรอกนะ คือเขาไม่ได้ผิดกฏหมายหรอกนะ แต่ว่าผล พรรคพวกของเราที่มาวัดเป็นประจำ อาจจะรู้สึกรำคาญเพื่อนใหม่ของเราที่พามาได้ ไอ้นี่ก็เป็นสาเหตุแห่งการกระทบกระทั่งกันได้อย่างหนึ่ง
ตรงนี้เวลาหลวงพ่อเห็นใครที่มาใหม่ ที่พวกเราพามา แล้วเขามีกิริยามารยาทหรือการวางตัวค่อนข้างจะแตกต่างกับพวกเราเอามากๆ แล้วพวกเราบางคนก็รู้สึกชักไม่ค่อยชอบใจเขา ก็สะท้อนให้นึกถึงตัวเองว่าเออ เมื่อเราเข้าวัดใหม่ๆ เราก็เจออย่างนี้แหละ แล้วนั่นขนาดที่หลวงพ่อธัมมะได้ขัดได้เกลาได้ดัดสันดานมาระดับหนึ่งแล้ว เรายังเจอเลย คือพี่ๆ บางท่านบอกว่ายาย ยาย อย่ามารับไว้เป็นลูกศิษย์เลยนะอีตาคนนี้
อันนี้ก็ขอฝากเป็นข้อคิดอันดับแรกเอาไว้ให้กับพวกเราว่าเออ ยายของเรานั้นน่ะ ท่านให้ความเมตตา ให้ความกรุณาลูกศิษย์ท่านอย่างท่วมท้นทีเดียว แม้ลูกศิษย์ของท่าน การมาวัดของลูกศิษย์ท่าน การมาเรียนธรรมะของลูกศิษย์ท่าน เป็นผลทำให้เพื่อนแม่ชีที่อยู่วัดเดียวกัน อยู่กุฏิติดกันเขาด่าเขาบ่นท่าน แต่ท่านไม่พูดให้ลูกศิษย์สะเทือนใจสักคำ ท่านเองทน แล้วก็ไปตามง้อ ไปตามขอโทษเขา ไม่รู้เท่าไหร่ กว่าหลวงพ่อจะรู้น่ะ ผ่านมาแล้ว ๕ ปีประมาณนั้น
นี่ก็เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งว่า อ๋อ ความเป็นครูบาอาจารย์คนนั้นไม่ง่ายเลย แล้วก็ต้องขอเตือนพวกเราว่าแม้การเป็นกัลยาณมิตร พาเพื่อนใหม่เข้าวัด ก็ขอให้ทราบว่าก็อย่าสะเพร่านะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกนะ เพราะเมื่อไม่ได้ตักเตือน ไม่ได้อบรมเขามาพอควรแล้วล่ะก็ บางทีการมาวัดของเพื่อนเรา อาจจะได้ความฝังใจที่ไม่ดีกลับไป หรือบางครั้งแทนที่จะได้บุญ มันอาจจะได้บาปกลับไปด้วยซ้ำ ตรงนี้ก็ต้องระวัง
ทีนี้ ถามว่าที่คุณยายให้ความเมตตากรุณากับหลวงพ่อ กับพวกเราทุกๆ คน จนกระทั่งมาสร้างวัดให้เราได้ ให้พระให้เณรได้อยู่อาศัย ให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ อย่างนี้น่ะยายท่านมีอะไรในใจ เรื่องนี้ก็เคยคุยกับคุณยาย คุณยายก็พูดสั้นดี ยายทนได้ทุกอย่างเลย ฟังให้ดีนะ ยายนะทนได้ทุกอย่างเลย เพื่อให้ได้เอาบุญไปปราบมารละ ยายทนได้ทุกอย่าง ยายจะเอาบุญไปปราบมาร ยายใช้คำนี้กับหลวงพ่อ ความจริงถ้ายายจะพูดว่าเออ ยายอยากได้บุญ ยายก็ทน อะไรที่ทำให้ยายได้บุญ ยายก็ต้องทน ถ้ายายพูดแค่นี้ คงไม่ทำให้หลวงพ่อสะดุดใจ แล้วบางทีหลวงพ่อก็อาจจะเลยไปแสวงหาครูบาอาจารย์ที่อื่นอีก แต่ยายใช้คำพูดประเภทนี้ พูดให้สะดุดใจ ยายจะเอาบุญ อะไรที่ทำให้ยายได้บุญ ยิ่งได้บุญเยอะๆ ละก็ ยายจะทนทำไป จะยอมเอาตัวนี่เป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า เพื่อให้ได้บุญเยอะๆ จะเอาบุญนี่แหละไปปราบมาร
เพียงแค่นี้หลวงพ่อหูผึ่งละ ยาย ทำไมต้องเอาบุญไปปราบมาร เขาทำบุญกัน เขาเอาบุญไปไว้ปราบกิเลสเท่านั้นไม่ใช่หรือ เออ ไอ้นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าถ้ามุ่งทำบุญแล้วเอาบุญไปแค่ปราบกิเลสให้หมดไปละก็ อย่างดีเราก็ได้แค่หมดกิเลส แล้วก็เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา แต่ว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ มารมันก็ยังไม่หมดไปจากโลกนี้หรอกนะ มันต้องได้บุญเยอะๆ ปราบกิเลสในตัวให้หมดด้วย แล้วเอาบุญนี่ไปปราบมารให้หมดเลย นี่มันยิ่งสะดุดใจ เพราะยายจะเอาบุญเยอะๆ เอาไว้ ไม่เฉพาะปราบกิเลสให้หมด แต่จะเอาไปปราบมารให้หมดด้วย
ก็เลยประสาไม่รู้น่ะแหละ ก็ถามยาย ยาย ก็พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็ปราบกิเลสกันทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นใครเขาไปไล่ปราบมาร ยายก็ตอบว่าใช่ ก็เพราะเป็นอย่างนี้น่ะซิ มารมันยังเหลืออยู่ในโลกอีกเยอะแยะ แล้วก็ทำความเดือดร้อนให้กับชาวโลก ถ้าเรายังปราบมารได้ไม่หมด สัตว์โลกมันก็ยังจะเดือดร้อนอีกต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้ชาวโลกเขาสงบสุขกันจริงๆ ละก็ ท่านต้องทนๆ สร้าง คุณต้องทนสร้างบารมี สร้างบุญให้เยอะๆ เอาไว้ปราบมารด้วย (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B )
นี้เป็นสิ่งที่หลวงพ่อฝังใจนะว่าเออ เราอ่านพระไตรปิฎกมาหลายเที่ยว เราเจอแต่เอาบุญเอาบารมีไว้ปราบกิเลส แต่เอาบุญบารมีเอาไว้ปราบมารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ นี่เราไม่เคยได้ยินจากที่ไหน เราได้ยินจากยาย นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ตรึงหลวงพ่อเอาไว้ให้ไม่หลุดออกไปจากวัด
ก็จากนั้นก็เริ่มซักคุณยายเกี่ยวกับเรื่องมาร บางอย่างยายก็ตอบ บางอย่างยายไม่ตอบ ไอ้ที่ไม่ตอบน่ะไม่ใช่ยายไม่รู้ แต่ยายใช้คำว่าคุณตั้งใจนั่งเยอะๆ ไปก่อน จนกระทั่งถึงพระธรรมกายในตัวชัดๆ แล้วคุณ แล้วยายจะพาคุณไปดูว่ามารน่ะหน้าตามันเป็นยังไง เพราะอธิบายตอนนี้น่ะคุณจะไม่เข้าใจ อันนี้ก็ ต้องถือว่ายายไม่ตอบ แต่ว่าก็อธิบายเหตุผลให้เราเข้าใจได้ว่าเออ ต้องฝึกตัวมากกว่านี้ก่อน ตอบแล้วจึงจะเข้าใจ ไปเห็นแล้วจึงจะเข้าใจเอง นี่ก็อย่างหนึ่ง แต่บางอย่างยายตอบ ก็จะถือโอกาสเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังก็แล้วกัน
วันหนึ่งจะด้วยเหตุอะไรนั้นจำไม่ได้ แต่ยายว่าอย่างนี้ ยายบอกว่าคุณจำไว้นะ เราสร้างบุญสร้างบารมีมากๆ มันก็หมดเวรหมดกรรมได้ แต่ว่าจะสร้างบุญมากเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าสร้างบุญกันแบบธรรมดาๆ ละก็ คุณปราบมารไม่ได้ เมื่อมารมันไม่หมด ถึงกิเลสหมด ก็ยังต้องเดือดร้อนต่อนะคุณนะ เป็นอย่างนั้นด้วยหรือ เป็นซิ
ก็ดูแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน ถึงเวลาน่ะ พระองค์ก็หมดกิเลสแล้ว แต่ถึงเวลา มารมันก็มากวน มากวนลูกของท่านอยู่บ่อยๆ จำไม่ได้หรือ บางครั้งมารน่ะมันถึงเข้า ถึงกับเข้าไปในท้องพระโมคคัลลานะ ทำให้พระโมคคัลลาน่ะปวดท้องเสียแทบแย่ ปวดท้องหนักเข้าท่านก็แปลกใจ เอ๊ะ มันยังไงนี่ ปวดผิดปกติเหลือเกิน ท่านก็มอง ท่านก็เข้าที่ เข้าธรรมกายในตัว ไปมองเข้าไป ในตัวท่าน ก็เห็นว่า อ้าว มารน่ะมันอยู่ในท้องท่าน นอกจากเห็นว่ามารมันอยู่ในท้องท่านแล้ว ท่านยังระลึกชาติถอยหลังไปดูอีก พบด้วย ไอ้มารตัวนี้ แม่ของมันน่ะเป็นน้องสาวของท่านในอดีตชาติ ในชาติที่ท่านเองก็เคยเป็นมารมาก่อน อ้าว เป็นอย่างนั้นไปอีก แล้วท่านก็บอกมารมันว่า ไอ้มาร เอ็งออกไปจากท้องข้าเสียเดี๋ยวนี้นะ ข้ารู้นะ นั่นน่ะ เอ็งเป็นใคร พอมารมันรู้แล้วว่าพระโมคคัลลานะเห็นมันอยู่ในท้อง แล้วรู้ด้วยว่ามันน่ะแหละเป็นลูกของน้องสาวของท่านในอดีต มันก็เลยรีบตาลีตาเหลือก มุดออกมานอกท้องท่าน
เออ พระโมคคัลลานะท่านหมดกิเลส แต่ท่านไม่หมดมาร ตรงนี้ พวกเราคงไม่ค่อยได้ยินกันหรอก หลวงพ่อก็อ่านไม่เจอเหมือนกันว่าจะมีใคร เออ อ่านแล้วไม่เจอ เจอ แต่ว่าเอ้า มารมันเข้าไปในท้องพระโมคคัลลานะ แต่ว่าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คุณยายชี้ให้ดูอย่างนี้ เออ นี่แหละขนาดหมดกิเลสแล้ว แต่มันไม่หมดมารที่จะมารบกวน บารมีขนาดเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารมันยังมารบกวนได้เลย
แล้วคุณยายก็สำทับ คุณนะ ถ้าจะไม่ให้มารมารบกวน มันต้องปราบมารให้มันสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ให้มันหมดไปเลย มันจะได้มากวนเราต่อไปก็ไม่ได้ กวนใครต่อไปอีกก็ไม่ได้ เพราะมันหมด เพราะฉะนั้นตั้งใจสร้างบุญสร้างบารมีไปนะ สร้างให้เยอะๆ สร้างให้มากๆ แล้วตามยายไป ยายจะไปปราบมารให้หมดให้ได้
ก็ถามยายต่อ ยาย ยายไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ในเมื่อพระไตรปิฎกตรงนั้นไม่มีใครพูดเลยนะเรื่องนี้ ยายก็ตอบชัด เออ ยายเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำชี้ให้ยายดู แล้วหลวงพ่อท่านก็บอกด้วย ท่านจะไปปราบให้ถึงที่สุดของมารน่ะแหละ ไม่อย่างนั้นไม่เข้านิพพานหรอก ยายก็เลยตั้งใจ ตั้งใจที่จะปราบไปให้ถึงที่สุดของมาร ตามไปกับหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะแหละ พวกท่านถ้าจะตามก็ตามมานะ ไม่ตามก็ตามใจ ยายไม่บังคับใครหรอก แต่รู้ไว้ก็แล้วกัน ถึงหมดกิเลส มารมันก็ยังกวนได้นะ เหมือนพระโมคคัลลานะโดนกวนน่ะแหละ นี่คือสิ่งที่ได้คิด
วันหนึ่ง จะพรรษาที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อมามาบวช แล้วพรรษาที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ยาย ทำยังไงจะได้บุญให้มันเยอะจริงๆ ยายก็พูด คุณก็ต้อง นอกจากทำบุญแล้ว ทำหน้าที่ ทำกิจวัตรให้เต็มที่ที่พระพุทธเจ้าสอนคุณแล้ว กิจวัตรของสงฆ์น่ะมีอะไรคุณทำให้เข้มงวด กวดขันให้เต็มที่ แล้วก็เทศน์ก็สอนให้เต็มที่แล้ว ท่านน่ะจะต้องนั่งให้เยอะๆ นะ ให้เข้าถึงองค์พระให้ได้ แล้วให้ไปเห็นท่อบุญให้ชัดๆ เลยนะ แล้วทำบุญให้ได้บุญท่อโตๆ เลยนะ
ยาย ไอ้ท่อบุญนี่มันมีหรือ มีซิ ก็ทางโลกน่ะน้ำประปาไปถึงบ้าน มันก็ยังต้องมีท่อส่งไป ไม่งั้นมันจะไหลไปยังไง ไฟฟ้าที่ใช้กันในบ้านนั่นน่ะ มันก็ต้องมีสาย สายไฟฟ้ามันก็คือท่อไฟฟ้าน่ะแหละ บุญมันก็มีท่อนะคุณนะ เออท่านนะ ยาย เรื่องนี้มีในพระไตรปิฎกไหม บุญนี่ พระก็ว่าอ่านพระไตรปิฎกมาเยอะแล้วนะ แต่เรื่องท่อบุญนี่ไม่เคยได้ยินเลยนะ ยายก็บอกว่าเออ ในพระไตรปิฎกมีหรือไม่มี ยายไม่รู้ เพราะยายอ่านหนังสือไม่ออก แต่ยายนั่งแล้วยายเห็น หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนยาย ให้ยายไปดู แล้วก็สั่งนักสั่งหนา ทำบุญต้องให้ได้บุญท่อโตๆ เชียวให้ท่อโตๆ ท่อบุญน่ะ แล้วบุญมันจะได้เข้ามาหล่อเลี้ยงในตัวเราเยอะๆ ท่อยิ่งโตยิ่งดี
ถ้าไม่ได้นั่งสมาธิให้เยอะ ที่เขามาทำบุญกันนั่นน่ะ มันได้บุญ บุญไหลเข้าตัวน่ะ มันแค่ไหลแค่หลอดกาแฟ ยายบอกเลย แต่ที่ตั้งใจนั่ง อย่างบูชาข้าวพระนั่ง ตั้งใจนั่งล่ะก็ ท่อบุญน่ะวัดกันเป็นวาๆ ยายเป็นวามันก็ไม่เท่าไหร่ละนะ มันก็ไอ้แค่ท่อโตๆ ที่เขา ไอ้ท่อระบายน้ำโตๆ แค่นั้นเอง ยายบอกมันไม่ใช่อย่างนั้นคุณ วาพระนิพพานนะคุณนะ ท่านนะ เอ๊ะ อ้าว มีวามนุษย์ วาพระนิพพานเข้ามาอีกแล้ว ก็ต้องมาค้น
พวกเรานั่งอยู่นี่ ไอ้คำว่าวาวานั่นก็ คงจะไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่หรอก ยิ่งเด็กรุ่นหลังนี่ เลยรู้จักวา เคยเห็นไม้ที่เขาวัดวากันนั่นน่ะ แต่ก็อาจจะไม่ได้เคยคิดถึงที่มาที่ไป ยายก็บอก นี่มันต้องได้บุญเป็นวาพระนิพพาน คืบพระนิพพาน ศอกพระนิพพาน เอาละซิ มีวาพระนิพพาน ศอกพระนิพพาน คืบพระนิพพานเข้ามาอีกแล้ว แล้วนิ้วพระนิพพานมีไหม มีซิ ท่าน เอ้าเอาเข้าไปอีก ได้แต่นั่งเซ่อเลยว่ะ เรื่องนี้ได้แต่นั่งเซ่อ เมื่อนั่งเซ่อก็ต้องมานั่ง เอ้า หมั่นนั่งสมาธิไปด้วย แล้วก็หมั่นเข้าไปซักไปถามยายด้วย ไอ้เรามันนั่งชัดบ้างไม่ชัดบ้าง มืดบ้าง สว่างบ้าง ตื่นบ้าง หลับบ้าง ก็โงกๆ เงกๆ เหมือนพวกเรานี่แหละ มันไม่ได้อย่างกะยายนี่ ก็หมั่นเข้าไปซัก หมั่นเข้าไปถามยาย หมั่นไปนั่งกะยาย
แล้วส่วนหยาบๆ ก็ค้น เมื่อค้นแล้วก็เลยได้เห็นภูมิปัญญาของปู่ย่าตาทวดไทย จากการที่นั่งซักถามคุณยายเรื่องบุญ แต่กลับไปได้เรื่อง เออ มาตราในการวัดของปู่ย่าตาทวดมาด้วย มาตราการวัดของปู่ย่าตายายไทยมายังไง เอ้าดูให้ดีนะ ๑๒ นิ้วเป็น ๑ คืบ ไปลองดู เอาฝ่ามือของเราวางลงไป นี่ ๑๐ นิ้ว นี่ ๑๐ แล้วนะ แล้วไปแถมอีก ๒ นิ้ว วัดดู เออเท่ากับ ๑ คืบ เอาแล้ว เอาแล้ว คืบใครคืบมัน นิ้วใครนิ้วมัน ๑๒ นิ้วนี่เท่ากับ ๑ คืบ ๒ คืบเท่ากับ ๑ ศอก เอ้าดูนะ ทำเลย นี่ไง ๒ คืบเท่ากับ ๑ ศอกเป๊ะเลย วัดไปเถอะ ของใครของมัน พอดีไหม พอดี ๒ คืบเท่ากับ ๑ ศอก ๔ ศอกเท่ากับ ๑วา กางแขนออกไปนี่เท่ากับ ๔ ศอก ทำไม นี่ ๑ ศอก พับมา ก็พอดี อีก ๑ ศอก พอดีเลย กลางอกพอดี ตกลงถ้าวัดจากกลางอกไปนี่ถึงปลายแขนนี่ ๒ ศอก ทั้งสองข้างมันก็เลยได้ ๔ ศอก ๔ ศอกมันคือ ๑ วา พอนึกออกแล้วนะ นี่โคตรพ่อโคตรแม่ปัญญาขนาดนี้นะ
เพราะฉะนั้น ๒ นิ้วเหนือสะดือน่ะ นิ้วใครนิ้วมันนะ ไม่ใช่ไปเอานิ้วไม้บรรทัดนะ โง่ นิ้วใครนิ้วมัน นิ้วชี้นิ้วกลางก็วางไป เออ ๒ นิ้วใครนิ้วมัน ไม่ใช่ไอ้เด็กกระเปี๊ยกตัวนิดแล้ว ไปเอา ๒ นิ้วไม้บรรทัดไปวัด ค้ำถึงอกนั่นแน่ะ ๒ นิ้วใครก็นิ้วมัน ดูภูมิปัญญาปู่ย่าตาทวดเน้อ
เออ ๒๐ วาเป็น ๑ เส้น ๔๐๐ เส้นเป็น ๑ โยชน์ ไล่กันไปอย่างนั้น ปัจจุบันนี้ เอามาเทียบกันพอได้ในผู้ใหญ่ ว่าวาหนึ่งนี่มันเท่ากับ ๒ เมตรพอดี เพราะงั้นศอกหนึ่งโดยเฉลี่ยมันเท่ากับ ๕๐ เซ็นต์ อึม มันออกมาอย่างนี้
ทีนี้ ย้อนกลับ ปู่ย่าตาทวดมีความเป็นอัจฉริยะ คือเอาทั้งเนื้อทั้งตัวน่ะเป็นมาตราส่วนที่จะวัดอะไรก็ได้ เดินผ่านอะไรเข้าไป ก็พอจะบอกได้ว่าไอ้นี่มันสูงเท่าไหร่ วัดด้วยอะไร ไม่มีไม้เมตรไม้ฟุตมาวัด ไม่ต้องหรอก ก็เอ็งสูงเท่าไหร่ล่ะ เอ็งก็รู้ตัวเอง เดี๋ยวเอ็งก็รู้ ไอ้ที่เอ็งผ่าน มันเหนือหัวเอ็งไปกี่เท่า เอ็งก็รู้ได้ เพราะว่าโดยทั่วไปมนุษย์ วา ๑ ของเรานี่ ก็ใกล้เคียงกับความสูงของเรา ถ้าลักษณะมหาบุรุษ กายของท่านจะสูง เออ กว้าง เออ ความยาวของท่าน เออ ความอะไร วาของท่านจะเท่ากับความสูงของร่างกายของท่านเป๊ะ นั่นเป็นลักษณะมหาบุรุษ แต่เราท่านทุคตะบุรุษ มันคงไม่เป๊ะหรอก เพียงแต่ว่าใกล้เคียง ไปวัดเอาเอง
ทีนี้ วาพระนิพพานจะวัดกันยังไงล่ะ เอาเถอะ เอาง่ายๆ อย่างนี้ก่อน เราก็ได้ทราบแล้วว่าพระธรรมกายในตัวน่ะ พระธรรมกายในตัว ธรรมกายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา ๕ วาเรา แต่ว่าเออ ไอ้วา แล้ววาของ ของท่านเป็นยังไง ก็ต้องไปวัดน่ะ ถ้าท่านกางแขนออกไปได้เท่าไหร่ นั่นก็เป็นวาหนึ่งของพระธรรมกาย ธรรมกายพระโสดา ถ้าธรรมกายพระสกิทาคา ซึ่งหน้าตักท่านเท่ากับ ๑๐ วา วาของท่านมันควรจะเป็นเท่าไหร่ล่ะเอ้าก็ ไปนึกเอา เพราะฉะนั้นวาของพระนิพพานเอ้า ธรรมกายพระอรหัตซึ่ง หน้าตักท่าน ๒๐ วาน่ะ ๒๐ วาเราน่ะ แล้ววาของท่านน่ะคือ เมื่อท่านกางแขนออกไปนั่นน่ะ วาของท่านมันขนาดไหนกันนั่นน่ะ เออ วาพระนิพพาน แล้วถ้าธรรมกายที่องค์โตขึ้นไปกว่านั้นล่ะ วาน่ะจะเป็นยังไง ถ้างั้นอดใจเอาไว้ ขยันๆ นั่งไป แล้วก็ไปดูเอาก็แล้วกันนะ
แต่ตอนนี้กำลังจะบอกว่าเออ อยากจะได้บุญเยอะ ก็ต้องตั้งใจทำบุญและตั้งใจนั่ง นั่งไปให้ได้จนกระทั่งเห็นท่อบุญให้ได้ว่าเออ มันโตขนาดไหน แล้วก็จะได้รู้ว่าทำบุญแต่ละครั้งได้บุญกันขนาดไหน เพราะว่าวัดกันด้วยท่อบุญกันทีเดียว
คุณยายก็พูดเรื่องท่อบุญคร่าวๆ ให้หลวงพ่อฟัง แต่ว่าในฐานะที่เป็นพระ จะมาพูดเรื่องท่อบุญกะใครนี่ ถ้าเราไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก ไปพูดกับใคร ขออภัยเถอะ เบาะๆ เขาคงว่าบ้า ดีไม่ดีเขาก็ไล่ตะเพิด ไม่งั้นเขาอาจจะจับหลวงพ่อมัดส่งโรงพยาบาลบ้าก็ได้ เพราะว่ามาอุตริพูดถึงเรื่องท่อบุญ เพราะพระทั้งแผ่นดินไทย พระทั้งโลกไม่เคยมีใครพูดเลยเรื่องท่อบุญ นี้เป็นความหนักใจ จากนั้นก็เลยมานั่งค้นพระไตรปิฎก เออมีแฮะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องท่อบุญเอาไว้ด้วย เพียงแต่ว่าพระทั้งหลายในโลกนี้ในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครเขามาพูดกัน ทำไมเขาไม่พูด ก็คงมา
ประเภทที่ ๑ ไม่รู้ด้วยว่ามีท่อบุญ
ประเภท ๑ อาจจะรู้ แต่ว่าถ้าขืนพูด เดี๋ยวถูกหาว่าบ้า ท่านก็เลยไม่พูด
แต่ว่านี่แหละ เมื่อได้ยินจากยาย ว่ามีท่อบุญ ก็ แล้วยังบอกด้วยว่าเออ วัดเป็นวาพระนิพพานด้วย อึม ไม่ใช่เอาวาเราไปวัด วัดด้วยวาพระนิพพาน ท่อบุญนี้วัดด้วยวาพระนิพพาน เพราะบุญเวลาไหลเข้ามาในตัวนี่ มันมีท่อนะ เหมือนอย่างกะน้ำประปาไหลเข้าบ้านเรา มันก็ต้องมีท่อ ไฟฟ้าไหลเข้า เอ่อ ส่งกระแสเข้ามาที่บ้านเรา มันก็ต้องมีสายไฟ ไอ้สายไฟมันก็ท่อน่ะแหละ ท่อให้ไฟฟ้าเดิน บุญก็มีท่อ เออ แบบเดียวกันเลยเชียว แต่ไม่มีใครพูด
อยู่ต่อมาต่อมาก็ตั้งใจค้นพระไตรปิฎก ค้นไป ในที่สุดเจอ เจอแล้วก็ไม่มีโอกาสจะได้พูด อยู่ดีๆ มาพูด เดี๋ยวเขาจะหาว่าเพี้ยนอีกเหมือนกัน โดยเฉพาะท่านที่มาใหม่ หรือมาเก่า แต่ว่านั่งยังน้อยอยู่ หลวงพ่อคงโดนข้อหาเพี้ยน หรือไม่งั้นอาจจะ คงมีหนังสืออะไรมาให้ มาสอบหลวงพ่อเสียอีกก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ไอ้ที่โดนสอบมาก็พอแล้ว แต่ว่าพอดี เมื่อเช้านี้ตอนบูชาข้าวพระ อ้าว ได้ยินหลวงพ่อธัมมะพูดถึงท่อบุญอีก ไม่ทราบว่าเช้านี้ใครสังเกตบ้างไหม ว่าหลวงพ่อพูดถึงท่อบุญ แหม เป็นท่อใส เออๆๆๆ งั้นวันนี้ถือโอกาสดีกว่า เอาเรื่องท่อบุญมาฝากพวกเรา
ก็เลยเมื่อตอนหลังฉัน รีบไปคว้าพระไตรปิฎก จำได้ว่าเคยเห็นอยู่ พลิกๆ ดูเจอ วันนี้ก็เลยเอามาฝาก ก็จะไม่พูดมากแล้วก็ อ่านให้ฟังก็แล้วกัน จะได้ เออ จะได้หมดสงสัย ไปพบในพระไตรปิฎก นี่ต้องเอามาให้พวกเราเพื่อว่าจะได้ไปยืนยัน ช่วยหลวงพ่อธัมมะ เพราะเสียงที่ออกไปเมื่อเช้านี้ มันคงไปไกลหรอกนะ แล้วคงมีใครอัดเทป เทปนั้นตอนนี้มันกระจายไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่แน่คืนนี้ก็อาจจะมีใครเอาเรื่องท่อบุญไปขยายความในวิทยุ ด่าเย้วๆ ไอ้พวกนี้มันนอนไม่ค่อยหลับ ก็มีเรื่องด่าอยู่เรื่อยๆ ก็เอาล่ะ เลยรีบเอาเรื่องนี้มาขยายความ เอาต้นตอมาให้พวกเราก่อน ก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก อังคุตตระนิกาย จตุกกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๑ ใครลองไปเปิดดูก็แล้วกัน ว่าด้วยท่อธารบุญโดยเฉพาะเลย ว่ายังไง ว่าอย่างนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุว่า ถ้าจะให้ญาติโยมที่มาทำบุญนี่ ได้บุญเยอะๆ นี่ ต้องทำยังไง ท่อบุญมันถึงจะโตอ้า มีอย่างนี้ ท่านว่ายังไง ท่านบอกว่าท่อธารบุญนี่มีอยู่ ๔ ประการ หรือว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ อย่าง ท่อธารบุญนี่เป็นยังไง ท่านบอก
ข้อที่ ๑. ภิกษุใดบริโภคจีวรของทายก พูดง่ายๆ พระรูปใดที่ญาติโยมเอาผ้าไตรน่ะมาถวายน่ะนะ พอได้รับถวายแล้วทำยังไง แล้วเข้าเจโตสมาธิ คือตั้งใจนั่งสมาธิเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง เข้ากลางพระธรรมกายในตัวไปอ่ะ ย่อมทำท่อธารบุญกุศลของทายก บังเกิดจะนับจะประมาณมิได้ เอ่อ นี่ชัดเจน นี่ไปยกเอามาจากพระไตรปิฎกนะ พูดง่ายๆ นะ หลวงพี่ทั้งหลาย หลวงเณรทั้งหลายน่ะ ลุงป้าน้าอาที่นั่งอยู่นี่ ทำบุญกันพวกเรามาเยอะแล้วนี่ ถ้าอยากจะให้โยม ลุงป้าน้าอา พี่ป้าน้าอาได้บุญเยอะๆ ละต้องทำอย่างนี้ ได้รับผ้าไตรไปแล้วละก็ เข้าไปกลางพระธรรมกายน่ะแหละ เข้าเจโตสมาธิไป เข้ากลางของกลางเข้าไปให้ลึกๆ แล้วก็จะทำให้ท่อบุญน่ะ จากศูนย์กลางพระธรรมกายน่ะแหละส่งต่อไปให้โยมที่ทำบุญ ส่งต่อไปไหน ก็เข้าศูนย์กลางกายของโยมที่ถวายจีวรน่ะแหละ ท่อธารบุญนี้จะนับจะประมาณมิได้ โตกันวัดไม่ไหวเลยแหละ นี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ไม่มีใครพูด นะอยู่นี่ (หมดม้วน 1/B)
(ม้วน 2/A)
บริโภคบิณฑบาต คือฉันอาหารของญาติโยมแล้ว แล้วทำไม ไม่ใช่ฉันเสร็จแล้วไปนอน ฉันเสร็จแล้วรีบไปนั่งเสีย หรือถ้าให้ดีกว่านั้น ขณะฉันน่ะแหละ ฉันไปก็มององค์พระนิ่งเข้าไป เห็นองค์พระชัดๆ ใสๆ อยู่ในตัว นิ่งเข้าไป หรือแม้กลับไปถึงกุฏิ ก็นั่งเข้าไป เข้าไปกลางองค์พระ นั่งไปเถอะ ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น แต่ว่าท่อธารบุญมันเกิด ไหลไปจากศูนย์กลางกายของพระของเณรละ ไปศูนย์กลางกายของญาติโยม ท่อบุญน่ะโตนับกันไม่ไหวทีเดียว
แม้ที่สุดแล้ว จะถวายกุฏิ ถวายศาลา ถวายพระเจดีย์ หรือถวายหยูกยารักษาโรคอะไรก็ตาม ถวายแล้วถ้าพระเรา ถวายแล้ว แล้วก็ไม่ได้นั่งสมาธิ ใจยังฟุ้งซ่านอยู่ ท่อบุญจากพระไปถึงโยม ท่อมันคงเล็กแค่หลอดกาแฟนะ มันไม่เป็นวาๆ เสียแล้ว มันไม่เป็นวาพระนิพพานอย่างที่ยายว่า อย่างที่หลวงพ่อธัมมะว่าเมื่อเช้านี้ มันไม่เป็นท่อใสยิ่งกว่าแก้วเสียแล้ว นี่มีหลักฐานอยู่อย่างนี้
เราจำได้กันแต่ว่าองค์ประกอบของการทำบุญแล้วจะได้บุญเยอะน่ะมีอยู่ ๔ ข้อ
๑. วัตถุบริสุทธิ์ คงจำกันได้ คือสิ่งของที่เรามาทำบุญน่ะ เป็นของที่บริสุทธิ์ เกิดจากน้ำพักน้ำแรงเรา นี่องค์ประกอบข้อที่ ๑.
๒. มีเจตนาบริสุทธิ์ คือตั้งใจมาทำบุญจริงๆ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ไม่ใช่เสียไม่ได้ก็มาถวายอย่างนั้นแหละ อะไรทำนองนั้น เอ้า ๑. เจตนา เอ่อ
๑. วัตถุบริสุทธิ์
๒. เจตนาบริสุทธิ์
๓. ๓. ผู้ให้คือตัวเราน่ะ แต่ละคนน่ะบริสุทธิ์
๔. ผู้รับคือพระภิกษุบริสุทธิ์
ครบ ๔ ประการนี้ได้บุญเยอะ ส่วนมากพระท่านเทศน์ ท่านก็เทศน์แต่ ๔ ข้ออย่างนี้แหละ ไม่มีใครสักรูปหนึ่งเลยว่า ไอ้ที่ว่าโยมเออ ผู้ให้บริสุทธิ์ แล้วเป็นไง ท่อบุญที่ศูนย์กลางกายมันก็เปิดโตน่ะซิ ไม่มีใครพูด
วันนี้นึกถึงยาย ได้จังหวะขอเอามาพูดเถอะ เอาความรู้ยายน่ะเอาให้พวกเรามา ให้ต่อหน้าต่อหน้าร่างยายนี่ก็แล้วกัน ความรู้ของท่านก็เอามาให้เราต่อหน้าท่าน ที่ว่าทายกผู้ให้น่ะบริสุทธิ์ คือตั้งแต่เอ้า บริสุทธิ์ในระดับรักษาศีล ท่อบุญมันก็จะคงจะโตสัก สมมตินะ มันก็คงจะโตสัก เอาล่ะ สมมติว่าสักแค่ เอ้าโตขนาดข้อมือเลย สมมตินะ หรือว่าโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสักคืบหนึ่งเอ้า ท่อโตๆ สักคืบหนึ่ง แล้วถ้าไม่บริสุทธิ์ล่ะ กินเหล้าไป แล้วก็ตักบาตรไป ไอ้ขี้เมาเมาเหล้า มาตักบาตร ท่อบุญจะเป็นยังไง มันคงไม่ใช่หลอดกาแฟแล้วละนะ มันคงหลอดอะไร ซึ่งมันเล็กกว่าหลอดกาแฟล่ะมั๊ง มันเปิดได้แค่นั้นแหละ นี่ส่วนตัวผู้ให้
แล้วผู้รับบริสุทธิ์คือพระภิกษุ เป็นไงล่ะ เป็นอย่างที่บอกนี่ เป็นอย่างที่บอก คือยิ่งถ้าในระดับท่านนั่งสมาธิ โอ้โฮ พระธรรมกายในตัว ทั้งชัดทั้งใส ทั้งสว่างอย่างนี้ ท่อบุญของท่านโตจะนับจะประมาณมิได้ แต่ทีนี้ มันก็เกิด ๒ ขั้วขึ้นมาแล้วนะ เอาล่ะ พระท่านบริสุทธิ์ ท่อท่านโตเชียว ท่อบุญจากศูนย์กลางกายพระธรรมกายในตัวท่านเบ้อเริ่มเลย แต่ว่าผู้ที่มาทำบุญ มันทำบุญไปด้วย ก็นั่งสับหงกไปด้วย ทำบุญด้วยก็ไม่สับหงกแหละ ไอ้นั่นเมาเลย เมาเหล้าไปด้วย บางคนก็ไม่ได้สับหงกหรอก แต่ว่ามาก็มาอย่างนั้นอย่างนั้นแหละ มาทำบุญ ไอ้ท่อบุญมันก็เล็กๆ นะ ท่อบุญของจากพระธรรมกายโตๆ น่ะมา แต่ไอ้ของเรามันแค่เล็กๆ แค่หลอดกาแฟ แค่หัวเออ เส้นผ่าศูนย์กลางแค่หัวแม่มือ แล้วมันจะรับได้เท่าไหร่ ก็ไปนึกๆ เอา
มันก็จะเหมือนอะไร มันก็เหมือนอย่างกะฝนตกมาเต็มท้องฟ้า แต่ว่าเอาขวดปากแคบไปรองรับน้ำฝน แล้วมันจะได้น้ำฝนสักเท่าไหร่ล่ะ ก็ลองไปนึกเอาก็แล้วกันนะ ตรงกันข้าม เออ ฝนมันตกจั๊กๆๆ แล้วเราเอาโอ่งปากกว้างไปรับน้ำฝน เอ้า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเดียวละ น้ำเต็มโอ่ง แต่ฝนตกจั๊กๆๆ เฮ้อ มันไปเอาขวดปากแคบแค่หลอดกาแฟ เอามาตั้งอยู่กลางแจ้ง แล้วมันจะได้ฝนสักเท่าไหร่วะ ลองไปนึกๆ เอาก็แล้วกันนะ ยิ่งถ้าไปเอาขวดน้ำหอมมาตั้งไว้กลางแจ้ง แล้วมันจะได้อะไรล่ะหว่า ไปนึกๆ เอาก็แล้วกัน ไปอุปมาเทียบเคียงเอาก็แล้วกัน นี่มันเป็นอย่างนี้
ทีนี้ ท่านว่ายังไง เออ ท่อธารบุญกุศลเหล่านี้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข มีสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์ เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนาที่รักใคร่ ที่ชอบใจ ที่เอ่อ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข พระองค์ตรัสเอาไว้อย่างนี้ นี่คัดเอามาจากพระไตรปิฎก อ้อ ก็ช่วยจำด้วยนะว่า เอาล่ะ ที่เราเรียนกันมา เราเคยฟังเทศน์กันมาว่าทำบุญแล้วต้องประกอบด้วยองค์ ๔
๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือสิ่งของที่จะมาทำบุญทำทานน่ะ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง ไม่ได้คดโกงใครมา
๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือตั้งใจมาทำบุญจริงๆ เลย ไม่ใช่มาติดสินบนแหละ ไม่ใช่มาแก้บนอะไรไม่รู้แล้วก็มาทำบุญ ไม่ใช่ ตั้งใจมาทำบุญจริงๆ เชียว มาทำบุญสร้างพระเจดีย์ ทำบุญสร้างพระธรรมกาย มาทำบุญสร้างนั่นแหละ ลานรัตนบัลลังก์ สารพัด แล้วก็มีเจตนาบริสุทธิ์ของเรา เอาล่ะ องค์ประกอบ ๒ อันได้แล้ว
แต่ว่าผู้ให้บริสุทธิ์ อึม ตรงนี้ บริสุทธิ์ระดับมีศีล ๕ กับบริสุทธิ์ระดับมีศีล ๘ เออ ท่อบุญของเรามันก็ไม่เท่ากันเสียแล้ว บริสุทธิ์ในระดับไหน ในระดับทั้งมีศีลด้วย แล้วก็มีสมาธิด้วย ในสมาธิประเภทสว่างๆ แต่ก็ไม่ถึงปฐมมรรคหรอก เออ ท่อบุญมันก็เปิดในระดับหนึ่ง ถ้าถึงปฐมมรรค เออ ท่อบุญมันก็โตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม ท่อบุญมันก็โตขึ้นไปตามลำดับๆ ของมัน ถ้ายิ่งถึงธรรมกาย ท่อมันก็โตพิเศษขึ้นมาอีก นี้ในส่วนผู้ทำบุญ ในส่วนพวกเรา ก็ท่อบุญจะขนาดไหนก็เออ ก็นี่ ก็เป็นอย่างนี้ ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของเรา
แล้วท่อส่งล่ะ จะมาจากพระแหละ พระที่เป็นผู้รับ ก็พระท่านบริสุทธิ์ขนาดไหน ก็ ถ้าขนาดเจโตวิมุตติ เจโตสมาธิ เข้ากลางของกลางพระธรรมกายไปละก็ ท่อบุญโตเบ้อเริ่มเลย อย่างนี้ท่อส่งโต พวกเราท่อรับก็โตอย่างนี้ บุญเพียบเลย ถ้าท่อรับโตเบ้อเริ่มเลย แต่ท่อส่ง หลวงพี่ท่าน ศีลท่านไม่ค่อยจะเข้าท่านัก แล้วกัน ท่อส่งเล็ก ท่อรับโต บุญมันก็ไม่เต็มที่อีก ท่อส่งโต ท่อรับเล็ก บุญมันก็ได้ไม่เต็มที่อีก ถ้าท่อส่งก็โต ท่อรับก็โต พ่อเจ้าโว้ย งวดนี้รับบุญกันเพียบเลย
ทีนี้ ก็ต้องฝากหลวงเณรหลวงพี่ด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ายังไงอีก ท่านตรัสว่าอย่างนี้ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้นี่ ท่านตรัสถึงพระอริยสาวกนะ ก็ตั้งแต่พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหัตแหละ แต่ที่นั่งนี่ไม่ใช่หรอก แต่ถึงไม่ใช่ เอ้า ฟังก่อน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า เอ่อ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ นี่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว ทำไมไม่หวั่นไหว ก็ท่านเป็นพระอริยเจ้าแล้วนี่ ท่านเหล่านี้นี่ก็จะมีท่อธารบุญในตัวนี่ โตเป็นพิเศษเลยอย่างที่ว่ามาเมื่อกี้นี้
แต่ทีนี้ แล้วผู้ที่ไม่ได้เป็นอริยสาวก นั่งอยู่นี่ ยังไม่ได้เป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหัตอะไรเลยเชียว องค์พระยังเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้างอยู่นี่ แล้วจะเป็นเนื้อนาบุญไหวไหมนี่ เอ้า ก็ลองฟังนะ ท่านก็บอกว่าเออ ท่านก็ยังตรัสต่อไปอีก แต่ว่าจะได้เป็นส่วนเทียบเคียงในอนาคต
อริยสาวกประกอบด้วยอริยกันตะศีล คือศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิถูกต้อง และก็เป็นสมาธิด้วย ถ้าอย่างนี้ท่อบุญก็โตอีก
ทีนี้ พวกเรานั่งอยู่นี่ เอาล่ะ เรายังไม่ได้เป็นพระอริยสาวก อย่างมากเป็นโคตรภูบุคคล คือผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายในตัวแล้ว แต่ว่าพระธรรมกายที่ปรากกฏในตัวนั้นน่ะยังไม่มั่นคงชนิด ๒๔ ชั่วโมง บางทีก็ชัดบ้าง บางทีก็ไม่ชัดบ้าง หรือชัดก็ ชัดอยู่ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงแล้วก็หายไป หรือชัดอยู่วันครึ่งวัน แล้วก็หายไป หรือชัดอยู่เออ ๒ วัน ๓ วันแล้วก็หายไป ก็แล้วแต่ล่ะ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ว่าก็ได้ระวังรักษาศีลอย่างดีเชียว ถ้าอย่างนั้นท่อบุญก็จัดเป็นท่อบุญโตๆ เลยทีเดียว ส่วนโตเท่าไหนก็ขึ้นอยู่กับสมาธิของท่าน ศีลของท่าน
เพราะฉะนั้นลูกพระลูกเณรนะ ยุคนี้เศรษฐกิจมันก็ย่ำแย่อยู่ พี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายายของเราที่นั่งอยู่ในนี้ ก็ตั้งใจนี่ จะมีหรือไม่มี จะรวยหรือไม่รวยอะไรก็ ยังไง๊ยังไงก็ต้อง มาถึงวัดแล้วก็ต้องมีติดมือมาฝากพระฝากเณร ฝากลูกพระลูกเณร แม้ไม่มีจริงๆ ก็ ก็ไม่ยอมจนใจ อาจจะจนทรัพย์แต่ไม่จนใจ ทำยังไงล่ะ ก็ไปเอ่ยปาก ไปชักชวนผู้ที่เขามีฐานะพอ มีทรัพย์มาบำรุง มาบำรุงลูกพระลูกเณรได้ก็ไม่อยู่นิ่ง ก็สู้ตะเกียกตะกายไป เป็นกัลยาณมิตรไปชักชวนใครต่อใครมาสร้างบุญ นี้ทุ่มเทมาด้วยความเหนื่อยยาก
ตรงนี้น่ะ ท่อบุญของพี่ป้าน้าอาลุง คุณลุง คุณตา คุณย่า คุณยายที่นั่งอยู่ในนี้น่ะ ท่อบุญที่จะรอรับนี่เบ้อเริ่มเชียวนะ เหลือแต่ลูกเณรล่ะนะ ลูกพระล่ะ ว่าเออ จะต้องเข้มงวด กวดขันตัวเองให้เยอะๆ ท่อบุญของเรา แม้ไม่โตเท่ากับพระอริยเจ้าละ แต่ก็ท่อบุญก็ไม่ธรรมดาแหละ ถ้าอย่างนี้ละก็ ทั้งลูกพระลูกเณรก็จะได้บุญติดตัวไปเยอะๆ
พวกเราที่มาตั้งใจทำบุญก็จะได้บุญเยอะๆ และบุญเยอะๆ อย่างนี้สะสมเข้าไว้ แล้วจะได้มีบุญมากพอที่จะตามคุณยายไป ไม่งั้นตามยายไม่ทัน ไม่ทันให้เห็นฝุ่นก็ยังดี ฝุ่นก็ไม่เห็นเสียอีกแล้ว ทำยังไงล่ะ จะไปโทษใคร ก็หลอด ท่อบุญมันแค่หลอดกาแฟแล้ว มันจะไปโทษใครล่ะนะ มองภาพเรื่องท่อบุญชัดๆ แล้วก็ต่อแต่นี้ไปก็ ไปทำท่อบุญตัวเองให้โตๆ นะ
ก็หวังว่านับแต่นี้ไปพวกเราตั้งใจ เป็นลูกหลานยายแล้ว ตั้งใจนั่งสมาธิทำภาวนาของเราไป รักษาศีลของเราไป ประคองใจของเราเข้าศูนย์กลางกายของเราไป มันตื่นบ้าง หลับบ้าง ก็เอามาไว้ในกลางนั่นแหละ มันชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ก็ไว้ในกลางนั่นแหละ มันมั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง เอาไว้ในกลางนั่นแหละ วันหนึ่งท่อบุญมันก็จะโตขึ้น โตวันโตคืน โตกันจนกระทั่งวัดกันได้เป็นวาๆ พระนิพพาน วันนั้นก็สมศักดิ์ศรีเป็นลูกหลานยายนะ ขอให้วันนั้นจงมาถึงพวกเราเร็วๆ จงทุกรูปทุกคนเทอญ (สาธุ)
สำหรับวันนี้หลวงพ่อก็คงจะเอาความรู้ของคุณยายมาฝากให้พวกเราต่อหน้าร่างของคุณยายเพียงเท่านี้ก่อน เพราะว่าเดี๋ยวมีงานรอต่ออีกแล้ว เนื่องจากว่าเราคงได้ทราบกันแล้ว จากหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีการปฏิรูปการศึกษา เพราะฉะนั้นพระ หลักสูตรของพระเณรจะต้องเปลี่ยนหมด แล้วก็วันนี้มีพระอาจารย์ผู้ใหญ่ๆ มาหลายรูป เดี๋ยวมาร่วมประชุมกัน ทำหลักสูตรสำหรับพระเณรเรียน หลวงพ่อจะต้องเข้าไปร่วมประชุมกะเขาด้วย ก็วันนี้ต้องขอตัวเพียงแค่นี้
เอาล่ะ เดี๋ยวตั้งใจบูชาพระรัตนตรัยพร้อมๆ กันนะ ว่าไงจ๊ะ (ถวายไทยธรรม) อ้อ อ้าว ลืมไป นึกถึงงานโน่นมันรออยู่ เอ้าว่ามา (หมดม้วน 2/A)
PAGE
PAGE 17/ NUMPAGES 17 PAGE 17
FILENAME \p L:\ต้นฉบับถอดเทปเทศน์งานคุณยาย\2544\มีนาคม\44-03-04 EW-TTT.doc