ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สู้ด้วยใจ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระขรรค์ชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ เป็นลูกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลานคุณยาย (สาธุ) วันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีอันดี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหลวงพี่ก็จะเป็นผู้รับฟัง ตั้งแต่ฟังสวดอภิธรรมบ้าง ขึ้นสวดอภิธรรมบ้าง และโดยส่วนใหญ่ก็จะได้มีโอกาสมารับฟังการถ่ายทอดจากพระอาจารย์หลายๆ รูป ตั้งแต่ที่เป็นพระเถระมาถ่ายทอดถึงคุณธรรมของคุณยาย ถึงแม้จะเป็นเรื่องบางเรื่องที่เคยฟัง แต่เหมือนเป็นการตอกย้ำให้เรานั้นได้เห็นคุณธรรมของคุณยาย คล้ายๆ กับที่คุณยายตอกย้ำพวกเรา เป็นคำสอนที่ย้ำๆ ซ้ำๆ แต่ย้ำแต่ละครั้งมันยิ่งหนักแน่น เพราะเมื่อหลวงพี่ได้ฟัง ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดิม แต่ความกระจ่าง ความซาบซึ้งก็ยังมีไม่น้อยกว่าเดิม และบางครั้งนั้นทำให้เรา ทำให้ตัวหลวงพี่เองนั้นมองเห็นคุณธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และวันนี้สิ่งที่หลวงพี่จะได้มาถ่ายทอดก็จะมาพูดถึงเรื่องของการสู้ด้วยใจ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญ สู้ด้วยใจคราใด ชนะทุกครั้ง ยิ่งสู้ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมด้วยบุญนั้น ยิ่งชนะใส แล้วชนะแบบเย็นๆ สบายๆ เพราะคุณยายนั้นตั้งแต่ที่เริ่มสร้างวัด คุณยายก็สู้มาตลอดเลย คุณยายไม่มีความกังวล เพราะใจของคุณยายนั้นหนักแน่นมั่นคงอยู่ในบุญ พอคุณยายจะสร้างวัด คุณยายก็เตรียมตัว เตรียมตัวตั้งแต่ตัวของท่านเองก็คือเตรียมใจ นึกน้อม นึกถึงบุญกุศลทั้งหลาย ที่สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เอาบุญนี้แหละมาสร้างวัด เอาบุญนี้แหละมาตามสมบัติ เพราะฉะนั้นจะพูดได้เลยว่าวัดพระธรรมกายที่สำเร็จมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะว่ามีคุณยาย เพราะคุณยายนั้นเป็นต้นบุญแล้วก็เป็นต้นแบบในการสร้างบารมี วันนี้จะขอน้อมนำเรื่องการสู้ด้วยใจของคุณยายมาให้พวกเราได้เป็นอุทาหรณ์ จะได้เผื่อ จะได้เป็นน้อมนำเป็นตัวอย่างที่จะน้อมไปปฏิบัติ ช่วงหลังนี้หลวงพี่ได้มีโอกาสฟังธรรมอยู่บ่อยๆ มีอยู่คราวหนึ่งที่ได้เปิดเทปคำสอนยาย ซึ่งทางโรงเรียนพระปริยัติฝ่ายวิชาการก็ได้ทำเทปคำสอนของคุณยายออกมา เป็นคำสอนคำหนึ่งที่คุณยายได้ถ่ายทอดไว้ในปี ๒๕ คุณยายก็ได้ถ่ายทอดให้ฟังว่า มีอยู่คราวหนึ่งคุณยายป่วย ป่วยจนถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อ แล้วคุณยายก็กระดิกไม่ได้ คุณยายพยายามขยับเท้าก็ขยับไม่ได้ แต่คุณยายไม่ท้อไม่ถอย คุณยายมั่นใจว่ายังงั้ยยังไงก็ต้องสู้ได้ เปลี่ยนจากเท้า คุณยายก็มาขยับนิ้วทีละนิ้ว จนในที่สุดก็ค่อยๆ ขยับได้ และในที่สุดคุณยายก็สามารถเดินได้ เพราะคุณยายนั้นไม่เคยมีคำว่าทำไม่ได้อยู่ในใจเลย พอใจสั่ง กายก็เคลื่อนไหว ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด เพราะงั้นเราจะเห็นว่าเมื่อขยับเท้าไม่ได้ คุณยายก็ไม่หยุดแค่นั้น คุณยายก็เปลี่ยนมาขยับนิ้วทีละนิ้ว ค่อยๆ เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถสู้กับความรู้สึกทางกายได้ และด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อสะท้อนขึ้นมาแล้วนี่ ทำให้หลวงพี่ได้นึกย้อนไปอีกหลายๆ อย่าง ยิ่งวันที่ได้สลายร่างของโยมย่าแล้วก็โยมป้าหวิน ซึ่งเป็นต้นบุญต้นแบบในการสร้างบารมี หลังจากที่เสร็จพิธีแล้วนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้มาที่ตรงจุฬามณี ที่สลายร่างนั่นแหละ ท่านก็เข้าไปดูความเรียบร้อย แล้วก็ทำพิธี แล้วเมื่อท่านเดินออกมาจากมหาจุฬามณี ซึ่งในขณะนั้นก็มีพระภิกษุสามเณร แล้วก็พวกเรานี่แหละที่ยังไม่กลับกัน เป็นกลุ่มใหญ่เลยทีเดียว เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านย่างก้าวออกมา คำแรกที่ท่านพูดเลย งานนี้นี่สำเร็จได้ด้วยใจ เพราะสู้ด้วยใจงานนี้จึงสำเร็จได้ เพราะโดยปกติแล้วอย่างจุฬามณีที่พวกเราเห็นกันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าพวกเราจะเห็นภาพนี้ต้องผ่านขั้นตอน บุคคลที่สร้างมหาจุฬมณีก็คือหลวงพี่หมู ท่านรับผิดชอบโครงงาน ขั้นตอนนี้เยอะมาก ขั้นตอนนี้เยอะมาก แต่กว่าจะสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ยิ่งถ้าเกิดย้อนกลับไปในสมัยต้นๆ ที่วัดของเรานี่ สภาหลังใหญ่ของเรานี่ก็ยังไม่เสร็จ พื้นที่ยังไม่ลงตัว วิสาขะประมาณปี ๓๙ หรือปี ๓๘ นี่ ที่พวกเราได้มีโอกาสได้หล่อพระประจำตัว ในปีนั้นน่ะแหละมีพายุเข้า แล้วเราก็ยังไม่มีสภาหลังใหญ่ หลังคาก็ยังไม่มี เวลานั่งสมาธิเราจำเป็นจะต้องเอาผืนฟ้าเป็นหลังคาแทน เมื่อเอาหลังคาเป็นผืนฟ้าก็ไม่แน่เสมอไปว่าฝนจะมา หรือแดดจะมา หรืออากาศจะปลอดโปร่งแล้วก็เย็นสบาย ในปีนั้นเราก็จะมุงกันด้วยซาแลน ตรงประรำพิธีตรงกลาง จะอยู่ตรงกลาง รอบๆ ที่สาธุชนนั่งก็คือพวกเราที่มากัน คงจะ ใครที่มาในวันนั้นก็คงจะจำ ก็จะมุงด้วยซาแลน แต่ในการเตรียมงานครั้งนั้นเหมือนกับเป็นการทดสอบ เพราะงานที่เตรียมมาแล้วนี่กว่า ๙๐ % ผลปรากฏว่ายังไม่ถึงวันงาน ก่อน ๒ ถึง ๓ วัน พายุก็เข้า พายุก็ได้หอบซาแลนที่เราเตรียมไว้นั่นแหละ ทั้งที่ขึงข้างบนแล้วก็ข้างล่างที่ปูด้วยผ้ากระสอบ เหมือนกับมาช่วยรื้อมาช่วยขน หมดเลยทีเดียว หอบจนเอางานที่เกือบจะเสร็จแล้ว ๘๐ ถึง ๙๐ % เหมือนกับต้องเริ่มต้นใหม่เลยทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอ ยังเพิ่มให้เราอีก คือน้ำที่ท่วมเต็มพื้นที่เลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยหัวใจของลูกๆ ที่ถูกพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านฝึกมา และพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังเป็นต้นแบบต้นบุญ ท่านไม่ได้ทอดทิ้ง ท่านมาตรวจงาน ตรวจตลอดเวลาเลย ยิ่งเมื่อเกิดปัญหา ท่านมาอยู่กะเราเลยทีเดียว และให้กำลังใจลูก และให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา ในงานนั้นน่ะแหละ หลวงพี่ยังจำได้ คำว่าสู้ด้วยใจ มันจึงเป็นภาพที่ติดขึ้นมาในใจ สู้ด้วยใจคราวใด ชนะทุกครั้ง เพราะว่าในคราวนั้นเมื่อเจอปัญหา ต้องเตรียมสถานที่ใหม่ ซึ่งมีเวลาน้อย และแทนหนำซ้ำยังมีน้ำให้เพิ่มขึ้นมาอีก ทุกคนก็มีความรู้สึกเหมือนกัน ยังไง๊ยังไงงานนี้ก็ต้องจัดให้ได้ แล้วอย่างไรก็แล้วแต่ พื้นที่ของสาธุชนจะต้องนั่งได้ และในที่สุดทุกคนก็ช่วยกัน ตั้งแต่พระภิกษุ สามเณร ตั้งแต่พระเถระเลยนี่ลงมาช่วยกัน สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เท่านั้นไม่พอนะจ๊ะ ญาติโยมของพวกเรานี่บางท่านที่ได้มาดูสถานที่ในการจัดงาน เมื่อเห็นสภาพ แล้วก็เห็นความตั้งใจทุ่มเทของหมู่คณะพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ช่วยกันวิดน้ำออกจากพื้นที่ สาธุชนที่มาแม้กระทั่งอาสาสมัครที่มาก่อนวันงาน จะเตรียมงานอะไรก็แล้วแต่ ก็มาช่วยกันวิดน้ำ เอาถังน้ำบ้าง กระป๋องบ้าง ต่างคนต่างหากันมา แล้วก็วิดน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งหลายๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คงจะพอจำกันได้ หลวงพี่ยังจำได้ หลวงพี่ก็ไปทำหน้าที่นี้ เอาน้ำออกจากพื้นที่เหมือนกัน จำได้ว่ายืนวิด เอ๊ะ แปลกทำไมวิดเท่าไหร่ก็ไม่หมดซะทีหนึ่ง น้ำมันเยอะ ตักไปแล้วก็มาอีก ตักไปแล้วก็มาอีก จำได้ว่ายืนตักจนนี่ ขามันแข็ง ขามันแข็ง แล้วขยับตัวไม่ได้ พอขยับตัวมันจะปวดเอว ปักแน่นอยู่ตรงนั้นเลย แต่ก็มีความรู้สึกว่ายังไงก็ต้องเสร็จ ต้องสำเร็จ แล้วทุกคนก็ช่วยกัน จำได้ว่าวิดไปจนถึงกลางคืนเลยทีเดียว ยุงก็กัด พอยุงกัดทีนี้ยืนไม่ค่อยจะติด ยืนไปด้วย ขยับไปด้วย ก็สนุกด้วย แต่ถามว่าทุกคนเหนื่อยไหม ร่างกายถึงแม้นจะล้า แต่หัวใจนั้นเต็มที่ ใจที่มีความคิดอยู่อย่างเดียวต้องสู้แล้วต้องสำเร็จ มันแปลกทำให้กายมันทรงอยู่ได้ ทำให้กายทรงอยู่ได้ นั่นแหละ งานนั้นแหละเหนื่อยกันจริงๆ เลยทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ ท่านก็เดินตรวจงาน เดินมาย่ำโคลนกะเราเลยทีเดียว กว่างานอันนั้นจะสำเร็จ กว่าพื้นที่ที่จะเตรียมให้พวกเราได้นั่งสำเร็จ ไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ ยิ่งมาตอนหลังนี้ สภาของเราลงตัวก็ยิ่งสบายขึ้นมาหน่อย และเรื่องการสู้ด้วยใจ มีตัวอย่างอีกเยอะ แต่สิ่งที่หลวงพี่จะขอน้อมนำมา ที่ขึ้นต้นเป็นตัวอย่างของคุณยายที่สู้ด้วยใจ และเรื่องราวของคุณยายที่กล่าวมาเบื้องต้นก็ยังอยู่ในใจของหลวงพี่ตลอด เวลาได้มีโอกาสไปเทศน์ให้แก่ญาติโยม ตามบ้านกัลยาณมิตร ก็จะเน้นเรื่องใจเป็นหลัก เน้นเรื่องใจเป็นหลัก มีอยู่รายหนึ่ง มีอยู่รายหนึ่ง ซึ่งป่วย มีอาการป่วยทั้งสามีแล้วก็ภรรยา แต่ภรรยานั้นเป็นโรคป่วยที่แปลก ที่แปลก อาจจะเป็นเพราะว่าประวัติเดิมทีก็คือเป็นคนที่เครียดมาก่อน มีความรับผิดชอบสูง มีความตั้งใจสูง มักจะเครียดบ่อย เวลาคุยด้วยในครั้งแรกที่ได้ไปเจอกัน หน้าตาก็สดใสดี ลักษณะดี แต่แปลกอยู่อย่างเดียวเวลาคุยทำไมต้องขมวดคิ้ว ซึ่งบางทีเรื่องที่คุยไม่ใช่เป็นเรื่องที่หนักเลย เป็นเรื่องเบาๆ แกก็จะขมวดคิ้ว พอสังเกตเห็นก็เลยถามว่า เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า เจ้าตัวก็บอก นี่มีโรคประจำตัวอยู่ คือเป็นโรคเครียด เป็นโรคเครียด และปวดหัวนี่ ขณะที่คุยกับหลวงพี่ ฟังหลวงพี่คุยนี่ ถึงแม้จะเป็นเรื่องสบายๆ มันก็ยังปวดหัว เครียดถึงกับขมวดคิ้วไว้ก่อน ดูแล้วเหมือนกับคนที่อมทุกข์ตลอดเวลาเลยทีเดียว อมทุกข์ตลอดเวลา พอได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกแปลก ก็เลยซักถามอาการที่มาที่ไป ก็บอกว่าโดยปกติแล้วเป็นคนเครียดเคย จนชนิดที่ว่าเบลอไปเลยก็มี เบลอจนชนิดที่ว่าจะต้องมีคนพาเข้าห้องน้ำ ทานข้าว แต่ตอนหลังนี่ค่อยยังชั่ว แต่ก็มีอาการ แต่ก็ยังมีอาการที่ติดมา ที่ติดมาก็คือเวลาตกเย็นๆ แล้วนี่ จะปวดหัวอย่างมาก ไปไหนก็ไม่ได้ แล้วก็จะต้องทานยาระงับประสาทเป็นปกติ เป็นแรมปีเลยทีเดียว เป็นแรมปี แต่เท่าที่ดูแล้วก็ไม่ได้มีอาการที่หนักอย่างที่หลวงพี่นี่ มองแล้วไม่น่าจะเป็นอาการที่หนัก น่าจะสู้ได้ง่ายๆ หลวงพี่ก็แนะนำให้เขาไปปล่อยปลาก่อนในเบื้องต้น ให้ปล่อยทุกวันเลย ให้ใจเป็นกุศลอย่างเดียวเลยทีเดียว ให้ใจเป็นกุศล ผ่านไปประมาณเดือนหนึ่ง ได้มีโอกาสเจอกันอีก ก็ซักถามว่าทำอย่างที่บอกไหม เจ้าตัวก็บอกว่าทำอย่างที่บอก โยมเขาก็ดี ตั้งใจประพฤติตามง่ายๆ ว่านอนสอนง่าย ก็ซักถามอาการ เขาบอกว่าดีขึ้น แต่ไม่หายขาด ก็ยังต้องทานยา พอตกเย็นทีไร ต้องคิดถึงยาทุกครั้งเลย ทุกครั้ง แล้วต้องทาน เมื่อทานยาเสร็จ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย สามีก็จะคอยดูแลภรรยานั้นแหละ ที่บ้านก็เปิดเป็นบ้านกัลยาณมิตร เมื่อเกิดปัญหาอย่างนี้ จึงทำให้เหินห่างจากการสวดมนต์ทำวัตร เหินห่างจากการสวดมนต์ทำวัตร ถึงแม้ตกเย็นวันธรรมดา ที่บ้านของโยมที่เขาไม่ได้เปิด จะไปนั่งบ้านอื่นก็ไปไม่ได้ คราวใดที่ภรรยามีปัญหา ก็จะต้องให้ทานยาแล้วก็คอยเฝ้า แต่คราวนี้หลวงพี่ไปเจอถึง หลวงพี่ก็เพิ่งได้ฟังเป็นการทบทวนโอวาทของคุณยายที่กล่าวไปในเบื้องต้นนี่แหละ ว่าคุณยายสู้ด้วยใจ สู้ด้วยใจ พอมาดูแล้วนี่ การที่พี่เขานี่คิดถึงยาช่วงตอนเย็นแล้วก็ปวดหัวเป็นประจำ เพราะเป็นความคุ้นเคย คุ้นกับยา คุ้นกับความปวด หลวงพี่ก็เลยแนะนำง่ายๆ โยมพี่ ถ้าโยมพี่อยากจะหายป่วย โยมพี่ทำง่ายๆ ทำเหมือนคุณยายนะ สู้ด้วยใจ ให้โยมพี่บอกกับตัวเองเลยว่าเราจะไม่ปวดหัว เราจะไม่ทานยา คราวนี้เราจะสู้ด้วยใจ เมื่อเกิดเหตุก็ขอให้ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ เป็นที่แปลก เป็นที่แปลกเลยทีเดียว พอแนะนำไปถึงนี่ พี่เขาก็เกิดกำลังใจ เพราะว่าตอกย้ำให้ไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมให้ได้ทุกวัน แต่เป็นเรื่องแปลกที่ว่าตั้งแต่วันนั้นมาแล้วนี่ เมื่อถึงเวลาเย็น ไม่เคยต้องทานยาอีกเลย แล้วอาการปวดหัวหายไปไหนก็ไม่รู้ เพราะงั้นเมื่อใจที่เด็ดเดี่ยว กล้าต่อสู้ ใจจรดมั่นอยู่ในกระแสบุญ สิ่งที่เราคิดว่าน่ากลัว ก็ไม่น่ากลัว สิ่งที่เราคิดว่ายาก ก็จะไม่ยาก แล้วความสำเร็จก็จะก่อเกิดขึ้นมา ยิ่งเราคิดบ่อยๆ ในสิ่งที่เราปรารถนาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านตอกย้ำพวกเรา แม้กระทั่งโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา, มนาสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา, ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทนฺติ. ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จแล้วด้วยใจ หากว่าบุคคลใดมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่หรือกระทำอยู่ ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้นเพราะทุจริตอนมีอย่างามนั้นเพียงดัง ล้อหมุนไปตามรอยเท้าของโคตัวนำไปซึ่งแอก และหลวงพี่ก็ได้มีโอกาสได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านตอกย้ำเรื่องอำนาจของใจ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าตราบใดที่เรามีกายมนุษย์อยู่ ความคิดที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรที่ไม่สำเร็จ เป็นคำที่หลวงพี่จำเข้ามาในใจ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่หลวงพี่จะทำอะไร หลวงพี่ก็จะตอกย้ำไปที่ใจนี่แหละ แล้วก็เอาบุญนี่หล่อเลี้ยงนึกถึงบุญตลอด หลวงพี่ก็มั่นใจพวกเราทุกๆ คนในที่นี้ก็คงจะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ แต่ก็อยากจะฝาก ฝากเป็นข้อคิดให้กับพวกเราอีกหลายๆ คน ที่จะได้มีโอกาสน้อมเอาเรื่องราวนี้เป็นการกำลังใจแล้วก็ไปเตือนตนตลอดเวลา เพราะในขณะที่เราอยู่กับกระแสโลกภายนอก มีสิ่งแวดล้อมที่เข้ามารุมเร้า ทำให้เรามักหลงลืม แล้วก็เป็นไปตามกระแสโลก แต่ถ้าเกิดพวกเราน้อมใจมาอยู่ในธรรม ตั้งแต่เช้าจรดเย็น น้อมให้มากที่สุด และนึกคิดปรารถนาสิ่งใด ในทางที่ชอบ ประกอบด้วยกุศล โดยเฉพาะที่พวกเราได้รับโครงงานที่กลั่นมาแล้วจากใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อแต่ละงานแต่ละงาน หลวงพี่ก็มั่นใจพวกเราเข้าวัดกันมานาน และมีใจใหญ่เหมือนหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อหยิบยื่นอะไรให้ เราก็อยากจะทำให้ ให้เต็มที่ของเรา เต็มกำลังของเรา แต่บางครั้งสภาวะใจของเราที่ต้องไปเจอกระแสโลก มันก็ทำให้ใจของเราขาดความมั่นคง และบางครั้งนี่สิ่งที่เรากระทำ ขณะที่อยู่ในวัด กระแสใจนั้นเต็มเปี่ยมหล่อเลี้ยงไปด้วยบุญ ก็มีความมั่นใจเต็มที่ แต่แปลก เมื่อย่ำก้าวออกจากวัด ยิ่งไปอยู่ที่บ้าน เจอกระแสโลก ความมั่นใจของเรากลับหดหายไป เพราะงั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงตอกย้ำให้พวกเราแต่ละวันแต่ละวัน ทุกวันเลยให้นั่งสมาธิทุกครั้ง แล้วก็อธิษฐานจิตให้ดี เรื่องอธิษฐานจิตซึ่งเป็นเรื่องของสภาวะใจเช่นเดียวกัน ในสมัยที่หลวงพี่บวชใหม่ๆ เป็นธรรมทายาท พระอาจารย์ท่านก็แนะนำง่ายๆ บอกว่าอยากจะทดสอบดูว่าบุญของเรามีเยอะขนาดไหน เอาง่ายๆ ดูเลยนะว่าอยากจะได้อะไร แล้วลองอธิษฐานจิตดู ถ้าได้ไว แสดงว่าบุญเยอะ แต่ถ้าเกิดได้เหมือนกัน แต่ต้องยึดเวลาออกไป ๓ วัน ๗ วัน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง บางคนก็หลายๆ ปี บางคนกว่าจะได้โน่น ชาติหน้า ชาติภพหน้า แต่ก็ต้องดูว่าสิ่งที่เราทดสอบในการอธิษฐานจิตนั้นต้องใช้บุญมากขนาดไหน ต้องใช้บุญมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่หลวงพี่ประกอบเหตุอะไรก็แล้วแต่ ก็จะตอกย้ำด้วยการอธิษฐานจิต ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วก็มั่นใจว่าจะต้องสำเร็จ ว่าจะต้องสำเร็จ ใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ของคุณยาย ก็มีภาพแห่งความสำเร็จอยู่ในใจของท่านตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการสร้างวัดจึงสำเร็จให้พวกเราเห็น ใจของท่านนั้นยิ่งใหญ่ อยากจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เมื่อจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ก็จำเป็นจะต้องสร้างสถานที่ใหญ่ การสร้างสถานที่ใหญ่เพื่อจะรองรับชาวโลกที่มานั้น งานใหญ่ ปัญหาก็เยอะ แต่ภาพในใจของหลวงพ่อนั้นชัดเจนตลอดเวลา ต้องสำเร็จ ภาพในใจของคุณยายนั้นชัดเจนแล้วก็ต้องสำเร็จ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่าจะเจอสภาวะใดก็แล้วแต่ อย่างเรื่องของคุณยายที่สร้างวัด ที่พวกเราก็คงจะได้ยินประวัติในการสร้างวัด เพราะหลวงพี่เองก็มาไม่ทันคุณยาย แต่ได้ฟังคราวใดแล้วมันซึ้งเข้าไปในใจ มันแทบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตาทุกครั้ง แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ที่ได้ฟังว่าคุณยายสร้างวัด จนชนิดที่ว่าล้มป่วย ล้มป่วยเหตุเพราะว่าขาดสารอาหาร เพราะคำว่าขาดสารอาหารนั้นถ้าพวกเราดูเผินๆ ก็คืออดอาหาร แต่จริงๆ แล้วใจของคุณยายนั้นอยู่กับงานตลอด จึงเห็นเรื่องงาน เรื่องฉันน่ะเป็นเรื่องเล็ก ท่านไม่ได้ห่วงสุขภาพร่างกายท่าน ถามว่าที่ท่านตรากตรำสร้างวัดเพื่อใคร ก็เพื่อบุคคลที่จะมาในภายหลังน่ะแหละ ก็คือพวกเรา และคุณยายสร้างได้อย่างดี และคุณยายก็เคยบอก ว่ายายนี่จะสร้างวัดให้ดีที่สุด สะอาดที่สุดทุกซอกทุกมุม แล้วคุณยายนี่จะเอาวัดนี่ สร้างวัดที่ดีนี่บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะงั้นคุณยายเมื่อสร้างวัด ก็จะสร้างให้ดี อย่างวันนี้ยิ่งฟัง วันนี้ได้มีโอกาสฟังหลวงพี่ฐิตสุทโธฮะ ท่านพูดถึงเรื่องคุณยาย ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ซึ้งเข้าไปในใจ ว่าคุณยายนี่สู้ด้วยใจจริงๆ สู้ทุกซอกทุกมุมเรื่องความสะอาดนี่แหละ ขนาดขับรถผ่านไปคลองสอง ถ้าคุณยายเห็นว่าหญ้ามันรก ถ้าคุณยายเห็นว่ายายมันรก แทนที่คุณยายจะสั่งให้คนนั้นคนนี้มาจัดการเสีย แต่คุณยายกลับลงไปเลยนะจ๊ะ ลงไปเลย ลงไปถอนหญ้าด้วยตัวเองเลย ไม่พูดพล้ำทำเพลง ไปก่อนใครเลย ใจของคุณยายนั้นไป แล้วก็สู้ลุยมาตลอด จนในที่สุดนี่คุณยายจึงได้รับฉายาว่ามีความสะอาด เพราะคุณยายท่านทำด้วยใจ ไม่ได้ทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ทำได้ทุกที่ ทุกเมื่อ ทุกขณะ ทุกเวลาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเราเกิดเหตุอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราสู้ด้วยใจ มันจะไม่ท้อ สู้ด้วยใจแล้วแปลก กำลังกายมันก็เกิด เกิดมาจากไหนก็ไม่รู้ สามารถทำได้เรื่อยไปเลยทีเดียว ทำได้เรื่อยไปจนถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ เหมือนกับที่พวกเรานั่งอยู่นี่แหละ สภาธรรมกายสากล สร้างจนมาถึงตั้งแต่ด้านหน้า ขยายมาด้านหลัง ก็น้อมไปถึงที่เจดีย์ มหาธรรมกายเจดีย์ของเราตอนนี้ก็ลุล่วงมาในระดับหนึ่ง ยังความสำเร็จให้เกิดขึ้นในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่พวกเรากำลังสานต่อก็คือลานธรรมมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นช่วงของลานธรรมที่เราจะต้องทำต่อให้สำเร็จ บางท่านก็มีความรู้สึกว่าโครงงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีเรื่อยๆ แบ่งสมบัติไว้เดี๋ยวค่อยทำงานต่อไปก็ได้ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ก็เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าความคิดที่ว่าค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปนั้น เวลาไม่เคยรอเรา เวลาจะไม่ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ไป อย่างที่เราคิด แต่เวลานั้นจะเดินไปเร็วยิ่งกว่าจรวด จรวดที่ว่าเร็วนั้นสู้เวลาไม่ได้ เวลาที่ผ่านไปนั้นรวดเร็วมาก ยิ่งเวลาในเมืองมนุษย์เรานั้นมีน้อย เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเร่งสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วท่านก็สู้ด้วยใจมาตลอด เจอวิกฤต ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขึ้น ยิ่งบางคราที่พวกเราได้มีโอกาสเห็นท่านไปที่กองปราบในสภาพที่ไม่งดงาม แต่ด้วยกำลังใจที่กล้าแกร่งของท่าน ที่จะสร้างวัดพระธรรมกาย สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จ และไม่เคยหยุดชะงักในการทำความดีเลย ถึงแม้นยามป่วยไข้ เมื่อยามที่เจอะเจอพวกเรา ก็น่าที่จะผู้เยี่ยมไข้มาให้กำลังใจกับผู้ป่วยไข้ แต่หลวงพ่อท่านกลับให้กำลังใจกับพวกเราแทน ถึงแม้จะต้องนั่งรถเข็น แล้วก็ปิดด้วย mask เพื่อป้องกันเชื้อโรค พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังอุตส่าห์เอากระดาษเขียนเป็นข้อความ ให้พวกเราได้บุญกันเยอะๆ ให้ใจอยู่ในบุญ นี่เพราะได้สู้อย่างนี้นี่แหละ จึงทำให้วัดพระธรรมกายอยู่ได้ และคำว่าสู้ด้วยใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นชัดเจน และหลวงพี่ก็มั่นใจพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่นี้ สู้กันด้วยใจที่เต็มเปี่ยม มหาธรรมกายเจดีย์ก็จะสำเร็จสมบูรณ์เลยทีเดียว โดยเฉพาะลานธรรม หลวงพี่ยังจำได้ ณ สถานที่แห่งนี้เคยในอบรมสัมมนานักรบ MPL ซึ่งในขณะที่อบรมนั้นทุกคนก็มีหัวใจที่เต็มเปี่ยม เกินร้อยเกินล้าน สำเร็จแน่นอน สำเร็จแน่นอน เสียงคำปฏิญาณที่พวกเราได้เปล่งออกมา ยังกึกก้องอยู่ในใจของหลวงพี่ตลอดเวลา ยังกึกก้องอยู่ในของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออยู่ตลอดเวลา และหลวงพี่ก็เชื่อมั่นว่าลานธรรมมหาธรรมกายเจดีย์ จะสำเร็จได้ด้วยมือพวกเราทุกๆ คน และถ้าเกิดพวกเราสู้ด้วยใจ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ เราก็จะทำต่อไป เราจะไม่ทำแค่ ๑ หรือ ๒ ๑ โป้ง ๒ โป้ง แต่เราจะทำไปจนกว่าลานธรรมหาธรรมกายเจดีย์นั้นจะเสร็จ ถ้าเรามีใจอย่างนี้ ขยายใจให้เต็มลาน บุญของเราก็จะเพิ่มพูนเต็มไปด้วย ผังแห่งความสำเร็จก็จะเพิ่มพูน ยกฐานะของเราให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากพวกเราว่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เราตอกย้ำมั่นคงไปที่ศูนย์กลางกาย ให้รักการปฏิบัติธรรม เหมือนกับที่คุณยายท่านรักการปฏิบัติธรรม เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อรักการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องราวที่พวกเราได้ฟังกันมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันที่ ๒๒ เมษา ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็อยากให้พวกเราเอาใจใสๆ เป็นใจแห่งความสำเร็จ เป็นใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญกุศล เป็นใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ น้อมไปปฏิบัติบูชากับคุณยาย กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะสิ่งนี้ถ้าเกิดพวกเราทำได้ ลานธรรมเป็นเรื่องเล็ก ใจใสเมื่อไหร่ บุญก่อเกิดเมื่อไหร่ สิ่งที่พวกเราจะทำทั้งหลายจะกลายเป็นเรื่องเล็กเลยทีเดียว อุปสรรคจะไม่มี มีแต่ความสุข สดใส สว่าง เพราะฉะนั้นให้พวกเราน้อมใจกัน ได้มาปฏิบัติบูชากับคุณยาย ในช่วงท้ายนี้ ให้พวกเราน้อมใจนึกถึงบุญกุศลทั้งหลายที่เราได้เคยสั่งสมมาแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนมาถึงปัจจุบันชาติ ที่เรานึกคราวใดก็ปลื้มปีติ ให้กระแสบุญในวาระที่ ๓ คือตามตรึกระลึกนึกถึงบุญนั้นมาหล่อเลี้ยงใจของเรา ให้เป็นใจที่สุกใส สว่าง หยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย ค่อยๆ นึกน้อมถึงบุญกุศล เมื่อเรานึกถึงบุญ ใจของเราก็เป็นบุญ ดวงบุญก็ขยาย นึกถึงบุญไปเรื่อยๆ นะ ให้ต่อเนื่อง ให้ใจของเรานั้นชุ่มในบุญ เป็นการปฏิบัติให้ตัวของเรานั้นเกิดความใส สะอาด บริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ จะได้น้อมเอาดวงบุญใสๆ เป็นปฏิบัติบูชากับคุณยาย ให้เราน้อมเอาสิ่งที่คุณยายรักที่สุดในชีวิต ก็คือธรรมปฏิบัติ ถวายกับคุณยาย คุณยายก็จะปีติยินดี รับรู้รับทราบในการกระทำของพวกเรา ให้ใจของพวกเราใส ก็น้อมคุณยาย น้อมคุณยายมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้มีความรู้สึกว่าคุณยายอยู่กับเราภายใน ให้ใจของเรากับใจของคุณยายซ้อนเป็นดวงเดียวกัน ให้เรานึกน้อมขอบารมีของคุณยาย กลั่นใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สัพเพ หน้า PAGE 11 440226FW-AAT