ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สงบนิ่งสง่างาม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระจรินทร์ : ยายทำให้เราได้สร้างบารมี ก็ขอย้อนสืบเนื่องไปเมื่อปี ๒๕๒๘ ได้เริ่มรู้จักวัดพระธรรมกายครั้งแรกด้วยการเชิญชวนให้ทำบุญทอดผ้าป่าซื้อที่ดิน แต่ยังไม่จิตศรัทธาที่จะมาร่วมสร้างบารมีที่วัดจากกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ก็ได้เพียงแต่อนุโมทนา แล้วก็ร่วมทำบุญมาไม่กี่สิบบาท แต่ด้วยที่ตัวเองนั้น เข้าสู่ภาวะของการติดเพื่อน อยู่ในวัยเรียนที่กรุงเทพมหานคร ก็เริ่มที่จะมีข้ออ้างเงื่อนไขกับกัลยาณมิตรที่ดีที่งาม ที่จะชวนมาสร้างบารมีที่นี่ ก็ไม่ยอมมา จนกระทั่งเขามีความเพียรพยายามตลอด ๑ ปีเต็ม จนกระทั่งเรียนจบในปี ๒๕๒๙ ขณะที่ก่อนเรียนจบนั้นได้ฟังเทปการบวชอุทิศชีวิตของธรรมทายาทที่ประกาศบวชตลอดชีวิตนั้น ๔ รูป ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือพระสมชาย ฐานวุฑโฒ แล้วก็หลวงพี่สัมมาปุญโญ เป็นต้น ฟังแล้วสะกิดใจข้อคิดบ้างเหมือนกันในเริ่มต้นตอนนั้นว่า ทำไมบุคคลที่การศึกษาสูงแล้ว จบขนาดนี้แล้ว จึงคิดที่จะสละการทำงานทางโลก เข้าบวชในพระศาสนา แต่ก็ยังไม่ตระหนัก ยังไม่หักใจห้ามที่จะเที่ยวเตร่ สุดท้าย ชีวิตไม่ทราบว่ามันไปลงเอยตรงไหน ตรงที่ว่าด้วยความนึกสนุก ก็ไปผันตัวเองเข้ากับศาสนาที่นับถือพระเจ้า ช่วงนั้น ๓-๔ เดือน ก็เป็นเรื่องที่วัยรุ่นต้องการนะฮะ มันเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ เป็นเรื่องที่อยากรู้เห็น เขามีระบบที่ดูแล เป็นระบบที่ชักชวน ติดตาม ตามติดถึงบ้าน เอาใจใส่การดูแลอย่างดีเยี่ยม เรารู้สึกอบอุ่น ถึงได้รับตรงนั้น แต่วันหนึ่งเมื่อได้จบการศึกษาเรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของกัลยาณมิตรซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ มันก็เกิดขึ้นกับบุคคลที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับหลวงพี่เหมือนกันว่า ถ้าปล่อยเขาไปอย่างนี้ ชีวิตคงไม่ได้สร้างบารมี คงจะไปตามกระแสโลกแน่นอน ได้คิดวางแผนในระยะที่เรียนจบปีสุดท้าย ปลายการศึกษา ก็คงจับจุดได้ว่าความกตัญญูในตัวมันยังมีอยู่ ก็เลยถามว่าวันนี้เสร็จสิ้นการศึกษาใช่หรือไม่ ก็ตอบว่าใช่ครับ โดยคำว่าใช่ครับตรงนี้เอง เขาได้บอกว่าวันนี้ขอเป็นเจ้าภาพให้ชวนเพื่อนมาเลี้ยงอาหารที่บ้านด้วย ก็รู้สึกแปลกใจว่าวันดีคืนดีไม่เคยเลี้ยงอาหาร แต่วันนี้เกิดปีติ จะเลี้ยงในวันจบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ก็ตกปากรับคำว่าจะพยายามชวนเพื่อนมา พอชวนเพื่อนมา ผลปรากฏเพื่อนบอกว่าไปแล้ว มีเพลงไหม มีน้ำเมาไหม บอกไม่มี ไม่มีเพื่อนก็สลาย ไม่มา เหลือแต่เราคนเดียว ก็ไม่เป็นไร ก็กลับมาทำหน้าที่ที่รับปากเอาไว้เรียบร้อย ทานข้าวเสร็จ เขาได้ขอ ขอร้องฮะ ข้อเดียวว่าไปวัดธรรมกายหน่อยได้ไหม ก็ถามกลับว่าวัดพระธรรมกายนี่ไปแล้วยากไหม เขาบอกไม่ยากหรอก แล้วไปทำอะไรบ้าง ไปอยู่ธุดงค์กัน ธุดงค์เขาอยู่ยังไง ธุดงค์ ภาพมันเกิดขึ้น เห็นพระธุดงค์เดินธุดงค์ในป่า คงจะอยู่ป่าลึกๆ คงอยู่ทรมานๆ หน่อย เดินในที่สงบๆ มีต้นไม้รกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เขาบอกไม่ใช่หรอก มีคนเยอะแยะเลย แต่งตัวสะอาดสะอ้าน ยิ้มแย้มแจ่มใส ปักกลดอยู่ในที่ที่เป็นหมู่เป็นคณะ แล้วเขารักษาศีลอะไร รักษาศีล ๘ ศีล ๘ ศีล ๘ นี่ มันต้องอดข้าวเย็นนี่ ความคิดตรงนั้นก็เกิดขึ้น อดข้าวเย็น บอกแล้วให้อยู่กี่วัน เขาบอกอยู่ ๗ วัน ธุดงค์เขาอยู่ ๗ วัน จึงจะได้บุญเยอะ จะได้บุญให้กับพ่อแม่ด้วย ก็ต่อรองฮะ ไม่ไหวหรอก ๗ วัน เกิดมาไม่เคยอดข้าวเย็น งั้นเอากี่วัน เอา ๓ วัน ๓ วันก็ยอม จัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างให้ด้วยความเอาอกเอาใจ ตรงนี้มานั่งนึกย้อนหลังว่านี่ ถ้ากัลยาณมิตรมีหัวใจแล้วไม่ชวนเรามา คนอื่นก็ชวนเราไป ชีวิตในวันนี้ไม่รู้อยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบ ทุกวันนี้ก็ระลึกถึงตลอดเวลา ตรงนี้ให้ข้อคิดโยมว่าใครที่เป็นผู้จุดประกายแห่งความรู้สึกที่ดีงาม ชวนมาในถิ่นที่เป็นบุญสถานแห่งนี้แล้วนี่ บุคคลคนนั้นจะไม่มีวันที่ถูกบุคคลที่ได้เชิญชวนเข้ามาในวัดพระธรรมกายนี้ลืมเลย แม้กระทั่งอนุวินาทีนี้ก็ตาม ได้บุญอะไรก็นึกถึงเขาตลอด มีโอกาสก็ไปเยี่ยมให้กำลังใจ มีธรรมะอะไรก็ฝากไปให้ เพราะนึกถึงคุณค่าของชีวิตที่ได้เกิดมารู้หนทางในการสร้างบารมีที่นี่ พอมาอยู่แล้ว ครั้งแรกที่ลงวัดพระธรรมกาย เห็นความสะอาดสะอ้าน เห็นความเป็นระเบียบ เจ้าหน้าที่ยิ้มแจ่มใส ก็ตั้งใจอยู่ ๓ วัน แต่โอกาสที่วัดพระธรรมกายตอนนนั้นเป็นกิจกรรมที่หล่อหลอมสร้างเจ้าหน้าที่อาสาสมัครพอดี กิจกรรมระหว่างวันที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็จะชวนไปเตรียมงาน เช่นไปช่วยกันทำความสะอาดในโรงครัวบ้าง ไปช่วยกันแกะข้าวสาร แกะน้ำตาลทรายบ้าง เตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรบ้าง ก็ได้เริ่มเห็นสถานที่ แต่ก็ไม่กล้าคุยกับใคร บุคคลเหล่านั้นคุยกัน คุยกันอยู่เรื่องเดียว คุยกันแต่เรื่องบุญๆๆ แล้วก็คุยกันถึงเรื่องว่าบารมีของหลวงพ่อ บารมีของยายนี่เยอะนะ เสร็จแล้วก็อยู่ๆ ก็ได้ยินแต่เสียงสาธุ สาธุ อนุโมทนาบุญซึ่งกันและกันตลอด ก็ยังไม่เข้าใจตรงนั้น แต่ก็เริ่มเก็บเอาความรู้สึกตรงนี้ว่าวันหนึ่งคงจะได้มาเก็บเกี่ยวเอาสิ่งที่ดีงามที่นี่กลับไปใช้ให้กับตัวเองได้บ้าง เมื่อครบ ๓ วัน กัลยาณมิตรท่านนี้ก็ถามว่าจะกลับไหม คำตอบก็คือไม่กลับ อยากจะอยู่ต่อ เหตุที่อยู่ต่อก็เพราะว่าอยากจะได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ้นอีกมากมายในกิจกรรมระหว่างที่จะต้องอยู่ให้ครบธุดงค์ ๗ วันนั้น วันสุดท้ายได้ทำหน้าที่รับบุญ ซึ่งยังระลึกถึงอยู่ก็คือการแจกหนังสือสวดมนต์และอนุโมทนาบุญที่สะพานคลองแอน แล้วตรงนั้นเมื่อแจกหนังสือสวดมนต์เสร็จเรียบร้อย ก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งเอาใบสมัครอบรมมาให้ ก็ตอบรับว่าจะมาอบรมบวชที่นี่ คำว่าบวชที่นี่นี่ยังไม่ทราบเลยว่าบวชแบบไหน เราคงทราบว่าต่างจังหวัดบวชยังไงใช่ไหม ถือดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปกราบอุปัชฌาย์ก็คงได้บวช แล้วเราบวชแถวบ้านก็คงจะบวชง่ายๆ มีกิจกรรมไม่มากอะไรเท่าไหร่ ก็คิดอย่างนั้น ก็ตอบตกลง พอเริ่มเข้ามาอบรมแล้ว สิ่งที่เริ่มท้อแท้ตั้งแต่ก็คือว่าคำถามว่าทำไมต้องฝึกภาคสนามด้วย ส่งไปฝึกที่ค่ายแก่งกระจาน ๓ วัน ๒ คืน การฝึกที่นั่นไม่เน้นเฉพาะระเบียบวินัยอย่างเดียวเท่านั้น นอนก็ไม่ได้กางมุ้ง เวลาจะทานข้าวก็ฉากแล้วฉากอีก ฉากจนกระทั่งหิวจนตาลาย ก็รู้สึกเอ๊ะ จะกลับไปถึงวัด แล้วเราจะลงข้างทางดีไหม จะได้บวชไหม ชีวิตธรรมทายาทนี่นะ ตั้งช้อนฉาก เดี๋ยวฉากแล้วฉากอีก เมื่อผ่านธรรมทายาทมาเรียบร้อยแล้ว ผลปรากฏเป็นดังนึกจริงๆ นะฮะ ระหว่างทางนี่ตอนดอนเมืองนี่ มีสมาชิกโดดรถลงติดไฟแดงหลายสถานีทีเดียว มีทั้งผู้ที่เคยมาแล้วรุ่นก่อนหน้าเราก็มี เราก็บอกว่าเพื่อนไปไหน บอกติดธุระกลับบ้านก่อน เขาโบกมือกันตรงนั้น เราก็งงๆ เอ๊ะ พอตอนฝึกเขาก็เข้มงวดดีนะ สวดมนต์ทำวัตร เขาบอกว่าเขาเคยมาแล้วปีที่แล้ว แต่ว่าไม่ผ่าน ปีนี้จะไปอีก พอผ่านภาคสนามมา พอถึงระหว่างตรงสี่แยกหลักสี่บ้าง ดอนเมืองบ้าง โดดลงทีละคน ๒ คน ตรงนี้ก็รู้สึก อึม ไม่เป็นไร ไปให้ถึงวัดก่อนแล้วกัน พอไปถึงวัดเรียบร้อย ลงกลุ่มเรียบร้อยปั๊บ สิ่งที่เป็นคำถามต่อไปอีก แต่ก็ยังอดทนอยู่นะฮะ เอากระเป๋าวางแล้วเป็นแถวๆ โยมนึกออกไหมฮะ กระเป๋าวาง วางให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเลย แล้วก็ยกตัวเองออกไปนอกกลุ่ม ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ตรวจค้นอะไร ตรวจค้นอุปกรณ์ข้าวของข้าศึกที่จะเป็นอุปสรรคในการสร้างบารมีก็คือการอบรมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูนอ่านเล่น แป้ง หวี บุหรี่ ยาเสพติดทั้งหลายเอาออกหมดเลย เอากระป๋องมาใส่ๆๆๆ รอบแรกเจอไปอย่างนี้ก็งงเหมือนกัน เอ๊ะ สิทธิมนุษยชนมันหายไปไหนหมดตรงนี้ แต่ก็อดทนอยู่ต่อ แบ่งกลุ่มเรียบร้อย ลงปักกลดเรียบร้อย สมัยนั้นพื้นที่ต้องหลับตานึกนิดหนึ่งว่า ๒,๐๐๐ ไร่ยังไม่เสร็จ สถานที่บ้านอุบาสิกานี่แหละ เป็นสนามฝึกที่ดีเลย ชายทุ่ง อบรมอยู่ชายทุ่ง ลมพายุก็เริ่มมา แขวนกลดเสร็จแล้ว ลมพายุเริ่มมา มาด้วยความที่กังวล ไม่เคยนะฮะ ก็กลัวว่าจะไม่ทันเพื่อน ก็รีบคว้าขันน้ำ ผ้าขาวม้า รีบจะไปปลงผมให้เสร็จ เดี๋ยวจะได้เรียกเข้ากลุ่ม ตรงนี้ด้วยความรีบร้อนฮะ ตรงนี้ยังเป็น เป็นสิ่งที่ยังจารึกอยู่กับตัวเองตลอดเวลา ด้วยความรีบ เห็นองค์ไหนที่ว่าง พระอาจารย์ตะโกนบอก พระอาจารย์ตะโกนบอก เห็นองค์ไหนที่ว่างให้รีบเข้าแถวเพื่อปลงผมให้เร็วที่สุด เดี๋ยวจะไม่ทันระฆัง ก็เห็นว่ามีพระอาจารย์รูปหนึ่งใส่แว่น โหงวเฮ้งดี๊ดี ก็องค์นี้แหละ หน้าตาท่าทางจะใช่แน่เลย ก็เข้าไปกราบ ๓ ครั้ง แล้วก็ให้ปลงผม สระสบู่ ยาสระผมเรียบร้อย หลวงพี่ไม่เคยมีบาดแผลที่ศีรษะ ณ วันนี้มีทั้งหมดด้วยกัน ๘ บาด ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นผลของในอดีตหรือเปล่า เราก็นึกไม่ออกเหมือนกัน มาทราบต่อเมื่อได้บวชแล้วว่า วันนั้นเป็นหัวแรกของท่าน ก็ได้ทำกันขออโหสิกรรมซึ่งกันและกันเรียบร้อยไปแล้วนะฮะ นี่ด้วยความที่เรามือใหม่ เราไม่ทราบ ทีนี้พออบรมต่อไปๆ ตอนนั้นในช่วงนั้นที่หลวงพี่ได้อบรมนี่ เวลาเกือบ ๑ เดือน ประมาณ ๒๘ ๒๙ วัน ๒๘ ๒๙ วัน สิ่งที่เป็นหลักฐานในสมัยนั้นมาทราบภายหลังว่าเป็นนโยบายของคำสอนยายเหมือนกัน พระพี่เลี้ยงครูบาอาจารย์ก็เอามาใช้กัน ก็คือ ๓ น้อย ๑ มาก ไอ้ ๓ น้อย ๑ มากคืออะไร กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย นั่งมากๆ เขาจับนั่งอย่างเดียว ไม่มีการพูด ไม่มีอะไรเลย นั่งวันละ ๘ ชั่วโมง เมื่อกี้บอกโยมไปแล้วว่าออกภาคสนามแล้วนี่ กลับไปคนหนึ่งใช่ไหม อ้อ กลับไปบ้างบางส่วน ตอนนี้เริ่มลากลับบ้านหลายคนแล้ว เพราะว่ามันนั่งไปแล้วมันปวดเข่า นั่งไปก็น้ำตาไหลไป ไม่ใช่ปีติหรอกฮะ มันทรมาน มันนั่งแล้วพลิกซ้ายพลิกขวา พลิกซ้ายพลิกขวา ก็เลยคิดว่า จะคิดกลับบ้านเหมือนกัน พอคิดจะกลับตรงนี้ ก็ได้กัลยาณมิตรอีกนั่นแหละ มาบอกว่าจะกลับก็ไม่เป็นไร แต่เรามาแล้ว ลองหวนหลังกลับไปดูอีกทีซิ คนลูกผู้ชายอีกเป็นร้อยๆ ยังอยู่ได้ เราลูกผู้ชาย ทำไมอยู่ไม่ได้ ตรงนี้ไอ้คำว่าศักดิ์ศรีมันเกิดขึ้นทันทีเลย ก็เลยเอ้า อยู่ก็อยู่ อยู่รู้เรื่องไปเลย ฝึกไปฝึกมา ฝึกไปฝึกมา ฝึกจนกระทั่งเข้าที่ วันหนึ่งเพื่อนสะกิดข้าง ข้างๆ บอกว่าวันนี้ดีใจมาก ก็ปีติใจว่าใกล้บวชแล้ว นึกว่าเพื่อนเข้าถึงธรรม อนุโมทนาก่อนเลยนะ อนุโมทนาด้วยนะ เพื่อนบอกเปล่าหรอก วันนี้รู้วิธีหลับแล้ว แล้วนิ่งมากเลยนะฮะ ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่านะฮะ ระหว่างที่อบรมตรงนั้น พอถึงตรงนี้แน่ใจแล้วว่าเราได้คัดเลือก ได้ถูกผ่านขั้นตอนในการได้บวชแน่นอน ในระบบศีล ๘ เรียบร้อยนี่ พอบวชอยู่ไปอยู่ไป ฝึกอบรมครั้งแรก ๗ วันยังไม่ให้บิณฑบาต หลังจากนั้นค่อยบิณฑบาต บิณฑบาตนี่เนื่องจากว่าเป็นคนที่ไม่เคยฝึกถอดรองเท้ามาก่อน ก็เดินเหมือนกุ้งเต้น เวลาเดินบิณฑบาต เดินกระโหยงกระเหยงๆ ไป บิณฑบาตเขาจริงๆ เขาใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งกลับแล้ว ของเรานี่ชั่วโมงครึ่งก็ยังไม่ได้กลับนะฮะ ก็ยังเป็นภาพที่รู้สึกว่านึกแล้วยังมีข้อข้องใจว่าเราผ่านมาได้ด้วยความอดทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมาหล่อหลอมต่อเมื่อเราได้บวชเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฉัน การยืน การเดิน การนั่ง การห่มต่างๆ พระพี่เลี้ยงประกบแล้วประกบอีก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการอบรมธรรมทายาทตรงนี้ ก็คือพระอาจารย์พี่เลี้ยงนี่แหละเป็นคนพาเราไปลุยล้างห้องน้ำอันดับแรก สูตรนี้เป็นสูตรสำเร็จเลย ล้างห้องน้ำนี่ แล้วสมัยนั้นบอกว่ามือเปล่านี่หรือ เรายกมือบอกมือเปล่า มือเปล่านี่แหละ ก็ให้ล้างมือเปล่านี้แหละ ล้างกันให้ครบทุกห้องเลย หมุนเวียนกันไป ก็เพิ่งรู้ว่าถ้าเราไม่ถูกบทฝึกอันนี้ เราบวชอยู่นานๆ ทิฏฐิเราก็คงจะรองรับสิ่งที่เป็นคุณธรรมดีงามของหมู่คณะไม่ได้ แต่ได้ผ่านมาแล้วก็ถือว่าเราได้ถูกครูบาอาจารย์ ได้วางหลักเกณฑ์หล่อหลอมให้เรานั้นเป็นผู้ที่หมดทิฏฐิ รู้สึกมันจะเกิดขึ้น รู้สึกว่าเออ สิ่งที่มันเป็นปฏิกูลนี่เรายังผ่านมาแล้วเลย แล้วเรื่องที่มันเป็นของที่ยิ่งกว่านั้น เราก็ไม่ควรใส่ใจกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสมบัติพระศาสนาก็ตามนะ พระอาจารย์ต้องเคี่ยวเข็ญดูแลทั้งหมดเลย ทีนี้ พอครบการอบรมโดยย่อนะ ครบการอบรมเรียบร้อยแล้ว ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่เราได้อบรมครบหลักสูตรแล้ว น่าจะกลับไปใช้ชีวิตของการศึกษาต่อ แล้วก็ทำงานทางโลก ทำให้เราเข้าใจ แต่ก่อน ๗ วันที่จะครบหลักสูตรจะได้ลาสิกขานั้นน่ะ พระพี่เลี้ยงนี่ได้น้อมนำโอวาทคำสอนของยาย ซึ่งถ่ายทอดโดยหลวงพ่อทัตตะนี่เอามาเทียวไล้เที่ยวขื่ออยู่ตลอดเวลา พูดบอกว่าการประพฤติพรหมจรรย์นี่ดีนะ จะทำให้เราได้สร้างบารมีเต็มที่ ไม่มีห่วงมีกังวล ท่านก็ไม่รู้ท่านพูดกับใคร ท่านก็เดินมา ท่านก็พูดลอยๆ อยู่ตัวคนเดียว ถ้ามีเงินร้อยบาท ทำบุญได้ทั้งร้อย ถ้าออกไปมีครอบครัวมีเงินร้อย ทำบุญได้ไม่เต็มที่หรอก พูดอย่างนี้วนๆ เรื่อยๆ เลย วนอยู่เรื่อยๆ ทุกวันๆ ประโยคสุดท้ายนี่ก็คือว่าได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้สึก อึม น่าคิดหนักหน่อย สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย สู้ดีกว่า สู้ให้ถึงที่สุดจนหมดอายุขัย จะได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ตรงนี้เองทำให้ต้องคิดต่อว่าออกไปข้างนอกก็ต้องสู้ ต้องอดทน อยู่ข้างในก็ต้องสู้ต้องอดทน แต่ผลในบั้นปลายไม่เท่ากัน ได้เริ่มปรึกษาหารือคุยในสหธรรมิกด้วยกันว่าข้างนอกนี่มันต้องทนเหมือนกัน ทำงาน อาจจะไปเลี้ยงพ่อแม่ก็ตาม เลี้ยงครอบครัวก็ตาม เลี้ยงบริวารก็ตาม ก็ต้องทนเหมือนกัน แต่เวลาที่จะทำให้เต็มที่นั้นมีหรือเปล่า เราไม่ทราบ แต่ข้างในนี่ถ้าเกิดเราสู้อดทนนี่ กัดฟันทนไปเรื่อยๆ อยู่ไปเรื่อยๆ แต่ผลในบั้นปลายมันต่างกัน ทางโลกไม่มีหลักประกันว่าตายแล้วบุญจะได้เต็มที่ แล้วไปสวรรค์จริงหรือเปล่า แต่ในทางธรรมเมื่อมาคิดแล้ว มันน่าจะคุ้มกว่า ถ้าเกิดว่าถ้าหล่อหลอมแล้วความเชื่อจริงๆ มันไม่มีนรกสวรรค์ ก็น่าว่าจะเสมอตัว แต่ถ้าเกิดมันมีนี่ เราจะได้ไม่ขาดทุน แล้วอย่างน้อยถ้าเกิดวิชชาธรรมกายดีจริง ตอนนั้นคิดอย่างนี้ว่าถ้าเกิดวิชชาธรรมกายดีจริงน่ะ น่าจะมีบุคคลที่ในหมู่คณะนี่พาเราไปส่งได้บ้างนะ พาเราไปส่งได้บ้าง นี้คือหลักประกันที่มันมีเกิดขึ้นในความคิดของพระใหม่ตรงนั้นนะ ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อ อยู่ต่อมาๆ นี่ ถามว่าเอาอะไรเป็นกฎเป็นเกณฑ์ ในขณะที่วันสุดท้ายพระอาจารย์ตัดสินใจถามว่าใครอยู่ต่อบ้างให้ยกมือ พวกที่ยกมือให้ยก ย้ายไปอยู่ท้ายพื้นที่ จะได้รู้ว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ต่อ ก็ลังเล หันซ้ายหันขวาเหมือนกัน มีสิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจว่าบวชตลอดชีวิตศีล ๒๒๗ ข้อนี่มันจะทำอยู่ได้ยังไง ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เพราะว่าศีล ๘ เราก็ต่อแล้วต่ออีก บวชใหม่ก็ยังต้องปลงอาบัติทุกวัน บังเอิญมีอยู่กลุ่มหนึ่งยกมือถามพระอาจารย์ขึ้นมาทันทีว่า พระอาจารย์ครับ ถ้าคิดจะต่อนี่ วิธีการที่จะรักษาศีลให้มันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ทำอย่างไร ท่านก็เลยบอกว่าไม่ยากหรอก รักษาวันต่อวันก็พอ ตื่นขึ้นมาก็อาราธนาให้มันอยู่กับตัว สติอยู่กับตัว นั่งสมาธิเยอะๆ วันพรุ่งนี้มะรืนนี้ก็ไม่เป็นไร อย่าไปนึกถึงมัน วันต่อวัน ก็เรื่องที่ง่าย คำตอบนี้ตรงใจ ก็เลยตัดสินใจว่าอึม ไม่ลุกไปแล้วกัน อยู่ตรงนี้แล้วกันต่อไป สร้างบารมีอย่างเรื่อยมานะฮะ จนกระทั่งได้มาเป็นพระพี่เลี้ยงมาอบรมธรรมทายาทรุ่นต่อๆ ไปในปี ๒๕๓๐ ช่วยงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่ว่าจะเป็นงานรับพระอาคันตุกะ งานบุญทุกๆ บุญเลย ทำทุกอย่าง หวังว่าความฟุ้ง ความคิดทั้งหลายมันจะลดน้อยลง ใจอยู่กับงาน อยู่กับสมาธิมากๆ ให้นั่งก็คือนั่งนะฮะ ทำงานก็คือทำงาน ๒ อย่างนี้คู่กันไปเรื่อยๆ อุปสรรคมันก็มี อันนี้เป็นประเพณีของวัดพระธรรมกาย ส่วนใหญ่จะเจออุปสรรคทางบ้านมาถามว่าเมื่อไหร่จะออก เมื่อไหร่จะออก เมื่อไหร่จะกลับบ้าน ถ้าอยู่ต่อ จะอยู่ได้ยังไง ถ้าอยู่ๆ ไปนานๆ แล้วแก่ตัวออกไปใครจะเลี้ยง อะไรอย่างนี้ จะถามอย่างนี้ ร้อยละ ๘๐ ๙๐ % จะเป็นอย่างนี้หมด ก็เลยไปแอบถามพระพี่เลี้ยงว่าวิธีการที่จะ ใช้วิธีการอย่างไรให้มันอยู่รอดได้ ก็ใช้วิธีการอยู่รอดได้ก็ด้วยการที่เรานั่นเอง จะต้องหากุศโลบายาต่อไปว่า ออกน่ะออกแน่ แต่ตอนนี้ขอช่วยหลวงพ่อก่อน หลวงพ่อให้โอกาสสร้างบุญสร้างบารมี มีงานบุญข้างหน้า กฐินมาแล้ว มาถาม บอกกฐินนี่ยังไม่ต้องถามไม่ต้องคุย ขออยู่ถึงมาฆะ พอมาฆะมาแล้ว ถามบอกมาฆะยังไม่สบายใจ ขออยู่ถึงวิสาขะ แล้วค่อยมาคุยกัน ทำอย่างนี้อยู่ ๔ ปีเต็มจนเลิกถาม อันนี้ได้ผลนะฮะ ได้ผล เพราะว่าโยมส่วนใหญ่นี่มาวัดพระธรรมกาย ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่คนเก่า หรือว่าคนที่เก่าไปชวนคนใหม่มาก็ตาม ชวนแล้วนี่ชอบ บอกทุกคนเลย วันนี้ไปเจอก็บอกชอบ วัดพระธรรมกายชอบมาก ดีทุกอย่าง มีลูกชายให้บวชไหม ไม่ให้บวช ก็ไม่รู้เพราะอะไร บวชนี่ดีที่สุดแล้วโยม แล้วเทศกาลตอนนี้เป็นเทศกาลที่กำลังจะต้องการธรรมทายาททั้งชายและหญิงทุกรุ่นทุกระดับ ซึ่งเมื่อเช้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านก็ได้ฝากให้ลูกพระลูกเณรช่วยกันระดมกำลังไปชวนหมู่ญาติ เพื่อนสนิทมิตรสหายทั้งหลายให้มาร่วมกันเป็นธรรมทายาททั้งหญิงและชายมากๆ อันนี้ก็เป็นบุญอีกบุญหนึ่งที่อยากจะน้อมมา แล้วฝากให้ญาติโยมทุกคนที่ได้มาร่วมบุญในวันนี้ ได้ไปทำหน้าที่ เพิ่มศักยภาพเถอะ เราจะได้ขยายวิชชาธรรมกายไปอีกเยอะๆ จะได้รวดเร็ว ช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้อีกทางหนึ่งด้วยนะ สำหรับการเชิญชวนธรรมทายาท เรื่องที่ ๒ ปูชนียาจารย์ไม่หวั่นไหวนี่ หลังจากที่ ๓๐ อยู่กับวัดพระธรรมกาย ๒ ปี พรรษา ๒ โอวาทพระอาจารย์บอกว่าบวชใหม่ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ ๕ ปี แต่เราพิเศษกว่าเพื่อน อยู่ ๒ ปี ถูกส่งไปอยู่เชียงใหม่ ไปกันเพียง ๒ รูป พอไปอยู่แล้วก็ถามว่านานไหมจะได้กลับ ท่านก็บอกว่าไม่นานหรอก ขอแค่ไปอยู่รักษาพื้นที่ ๖ เดือน แล้วจะให้หมุนเวียนกลับ แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมาถูกอยู่ตรงนั้นทั้งหมด ๘ ปีนะฮะ เนื่องจากว่าสาขาอื่นยังไม่มีระบบที่เกิดขึ้น ก็เลยอยู่รับบุญนานกว่าเพื่อน ตรงที่บอกว่าปูชนียาจารย์ผู้ไม่หวั่นไหวนี่ก็เพราะว่าในปี ๒๕๓๑ คุณยายได้เมตตาไปเยี่ยมธุดงคสถานล้านนา เพื่อไปทำหน้าที่ของกัลยาณมิตร บอกบุญกฐินของยาย ทราบเป็นครั้งแรก และอยู่วัดพระธรรมกายนี่ไม่เคยเจอคุณยายมาก่อน ไม่เคยใกล้ชิด หลวงพ่อธัมมะก็ไม่เคยใกล้ชิด รู้แต่ว่าคุณยายจะมาก็ดีใจ ทำสถานที่ เราก็รักว่าคุณยายรักความสะอาด ก็เตรียมให้เต็มที่ ทั้งในครัว ทั้งห้องน้ำ ทั้งศาลาทุกอย่างทำเต็มหมดเลย สิ่งที่ตรงกันที่เราได้ฟังจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มาพูดเหมือนกันหมดเลย ยายอยู่ในวัด หรือยายไปข้างนอกเหมือนกัน อาการหนึ่งที่คุณยายมีอยู่ก็คือความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน เราก็รู้ว่าคุณยายนี่เป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง เราอยากจะยกมือไหว้ อยากจะก้มกราบ แต่เราทำไม่ได้ พอลงรถนี่ คุณยายยกมือไหว้แล้ว ทุกคน ทุกคน เรื่องความสะอาดก็เหมือนกัน เมื่อยายได้นั่งพักเรียบร้อยแล้ว ยายก็เดินตรวจพื้นที่ ยายก็ต้องอดไว้ไม่ได้ว่าครัวอยู่ไหน ก็แวะไปดูที่ครัว ยายเห็นว่าเออ ครัวนี้มันสะอาดดี ก็ถามแล้วก็ชมว่าใครเป็นคนดูแล ใครเป็นคนดูแล ก็มีโยมท่านหนึ่งก็ตอบว่าเป็นโยมที่มาช่วยอยู่ทุกคน ไปเช้าเย็นกลับ ยายก็อนุโมทนาว่าดีแล้ว เราเป็นผู้หญิง เป็นแม่บ้านแม่เรือน เราต้องทำให้สะอาด จะได้เป็นตัวอย่างของความสะอาด ยายก็โมทนาด้วย แล้วก่อนกลับได้ถ่ายรูปกับคุณยาย คุณยายก็อนุโมทนาเหมือนกัน แล้วก็บอกว่าให้อยู่นานๆ อย่าสึก หนียายไปไหนนะ นี่เป็นคำที่ยายจะพูดกับพระเณรตลอดบ่อยๆ หลังจากที่ยายออกจากธุดงค์ไปแล้วนี่ ยายต้องไปทำหน้าที่ที่จะต้องแจกกองกฐินที่บ้านโยมท่านหนึ่ง คณะญาติโยมทั้งหลายที่อยู่ในเขตภาคเหนือก็ตามไป ตามไปเพื่อจะไปปฏิบัติธรรมแล้วก็ไปรับกองกฐินจากมือของยาย ด้วยความเคารพด้วยความศรัทธา ขณะที่ปฏิบัติธรรมจะเริ่มต้น ประธานศูนย์ก็บอกว่ายายก่อนจะรับกองของยายนี่ ให้ยายกลั่นให้ใสก่อน แล้วจะได้บุญเต็มที่ ยายก็บอก เอ้า เดี๋ยวทุกคนนั่งหลับตานะ ยายก็นำสั้นๆ หลับตา ขัดสมาธิ ทำใจใสๆ นึกถึงองค์พระ ยายพูดยังไม่ถึงจบประโยคดีน่ะ ความเงียบมันเกิดขึ้นในบรรยากาศนี่ มันก็มีคนท้ายห้อง ซึ่งเป็นพวกที่เล่นมันทุกวิชา หมายถึงว่าร้อนวิชานะ เอาหมด คาถาน้ำมนต์อะไร เอาหมดเลย ตะโกนดังๆ บอกว่าเดี๋ยวก่อน ยังนั่งไม่ได้ ยังรออีกคนหนึ่ง ไอ้เด็กท้ายๆ มันเป็นพวกวัยรุ่น มันก็ถอยกรูดไปรวมกันอยู่ข้างหน้าหมดเลยด้วยความกลัว แต่ยายก็ไม่มีอาการอะไรเกิดขึ้น ยายก็นำนิ่งๆ ยายก็คุมธรรมะ คุมสมาธิของยายไปเรื่อยๆ สักครู่ใหญ่ๆ ยายก็เริ่มเชิญชวนให้ทุกคนนั้นมาเอาบุญกับยายด้วยการแจกกองกฐิน ทุกคนก็รับไปมากบ้างน้อยบ้างตามส่วน คนๆ นี้ก็ได้คลานเข้าไปหายายเหมือนกัน ถามยายว่ายายครับ ผมเป็นอะไร ยายบอกว่ามันเป็นเศษกรรมของคุณ คุณต้องแก้ไขไป แล้วคุณต้องเติมบุญมากๆ แล้วคุณจะได้หาย เป็นเศษกรรมเก่าที่คุณเคยทำไว้ คุณก็ทนไปก่อน แล้วคุณก็เอาบุญมากๆ เติมเข้าไปแล้วมันจะได้แก้กันได้ จะเห็นว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นปูชนียาจารย์นี่ อะไรจะบังเกิดขึ้นก็ไม่เคยหวั่นไหว ท่านยังสงบนิ่งด้วยความสุขที่เกิดขึ้นภายในด้วยองค์พระธรรมกายของท่าน ด้วยความเชื่อมั่นในดวงบุญ พลังธรรมที่เกิดขึ้นจากองค์พระธรรมกายที่นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนในกายของท่านตลอดเวลา ก็สมดังที่ว่า บุคลิกสงบนิ่ง น่าเกรงขาม สง่างาม สมยอด ขุนพลหญิง รักสร้างบารมี ไม่ประวิง รักธรรมะ เหนือทุกสิ่งในชีวิน รักสะอาด รักระเบียบวินัยพร้อม ท่านอ่อนน้อม ซื่อตรงมั่นในศีล ทั้งสันโดษ มักน้อยเป็นอาจิณ จิตสะอาด ปราบมลทิน ปิ่นสุชน ท่านสร้างพระสอนคน เพื่อสืบสาน ปณิธาน งามพุทธศาสน์ น้อมนำผล เป็นที่พึ่งแก่ลูกหลาน ทั่วสากล อยู่เบื้องหลัง การถกล วัดพระธรรมกาย อันนี้ก็เป็นหัวข้อที่ ๒ ที่ได้นำมาร่วมสร้างบารมีกับพวกเราในวันนี้ เรื่องที่ ๓ อานุภาพ สัมมาอะระหัง นี้เป็นประสบการณ์ที่อยู่ตรงนั้นยาวนาน เนื่องจากว่าตรงนั้นต้องบิณฑบาตทุกวัน ทุกรูปต้องออกบิณฑบาตด้วยกัน มีสายยาวและสายสั้น คำว่าสายยาวนี่คือเดินไกลหน่อย ไปกลับประมาณเกือบ ๔ กิโลเมตร สายสั้นก็เดินไปกลับประมาณกิโลเศษๆ เดินสายสั้นไม่เป็นไรปลอดภัย ใจสบาย เพราะไปใกล้แล้วกลับ ใกล้กลับไว ไปสายไกลต้องระมัดระวังทุกวัน เพราะว่าเส้นทางยาว อาหารเยอะ เยอะไม่เยอะเปล่า ก็ต้องผ่านหลายๆ ซอย มีเหตุการณ์เกิดขึ้นวันหนึ่ง เดินบิณฑบาตขากลับอีก ๓ บ้านสุดท้าย ต้องรับบาตรแล้วให้พรแล้วก็จะกลับสู่ธุดงค์ เพื่อไปฉันภัตตาหารเช้า บ้านนี้ไม่เคยเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเปิด แต่บาตรก็ไม่เคยใส่นะ รั้วยังแข็งแรง วันนั้นแอบเปิดประตูบ้านยังไงก็ไม่ทราบ สุนัขตัวใหญ่มันไม่ได้ผูกโซ่ไว้ มันหลุดออกมา ขณะที่เราเดินผ่านเรียบร้อยแล้ว เดินไปได้ ๓ ก้าว มันหลุดออกมาแล้วมันก็วิ่งขึ้นมาทันที โยมคงคิดว่าหลวงพี่จะกลัวไหม กลัวเหมือนกันนะฮะ ก็ค่อยๆ เอาเท้าหยุดช้า หยุดช้าๆ หยุดแล้วก็หยุดอยู่กับที่ ตั้งสติให้ดี แล้วก็บริกรรม สัมมาอะระหัง ไว้ในใจ จากที่เดินๆ อาจจะหลุดบ้าง สัมมาอะระหังได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตรงนั้นต้องหยุดแล้ว สัมมาอะระหัง ให้เต็มที่ พอสัมมา อะระหังได้ไม่กี่ครั้งมันงับทันทีที่ข้างซ้าย ตรงนั้นยิ่งถี่มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ นึกถึงยาย ถี่มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากเป็นลำดับ จนกระทั่งนึกในใจว่าถ้ากรรมในอดีตมันเคยมีอยู่ เคยทำไว้ก็ขอให้ทำเถอะ จะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป เขาก็คลายออก เราก็เริ่มมั่นใจว่าเขาแพ้ สัมมาอะระหัง แน่ ก็คิดว่าแผ่เมตตานี้ได้ผลแล้ว เดินต่อไปอีก ๑ ก้าว เขาเปลี่ยนจากซ้ายเป็นขวาแทน ตรงนี้เลยไม่กล้าเดินฮะ ต้องหยุดนิ่ง สัมมาอะระหัง อีกพักใหญ่ จนกระทั่งเขาก็คงงงเหมือนกันว่าเออ ทำไมไม่เดินต่อ เจ้าของบ้านเลยเห็น เลยมาจับเอาตัวออกไปนะ อันนี้ก็เลยนึกถึง แล้วเป็นความประทับใจที่ว่าอานุภาพ สัมมาอะระหังได้ผล ได้ผลจริงๆ ว่าจะเจอที่ไหนอย่างไรก็ตาม ทีนี้ต่อไปจะไปไหนนี่ จะดูก่อนข้างหน้ามีอะไรหรือเปล่า ถ้ามี ต้องบริกรรมล่วงหน้าไปก่อน มันจะได้แหวกเป็นทางไปก่อน จะได้ไม่ต้องแบบเจอแล้วค่อยมา สัมมาอะระหัง ทีหลัง เรื่องสุดท้ายที่นำมาเล่าให้กับพวกเรา เพื่อร่วมสร้างบารมีในวันนี้ ในสถานที่บ้านเรือนทองของยายวันนี้ก็คือตอบแทนบุพการีด้วยบารมีของยาย ได้สั่งสมบารมีด้วยการทำหน้าที่ตามที่หมู่คณะมอบหมายมาโดยตลอด บ้านก็ไม่ค่อยได้กลับ นานๆ กลับครั้งหนึ่ง เพราะว่าพระอาจารย์สั่งไว้ว่าอินทรีย์ยังไม่แก้กล้า อย่ากลับบ้าน เดี๋ยวมโนปณิธานมันจะเปลี่ยนไป ก็ไม่ค่อยกลับ ปีหนึ่งก็ถือว่าครั้งหนึ่งก็พอ กลับไปแล้วสิ่งที่ครูบาอาจารย์บอกนี่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะฮะ สภาวะที่บ้านร้อน มันจะมีแต่เรื่องราวต่างๆ ที่เอามาเล่าให้เราฟัง ญาติคนโน้นเป็นอย่างนี้ ญาติคนนี้เป็นอย่างนี้ มันสุมขึ้นมาหลายๆ วันเข้า มันรู้สึกว่าเรานี่อยากจะออกไปแก้ปัญหาทั้งหมดให้มันได้ เมื่อเกิดอย่างนี้มากขึ้นก็ต้องรีบกลับวัด กลับมาที่วัดมันจะได้สงบระงับ มันจะได้ไม่ฟุ้งซ่านต่อไป แล้วก็ไม่ไปอีก แต่ถามว่าลึกๆ นี่ห่วงไหมกับผู้ที่มีพระคุณทั้งหลายก็ห่วง อยากตอบแทนคุณไหม ก็อยากตอบแทน เพราะเหตุที่เล่าย้อนแต่แรก ที่เล่าให้โยมฟังก็เพราะว่าตอนนั้นนี่ ที่ถามว่าบวชแล้วพรรษา ๑ ๒ ๓ ๔ มาตามเทียวไล้เทียวขื่อ เพื่อจะเอาออกไปอยู่นี่ เพราะอะไร เพราะเขาหวังว่าเขาส่งเรียนแล้วนี่ มันต้องกลับไปตอบแทนช่วยเหลือกัน เหมือนกับลงทุนแล้วนะฮะ มันต้องถอนทุนคืนทำนองนั้นน่ะ ทีนี้พอไม่ได้กลับนานๆ เข้า ปี ๒๕๔๐ โยมน้าป่วย ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยอาศัยอยู่ด้วย และ ไปถามญาติๆ บอกว่าเป็นอะไร ล้มในห้องน้ำ อายุมากแล้ว ระบบประสาทไม่เคลื่อนไหว เป็นมาหลายวันแล้วด้วย ไปตอนนั้นนี่ทุกคนนั่งร้องไห้ นั่งห้องไอซียูทั้งหมดเลย แต่สิ่งที่เราได้ถูกอบรมมา เราเชื่อมั่นในบุญ ในบารมีของครูบาอาจารย์ ก็ในเมื่อเชื่อมั่นบุญ ในบารมีของครูบาอาจารย์เรียบร้อยอย่างนี้นี่ ก็บอกทุกคนว่าขอร้องว่าถ้าจะเข้าไปเยี่ยมนี่ อย่าเข้าตามไป ขอเข้าไปคนเดียว ให้อยู่ข้างนอก เพราะไม่อยากให้กวนสมาธิ เมื่อเข้าไปเห็นแล้ว อาการของเขานั้นใส่ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คิดว่าญาติๆ ทุกคนสรุปผลว่าคงไม่รอด แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราจะช่วยเขาได้นี่ มันต้องอาศัยบุญ ได้เอารูปวัดปากน้ำไปให้ ได้เอาเหรียญปราบมารไปให้ แต่เขาไม่รู้เรื่องหรอกฮะ ก็ได้แต่คุยเขา คุยๆๆ ไป หูเขา คุยไปประมาณ ๒๐ นาทีได้ ก็นึกอธิษฐานจิต นึกถึงบุญกุศลทั้งหมดทำมา ถ้าจะได้ตอบแทนตรงนี้ก็ขอให้เขารับรู้รับทราบ ซึ่งโยมน้านี่ครั้งหนึ่งเคยมาเยี่ยมที่วัด และเคยได้ไปกราบขอพรคุณยายครั้งเดียว ก็ให้นึกถึง ถ้ารับรู้รับทราบก็ขอให้กระพริบตา เขาก็กระพริบตัว ก็สบายใจว่าเขารู้แล้ว ก็ออกมาบอกว่าไม่ตายหรอก ญาติๆ ก็ยังไม่เชื่อว่าไม่ตาย ก็กลับไป ไม่ใช่ขออภัย กลับมาที่วัดพระธรรมกาย มารวบรวมปัจจัยที่มีอยู่เททั้งหมด ๑๐,๐๐๐ บาท สร้างองค์พระประจำตัวให้กับโยมน้าทันที ก็นึกถึงว่าถ้าเราจะอาศัยบุญของเราอย่างเดียว อาศัยบุญของยายอย่างเดียว บารมีของครูบาอาจารย์อย่างเดียวนี่มันคง พลังจะน้อย มันคงต้องร่วมกัน ก็คือให้คนที่กำลังจะได้รับการช่วยเหลือ ขอบารมีจากบุคคลอื่นที่มีบุญมากกว่า มันต้องเติมบุญด้วยตัวเองก่อน มันถึงจะเชื่อมโยงกันได้ เชื่อมั่นอย่างนั้นก็เลยทำไปให้ ทำให้เสร็จแล้วก็เอาใบอนุโมทนาบัตร แล้วก็เอาของที่ระลึกกลับไปใหม่ กลับไปวันนั้นไม่มีใครอยู่ ไม่เจอใครเลย เนื่องจากเขาเปลี่ยนผลัดกันจะไปพัก ก็ขออนุญาตพยาบาลเข้าไปเอง ก็ไปคุย อาการหน้าตาดีขึ้นเยอะ เคลื่อนไหวได้ แต่ยังไม่ลืมตาดี พูดยังไม่ได้ ก็มั่นใจว่าบุญตรงนี้เองที่เราได้ทำให้กับพระธรรมกายประจำตัว กับพระมหาเจดีย์ แล้วก็อาราธนาขอบารมียายไปช่วยทุกวันทุกคืนนี่ น่าจะมีผลานิสงส์ที่ส่งผลได้เร็วขึ้น ณ วันนี้ชีวิตก็ดีวันดีคืน ยังแข็งแรง แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์เหมือนคนปกติทั่วไป ก็ถือว่าเรามาบวชแล้ว ทำคุณพระศาสนาในตรงนี้ พึ่งพระศาสนาได้ พระศาสนาพึ่ง แล้วก็ได้ทำส่วนนี้ให้กับบุคคลผู้มีพระคุณ ก็คือว่าสบายใจระดับหนึ่ง อีกบุคคลหนึ่งก็คือเกิดขึ้นเมื่อปี ๔๑ กับโยมแม่ของตัวเอง เป็นคนที่เป็นกำลังหลักในบ้าน ทำมาค้าขายด้วยความขยันขันแข็งเป็นรายได้หลัก แต่กลับมาวันหนึ่งเดินไม่ได้ เหนื่อยจัดแล้วเดินไม่ได้ จะขึ้นบันไดชั้น ๒ ขึ้นไม่ได้ ล้มไปเฉยๆ ก็พาส่งโรงพยาบาล เมื่อทราบข่าว เขานอนโรงพยาบาลได้ ๒ คืนก็ไปเยี่ยม พอเยี่ยมแล้วก็ไม่ได้อยู่ต่อนะฮะ เอารถจากวัดนี่ไป เสร็จแล้วไปเยี่ยมได้ ๑ ชั่วโมง ตัดสินใจชั่งอยู่นานว่าถ้าอยู่ต่อไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากบุญจะช่วยได้เท่านั้นเอง เพราะนี่คือกำลังหลัก ถ้าเกิดว่าไม่หายนี่ เราต้องคิดหนัก ใครเป็นผู้ดูแล ใครจะเป็นผู้อุปการะ สภาวะครอบครัวจะเป็นอย่างไร กลับมาเรียบร้อยแล้ว ไม่สนใจ เป็นระยะเวลาป่วยตรงนั้นเกือบ ๔ เดือนเต็มฮะ ออกโรงพยาบาลนี้ไปโรงพยาบาลโน้น สุดท้ายกลับไปอยู่บ้าน รักษาด้วยกายภาพบำบัด ตัวยาสมุนไพรบ้าง ด้วยการอบบ้าง ด้วยการนวดบ้างก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยโผล่หน้าไปเยี่ยมเลย ก็คือหลวงพี่เชื่อมั่นในบุญ มีโอกาสก็ทำบุญทุกๆ บุญให้หมดเลยทุกครั้ง แล้วก็อธิษฐานจิต แล้วก็ใส่ชื่อโยมแม่ไปตลอด เชื่อมั่นว่าเมื่อบุญเติมให้กับบุคคลที่เราเคารพรัก มีพระคุณต่อเราอย่างนี้แล้วนี่ แล้วเราก็มาทำภาวนา อาราธนาขอบารมียายให้ช่วย ก็น่าว่าจะเป็นผลได้เร็วขึ้น อัศจรรย์ก็ผ่าน ๓ เดือนเศษก็หาย ซึ่งยังมีบุคคลเหล่านี้ในวัยเดียวกันป่วยอีกมากมายหลายคน ไม่หาย ณ วันนี้ก็ยังไม่หาย ให้โยมแม่ไปเล่าให้ฟังเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็เลยไม่รู้บอกว่าจะทำยังไง เพราะว่าตัวเองนั้นได้อธิบายให้ฟังว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของบุคคลที่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานนี่มันต้องแก้ไขด้วยบุญทั้งสิ้น แก้ไขด้วยบุญทั้งสิ้น ยกเว้นบุญอันเดียวที่ได้เคยฟังจากพระอีกรูปหนึ่งที่เคยไปกราบ ขอให้ยายคุมบุญเรื่องโรคมะเร็งนี่ ยายบอกว่ามันเป็นสิ่งที่หนัก มันยังแก้ไขไม่ชนะเขาเท่านั้นเอง แต่สิ่งอื่นนั้นสามารถจะเอื้ออำนวยแก้ด้วยอานุภาพของพระธรรมกาย แก้ด้วยของอำนาจบุญได้ตลอด วันนี้ก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมด ที่เป็นเรื่องราวพอจะเป็นกำลังในการสร้างบารมีเล็กน้อยกับทุกคน ก็ขอสรุปว่าอยู่สร้างบารมีนั้นดีที่สุด แล้วก็ให้สร้างบารมีต่อไปด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ทำบุญกับยายได้ที่เรา ทำตามคำสอนก็ยิ่งได้ที่ตัวเรา ทำตามอย่างที่ยายทำ ก็ยิ่งใกล้ที่ตัวเองทำเข้าไปอีก ฉะนั้นเราทุกคนยังมีโอกาสที่ได้มาร่วมบำเพ็ญบุญกุศล ตักตวงเก็บเกี่ยวเอาบุญที่เป็นบุญบริสุทธิ์ล้วนๆ กับคุณยายทุกๆ วัน ก็ขอให้เรานั้นได้ขวนขวาย ได้มีขวัญและกำลังใจที่จะตอกย้ำให้มาเติมกำลังบุญเราทุกวันอย่าได้ขาด สุดท้ายนี้ก็ขอให้พวกเราได้หลับตารวมใจปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นปฏิบัติบูชากับคุณยายในโอกาสนี้ทุกคนนะ เราก็หลับตารวมใจของเรานิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายนะ ให้ใจใสๆ นิ่งๆ นึกถึงบุญกุศลของเรา สัพเพ… หน้า PAGE 10 440220FW-AAT