ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้พลิกผันพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ กราบเรียนพระมหาเถระ พระเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ คน (สาธุ) วันนี้วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นวันที่ครบ ๕ เดือน ศัพท์ภาษาบาลีเรียกว่าครบปัญจมาส ที่เรามีการสวดพระอภิธรรมให้แก่คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ณ สถานที่แห่งนี้ ถ้าใครจำได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กันยายน เราได้เคลื่อนขบวนอัญเชิญสรีระของคุณยายมาไว้ ณ สถานที่อันเป็นมงคลแห่งนี้ ดังนั้นตลอดระยะเวลาประมาณ ๕ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งครบ ๕ เดือนพอดีในวันนี้ ญาติโยมทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ที่มาเป็นประจำ ก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ของคุณยายอุบาสิกาจันทร์ของเรา เราคงได้ยินได้ฟังมามาก ทั้งที่มาฟังที่นี่ และก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะผู้ที่ได้เข้าวัดพระธรรมกายมาแล้วหลายๆ ปี ดังนั้นในคืนนี้สิ่งที่หลวงพี่อยากจะนำเรื่องของคุณยายมาเล่าหรือว่านำมาแสดงแก่สาธุชนทั้งหลาย คงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงประเด็นที่ซ้ำจากประมาณ ๕ เดือนที่ผ่านไปแล้ว หากมีคุณธรรมของคุณยายสิ่งหนึ่งประการใด ถ้าหลวงพี่ไม่ได้เอ่ยถึง นั่นขอให้ทราบว่าเป็นเรื่องที่เราซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าหลวงพี่ละเลยหรือมองไม่เห็นคุณธรรมเหล่านั้น เมื่อพูดถึงคุณยายอาจารย์ของเรา หลวงพี่มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าคุณยายเป็นสตรี เป็นอุบาสิกาที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่พูดว่าเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราเป็นลูกศิษย์ก็เลยต้องยกย่องครูบาอาจารย์ให้ยิ่งใหญ่เอาไว้ก่อน แต่เป็นเพราะว่าคุณยายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เราจึงภูมิใจและดีใจที่ได้มาเป็นศิษย์ของคุณยาย ประสบการณ์โดยตรงที่ได้เคยพบ เคยได้ยินได้ฟัง หรือว่าคุณยายอาจารย์ได้พูดด้วย จะขอไม่นำมากล่าว ไม่นำมาเล่าในที่นี้ เพราะว่าก็มักจะคล้ายๆ กับพระอาจารย์ทั้งหลายที่ได้นำมากล่าวไว้แล้ว จะมีแตกต่างบ้างก็เพียงเล็กน้อย แต่อยากจะขยายความประเด็นที่บอกว่าคุณยายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าคุณยายเป็นผู้ที่พลิกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาให้กลับเข้ามาสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าผลงานชิ้นสำคัญของท่านไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่คืองานสร้างวัดพระธรรมกายนั่นเอง เรื่องการทำวิชชาของคุณยายนั้นเป็นที่ซาบซึ้งกันดีในหมู่ศิษยานุศิษย์ แต่ว่าถ้าเราจะนำเรื่องราวของคุณยายไปเล่าให้แก่ชาวโลกทั้งหลายฟัง หลายๆ เรื่อง เราอาจจะต้องระมัดระวังหรือว่าเลือกคนดูจริตคนแล้วจึงเล่า แต่ผลงานที่สามารถเล่าได้อย่างเต็มปากเต็มภาคภูมิ แล้วก็ยิ่งใหญ่โดยไม่อายใคร เล่าให้กับคนทุกชาติทุกภาษาได้ฟัง คือผลงานการสร้างวัดพระธรรมกาย คำว่าสร้างวัด ฟังดูแล้วเหมือนเป็นคำที่ง่ายๆ เป็นคำที่ธรรมดา เรียบๆ ที่สุด ใครๆ ก็สร้างวัดได้ มีคนตั้งเยอะแยะที่สร้างวัดในอดีต แต่ทำไมหลวงพี่จึงยกประเด็นการสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นมา เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูสังคมไทยในอดีตกาล ในอดีตตั้งแต่มีประเทศชาติ ชาติรัฐที่เรียกว่าไทย ประเทศไทยขึ้นมา ไม่เคยมีอุบาสิกาหรือสตรีท่านใดที่สามารถกอบกู้หรือปฏิรูปพระพุทธศาสนาขึ้นมาเลย อาจจะมีคนที่สร้างวัดซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นอุบาสิกา แต่คำว่าสร้างวัดนั้นในที่นี้มีความหมายมีนัยยะที่มากกว่าธรรมดา และโดยมากที่สร้างวัดก็คือบริจาคปัจจัย เมื่อสร้างไปแล้วพระภิกษุก็เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ดูแล แต่คุณยายนั้นทั้งสร้างวัด ทั้งบริหารวัด คำว่าวัดในอดีต ถ้าจะกล่าวโดยย่อ วัดนั้นเป็นสถาบันที่ปลูกฝังสัมมาทิฐิ ให้แก่ชุมชนให้แก่สังคม บางครั้งเราจะมองว่าเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม เป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวไทย จะเรียกว่าอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดวัดจะต้องเป็นสถาบันที่ปลูกฝังสัมมาทิฐิ ให้แก่สังคม เป็นที่หล่อหลอมจิตวิญญาณ ยกระดับจิตวิญญาณของชุมชนนั้นๆ ของประชาชนในดินแดนนั้นๆ ให้สูงขึ้น แล้วเราก็จะพบว่าเป็นเช่นนั้นตลอดประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมาถึงยุครัชกาลที่ ๕ บทบาทของวัดในสมัยนั้นได้ถูกเปลี่ยนโดยฉับพลัน เพราะเหตุที่มีการปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย คำว่าทันสมัยนั้นก็ถือเอาทางตะวันตกเป็นมาตรฐาน การเปลี่ยนบทบาทของวัดในฐานะเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษากุลบุตรกุลธิดาในครั้งนั้น ไม่ได้ส่งผลอย่างเด่นชัดในทันทีทันใด แต่เมื่ออยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้เรามองย้อนกลับไป เราจึงทราบแล้วก็เห็นชัดเจนว่าบทบาทของวัดถูกเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัชกาลที่ ๕ ท่านปฏิรูปสังคม ปฏิรูปการบริหารการปกครองบ้านเมืองในครั้งนั้นแล้วเป็นผลเสียแก่พระศาสนา ไม่ใช่ อันที่จริงสิ่งที่ดีงาม ความเจริญทั้งหลายก็เกิดขึ้น จุดนั้นเป็นจุดที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงมาก แล้วก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมามาก แต่โดยเหตุปัจจัยหลายๆ ประการ ซึ่งประเด็นที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคณะสงฆ์อาจจะไม่ได้ดำเนินบทบาทหรือรักษาบทบาทหรือแสวงหาบทบาทที่เหมาะสมกับตนเองในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เมื่อพูดในวันนี้เหตุการณ์ผ่านมาแล้วนับศตวรรษ เราจึงเห็นชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่บ้านเมืองมีความเป็นตะวันตกมากขึ้นยุคหลังๆ ยุคที่พวกเราทันได้เห็นอย่างชัดเจน ประชาชนกุลบุตรกุลธิดาเริ่มเหินห่างจากวัด เริ่มแปลกแยกจากวัด ยุคปัจจุบันนี้นี่หลายๆ คน โดยเฉพาะเด็กรุ่นหลังซึ่งมักไม่ได้ย้อนมองประวัติศาสตร์ของชาติไทย ยังไม่ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในเมืองไทยนะ เอาแค่ประวัติศาสตร์ชาติไทย นี่มักไม่ได้มองย้อนไป เมื่อไปถึงไหนถึงชุมชนไหนๆ ถ้าที่ไหนมีร้านเซเว่น ถ้าอำเภอไหนมีห้างบิ๊กซี เรามักจะพูดกันว่าที่นั่นเจริญแล้ว ผู้คนจะคุ้นกับศูนย์การค้า เด็กๆ เยาวชนทั้งหลายคุ้นกับศูนย์การค้า ในขณะที่วัดเป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีที่ขาดไม่ได้ ที่จำเป็น บางสิ่งบางอย่างเท่านั้น เช่น การเผาศพ หรือการบวชตามประเพณี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว วัดก็เป็นเพียงสถานที่ที่มีพระภิกษุอยู่เฝ้าวัด พระภิกษุส่วนหนึ่งก็มักจะเป็นผู้ที่ไม่รู้จะไปทำอะไรแล้วจึงมาบวช อันนั้นส่วนหนึ่ง จะมากน้อยกี่เปอร์เซ็นต์นั้นแล้วแต่ บ้านกับวัดเหินห่างกัน คนที่คุ้นวัดที่สุดในชุมชนต่างๆ คือผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่ไปไหนไม่ได้ ไปไหนไม่ไหวเสียแล้ว นี่คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่วัดกับบ้านเหินห่างกัน บทบาทของวัดในยุคปัจจุบันที่เรามองเห็นกันอยู่ วัดไม่ได้มีบทบาท ไม่ได้มีความหมายต่อสังคมในฐานะเป็นผู้ปลูกฝังสัมมาทิฐิให้แก่สังคม จริงอยู่มีวัดบางวัดในจังหวัดต่างๆ บางแห่งมีพระอาจารย์หรือมีพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพ เป็นที่เลื่อมใสของสาธุชนในย่านนั้นๆ ในกลุ่มนั้นๆ แล้วก็สามารถปลูกฝังสัมมาทิฏฐิให้แก่ชุมชนเหล่านั้นได้ แต่ถามว่าจำนวนวัดเหล่านั้นมีสักกี่วัด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเล็กน้อย น้อยเหลือเกินสำหรับประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ และในบรรดาวัดเหล่านั้นนอกจากมีน้อยวัดแล้ว ก็ยังสามารถรองรับประชาชนได้เพียงเล็กน้อย ด้วยศักยภาพของพระอาจารย์เหล่านั้น ด้วยกำลังความคิดสติปัญญาของศิษยานุศิษย์ก็ตาม คิดแล้วประชาชนส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในสภาพที่ขาดการหล่อหลอมจิตวิญญาณ ให้ผูกพันอยู่กับคุณธรรมความดี ขาดการปลูกฝังสัมมาทิฐิที่มากเพียงพอ อาจจะมีคนคิดถึงว่าก็ในบ้านในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ก็มีการสั่งสอนอบรมธรรมะกันอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อย เรื่องครอบครัวหรือสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาในรูปแบบที่เลียนแบบตะวันตก พบกับความล้มเหลวในการอบรมกุลบุตรกุลธิดามาโดยตลอด มีเพียงบางครอบครัวเท่านั้นที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองเป็นสัมมาทิฐิบุคคลดีอยู่แล้ว แล้วก็อบรมบ่มนิสัยกุลบุตรกุลธิดาได้ดีอยู่แล้ว อันนั้นก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย มหาวิทยาลัยซึ่งรับบทบาทปลูกฝังความรู้และคุณธรรมให้แก่เยาวชน ส่วนมากก็มักจะประสบความสำเร็จในเรื่องการให้ความรู้ ซึ่งก็มักจะเน้นไปในเรื่องเพื่อให้จบไปประกอบอาชีพ แต่เรื่องที่จะยกระดับจิตวิญญาณกันจริงๆ นั้น การจะปลูกฝังสัมมาทิฐิจริงๆ นั้นล้มเหลว ที่พูดว่าล้มเหลวนี่พูดโดยรวม อาจจะมีข้อยกเว้น อาจจะมีบางสถาบันที่ครูบาอาจารย์บางท่านเข้าวัดปฏิบัติธรรม หรือเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฐิดีอยู่แล้ว ก็จึงสามารถชักนำลูกศิษย์ลูกหา นิสิตนักศึกษาให้มีความคิดที่เป็นสัมมาทิฐิตามๆ กันไปได้ แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย อย่าว่าแต่ครูบาอาจารย์ที่สามารถกล่อมเกลานิสิตนักศึกษาให้มีสัมมาทิฐิได้เลย แม้แต่ตัวครูบาอาจารย์เอง หลายๆท่านก็ยังไม่มีสัมมาทิฐิสมกับที่เป็นครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำไป เราผ่านโลกกันมาขนาดนี้ ก็คงจะทราบดีว่าสังคมไทยในยุคที่ถูกกลืนเป็นตะวันตกไปแล้ว ด้วยวัฒนธรรมของตะวันตกนั้น สัมมาทิฐิในสังคมมีมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่ได้เห็นว่าที่ที่เขาบริจาคให้วัดยังมีคนคิดจะไปทำอย่างอื่น หรือเอาไปทำเรียบร้อยแล้ว หรือพยายามช่วงชิงที่จะเอาไปทำ เอาที่ของวัดเอาธรณีสงฆ์ไปเป็นสนามกอล์ฟที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังกัน นั่นเป็นตัวอย่างที่เกิดจากสังคมขาดสัมมาทิฐิ การเกิดขึ้นของวัดพระธรรมกาย โดยการบุกเบิก โดยการนำของคุณยาย ซึ่งเรามักจะยกตำแหน่งว่าคุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นการเหนี่ยวรั้งกระแสสังคมที่กำลังหลงทาง เป็นการพลิกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาขึ้นในสังคมไทย ที่พูดว่าพลิกประวัติศาสตร์เป็นเพราะว่าเราเป็นคนวัดนี้หรือเปล่า มีความลำเอียงเพราะความรัก เพราะความชอบ เพราะตนอยู่ที่วัดนี้หรือเปล่า ไม่ใช่ แต่เพราะว่าวัดนี้ที่สร้างโดยคุณยายนั้นดี เราจึงมาเป็นสมาชิกของวัดแห่งนี้ ไม่ใช่เพราะมาอยู่ที่นี่แล้วจึงต้องพูดว่าที่นี่ดี เป็นการพลิกประวัติศาสตร์อย่างไร ด้วยความที่คุณยายสร้างวัดใหญ่ และบริหารอย่างเป็นระบบเป็นระเบียบ การจะทำอะไรให้พลิกประวัติศาสตร์หรือมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างนั้น ถ้าทำดี แต่ทำเล็กๆ น้อยๆ นั่นก็ไม่ได้ชื่อว่ามีผลกระทบต่อสังคมมากมายนัก แทบจะไม่มีผลด้วยซ้ำไป เหมือนเราเอาไม้มาสีกันเพื่อจะให้เกิดไฟ ถ้าจำนวนครั้งมันไม่เพียงพอ ไม่ถี่พอ ไม่ร้อนพอ จนเกิดไฟลุกได้ การจะทำงานเพื่อสังคมในวงกว้าง ในวงใหญ่ ทำเล็กๆ น้อยๆ ทำไม่เพียงพอ ไม่เข้มข้นพอ ไม่กว้างขวางพอ ก็ไม่มีผลกระทบต่อสังคม สุดท้ายแม้แต่ตัวองค์กรที่ตั้งใจทำความดีแต่เล็กๆ นี่ ก็ยังสามารถูกกลืนให้มิดไปกับกระแสมิจฉาทิฐิได้ ดังนั้นการสร้างวัดใหญ่อย่างดี มีระบบ จึงเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ และเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริง ถามว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อสังคมบ้าง พระภิกษุที่วัดพระธรรมกายหลายๆ รูป ส่วนหนึ่งอดีตก็เป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ถ้าไม่มีวัดพระธรรมกาย ท่านเหล่านี้ปัจจุบันก็คือคนธรรมดาสามัญ เป็นคนที่อยู่ในสังคมซึ่งอาจจะกำลังเดือดร้อนวุ่นวาย อาจจะกำลังเบียดเบียนกัน ท่านที่นั่งอยู่ด้วยกันที่นี่ ก็อาจจะกำลังเบียดเบียนกันอยู่ในสังคม เหมือนกับชาวโลกทั่วๆ ไปที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม พระภิกษุสามเณรจำนวนมากกว่าพันรูปที่เห็นเป็นรูปธรรม นิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ อีกจำนวนนับแสนคน ยังไม่นับสาธุชนอีก ยังไม่นับไปถึงต่างประเทศอีก ยังไม่นับคนที่ได้รับผลดีจากคนที่ได้กล่าวถึงเหล่านั้นอีก วัดพระธรรมกายจึงได้สร้างสรรค์สังคม ได้ปลูกฝังคุณธรรมปลูกฝังสัมมาทิฐิให้กับประชาชน แล้วคนเหล่านั้นที่ได้ผ่านการหล่อหลอมจิตวิญญาณที่ดีแล้ว หรือกำลังฝึกฝนอยู่นั้น ต่างล้วนแต่มีส่วนช่วยทำให้สังคมสงบร่มเย็นขึ้น ที่เห็นได้ชัดตอนที่วัดมีภัย ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ยาย ไม่ใช่ลูกศิษย์หลวงพ่อ ป่านนี้เรื่องราวทั้งหลายคงจะลุกลามบานปลายใหญ่โต มีเรื่องมีราวอย่างที่ชาวโลกมักจะเบียดเบียนกัน แต่นี่ลูกหลานยาย สิ่งเหล่านั้นก็สงบราบรื่นลงมาได้ นี่จึงเป็นหลักฐานและเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าวัดพระธรรมกาย โดยการนำของคุณยาย เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์งานพระศาสนา เป็นสิ่งที่สร้างความสงบ ร่มเย็นให้แก่สังคมด้วยธรรมะของคุณยายเป็นจุดเริ่มต้น คุณยายสร้างวัดไม่ใช่เพียงแค่คนมีปัจจัยแล้วสร้างสำเร็จ คุณยายสร้างวัดเพราะคุณยายมีคุณธรรม สามารถรวมใจคนมาสร้างวัดได้ แล้วไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วก็ละทิ้ง ในหนังสือคำสอนของคุณยาย หรือใครอาจจะเคยได้ยินได้ฟังคุณยายให้โอวาท สิ่งที่สร้างขึ้นมาต้องดูแลรับผิดชอบให้ได้ ไม่ใช่สร้างหรือว่าใครคิดโครงงานอะไรก็แล้วแต่ขึ้นมานี่ คิดขึ้นมาทำขึ้นมาแล้วไม่ใช่เสร็จแล้วก็ปล่อยไป ทิ้งไป ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ ต้องตามดูแล ตามบริหาร ยายสร้างวัดเมื่อตอนที่คุณยายแก่มากแล้ว อายุมากแล้ว เรียกว่าเป็นผู้สูงอายุ แต่ยายก็ยังบริหารดูแลวัดต่อมาตลอดอย่างยาวนาน แม้โดยสถานภาพจะเป็นอุบาสิกา ซึ่งไม่มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาสก็ตาม แต่ยายก็ตามดูแลประคับประคองวัดมาโดยตลอด แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างดี บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในสังคมไม่ว่าในสังคมไทยหรือสังคมโลก ส่วนมากมักจะมีเบื้องหลัง มีสิ่งที่ไม่อยากเปิดเผย มีสิ่งที่อยากลืม ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานใหญ่ ก็มักจะมีความผิดพลาด บางครั้งไม่อยากจะให้ผิดพลาด แต่สถานการณ์เป็นไป หรืออะไรก็แล้วแต่ เหตุปัจจัยหลายๆ ประการ ทำให้มักจะมีสิ่งที่มัวหมองหรือไม่ถูกไม่ควร ที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าคุณยายของเรา ท่านทำงานด้วยความบริสุทธิ์โปร่งใส สว่างมาโดยตลอด ในยุคนี้นักทำงานบางท่านมักจะใช้คำว่าโปร่งใส อันที่จริงความโปร่งใสนั้น ถ้าอยู่ในที่มืด เราก็มองไม่เห็นเหมือนกัน แต่ของคุณยายนี้โปร่งใส สว่าง มองเห็นได้ ไม่มีสิ่งที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น เพราะความที่คุณยายสะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของคุณยายเราอาจจะมองไม่เห็น เพราะว่าไม่มีญาณทัสสนะ ปุถุชนทั้งหลายทั่วไปในสังคมโลก ยิ่งถ้าเป็นพวกที่เหินห่างจากธรรมะ ยิ่งมองไม่เห็นใหญ่เลยว่ายายทำงานละเอียดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าผลงานที่คนเหล่านั้นปฏิเสธไม่ได้ วิญญูชน ปัญญาชนทั้งหลายที่มีสัมมาทิฐิ ที่มีใจเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ หรือไม่รังเกียจเดียดฉันท์กันด้วยเหตุประการใด ไม่มีความลำเอียง มองผลงานการสร้างวัดพระธรรมกายของคุณยายแล้ว เขาชื่นชม หลวงพี่อยู่ที่วัดได้มีโอกาสต้อนรับชาวต่างชาติอยู่บ้าง หลายๆ คนที่มาที่วัด ซึ่งโดยมากไม่ได้เป็นข่าว เพราะว่ามาโดยส่วนตัว หลายๆ ท่านเป็นปัญญาชนที่มีชื่อเสียงในประเทศเหล่านั้น มาถึงวัดพระธรรมกายแล้วเขาชื่นชม ชื่นชมในสติปัญญา ความรู้ ความสามารถและคุณธรรมของคุณยาย คำว่าภูมิธรรมนั้นเขาอาจจะไม่รู้ โดยเฉพาะในเรื่องธรรมปฏิบัติ แต่ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเขา เขาทึ่งและชื่นชม หรือแม้กระทั่งสุภาพสตรีชาวต่างชาติบางกลุ่ม ที่เรามักจะเรียกกันว่าเฟมินิสต์ พวกที่มักจะเรียกร้องสิทธิสตรี เรียกร้องความเท่าเทียมกันของสิทธิสตรี พวกนี้บางกลุ่มบางท่าน จะมีพฤติกรรมที่อาจจะค่อนข้างไปในทางก้าวร้าว แล้วมักจะตั้งคำถามว่าพุทธศาสนาในเมืองไทยทำไมไม่มีภิกษุณี คำถามเหล่านี้จะได้ยินบ่อยๆ แต่เมื่อคนเหล่านั้นมาถึงวัดพระธรรมกาย เมื่อตั้งท่าจะตั้งคำถามเหล่านี้ ถ้าเราเล่าเรื่องประวัติการสร้างวัดพระธรรมกายให้เขาฟัง เขาจะไม่ถาม แล้วเขาจะเปลี่ยนท่าที เป็นความชื่นชมยินดีในวัดพระธรรมกายว่าไม่ธรรมดา คือวัดนี้อุบาสิกาเป็นคนสร้าง เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าสิทธิของอุบาสิกาในวัดนี้ ทั้งที่อยู่ในวัดและที่เป็นสาธุชนทั้งหลายนี่ เรื่องจะไม่เท่าเทียมกันกับสุภาพบุรุษนั้นเป็นไม่มี ก็เป็นโชคดีของคนที่จะต้องตอบคำถามให้กับกลุ่มสตรีเหล่านั้นว่าวัดนี้ไม่ได้ยกย่องสุภาพบุรุษมากกว่าสุภาพสตรี มีภาพๆ หนึ่งที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้ เนื่องจากเวลามีน้อยก็จะขอเล่าย่อๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ วันมาฆบูชา ปี ๒๕๓๓ วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกายได้จัดงานประชุมสัมมนาวิชาการขึ้นที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งนั้นมีนักปราชญ์ทั้งหลาย นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ท่านศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกนี่มากันมาก ทั้งจากทวีปยุโรป อเมริกา รวมทั้งญี่ปุ่น ในย่านเอเชีย มากันหลายท่าน หลวงพี่ยังจำได้มีรองศาสตราจารย์คนไทยคนหนึ่ง เป็นอาจารย์อยู่ที่มหิดล โทรไปที่สำนักงานกัลยาณมิตร บางเขน เพราะเขาทราบข่าวว่าอาจารย์ของเขา ซึ่งเขาเคารพมากเดินทางมาจากต่างประเทศในครั้งนี้นี่เป็นแขกผู้มีเกียรติของวัดพระธรรมกาย เขาโทรมาถามว่าอาจารย์จะมาเมื่อไหร่เขาจะเข้ามาขอพบงานครั้งนั้นหลังจากประชุมกันเสร็จเรียบร้อยที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันสุดท้ายของการประชุมตรงกับวันมาฆะ เราก็เชิญแขกผู้มีเกียรติของเรามาร่วมงานจุดมาฆประทีปด้วย สมัยนั้นเป็นลานธรรมที่ปลูกหญ้าเขียวๆ ซึ่งอยู่ในย่านหน้าอำเภอ พิธีกรรมก็เหมือนกับทุกๆ ปี จะแตกต่างกันตรงที่มีแขกจากต่างประเทศมากหน่อย พอเสร็จงานสาธุชนส่วนใหญ่ก็ค่อยๆ แยกย้ายกันกลับ พระส่วนมากเกือบทั้งหมดก็เดินลงจากลานธรรม แต่ปีนั้นที่พิเศษก็คือคุณยายได้ขึ้นไปที่ลานธรรม หลังจากเสร็จงานแล้วนะ ไม่ได้เป็นพิธีกรรม เป็นเรื่องที่หลังจากจบงานแล้ว ยายได้ขึ้นไปบนลานธรรม แล้วก็นั่งเก้าอี้ แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายจากต่างประเทศก็ได้รับเชิญให้ขึ้นไปบนลานธรรม คือเขาก็อยากขึ้น อยากเดินขึ้นไปดูบรรยากาศบนลานธรรมแล้วมองลงมาว่าสวยงามขนาดไหน เพราะตอนที่ประกอบพิธีกรรมเขาอยู่ข้างล่าง เมื่อเดินขึ้นไปเขาก็ไปแสดงความเคารพคุณยายของเรา บางท่านก็ยกมือไหว้ บางท่านก็ทำท่าคล้ายๆ กราบ อาจจะคุกเข่าแล้วประนมมือก็แล้วแต่ เพราะว่าแขกมีหลายคน มีบางท่านก็ยื่นมือไปขอเช็คแฮนด์ ตอนที่เขายื่นมือไปขอเช็คแฮนด์ หลวงพี่ก็ลุ้นในใจ ดูซิคุณยายจะจับมือไหม เพราะว่าบางท่านก็เป็นสุภาพบุรุษด้วย บางท่านก็เป็นสุภาพสตรี คุณยายก็รับเช็คแฮนด์ ด้วยท่วงทีท่วงท่าที่สง่างาม ไม่น่าเชื่อว่าคุณยายทำได้อย่างสง่างาม เห็นแววตาของท่านโปรเฟสเซอร์เหล่านั้นตรงหน้าคุณยายแล้ว เป็นภาพที่น่าดู ท่านเหล่านั้นอยู่ในมหาวิทยาลัยของเขา เขาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ ใครไปเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ว่าที่ไหนก็แล้วแต่นี่ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ มีอำนาจมาก นักศึกษาไม่กล้าขัดใจ ขืนขัดใจเดี๋ยวจบยาก อะไรเหล่านั้นเป็นต้น แต่ท่านที่เราเชิญมาเหล่านี้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียง มีคุณธรรม เพราะเราเลือกที่จะเชิญมา ไม่ใช่ว่าเห็นใครดังก็เชิญมา ต้องดูด้วยว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณงดงามใช้ได้ ท่านเหล่านั้นมาแสดงความเคารพ แสดงความคารวะต่อคุณยาย สายตาของผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในสายงานทางวิชาการ ในสายงานของครูบาอาจารย์ ที่มองไปยังร่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ในฐานะนักปฏิบัติธรรม และอันที่จริงก็คือนักบริหารงานพระศาสนา มันเป็นภาพที่สะท้อนอยู่ในใจว่าสังคมไทยที่เลียนแบบตะวันตก พยายามตะเกียกตะกายไปศึกษาศิลปวิทยาการจากตะวันตก ซึ่งแน่นอนหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะเทคโนโลยีอันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น แต่โดยรวมโดยทั่วไป เรามักตามตะวันตกกันจนไม่ค่อยลืมหูลืมตา อันนี้พูดถึงสังคมโดยรวม ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องเจ็บช้ำเสียหายก็เพราะน้ำมือจากคนตะวันตกบางส่วนบางคน แต่ผู้ที่เป็นสุดยอดในวงการศึกษาของสังคมตะวันตกเขากำลังคารวะคุณยาย นักวิชาการทั้งจากตะวันออกจากตะวันตกเหล่านั้นมาแสดงความเคารพ คารวะต่อคุณยาย ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จสูงสุดในการปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านั้นเป็นรูปธรรมที่มองเห็นได้ ภูมิธรรมคุณธรรมที่แท้จริงของคุณยายนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้ที่มีสติปัญญาน้อย ผู้ที่ไม่มีญาณทัสสนะจะสอดส่องมองไปเห็นได้ แต่ถ้าได้มองเห็นภาพเหล่านี้ก็น่าจะได้คิดว่าคุณยายนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นผู้ที่อยู่เหนือคำบรรยาย เหนือคำพรรณนาทั้งปวง วิถีชีวิตของคุณยายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมานั้น มองดูแล้วทำให้เกิดกำลังใจว่าคนเรานั้นสามารถฝึกฝนอบรมได้ ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีความสมบูรณ์แบบได้ เราเคยศึกษาประวัติศาสตร์ ศึกษาพระพุทธศาสนา ประวัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็พระอรหันต์ทั้งหลายที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็นพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าเราเชื่อว่าท่านเหล่านั้นบรรลุธรรม หมดกิเลส แต่เราจะรู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องของคนโบราณ เป็นคนในยุคที่สิ่งแวดล้อมยังดี กิเลสคนยังไม่หนาเท่าปัจจุบัน ความซาบซึ้งอาจจะไม่เต็มที่เพราะอยู่ไกลตัว ห่างไกลด้วยระยะเวลา แต่เมื่อมาเห็นคุณยายของเราแล้ว ท่านเป็นคนเป็นมนุษย์ที่เรามองเห็นๆ กันอยู่ แต่ท่านทำสิ่งที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในอนาคตเมื่ออนุชนคนรุ่นหลังได้มาศึกษาประวัติของคุณยายแล้ว อาจจะมีบางคนที่มีความรู้สึกค่อนข้างไปในทางที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่ามนุษย์จริงๆ ในยุคนี้ จริงๆ ดีได้ขนาดนี้เชียวหรือ แต่พวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่เราโชคดีที่เราได้พบได้กราบ ได้ฟังโอวาท ได้ร่วมทำบุญกับคุณยาย กับมือของคุณยายโดยตรง เป็นเรื่องที่คนมีบุญเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสเช่นนี้ ก่อนจากกันในวันนี้ เป็นธรรมเนียมก่อนจาก ที่มักจะมีขอฝากอย่างนั้นอย่างนี้ อันที่จริงเดิมทีก็ไม่อยากฝาก เพราะว่าท่านที่อยู่ในที่นี้ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณของหลานยายอย่างเข้มข้น หลายๆ ท่านในอนาคตอาจจะกี่ชาติข้างหน้าก็ไม่ทราบ ก็จะเป็นว่าที่คุณยายที่เกรียงไกรในอนาคต บางท่านก็เริ่มๆ จะเป็นว่าที่กันอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ไหนๆ ก็มีธรรมเนียมการฝากก่อนร่ำลา ก็ขออนุญาตฝากไว้สักนิดหนึ่งก็แล้วกันว่าสมัยที่ยายเป็นคนใหม่ อยู่วัดปากน้ำ มีคนที่มองคนไม่เป็น หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ แล้วก็ได้ทำความเดือดร้อนให้แก่คุณยาย ด้วยความไม่รู้ จึงอยากจะฝากท่านทั้งหลายว่าคนที่มาวัดเรา ผู้มาใหม่ทั้งหลาย บางครั้งอาจจะต้องการการประคับประคอง และบางท่านก็อาจจะถูกกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ต้องเดือดร้อนโดยความไม่รู้หรือโดยไม่เจตนา หรือโดยเหตุอื่นใดก็แล้วแต่ เพราะปัจจุบันที่วัดของเรานั้นมีผู้คนมาก คนที่เข้ามาในวัดนี้เราไม่รู้จักกันทุกคน อาจจะมีสิ่งกระทบกระทั่งใดๆ เกิดขึ้นแล้ว คนมาใหม่อาจจะได้รับความเดือดร้อน ในฐานะที่เราเป็นหลานยายนี่ช่วยกันดูแลประคับประคองผู้มาใหม่ อย่างที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทำกันดีอยู่แล้ว เป็นกัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญที่ต้องคอยดูแลสาธุชนที่เราชักนำมาใหม่ ขอให้ช่วยเอาใจใส่ดูแลให้มากๆ เพื่อที่ว่าเผื่อมีหลานยายที่จะมาสืบสานงานของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ของคุณยาย ของหลวงพ่อธัมมชโย จะต้องเข้ามาทำงานใหญ่ จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนรำคาญจากความไม่รู้หรือด้วยเหตุอื่นใดทั้งปวง ส่วนท่านที่มาใหม่ หรือเราในฐานะที่บางครั้งเราก็มีความเป็นคนใหม่อยู่ในวัด หากจะมีสิ่งหนึ่งประการใดที่รู้สึกอึดอัดขัดข้องหรือเดือดร้อนรำคาญในอาณาบริเวณของวัดของเรา ขอให้นึกถึงยายว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร เรามีเป้าหมายอย่างไร แล้วก็ให้อภัยคนเหล่านั้นไปเสีย เพราะคุณยายนั้นยายเฉยกับทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ยายไม่เกลียดใคร ยายเฉยๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไปพบสิ่งที่ไม่ถูกอกถูกใจด้วยประการใดๆ ทั้งปวง โดยไม่เจตนา โดยอุบัติเหตุหรืออะไรก็ตาม ให้นึกถึงคุณยาย แล้วก็ลืมๆ มันไป เฉยๆ ขอให้เฉยได้เหมือนยาย ยายเฉยมาตลอด ยายยอมคน ยายจึงสร้างวัดได้สำเร็จ ยายยอมแม้กระทั่งลูกศิษย์ ทั้งๆ ที่ยายเป็นอาจารย์ แต่ยายก็ยอม ยอมเพื่อให้ทุกคนเขาได้บุญ งานก็สำเร็จ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ขนาดยาย สร้างวัดมาด้วยตนเอง ยังต้องยอมลูกศิษย์ ยอมเพื่อให้เขาทำงานร่วมกันได้สำเร็จ เราทั้งหลายไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ บางสิ่งบางอย่างจะเอาถูกเอาผิดนั้นไม่ได้ ขอให้ยอมๆ กันไป เพื่อให้งานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเราอยากเห็น อยากเห็นวันนั้นน่ะ วันที่ทุกคนรู้ดีว่าคือวันอะไร สำเร็จ ขอให้ยอมๆ กันไป แล้วการสร้างบารมีเป็นทีมใหญ่ของพวกเราก็จะประสบความสำเร็จสมความปรารถนาของครูบาอาจารย์ และของพวกเราทุกคน วันนี้หลวงพี่คงต้องขอฝากไว้เพียงเท่านั้นก่อน เนื่องจากเวลามีจำกัด ก่อนจะร่ำลาจากกันวันนี้ ก็เป็นประเพณีว่าเราจะนั่งหลับตา เพื่อปฏิบัติบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรา ขอเชิญทุกท่านหลับตากันสักครู่หนึ่งนะ *********************************** จบ ***********************************