ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ปัจจัยแห่งความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ๒ ประการ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระฐานวุฑโฒ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งและที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกาลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอนว่าปัจจัยแห่งความดีงาม ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายมีอยู่ ๒ ประการคือ ประการที่ ๑. ความมีกัลยาณมิตรคือมีครูดี หรือว่ามีเพื่อนดี ประการที่ ๒. คือความมีโยนิโสมนสิการ คือเจ้าตัวต้องคิดเป็นด้วย นั่นหมายถึงว่าถ้าใครก็ตาม มีครูดี มีเพื่อนดี คือมีกัลยาณมิตร แล้วเจ้าตัวก็คิดเป็นด้วย ก็เป็นอันมั่นใจว่าได้ว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านอย่างแน่นอน ในวันนี้หลวงพี่ก็จะได้แสดงธรรมเรื่องความมีกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการนี้ โดยมีคุณยายอาจารย์ของเราเป็นแบบอย่าง ปัจจัยแห่งความดีงามความเจริญก้าวหน้าประการแรก คือความมีกัลยาณมิตร มีครูดี มีเพื่อนดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่าเมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงเงินแสงทองขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอริยมรรคมีองค์ ๘ ฉันนั้น นั่นก็หมายถึงว่าถ้าใครกลางคืนมืดๆ เวลาใกล้ซางนี่นะ มองไปที่ขอบฟ้า พอเห็นแสงเงินแสงทองขึ้นมารำไรๆ เขาจะรู้แล้วว่าอ๋อ อีกไม่นานนี่พระอาทิตย์จะขึ้นนะ ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่มีปัญญาพอเห็นใครเขามีกัลยาณมิตร อยู่ใกล้กัลยาณมิตร ก็จะทราบเลยว่าอ๋อ บุคคลผู้นี้นี่ต่อไปจะเจริญก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติธรรม มรรคมีองค์ ๘ ในตัวเขาจะสมบูรณ์ขึ้น จะเจริญก้าวหน้าขึ้น ถามว่าความมีกัลยาณมิตรให้คุณอย่างไรกับเรา คุณของกัลยาณมิตรนั้นแบ่งใหญ่ได้ ๒ ประการคือ ประการแรก ท่านเป็นต้นแบบให้เรา แล้ว ประการที่ ๒. คือท่านช่วยอบรมสั่งสอนเรา มาดูประการที่ ๑. ก่อน คือความเป็นต้นแบบให้นี่ แบบนี้สำคัญมากนะต่อทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งต่างๆ ในโลกจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับแบบนั่นเอง เหมือนตัวของเรานี่ เป็นตัวของเราโตๆ แต่ความจริงจุดเริ่มต้นก็มาจากเซลล์ๆ เดียวเท่านั้นเอง ที่เกิดจากเชื้อคุณพ่อกับไข่คุณแม่มารวมกันเข้า ก็เกิดเป็นเซลล์ๆ หนึ่งขึ้น เซลล์เล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นนั่นเอง แต่ภายในมีคอลโมซอล มียีน มีดีเอ็นเอ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นต้นแบบของตัวเราควบคุมอยู่ จากเซลล์ๆ หนึ่งก็ค่อยแตกเป็น ๒ ๔ ๘ ๑๖ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นตัวเราที่สมบูรณ์ เป็นคน มีเซลล์เป็นพันๆ ล้านเซลล์อย่างปัจจุบัน แต่ความจริงเซลล์ในตัวเราเองทั้งหมดจะมีกี่ล้าน หรือกี่พันล้านก็ตาม ลักษณะทางพันธุกรรมในเซลล์ของเราทุกเซลล์ ก็มีลักษณะเหมือนกับเซลล์ต้นแบบที่ได้รับมาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ เซลล์ต้นแบบเล็กๆ เซลล์นั้น ถ้าเราดูของสัตว์อื่นนะจ๊ะ จะมีเป็นเสือ ช้าง กวาง เก้งก็ตาม เป็นวัวเป็นควายก็ตาม เริ่มต้นก็มาจากเซลล์ๆ เดียวเหมือนกัน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเหมือนกัน เซลล์เล็กๆ ดูแล้วก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เซลล์กลมๆ นี่ แต่เนื่องจากต้นแบบมันผิดกัน ลักษณะทางพันธุกรรมภายในมันผิดกัน พอค่อยๆ โตขึ้น โตขึ้น ยิ่งโตเท่าไหร่ ความแตกต่างก็ยิ่งเห็นชัดเจน เป็นปุ่ม เป็นปม เป็นหัว เป็นแขน เป็นขายื่นออกมาปั๊บ ก็แตกต่างกัน พอโตขึ้น อ้าว เรากลายเป็นคน แต่เซลล์อื่นเขากลายเป็นวัว เป็นแพะ เป็นแกะ เป็นเสือ เป็นช้าง เป็นกวางเป็นเก้งไป มันก็ต่างกันไป คุณค่าการทำคุณความดีก็ได้ต่างกัน ผู้ที่มีปัญญา หากได้พบคุณยายตั้งแต่ ๔๐ ปีที่แล้ว พอเห็นนี่ ผู้ที่มีปัญญาลึกซึ้งก็จะทราบเลยว่า โอ้ คุณยายซึ่งเหมือนเป็นอุบาสิกาสูงอายุ รูปร่างผอมบางท่านนี้ จะเป็นต้นแบบให้เกิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่เป็นศูนย์กลางของโลกขึ้นมาได้ จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยมาพบคุณยาย ก็เหมือนเซลล์จาก ๑ แยกเป็น ๒ พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวมา หมู่คณะตามมามากขึ้นมากขึ้น จากบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ มาเป็นบ้านธรรมประสิทธิ์ จนกระทั่งมาเป็นวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งมาเป็นศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลกในขณะนี้ จะเติบใหญ่เพียงใด แต่ความจริงจุดเริ่มต้นล้วนมาจากคุณยายอาจารย์ของเราทั้งสิ้น วัดของเราในขณะนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการปฏิบัติธรรม รู้จักไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่แม้ต่างประเทศเขาก็สนใจกันทั่วทุกมุมโลก ก็เป็นเพราะคุณยายท่านวางรากฐานเอาไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาถึง ก็จะมาศึกษาธรรมปฏิบัติกับคุณยาย หมู่คณะมากน้อยเพียงใดจะมา ก็คือมา ก็เน้นการฝึกธรรมปฏิบัติเป็นหลัก มาถึงนั่งธรรมะตลอดทุกวันอาทิตย์ แม้แต่การรับแขก แขกมากราบคุณยาย มาขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือ คุณยายก็จะให้เขานั่งธรรมะ นั่งหลับตาก่อน แล้วก็เอ้า มีธุระอะไรก็มาคุยกัน แล้วคุณยายก็ช่วยกันไป สิ่งนี้เองได้เป็นรากฐานเป็นแบบในการประพฤติปฏิบัติธรรมของวัดของเรา หรือถัดมาที่เราเด่นมาก คือในเรื่องของความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเรื่องของความสะอาด อันนี้พวกเราเองก็จะทราบกันดี ได้ฟังพระอาจารย์หลายๆ รูปมาเล่าคุณธรรมคุณยายกันมากมาย ถือโอกาสสรุป ขมวดเข้าอยู่ในคุณธรรมเรื่องกัลยาณมิตร เรื่องต้นแบบตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง เตียงตั่งคุณยายสะอาดหมด ที่พักของท่านตั้งแต่หลังเล็กๆ จนหลังโต ท่านไม่ให้ฝุ่นจับเลย อันนี้เราทราบกันดี ตรงนี้แหละเป็นรากฐาน เป็นต้นแบบของความสะอาด ของวัดเรา ห้องน้ำสะอาดเรียบ คุณยายท่านไม่เพียงแต่สอน แต่ท่านลงมือทำ แล้วก็บอกขั้นตอนทั้งหมดอย่างละเอียดให้ลูกศิษย์ลูกหารุ่นหลังๆ ได้ทำตาม แบบตรงนี้เองจึงได้ก่อกำเนิดมาเป็นวัดของเราในขณะนี้ ถ้าว่าจริงๆ นะ ตอนอยู่บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ หรือบ้านธรรมประสิทธิ์ ถ้าจะเปรียบเหมือนคนแล้วนี่ ก็เหมือนตอนอยู่ในท้อง พอเริ่มเกิดวัดพระธรรมกาย ก็เหมือนกับทารกเริ่มคลอด วัดของเราในขณะนี้ถ้าว่าจริงๆ ก็เหมือนกับว่าเด็กกำลังเริ่มโตเท่านั้นเอง ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำกันต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกๆ คนที่ว่าจะต้องช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อบำรุงเลี้ยงให้วัดของเรานี่เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เป็นศูนย์กลางของทั้งโลกได้จริงๆ ผู้มีปัญญาที่จะตามมาในภายหลัง เขามาเห็นมหาธรรมกายเจดีย์ของเราเองเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ สภาธรรมกายสากลเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนีเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ ถึงคราวมีงานแต่ละครั้ง มีสาธุชนจากทั่วทุกมุมโลกมาปฏิบัติธรรมกันเต็มสภาธรรมกายสากลหลังนี้ เต็มทั่วทั้งลานธรรมมหาธรรมกายเจดีย์เป็นล้านๆ คน เป็นระเบียบงดงามอย่างไร เขาก็จะมองย้อนไปทราบทันทีว่าทั้งหมดนี่กำเนิดมาจากคุณยายอาจารย์ของเราเองที่เป็นต้นแบบนั่นเอง ดังนั้นเวลาที่เรากล่าวกันว่าคุณยายอาจารย์นี่ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คำว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงว่าคุณยายอาจารย์ท่านสร้างวัดมา ด้วยทุนเริ่มต้น ๓,๒๐๐ บาท ไม่ใช่หมายถึงพื้นๆ แค่นั้น แต่ความจริงแล้วหมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นเป็นวัดพระธรรมกายที่งดงามในขณะนี้นี่ ได้ถอดแบบมาจากคุณยายอาจารย์ของเราเองที่ได้วางรากฐานเอาไว้ เราต้องตระหนักตรงนี้แล้วก็ตั้งใจระลึกนึกถึงคุณของท่าน แล้วทำหน้าที่ของเราเองให้สมบูรณ์ต่อไป ให้กายๆ นี้คือวัดพระธรรมกายของเราเองเติบโตต่อไปอย่างสมบูรณ์แบบ คุณของกัลยาณมิตรประการที่ ๒. คือท่านช่วยอบรมสั่งสอนเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก เป็นยอดกัลยาณมิตรเอกของโลกนี่ พระองค์ได้รับยกย่องว่าเป็นสารถีผู้ฝึกบุคคลผู้สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูทั้งของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นครูของโลกว่างั้นเอง เพราะพระองค์จะรู้เลยว่าคนแต่ละคนที่มาถึงพระองค์ ควรจะสอนอย่างไร พระองค์จะสอนใคร พระองค์ก็ระลึกชาติไปด้วย ดูว่าคนๆ นี้ภพในอดีตทำกรรมอะไรมา เคยเกิดเป็นอะไร ย้อนเป็นร้อยเป็นพัน เป็นอสงไขยชาติทีเดียว ระลึกชาติไป สอนไป แล้วพระองค์ก็รู้วาระจิตด้วย เขากำลังคิดอะไรยังไงอยู่ ก็สอนไป ดูวาระจิตเขาไปแล้วก็สอนไป เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ คำ จึงตรงใจผู้ฟัง จะมีคนมาฟังเทศน์พระพุทธเจ้ากี่คนมากน้อยเพียงใดก็ตาม พอฟังเสร็จทุกคนจะมีความรู้สึกว่า โอ้ เหมือนพระพุทธเจ้ากำลังเทศน์ให้เราฟังเลย เฉพาะตัวเรา เพราะมันตรงใจเหลือเกิน มันแทงใจเหลือเกินนี่ นี่เป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์เวลาสอนนี่ พระองค์ไม่ได้สอนหวังจะให้เพราะ หวังจะให้คนมาเลื่อมใสศรัทธา เปล่าเลย นั่นเป็นผลพลอยได้เท่านั้นเอง แต่พระองค์ตรัสสอนทุกครั้ง ทรงมุ่งประโยชน์ผู้ฟังเป็นหลัก พระองค์เป็นเสมือนนายแพทย์ผู้ฉลาดที่รักษาโรคของคนไข้ เขามุ่งหวังว่าจะทำยังไงจะให้ไข้หาย ไข้บางอย่างก็เจียดยาให้กิน ไข้บางอย่างมันหนักๆ เข้าเป็นไง มันต้องผ่าตัดก็มีนะ ดูแล้วน่ากลัว เอามีดกรีดท้องกรีดตัวเข้าไปนี่ เปิดสมองเข้า ดูแล้วน่าตกใจไหม น่าตกใจ แต่พระองค์เป็นแพทย์ผู้ฉลาด ถ้าหมอที่ฉลาด เปิดสมองเปิดกะโหลก ผ่าตัดสมองก็หายได้ ตัดท้อง ตัดปอด ตัดลำไส้ ย้ายหัวใจ ก็ยังหายได้ แม้ตอนผ่าตอนตัดจะดูน่ากลัวเพียงใดก็ตาม เหมือนกัน พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ใช่เทศน์เพราะๆ อย่างเดียวนะ มีอยู่คราวหนึ่ง พระองค์เสด็จไปในแคว้นโกศลพร้อมพระภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่ง แล้วเห็นไฟกองหนึ่งกำลังลุกโชติช่วงอยู่ พระองค์ก็ถามพระภิกษุว่าภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นไฟกองนั้นไหม ภิกษุทั้งหลายก็ตอบว่าเห็นพระเจ้าค่ะ พระองค์ถามต่อว่าภิกษุทั้งหลายเธอสำคัญเป็นไฉน ว่าการกอดกองไฟ นั่งกอดนอนกอดกองไฟนี่นะ กับการกอดหญิงสาวที่งดงามที่ธิดากษัตริย์บ้าง เป็นบุตรของเศรษฐีมหาศาลบ้าง ธิดาของพราหมณ์มหาศาลบ้าง อันไหนดีกว่ากัน ภิกษุบอกโอ้ กอดกองไฟนี่น่ากลัว กอดหญิงสาวดีกว่า พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะการกอดกองไฟอย่างมากก็คือร้อน แล้วก็ถูกเผาตายไปในชาตินี้เท่านั้น แต่ภิกษุรูปใดหากไม่ได้ตั้งใจประพฤติธรรม มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสม แล้วไปถูกต้องตัวหญิงสาวนี่เข้านี่ ต้องไปรับกรรมในอบายภูมิ นี่หนักหนาสาหัสกว่ากันเยอะแยะ กอดกองไฟกองนี้ยังดีเสียกว่า แล้วยังเปรียบกับการว่า เออ ระหว่างการรับการกราบไหว้ของคนทั่วไป กับการถูกคนจับมัด เอาเชือกหนังรัดที่แข้งนี่ แล้วก็ถูไปถูมา จนกระทั่งเชือกหนังนี่ที่คมนี่นะจ๊ะ ค่อยๆ เฉือนผิว เฉือนหนัง เฉือนเนื้อ เฉือนกระดูก จนจรดเยื่อในกระดูกนี่ อันไหนดีกว่ากัน ภิกษุก็ตอบว่าเออ รับการกราบไหว้ดีกว่า แต่พระพุทธเจ้าพระองค์บอก ถ้าหากปฏิบัติไม่เหมาะสมแล้วล่ะก็ ยอมถูกเฉือนหนัง เฉือนเนื้อ เฉือนกระดูกอย่างนั้นยังดีเสียกว่า เพราะรับกรรมตาย เจ็บทรมานแค่ชาตินี้ แต่ว่ารับอัญชลีของคนทั้งหลายแล้ว ทำไม่เหมาะสมนี่ ต้องรับกรรมในอบายภูมิน่ากลัว แล้วยังเปรียบเทียบอื่นๆ อีกหลายข้อทีเดียว พอพระองค์เทศน์จบนี่นะ ปรากฏว่ามีภิกษุบางพวกนี่ถึงขนาดโลหิตอุ่นๆ นี่ทะลักออกมาจากปากเลยนะ พูดง่ายๆ กระอักเลือดเลยนี่ ภิกษุบางพวกก็ลาสิกขาไปก็มี แล้วภิกษุ ๖๐ รูปฟังแล้วตั้งใจน้อมนำใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนา จนเข้าถึงธรรมกาย หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์อยู่ตรงนั้นเอง ๖๐ รูป นี้ก็มี ไม่ใช่พระพุทธเจ้านั่งเทศน์เพราะๆ นะ คือเทศน์แบบผ่าตัดนี่ก็มี เรียกว่าเอาให้หายกันเลย คุณยายอาจารย์ของเราเช่นเดียวกัน คุณยายสอน ท่านสอนข้ามภพข้ามชาติ ไม่ได้สอนทำความดีเฉพาะชาตินี้ แต่ชี้เลยว่าทำอย่างนี้แล้ว ผลจะเป็นยังไง จะต้องไปรับกรรมอะไร อย่างนี้ไม่ดีนะ ต้องไปตกนรก ต้องไปเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ มันแย่นะ ถ้าทำอย่างนี้มันดียังไง เออ จะไปเกิดบนสวรรค์ยังไง บุญบารมีสั่งสมเต็มที่ขึ้น จนหมดกิเลสจะเข้านิพพานอย่างไร จะเข้าถึงธรรมอย่างไร ท่านชี้ข้ามภพข้ามชาติ แล้วคำสอนคุณยายนี่ง่ายๆ แต่ตรงใจ แล้วก็แทงใจ บางทีท่านกำลังถอนหญ้า พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะไปเห็น ถามคุณยายถอนหญ้า คุณยายนึกอะไร ท่านบอกท่านก็ระลึกชาติไปด้วย เป็นอย่างนั้น บางคนมากราบคุณยาย เพิ่งมาครั้งแรก พอกราบเสร็จยังไม่ทันพูดอะไรเลย พอกราบปั๊บ คุณยายก็บอก คุณ คุณเลิกเล่นม้าเสียนะ เจ้าตัวนี่สะดุ้งโหยงเลย เพิ่งมาหาคุณยายครั้งแรก ไม่ได้พูดอะไรสักคำ คุณยายรู้ได้อย่างไร คุณยายจับนั่งธรรมะเสีย พอใจใส สว่าง ได้คิดเข้า เลยเลิกได้จริงๆ เลยนี่ นี้ก็มี แค่คำ ๒ คำ พลิกชีวิตของคนๆ หนึ่งไปเลย มีโยมอีกคนหนึ่งเป็นคนมาส่งของที่ครัว วันหนึ่งเอารถมาส่งไส้กรอกที่ครัว ระหว่างกำลังถ่ายของอยู่นั่นเองนี่ คนงานกำลังถ่ายของ เขาก็ยืนสูบบุหรี่ คุณยายเห็นเข้า ท่านก็เดินเข้าไปหา ยกมือไหว้ก่อนแล้วก็บอก คุณ คุณ คุณเลิกสูบบุหรี่เสียเถอะ คนนี้เขาก็เกรงใจคุณยาย เขาก็หยุด แล้วเขาก็พูดว่า นี่คุณยายครับ คุณแม่ผมเขาก็ห้ามผมหลายครั้งแล้วนี่ คนนี้เป็นคนส่งของไม่ใช่ลูกศิษย์วัด จะมาส่งของเฉยๆ บอกคุณแม่ผมก็บอกให้ผมเลิกหลายที แต่ผมเลิกไม่ได้ เพราะเวลามีเรื่องกลุ้มใจมันคิดมาก มันก็ต้องคิดไปสูบไป เป็นอย่างทุกที คุณยายก็บอก คุณ เวลาคุณกลุ้มใจคุณก็ไปเดินเล่นซิ ถ้าเกิดว่าไม่รู้จะทำยังไงดี คุณมาหายายก็ได้ คุณยายท่านก็พูดง่ายๆ อย่างนี้ คนนั้นฟังแล้วเต็มตื้นขึ้นมาในใจ โอ้ นี่คุณยายท่านเมตตาเราขนาดนี้ แม้ไม่ใช่ลูกศิษย์วัด แต่มาส่งของที่วัดบ่อยๆ ก็รู้ว่าคุณยายเป็นที่เคารพบูชาของลูกศิษย์ลูกหาเพียงใด คุณยายท่านเมตตาเราขนาดนี้ เลยปฏิญาณคุณยาย ควักซองบุหรี่ออกจากกระเป๋าได้ ไปทิ้งถังขยะ แล้วก็เลิกบุหรี่ได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เลยเข้าวัดปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจังไปเลยนี่ นี้ก็มี นี่คุณยายของเรา บางครั้งคุณยายท่านไม่ค่อยพูดอะไรยาวๆ นะ ท่านก็พูดสั้นๆ ทุกที แต่ได้ผลชะงักทุกครั้งเลย มีอีกตัวอย่างหนึ่งคือพี่จรของเรา หรือเมื่อท่านบวชแล้วก็คือหลวงพี่กรุณาจาโรนั่นเอง เป็นธรรมทายาทรุ่น ๑ รุ่นอาวุโสของวัดทีเดียว เป็นคนที่รักการศึกษาธรรมะมาก เป็นคนตรงไปตรงมา แต่เพราะความตรง บางทีก็ไปกระทบกับคนไว้เยอะเหมือนกัน บางทีก็ถูกดุถูกอะไรต่างๆ มาบ้าง แต่เป็นคนที่มีความตั้งใจในการฝึกตัวเอง และเคารพครูบาอาจารย์มาก มีอยู่วันหนึ่ง พี่จรของเราตอนนั้นเป็นอุบาสกยังไม่ได้บวช เดินกำลังหน้ามุ่ยมาเลย เพราะว่าไปกระทบอะไรเข้า แล้วก็ถูกดุ ถูกตำหนิ ถูกอะไรต่างๆ นานามา ก็เดินแบบเรียกว่ากำลังกลุ้มเลยนี่ ท้อใจ เราทำไมเป็นอย่างนี้หนอ คงนึกท้อใจตัวเองอยู่เรื่อย แล้วเดินผ่านทางกุฏิคุณยายที่อาคารปรมินมิตวสวตีนี่ ข้างๆ ศาลาดุสิตที่วัด เดินผ่านคุณยายพอดี คุณยายท่านชำเลืองมองแปปเดียวเท่านั้นเอง ท่านเอ่ยมาคำเดียวบอก จรเอ๊ย ใครจะรักใครจะชังปล่อยเขาเถอะนะ อย่าไปสนใจเขา ช่างเขาเถอะ เราเอาใจเข้ากลางไปก็แล้วกัน ฟังเท่านั้นเอง พี่จรของเรานี่ ใจนี่ฟูขึ้นมาเลย ที่แฟบๆ อยู่ตะกี้นี้มันหายไปไหนหมดก็ไม่ทราบ ใจฟู มีกำลังใจมากเลย กลับถึงที่พัก ตั้งใจนั่งหลับตา เสร็จแล้วก็ได้เขียนกลอนขึ้นมา ๑ บท เป็นคติสอนตัวเองมาตลอด ก็สั้นบอกว่า ใครจะรัก ใครจะชัง ช่างเขาเถอะ ผู้ประเสริฐ ทำใจ ไม่หวั่นไหว ทำใจหยุด ใจนิ่ง มันเรื่อยไป วันหนึ่งไซร้ ได้ที่พึ่ง เข้าถึงธรรม จากคำสั้นๆ ของคุณยายก็ได้ให้กำลังใจอย่างมหาศาลกับลูกศิษย์ แล้วเป็นคติเตือนใจในการปรับใจตัวเองตลอดชีวิต แล้วก็ไม่ได้เก็บเฉพาะตัวเอง แต่ได้ถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องๆ ต่อมาภายหลังอีกมากมาย นี้คือคุณยายอาจารย์ของเรา และคุณยายอาจารย์ของเราเอง ท่านก็ฝึกพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวให้ช่วยสอนสาธุชน โดยแบ่งหน้าที่ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวทำหน้าที่เกลาหยาบเสียก่อน มาถึงต้องส่งหลวงพ่อทัตตะก่อน ให้ฝึกหยาบ เกลาเสียก่อน พอเริ่มเนียนได้ที่แล้ว เอ้าส่งต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย จะได้ฝึกละเอียดต่อ รับช่วงกันไป เพราะหยาบๆ จะมาถึงหลวงพ่อธัมมะมันหนักแรงเต็มที ให้หลวงพ่อทัตตะเกลาหยาบเสียก่อน แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวของเรานะจ๊ะ พวกเราก็รู้จักคุ้นเคยกันดี หลวงพ่อเป็นคนง่ายๆ กันเอง หัวเราะเสียงดัง พูดแบบลูกทุ่งใช่ไหมจ๊ะ บางทีก็พูดภาษาไทยแท้กับลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดนี่ แต่ดูท่านง่ายๆ อย่างนั้นนะ แต่ใครที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะทราบเลยว่าความจริงแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านละเอียดมาก ท่านเป็นคนละเอียดมากและสังเกตหมด ใครมาถึงท่านนี่ ท่านดูทะลุหมด ว่าแต่ละคนเป็นคนที่มีอัธยาศัยอย่างไร มีนิสัยยังไง แล้วคนอย่างนี้ต้องพูดด้วยยังไง บางคนต้องพูดด้วยความนุ่มนวล บางคนก็พูดด้วยความกันเองจะดีกว่า บางคนก็ใช้คำแรงๆ ท่านจะดูหมด เพราะฉะนั้นจะสอนลูกศิษย์ก็ตาม แม้จะรับแขกก็ตาม จะเป็นใครในประเทศ ต่างประเทศ คณะสมณะทูตจากต่างประเทศ ทั้งตะวันออก ตะวันตกมาถึงนี่ รักหลวงพ่อ เคารพหลวงพ่อทั้งนั้นเลย ถูกอกถูกใจ ติดอกติดใจนี่ เชิญหลวงพ่อไปยูเอ็นบ้าง ไปประเทศต่างๆ นี่ เขาจะเชิญหลวงพ่อไปเรื่อย นี่เป็นอย่างนี้ ท่านดูทะลุหมด อย่ามองเห็นแต่เพียงผิวเผินว่าท่านง่ายๆ แต่ความจริงท่านสังเกตตลอด ดูตลอด อ่านคนทะลุหมด ถึงสามารถสอนได้ตรงใจของแต่ละคนแล้วได้ผลดี อบรมธรรมทายาทกี่รุ่นกี่รุ่น ทุกคนเคารพรักหลวงพ่อทั้งนั้นเลย แล้วท่านสอนก็คือเน้นประโยชน์ มุ่งประโยชน์ผู้ฟังเช่นเดียวกัน ไม่ได้สอนเพื่อเอาใจคน แต่สอนว่าทำยังไงจะให้เขาเองมีนิสัยที่ดีขึ้น มีข้อบกพร่องยังไง จะปรับแก้ได้ โบราณบอกนะ บอกว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง คนท้องจะออกลูก พระจะสึกนี่ ห้ามยากนะ เราลองห้ามดูซิ ฝนจะตก ลองไปห้ามดู ฝนจะตก ฟ้าจะร้องนี่ คนท้องกำลังจะออกลูก ไปห้ามไหวไหมจ๊ะ เขาโอ๊ยๆ จะเบ่งออกลูกนี่ เอาเรื่องเหมือนกันนะ พระจะสึกอย่างนี้ห้ามยาก แต่มีเยอะแล้ว พระภิกษุสามเณรที่คิดจะลาสิกขา เพิ่งบวชใหม่ เสร็จแล้วคิดจะลาสิกขาไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พอท่านมองเห็นว่าใครดูแววแล้วน่าจะดำรงอยู่ในพระศาสนา ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไปได้ ท่านก็จะให้โอวาท บางทีใช้คำหนักๆ ใช้คำแรงๆ เพื่อให้ได้คิด และเมื่อได้คิดได้สติ ก็จะได้เลิกความคิดที่ไม่ถูกต้องนั้นเสีย แล้วหวนกลับมาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ในเพศพรหมจรรย์ต่อไป แล้วก็ได้ผลมาเยอะต่อเยอะแล้ว สิ่งที่โบราณบอกทำได้ยากนี่ หลวงพ่อทำได้ แต่ไม่ได้ทำทุกคน ท่านจะดูคนก่อนนะ ว่าคนไหนควร คนไหนชวนอยู่ต่อนี่สงสัยปวดหัวตลอดชาติแน่ ไม่เอา จะสึกก็สึก ปล่อยไป แต่คนไหนเออ คนนี้คือเพชรที่รอการเจียระไน มาถึงท่าน ท่านก็เจียระไนให้เสร็จเลย ก็อย่างที่ว่าท่านถือสูตรพระพุทธเจ้า ไม่ได้เทศน์เอาใจ ไม่ได้เทศน์เอาเพราะ แต่เทศน์มุ่งเอาผลว่าทำยังไงจะหยุดเขาได้ บางครั้งต้องใช้คำแรงๆ เพื่อให้สลดใจ ให้เกิดสติ และได้ข้อคิด ก็ทำ นี่คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ทั้งหมดนี่ ท่านก็เล่าไว้เองบอกว่าได้จากคุณยาย คุณยายฝึกท่าน ๒ ปีเต็มๆ นั่งรับแขก คุณยายนั่งเป็นพี่เลี้ยงอยู่ข้างๆ แขกมาก็เอ้าให้หลวงพ่อรับแขกไป ใหม่ๆ ท่านบอก ท่านก็พูดไม่ถูกไม่รู้จะพูดยังไง ก็ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่รู้จะตอบยังไง ท่านก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอแขกกลับ คุณยายก็จะแนะนำหลวงพ่อว่าควรจะพูดยังไง บอกยังไง ๒ ปีเต็มนี่ เหล่านี้ก็ได้หล่อหลอมมาเป็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา เพราะความที่ท่านเองเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง มีปัญญา มีความเคารพครูบาอาจารย์ มีความตั้งใจในการฝึกตัวเองอย่างเต็มที่ คุณยายจะได้เลือกขึ้นมา แล้วก็ให้เป็นแบบที่ช่วยทั้งถ่ายทอด แล้วก็สร้างพวกเราต่อๆ กันมาอีก นี้คือคุณของกัลยาณมิตร เป็นต้นแบบด้วย แล้วก็อบรมสั่งสอนให้เราด้วยเป็นประการที่ ๑. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความดี เกิดความเจริญก้าวหน้าประการที่ ๒. คือความเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ คิดเป็น หมายถึง เออ เมื่อครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตรได้ช่วยแนะ ช่วยนำ ช่วยสอนเราแล้ว เราก็รู้จักจับประเด็นนำแง่คิดมุมมอง คำสอนของท่านมาเตือน มาสอน มาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้ด้วยนะ ไม่ใช่ว่าฟังผ่านไปเฉยๆ เพราะคำสอนคำเดียวกัน หมู่คณะที่ฟังนี่ได้ผลไม่เหมือนกัน เหมือนที่เล่าเมื่อสักครู่นี้ พระพุทธเจ้าพระองค์เทศน์หนักๆ พระบางรูปก็ถึงขนาดกระอักโลหิต บางรูปก็ลาสิกขา แต่หมู่ใหญ่ทีเดียวที่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เนื้อหาคำสอนเหมือนกัน แต่ผู้คิด ผู้ฟังที่คิดจากมุมมองต่างกัน ก็ได้ผลต่างกันฟ้ากับดิน มาอยู่ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเข้ามา พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้เป็นกัลยาณมิตรของคุณยายอาจารย์ของเรา เราจะได้ฟังกันเสมอ ว่าท่านเองเวลาที่ลูกศิษย์คนไหนนั่งปฏิบัติธรรมแล้วไม่เอาจริง ทำเหยาะๆ แหยะๆ ท่านเรียกว่าอะไรเอ่ย ไอ้ขี้ไต้ใช่ไหมจ๊ะ พวกขี้ไต้ พอลมพัดทีนี่ มันก็ฮือที พอหยุดพัดเป็นไง มันก็มอด แดงๆ วอบแวบ ๆ ลมพัดกระพือที ก็ลุโพลงมาอีกที บอกไอ้ขี้ไต้ เชียร์ทีก็ลุกที หยุดทีก็มอด ท่านเลยเรียกไอ้ขี้ไต้ แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำว่าไอ้ขี้ไต้นี่นะ ถามว่าคนฟังมีผลอย่างไร ไม่เหมือนกันนะ บางคนฟังแล้วก็น้อยใจ น้ำตาหยดเผาะๆๆ ทีเดียว โอ้โฮ เราอุตส่าห์มาตั้งใจปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อขนาดนี้นะ ทุ่มเทขนาดนี้ ดูซิหลวงพ่อไม่เอาใจเราบ้างเลย ดุเราขนาดนี้นี่ ร้องไห้น้อยอกน้อยใจอย่างนี้ก็มี เราอย่าฟังแล้วนึกเฉยๆ เออแปลกๆ ดี ลองนึกตัวเราเองก็แล้วกัน ว่าถ้าเกิดตัวของเรานี่นะ เราถูกหลวงพ่อดุว่าไอ้ขี้ไต้อย่างนี้ เป็นไง เรารู้สึกยังไงนี่ ไม่แน่นะ คนน้ำตาล่วงอาจจะเป็นตัวของเราเองก็ได้นะ แต่มันห่างตัว เราคิดว่าเอ๊ะ ไม่น่าเป็น แต่ลองนึกภาพว่าถ้าเราเจอเข้ากับตัวของเราเอง จะเป็นยังไงนี่ ไม่แน่เหมือนกันนะนี่ เพราะงั้นบางคนฟังแล้วน้อยใจ บางคนฟังแล้วก็เคืองๆ ขัดใจ แหมหลวงพ่อใช้คำกับเราหนักจังเลย น้อยใจผสมโกรธนิดๆ ก็มีเหมือนกัน แต่บางส่วนฟังแล้วเป็นไง เกิดแรงฮึด ตั้งใจปฏิบัติธรรมต่อไป เลยได้ผลดีเยี่ยมต่อไป นี้ก็มีอยู่ ผลต่างกัน อยู่ที่ว่าคนนั้นมีโยนิโสมนสิการ คิดเป็นหรือเปล่า รู้จักจับแง่มุมมองหรือเปล่า คุณยายอาจารย์ของเรานี่ตลอดชีวิตไม่เคยได้ยิน ไม่เคยถูกหลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกว่าไอ้ขี้ไต้เลย เพราะคำตำหนิใดๆ นี่ คุณยายจะไม่ยอมให้คำตำหนิพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาถึงตัวท่าน ท่านจะตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นดีขึ้น จนคำตำหนิมาไม่ถึงท่านเลย ให้ดีขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นตลอดม้าอาชาไนยมันจะคอยสังเกต พอเห็นเจ้าของนี่ลงแส้ม้าตัวอื่น มันจะดูว่าเป็นเพราะม้าตัวนั้นไปทำผิดทำพลาดอะไรไว้ ถึงได้ถูกแส้อย่างนั้น แล้วมันจะไม่ยอมทำอย่างนั้นเลย ดังนั้นตลอดชีวิตม้าอาชาไนยจึงไม่เคยโดนแส้เลย คุณยายอาจารย์ของเราเองก็เป็นบุรุษอาชาไนย แม้ท่านจะเป็นสตรีก็ตาม มีสติ สังเกต มีโยนิโสมนสิการ มีความเคารพครูบาอาจารย์ แล้วก็ตั้งใจพัฒนาตัวเองตามคำสอนครูบาอาจารย์อย่างเต็มที่เต็มกำลัง เพราะงั้นตลอดชีวิตท่านจึงไม่เคยโดนคำตำหนิจากรพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีแต่คำชมที่หลวงพ่อไม่เคยชมใคร ที่เราเองรู้กันดีว่าเออ ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง คำชมสั้นๆ คำนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่ของง่ายนะ แต่เกิดขึ้นจากการตั้งใจฝึกตัวเองตลอดชีวิตของคุณยายอาจารย์ของเรา เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ไม่เคยชมใครอย่างนี้เหมือนกัน มีแค่ครั้งเดียว แล้วคนเดียวเท่านั้น ก็คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา เราจะดูยังไงว่าเรานี่คิดเป็นหรือเปล่า มีโยนิโสมนสิการไหม คิดเป็นไหม ให้สังเกตง่ายๆ ว่าคนๆ ไหนเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว จะเป็นการฟังคำสอนครูบาอาจารย์โดยตรงก็ตาม หรือเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก็ตาม มันก็จะทำให้เกิดความคิดตามมา พอเกิดความคิดแล้ว ยิ่งคิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยิ่งลดลง ใจบริสุทธิ์มากขึ้นมากขึ้น อย่างนี้แสดงว่าคิดเป็น แต่ถ้าเกิดยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม ยิ่งคิดยิ่งอยากได้ ยิ่งคิดยิ่งโกรธมา พอเคืองใครมานั่งคิดนอนคิด ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ควันขึ้นเลย แสดงว่าคิดไม่เป็นแล้วนี่ ยิ่งคิดยิ่งลุ่มหลงมัวเมา แสดงว่าคิดไม่เป็น นี่วิธีการเช็กง่ายๆ ดูคุณยายอาจารย์ของเราซิ ไปถึงวัดปากน้ำครั้งแรก ไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนบ่าย พอกราบปั๊บหลวงพ่อท่านว่าไงจ๊ะ เอ็งมันมาช้าไป ยังไม่ทันพูดอะไรเลยนะ กราบครั้งแรกนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำมามองปั๊บเดียว ท่านมองทะลุไปแล้ว ไม่เฉพาะชาตินี้ มองข้ามชาติทีเดียว คำแรกก็ไม่ให้เสียเวลา ไม่ต้องอารัมภบทมาก คำเดียว เอ็งมันมาช้าไป ให้เข้าโรงงานทำวิชชาเลย ไปถึงเขาก็ รู้สึกว่าไอ้คนเส้นหรือยังไง อภิสิทธิ์หรือ ทำไมมาถึงปั๊บนี่ได้เข้าโรงงานทำวิชชาเลย เอาเตียงผุๆ ปะๆ มาให้ มุ้งเก่าๆ ขาดๆ มาให้ แล้วเป็นเวลาบ่ายจะเย็นจะค่ำอยู่แล้ว จะดูแลซ่อมแซมก็ไม่ค่อยทันเท่าไหร่ ถ้าเป็นเรา อาจจะนึกเคืองไหมจ๊ะ อาจจะขัดใจบ้างนะ เอ๊ะ ทำไมมาแกล้งกันนี่ แต่คุณยายท่านเป็นไง ไม่มีเลย เขาให้ยังไงมา ท่านก็รับไว้ ใจมุ่งอย่างเดียวจะเอาธรรมะ ทำความสะอาดเท่าที่เวลามี เตียงเก่ามีตัวเรือด กัดแปลบที ก็จับใส่กระป๋องนม ทำความสะอาดจนเกลี้ยงหมด มุ้งขาดก็ปะ แค่นั้นเอง ไม่คิดอะไร คำนี้จำให้ดีนะจ๊ะ คำว่าไม่คิดอะไรนี่ ๔ ตัวนี้นี่สำคัญทีเดียว ฝึกให้คุ้นเถอะ ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วไม่คิดอะไร เพราะทุกอย่างมันจะเริ่มจากความคิดตรงนี้แหละ ถ้าเราฝึกให้ชินว่าเออ มีอะไรเกิดขึ้นมาปั๊บนี่ เราไม่คิดอะไร โอ้ ใจเราจะโปร่งเบาทีเดียว (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) หากจะมีคิดก็คิดในทางที่ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจในการทำความดี ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกอภัย มีกำลังใจในการฝึกตัวเองให้บริสุทธิ์มากขึ้น ต้องให้ได้อย่างนั้น อยู่ใกล้กัลยาณมิตรจึงจะรองรับธรรมะจากท่าน รองรับคุณธรรมจากท่านได้เต็มที่ ฟังคำสอนท่านแล้วนี่ ยิ่งตรึกตรองก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง เอามาฝึกตัวเองได้จริงๆ ไม่มองผ่าน ไม่จับแง่มุมผิด ฟังคำสอน อ้อ ท่านสอนคำนี้ ท่านพูดกับเราเฉพาะตัวนะ ไม่ได้พูดในท่ามกลางชุมชน เราต้องใช้คำอย่างนี้แรงๆ ว่าท่านมุ่งหวังประโยชน์อะไรกับตัวเรา เราจะต้องฝึกตัวเองยังไง หรือแม้บางทีไม่ได้ฟังคำสอนของท่านโดยตรง ฟังถ่ายทอดข้ามมา คนอื่นมาเล่าให้ฟังต่อ เราก็ต้องคิดต่อว่าเออ คำนี้เราได้ยิน ไม่ใช่ฟังปั๊บ ก็เหมือนกันหมดไม่ใช่ คำๆ นั้นเกิดขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมอย่างไร ท่านพูดให้ใครฟัง คนเดียว เฉพาะตัว หรือว่าในท่ามกลางสมาคม ในที่ประชุม คนนั้นจะมีสถานะภาพไหน เป็นยังไง มองทีเห็นภาพรวมหมด แล้วเกิดความเข้าใจ แล้วจะยิ่งซาบซึ้งในคุณของครูบาอาจารย์มากขึ้น อันนี้เป็นต้น มองอะไรไม่ได้มองเป็นจุด แต่มองให้เห็นภาพรวม จะมาอย่างนี้ นี่คือส่วนหนึ่งของโยนิโสมนสิการ พวกเราทุกคนเป็นผู้ที่มีบุญ เราได้มาถึงวัด ได้มาพบคุณยายอาจารย์ของเรา มาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ขอให้ตั้งใจฝึกตัวเองให้ดีเถอะ ให้เราเองมีโยนิโสมนสิการจริงๆ รองรับธรรมะจากท่านได้จริงๆ แล้วเราจะมีความเจริญก้าวหน้า ความดีงาม บุญกุศลทั้งหลายจะหลั่งไหลมาสู่ใจของเรา ตัวเราจะงอกงามไพบูลย์ขึ้นในพระศาสนานี้อย่างแน่นอน ธรรมะ พระธรรมกายที่เรามุ่งหวังจะเข้าถึง เราเข้าถึงได้อย่างแน่นอน แล้วอย่างมั่นคงด้วย เมื่อมีกัลยาณมิตร และโยนิโสมนสิการ คุณยายอาจารย์ เมื่อท่านได้ให้สิ่งนี้กับเราแล้ว ทำให้เราเองทุกคนควรจะทำอย่างไร เราก็ต้องตั้งใจฝึกตัวเองตามคำสอนของท่าน ไตร่ตรองคำสอนให้ลึกซึ้งแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติตาม ในขณะเดียวกันเราก็ต้องตั้งใจทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับเพื่อนๆ ให้กับคนรุ่นหลังๆ ที่จะมาต่อไปด้วย ก็อย่างที่บอกแล้วตัวของเราทั้งตัวเริ่มจากเซลล์ๆ เดียวนี่นะ มันก็ค่อยๆ เติบโตมาตามลำดับใช่ไหมจ๊ะ จนกระทั่งคลอด จนเป็นเด็ก หัดเดิน หัดวิ่ง แล้วก็เติบโตมากขึ้นมากขึ้น ๑๒ ๑๕ ๒๐ โตขึ้นมาเรื่อยๆ เลย ถามว่าเซลล์ทุกเซลล์ เด็กทุกคนต้องโตเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบทุกคนหรือเปล่า มันก็ไม่แน่นะ ถ้าหากดูแลไม่ดีนี่ ก็อาจจะบาดเจ็บพิกลพิการไปก็เป็นได้ บางทีถึงตายก็เป็นได้ ยังไม่ได้ต้นแบบดี เราต้องดูแลหล่อเลี้ยงรักษาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบให้ได้ วัดของเราที่คุณยายท่านเริ่มต้นให้ ยากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นนี่นะ ตอนเริ่มต้นนี่ยากที่สุดเลย เหมือนรถนี่ จะผลิตเป็นล้านๆ คัน เริ่มต้นก็โมเดลคันเดียว โมเดลคันนั้นแหละ รถโมเดลที่เขาใช้เวลาผลิตข้างนอกตั้งหลายปี จะเป็นตัวกำหนดว่ารถคันนี้ออกมาแล้วจะขายดีหรือเปล่า จะได้รับคำนิยมไหม ถ้าแบบดี สวยงาม ใช้สะดวก คล่อง ขายดี ก็ top hit ขายเป็นล้านๆ คันเลย แต่ถ้าเกิดโมเดลไม่ดีเป็นยังไง ก็ขายไม่ออก ก็อยู่ที่ต้นแบบคันนั้นแหละ เพราะงั้นต้นแบบนี่ยากที่สุดเลย แล้วเมื่อคุณยายได้ให้สิ่งที่ยากที่สุดกับเราแล้วนี่ หน้าที่ของเราเองก็คือต้องช่วยหลวงพ่อ คุณยายท่านให้แบบหลวงพ่อท่านหล่อเลี้ยงให้เติบโตมาถึงจุด ณ นี้นะจ๊ะ เราเองก็ต้องมาช่วยหลวงพ่อท่านทำให้แบบอันนี้นี่สมบูรณ์ขึ้น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ครบบริบูรณ์ ปลดกังวลหลวงพ่อ มหาธรรมกายเจดีย์เอาให้เสร็จโดยเร็ว ลานธรรมให้เสร็จโดยเร็ว สภาหลังนี้ มหาวิหาร ทุกอย่างให้บริบูรณ์โดยเร็ว แล้วงานเผยแผ่พระศาสนาให้ขยายกว้างขวางไปทั้งโลก จนกระทั่งมีสาธุชนมาปฏิบัติธรรมกันไม่ขาดสาย เป็นล้านๆ คนจากทั่วทุกมุมโลก พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งผืนดิน นั้นจึงถือว่าเออ ต้นแบบที่คุณยายท่านได้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายมาได้เติบใหญ่จนถึงจุดที่สมบูรณ์แล้ว แล้วพวกเราทุกคนก็สามารถชื่นใจตัวเองว่าเออ ถ้าเปรียบเสมือนเรานี่เป็นเซลล์ๆ หนึ่ง ในกายคือวัดพระธรรมกายแห่งนี้ เราเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเซลล์ที่เป็นแหล่งให้เกิดเชื้อโรค หรือให้อาการเจ็บป่วย หรือเป็นเซลล์มะเร็งแต่อย่างหนึ่งอย่างเดียวเลย เป็นเซลล์ๆ หนึ่งที่ให้ร่างกายนี้แข็งแรง และเติบใหญ่ ทำงานตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี้คือการสนองคุณของยอดกัลยาณมิตรของเรา คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง และสิ่งนี้ก็จะเป็นพื้นฐานให้เราเองมีความงอกงามไพบูลย์ในวงธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งภพนี้ ภพหน้า แล้วตลอดไป ตราบกระทั่งเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม วันนี้ก็ขอฝากพวกเราทุกท่านเอาไว้เท่านี้ ขอเจริญพร อีกสักครู่เดี๋ยวเราเองตั้งใจนั่งหลับตาเจริญภาวนากันนะ เราหลับตารวมใจของเรานิ่งๆ จรดใจของเราเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา นึกให้ตัวของเราโล่ง ว่างๆ โปร่ง เบา ความคิดต่างๆ ที่ทำให้ใจของเราไม่บริสุทธิ์ คิดไปแล้วเป็นการเพิ่มพูนกิเลส จะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงก็ตาม เราปล่อยให้หลุดไปจากใจของเรา ให้ทะนุถนอมใจของเราซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงยิ่ง ให้บริสุทธิ์ สะอาด ให้เราทุกคนรักธรรมะเยอะๆ เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ของเราเองที่ท่านรักธรรมะมาก อย่างอื่นท่านไม่ติดใจอะไรเลย มุ่งเอาธรรมะอย่างเดียว เราเองทุกคนก็ต้องนั่งธรรมะ รักศูนย์กลางกาย รักพระธรรมกายเหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา เอาใจของเราเองมาจรดที่ศูนย์กลางกาย ตรึกนึกถึงองค์พระใส หรือนึกถึงดวงแก้วใสตามถนัด มีใจผูกพันกับศูนย์กลางกาย กับธรรมะภายในอย่างนี้นะจ๊ะ ให้นึกบ่อยๆ นึกเสมอๆ สิ่งอื่นจะเป็นอะไรก็ตาม จะเป็นสมบัติท่วมโลก จะเป็นชีวิตใดก็ตาม มันไม่เที่ยง และไม่ได้มีคุณค่าเหมือนธรรมะเลย เราเอาใจมาอยู่กับธรรมภายใน เข้าถึงธรรมแล้วจึงจะเป็นประโยชน์ที่แท้จริง ติดตามรักษาตัวเราได้ข้ามภพข้ามชาติ ช่วยให้เราเองพ้นอบายได้ ไปสู่สุคติภูมิได้ ช่วยเราเองทั้งชาตินี้ชาติหน้า จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมเลย เพราะงั้นเราเองให้รักธรรมะมากที่สุด ให้ใจหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ให้ใจหยุดในหยุด หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป สัพเพ… หน้า PAGE 14 440202FW-TNT