เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร
(ม้วน 1/A)
พระฐิตสุทโธ : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ ท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา กัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
ในคราวที่แล้ว การบรรยายธรรมคราวที่แล้ว อาตมาได้ฝากการบ้านให้ลูกหลานยายที่มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลยาย ได้ช่วยกันทำหน้าที่ของเจ้าของบ้านเจ้าของวัดในการช่วยกันสอดส่องดูแลสาธุชนที่มาบำเพ็ญบุญที่วัด ผู้มาใหม่บ้าง ผู้มาเก่าบ้างนั้น การต้อนรับปฏิสันถารของวัด เจ้าหน้าที่ของวัดตั้งแต่นี่ยามเฝ้าประตู คนโบกรถให้ไปจอดในที่ คนที่ทำหน้าที่เชื้อเชิญญาติโยมเข้าไปในที่ประกอบพิธี คนจัดรองเท้าก็ดี หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ให้บริการนะ อาหารหรือน้ำดื่มก็ดี ให้ช่วยกัน ให้ช่วยกันดูว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ที่ทำหน้าที่ปฏิสันถารของวัดนี่ ได้แสดงกิริยาหรือคำพูดอะไรที่ไม่เหมาะสม อันจะเป็นการทำลายศรัทธาของผู้ที่มาใหม่ อาตมาได้ฝากการบ้านไป
โดยบอกว่าถ้าพบได้เห็นขอให้ช่วยกันเขียนจดหมายที่มาอาตมา อาตมาจะได้รวบรวม แล้วก็หาแก้ไข อาจจะนำเสนอผู้ใหญ่ให้ปรับเปลี่ยนผู้ที่ทำหน้าที่ให้เหมาะสม ๒ อาทิตย์เศษก็ยังไม่มี ยังไม่มีอะไรเข้ามา
ซึ่งการปรับเปลี่ยนหน้าที่นี่ สมัยคุณยาย สมัยคุณยายอย่างที่เคยเล่าให้ฟัง ถ้าใครดู ที่ยายดูแล้วนี่ เป็นผู้ที่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี ยายก็ไม่ให้ทำหน้าที่ปฏิสันถาร หรือแม้แต่ตัวอาตมาเองสมัยสร้างวัดใหม่ๆ อาตมาเองนี่ทำงาน งานสนามเป็นประจำ ต้องคุมคนงาน มีหน้าที่ดูคนงาน ดูแลคนงาน เพราะฉะนั้นเวลาญาติโยมมานี่ อาตมาเองก็จะไม่ ไม่ทำหน้าที่ปฏิสันถาร ส่วนมากแล้วก็ จะโยนแล้วก็จะชี้ไปหาหลวงพ่อทัตตะให้ท่านทำหน้าที่ปฏิสันถาร สนทนาธรรมกับแขก เพราะว่าอาตมาทำงานนี่บางครั้งสภาพการงานไม่พร้อม เช่นบางทีอยู่กลางแดดเข้ามานี่ เหงื่อไคลอาจจะว่าเป็นคราบอยู่ตามอังสะที่ใส่ หรือบางครั้งสีหน้าต่างๆ ไม่พร้อมที่จะรับแขก เพราะงั้นก็เลย ส่วนมากจะผลักหน้าที่ไปให้หลวงพ่อทัตตะท่านทำหน้าที่
จนกระทั่งหลายครั้งที่หลวงพ่อทัตตะท่านเอง ท่านเย้าอาตมาไว้ บอกว่าองค์นี้เวลาแขกมาวัดเดินหนี จริงๆ ก็เป็นแบบนั้น ท่านเองวิจารณ์อาตมา บอกว่าหน้าอาตมานี่เหมือนกับสิงโต คือไม่มีรอยยิ้มเลยนะ เหมือนกับสิงโต เพราะฉะนั้นอาตมาก็รู้ว่าไม่เหมาะกับงานนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้เคยออกไปรับแขก
ในงานบุญใหญ่ซึ่งต้องเข้าไปในพิธีตั้งแต่เช้าหรือบ่ายก็ตาม ต้องพบปะญาติโยมสาธุชน ต้องทักทาย ตอนเลิกงานนี่ อาตมาเมื่อยที่สุด เพราะว่ากล้ามเนื้อส่วนที่ควบคุมการยิ้ม นานๆ มันใช้ทีนะ นานๆ มันใช้ที เพราะงั้นตอนเย็นจะเมื่อยหน้ามากเลย สังเกตดู แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ตาม คนเก่าๆ มาเจอหน้าอาตมาในงานบำเพ็ญกุศลยาย อาตมาเคยเห็นหน้าแต่ไม่รู้จักหรอกว่าชื่ออะไร อันนี้ต้องขอ ขอยกเว้นนิดหนึ่งเพราะว่ายุคก่อนก็ไม่ได้เข้าไปทักทาย ไม่ได้ทำความรู้จัก เพียงแต่เห็นหน้านี่เป็นคนเก่าที่มาวัด
เพราะงั้นปัจจุบันนี้ก็ตาม คนที่ทำหน้าที่ในการต้อนรับปฏิสันถารนี่ ขอให้เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนะ อาตมาเองยกตัวอย่าง อาตมาสมัยก่อนก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่นี้ เพราะว่าดูแล้วไม่เหมาะสมแต่ปัจจุบันนี่วัดเราใหญ่ พื้นที่กว้างขวาง จุดที่ทำหน้าที่บริการนี่หลายจุดด้วยกัน ยิ่งงานบุญใหญ่ เพราะงั้นคนที่ทำหน้าที่นี่ คนที่เกี่ยวข้องให้เน้นเรื่องเออ การต้อนรับให้ดี เพราะถ้าต้อนรับไม่ดี ญาติโยมมาเที่ยวเดียวเข็ด ญาติโยมบางท่านที่มาวัด อยู่ที่บ้านพร้อมหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะบริวารสมบัติ ทรัพย์สมบัติพร้อมหมด จะทานข้าวไม่ต้องตักข้าวเอง มีคนตักให้ จะทานน้ำ จะดื่มเครื่องดื่ม ไม่ต้องทำเอง มีคนส่งให้ถึงมือ แต่เมื่อมาที่วัดนี่ บางครั้งเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ถึง เช่นสมมติมากันครอบครัว สามีภรรยา อาจจะมีลูกเล็กๆ มาคนหนึ่ง ลูกสมมติสัก ๕-๖ ขวบ พอถึงจุดแจกอาหารนี่ สามีอาจจะทำหน้าที่ไปรับอาหาร ภรรยาก็ดูลูกเล็กๆ อยู่ พอไปถึงจุดแจกอาหาร ก็ไปต่อคิว ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน แต่ว่าด้วยความศรัทธาก็มีความอดทน พอถึงคิวตัวเอง ต่อคิวแล้วไปถึงตัวเอง พวกเจ้าหน้าที่ส่งให้ถุง ห่อเดียว ก็บอกจะขอรับไปเผื่อภรรยากับลูก เจ้าหน้าที่บางคนอาจจะไม่ให้ก็ได้ ผลสุดท้ายได้อาหารไปห่อเดียว ก็เอาไปให้ลูกก่อน ตัวเองกับภรรยาไม่ได้ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนใหม่เจอสภาพนี้ เขาอาจจะไม่กล้ามาอีกนะ มาแล้วอด ซึ่งไม่ตรงวัตถุประสงค์
สมัยก่อนยายบอก ยายอธิษฐานเลย ข้าพเจ้าจะมีข้าทาสบริวารเท่าไหร่ ขอให้เขามีกินมีใช้ ไม่ให้อด ยายบอกอย่างนี้ สมัยก่อนคุณยายเองนี่ เรื่องนี่ยายก็ไม่ได้ไอ้นั่นเลย ไม่ได้หวง ไม่ได้หวงห้าม ใครมาวัดต้องให้อิ่ม เพราะงั้นอยากจะทำเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ต้อนรับนิดหนึ่งว่าบางครั้งเราทำนี่ อาจจะได้ส่วนเดียวแต่เสียไปเยอะ เพราะงั้นเรื่องนี้อยากจะฝากทุกคนว่าต้องช่วยกันดู
อีกเรื่องก็คือคนที่มาวัด คนที่มาวัด สาธุชนที่เป็นผู้นำรถ ควรทำความเข้าใจ สาธุชนที่เป็นผู้นำรถควรทำความเข้าใจกับผู้ที่มาที่วัดว่าวัดนี่มีกฎระเบียบอยู่ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยนี่ บอกว่าเมื่อมาที่วัดนี่ ขอให้งดเรื่องบุหรี่ หรือสิ่งที่ไม่เหมาะสม นี่สิ่งที่ไม่เหมาะสม ขอให้งด จะได้ไม่หนักแรงเจ้าหน้าที่ที่วัด เพราะบางครั้งอาตมาเองนี่มา อาตมามาเห็นบางทีภาพไม่ค่อยเหมาะสม อย่างเมื่อ ๓-๔ อาทิตย์ก่อน ประมาณช่วงเดือนมกรา ซึ่งได้นิมนต์พระภิกษุสามเณรต่างวัดมาที่ มาร่วมพิธีที่วัดเป็นจำนวนมาก บางครั้งสามเณร นี่เห็นเป็นสามเณรนะ ก็แสดงกิริยาไม่ค่อยเรียบร้อยนะ เช่นพื้นที่เป็นที่นั่ง สามเณรเดินมาเมื่อยๆ ก็เลยนอนเหยียดลงไปเลย อันนี้เป็นต้นนะ ก็อยากจะฝากผู้นำรถ ผู้นำบุญทั้งหลายนี่ที่นิมนต์พระภิกษุสามเณร หรือชักชวนญาติโยมมานี่ ขอให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศของวัดให้เป็นที่ตั้งของความศรัทธา อันนี้จะได้ช่วยกันรักษาวัดเราให้อยู่ได้นานๆ เพราะว่าตราบใดที่มีสาธุชนทั้งหลายยังมีศรัทธาวัดอยู่ เมื่อนั้นวัดอยู่ได้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม สาธุชนทั้งหลายนี่หมดศรัทธาในวัด วัดอยู่ไม่ได้ พุทธศาสนาอยู่ไม่ได้ อันนี้ขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่ใช่เราเองเห็นแล้วก็ปล่อยวางเฉย ถ้าเราวางเฉยอย่างนี้เรามันจะเสียหาย
เหมือนอย่างปัจจุบันนี้ ที่วัดก็ถูกโจมตีมากๆ ถ้าในการคณะสงฆ์ตามวัดต่างๆ วางเฉยดูเราถูกโจมตีเฉยๆ นี่ เราคงเหนื่อยอีกมากเลย เราคงเหนื่อยอีกมากเลย แต่ว่าถ้ารวม ชาวพุทธรวมตัวช่วยกันปกป้อง เหตุการณ์ที่เลวร้ายก็จะคลี่คลายได้ จริงๆ แล้วถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ เราศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวเรานี่ การเสียกรุงครั้งที่ ๑ ก็ดี ครั้งที่ ๒ ก็ดี เพราะคนในชาติเราเองนี่ไม่สามัคคีกันนะ ไม่สามัคคีกัน วัดเราเหมือนกัน ถ้าพวกเราทุกๆ คนมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ใครทำอะไรเราไม่ได้ จริงๆ แล้วนี่ เราเคยผ่านวิกฤตมาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ๓๒ ช่วงนั้น เหตุการณ์บางเหตุการณ์ ญาติโยมปัจจุบันอาจจะยังไม่รู้ก็ได้
อาตมาจะเล่าให้ฟังย่อๆ เรื่องนี้ จริงๆ ไม่ตั้งใจพูดเรื่องนี้ แต่จะชี้ให้เห็นว่ายุคนั้นเราเองมีความสามัคคีกัน มีเหตุการณ์อยู่ ๒ เหตุการณ์ที่ยังไม่มีพระอาจารย์องค์ไหนเล่าให้ฟัง อาตมาก็จะเล่าให้ฟังแล้วกัน คือช่วงประมาณปี ๒๕๓๑ หรือ ๓๒ ตอนนั้นพิธีมาฆบูชาเรายังทำกันที่ลานธรรมในพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่นี่ ปัจจุบันก็คงอยู่ประมาณสภาธรรมกายสากล อยู่ด้านหน้าๆ เป็นลานธรรม พระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในการประกอบพิธีเราก็ตั้งอยู่บนเนิน เอาเต๊นท์กาง กันแดดกันฝนให้ท่าน ปรากฏว่าพระพุทธรูปของเราถูกชาวบ้านที่เป็นพวกลูกนาที่ต่อต้านวัดเข้ามาทุบทำร้าย อันนี้ญาติโยมบางคนอาจจะไม่ทราบก็ได้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะว่าพระพุทธรูปนี่ จริงๆ อาจจะไม่ชอบวัด ก็อีกเรื่อง แต่พระพุทธรูปนี่ทุกวัดมี เป็นที่เคารพสักการะของทุกคนในการกราบไหว้ ขนาดพระศาสดานี่ยังถูกทำร้ายนี่ ก็ไม่รู้ว่าเออ ผู้ที่ทำเป็นชาวพุทธหรือเปล่า
อีกอันหนึ่งก็คือกุฏิสมัยนั้นเป็นกุฏิจาก บริเวณธุดงค์พระ ถูกเผาไป ๓ หลัง ไฟไหม้ไป ๓ หลัง เหตุการณ์นั้นก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญเหมือนกัน แต่เราเองก็ค่อนข้างจะ ตอนนั้นก็ยังมีความเหนียวแน่นกันอยู่ คนที่อยู่ในวัดนี่สามัคคีกัน มีอะไรช่วยกัน พอไฟไหม้ก็ช่วยกันดับไฟ แล้วก็ไม่ได้เป็นข่าวอะไร แต่นี่ขอให้รู้ว่าเราผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนั้นมาได้เพราะความสามัคคีกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดนะ อันนี้อาตมาเคยได้ยินยายพูดบ่อยๆ ก็อยากจะทำความเข้าใจกับญาติโยมที่มาวัด ที่ตั้งใจมาบำเพ็ญบุญ ยายพูดว่าคนบางคนทำบุญ ก็เอาบุญ แต่บางคนทำบุญจะเอาคุณ ทำบุญแต่ไม่ได้หวังบุญ จะเอาบุญคุณ ยายบอกใครอยากได้บุญ ทำบุญเอาบุญก็ได้บุญ ใครทำบุญจะเอาคุณก็ได้คุณไปนะ อันนี้จริงๆ แล้วเราเองอาจจะเคยได้ยินพระอาจารย์เทศน์ว่าการทำบุญนะประกอบเหตุ ๓ อย่างที่ได้บุญเต็มที่
๑. วัตถุทานที่ได้มา ได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๒. ก่อนให้ก็ตั้งใจ ขณะให้ก็ตั้งใจ หรือหลังจากให้ทานไปแล้ว เราเองก็ยังระลึกถึงบุญอยู่ นี่สำหรับผู้ให้
อันที่ ๓. ผู้รับจะเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือเป็นผู้ที่ขวนขวาย เป็นผู้ขวนขวายเพื่อให้เข้าถึงธรรมนะ เป็นผู้ขวนขวาย
อันที่ ๑. คือเป็นผู้ที่บริสุทธิ์นะ ปราศจากกิเลส หรือผู้ที่ขวนขวาย เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส เราได้ยินได้ฟังกันมานะ แต่ในเชิงปฏิบัติจริงๆ จริงๆ แล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ เช่นยกตัวอย่าง เราทำบุญเอาอาหารมาถวายพระ วัตถุทานบริสุทธิ์ เราตั้งใจถวาย ถวายเสร็จแล้ว แล้วก็นั่งดู เอ๊ะ พระจะฉันของเราหรือเปล่า บางคนนั่งนับเลยว่าฉันไปกี่คำ ฉันไปกี่คำ อาหารนี่แต่ละคนการรับรู้ไม่เหมือนกัน เพราะงั้นบางครั้งนี่อาหารนี่ อาจจะถูกปากบางคน ไม่ถูกปากบางคนก็ได้
อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟัง สมัยที่สร้างวัดใหม่ๆ ญาติเปิดโอกาสให้ญาติโยมมาทำอาหารในครัว บางคนมีฝีมือก็มาทำอาหาร เตรียมอาหารมา หรือเตรียมวัตถุมา ก็ตอนนั้นพระเราแค่ ๘ รูป ๙ รูป ก็ญาติโยมมาทำก็ ทำเลี้ยง กิน บางทีวันเสาร์อาทิตย์นี่มาทำอาหารเลี้ยงได้ บางคนที่ทำอาหารนี่ ถ้าคนที่ปรุงอาหารรสปานกลางนี่ คนที่ทานอาหารรสอ่อนก็จะทานได้ อาจจะรู้สึกรสจัดไปนิดหนึ่ง คนที่รสปานกลางก็บอกว่าพอดี สำหรับคนที่อาหารรสจัดก็อาจจะเติมเองนิดหนึ่ง
อันนี้อาตมาเองเคยประสบกับตัวเองมา สมัยก่อนโยมที่ ที่เป็นลูกศิษย์คุณยาย มาทำอาหารเลี้ยงพระ อาหารเป็นอาหารจานเดียว ปรุงเป็นอาหารจานเดียว อาตมาจำไม่ได้ว่าก๋วยเตี๋ยวอะไร ทำเสร็จก็ถวายพระ พระก็ฉันกัน รุ่งขึ้นอีก ๒ วัน อาตมามีธุระไปที่บ้านโยมคนนั้น อาตมาก็ไม่ทราบว่ากำลังถกเถียงเรื่องอาหารว่ารสชาติจัด รสชาติอ่อน คือโยมท่านนั้นก็มีพี่น้องหลายคน พี่บางคนทานอาหารรสอ่อน ก็ตำหนิน้องสาวว่าโอ๊ย อาหารที่ทำวันอาทิตย์น่ะรสจัดเกินไป น้องสาวก็บอกกำลังดีแล้ว เขาถกเถียงกันก่อน อาตมาไม่ทราบหรอก พออาตมาเข้าไปในบ้าน โยมคนที่ทำอาหาร ถามอาตมาเลย บอกท่านอาหารในวันอาทิตย์เป็นยังไงบ้าง อาตมาก็ตอบไปตรงๆ อาตมาบอกว่าเติมน้ำปลา ๒ ช้อน น้ำส้มช้อนครึ่งกำลังดีเลย นะ เผอิญอาตมาเป็นคนฉันอาหารรสจัด ก็ตอบไปอย่างนั้น ก็เลยเหตุผลที่ถกเถียงกันหมดไป ว่ารสอ่อนรสจัดนี่หมดไป อันนี้เป็นตัวอย่าง
เพราะฉะนั้นอาหารที่ถวายพระ ญาติโยมถวายพระ ยิ่งองค์ต้นๆ นี่เป็นพระเถระนี่บางทีเหลือเฟือ แต่พระที่บวชใหม่ๆ บางทีก็อาหารไม่มากนัก เพราะฉะนั้นพระเราเองนี่อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อนี่ ท่านรับมาแล้วท่านอาจจะส่งต่อ ส่งต่อไปให้วงอื่นๆ นะ ทานเราก็มีผล แต่ถ้าเรามีความรู้สึกว่าทำไมท่านไม่ฉันเรานี่ ความเป็นเจ้าของยังมีอยู่ ยังมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอยู่ เพราะงั้นบุญกุศลที่จะได้ จะไม่เต็มที่ แต่พระท่านเองนี่ท่านก็เอื้อเฟื้อต่อกัน พระภิกษุในพุทธศาสนานี่มีความเอื้อเฟื้อกัน ถึงมีความสามัคคีกัน กลมเกลียวกัน รักษาพระพุทธศาสนามาให้เราจนถึงทุกวันนี้
ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล พระเถระบางรูปอย่างพระอานนท์ เคยได้รับจีวร ผ้าจีวรนะ เมื่อตอนนั้นเขาเรียกว่าผ้า จริงๆ ไม่ใช่ผ้าจีวรเป็นผ้ากำพลเนื้อดีถวายพร้อมกัน ๕๐๐ ผืน ท่านก็รับหมดเลย ผ้ากำพลนั้นน่ะเป็นของพระเจ้าอุเทนได้ประทานให้นางสาวสมาวดีผู้เป็นมเหสีกับบริวารได้ห่ม ผืนหนึ่งมีค่า ๕๐๐ แต่นางสาวสมาวดีกับบริวารนี่เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อฟังเทศน์ นิมนต์พระอานนท์เข้าไปเทศน์ ไปฉันภัตตาหารเพล แล้วก็มีความศรัทธาก็ถวายผ้านั้น พระอานนท์ก็รับหมดเลย ๕๐๐ ผืน พระราชาวันต่อมาไม่เห็นมเหสีห่มผ้าที่ประทานให้ ก็ถามบอกอ้าว ผ้าที่ประทานให้ไปไหนล่ะ มเหสีก็บอกว่าถวายพระเถระไปแล้ว พระราชาสงสัยบอกท่านหมดเลยหรือ ๕๐๐ ผืน มเหสีก็บอกว่ารับหมด พระราชานี่สมบัติเยอะก็จริง แต่ว่าก็เป็นผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบ
รุ่งขึ้นเสด็จไปถามพระอานนท์เลย ไปถามพระเถระบอกว่าท่านเองนี่รับจีวรตั้งมากมายนี่ ท่านใช้สอยองค์เดียวหรือ พระเถระตอบว่าไม่หรอกมหาบพิตร อาตมาก็แจกจ่ายให้พระภิกษุ เพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน พระราชาสงสัยต่อว่าเอ๊ะ แล้วพระที่รับจีวรไปแล้วนี่ จีวรผืนเก่าท่านนี่ ท่านไปทำอะไร ถามพระเถระ พระเถระก็บอกว่าท่านก็เอาจีวรผืนเก่านี่ไปให้แก่พระภิกษุผู้มีจีวรเก่ากว่าของท่าน
พระราชาสงสัย ถามต่อไปอีกว่าแล้วพระที่รับจีวรมานี่ทำอย่างไรกับจีวรเก่าที่มีอยู่ พระเถระก็ตอบว่าท่านก็เอาจีวรเก่าผืนของท่านมาทำเป็นผ้าปูนอน พระราชาถามต่อบอก แล้วผ้าปูนอนเก่านี่เอาไปทำอะไร พระเถระก็บอกว่าก็เอาผ้าปูนอนเก่ามาทำเป็นผ้าปูผืน พระราชาก็ถามต่ออีก แล้วผ้าปูพื้นผืนเก่าไปทำอะไร พระเถระก็บอกว่ามาทำเป็นผ้าเช็ดพื้นผ้าขี้ริ้ว พระราชาถามไปถึงผ้าขี้ริ้ว แล้วผ้าผืนเก่า ผ้าขี้ริ้วผืนเก่าไปทำอะไรต่อ พระเถระบอกว่าท่านก็เอามาโขลกให้ละเอียดกับดินใช้ยาฝา พระราชาไล่ตามลำดับไปถึง ทานที่ถวายในพุทธศาสนานี่นะไม่สูญเปล่าเลยนี่ ใช้ประโยชน์คุ้มค่าจริงๆ ก็ได้มีความศรัทธา มีความศรัทธาถวายผ้าจีวรพระเถระอีกหลายครั้งเลย
แต่ยุคสมัยปัจจุบันนี้นะ พระในวัดเรานี่ จีวรเก่าเราไม่ได้ไปทำผ้าขี้ริ้วหรอก ไม่ได้ไปทำผ้าขี้ริ้ว สาเหตุที่ไม่ได้ทำผ้าขี้ริ้วด้วยผ้าเช็ดพื้น เพราะหลวงพ่อท่านมีความเคารพในผ้ากาสาวพัสดุ์มาก ท่านบอกว่าผ้านี้เป็นผ้าที่เป็นธงชัยของพระอรหันต์ ท่านมีความเคารพ เพราะงั้นท่านไม่ยอมให้เอาไปทำเป็นผ้าขี้ริ้ว ไม่ให้ไปทำผ้าขี้ริ้ว ท่านให้ความเคารพ
อีกอย่างหนึ่งในยุคปัจจุบันนี้ผ้าก็มีมาก ไม่ได้หายากเหมือนสมัยก่อน ชี้ให้เห็นว่าพระภิกษุสมัยก่อนนี่มีความเอื้อเฟื้อกัน ปัจจุบันเราเองเหมือนกัน พระที่มีพรรษามากๆ มีญาติโยมศรัทธามากๆ บางทีญาติโยมก็อยากจะถวาย แต่ว่าถวาย ท่านก็อาจจะเอื้อเฟื้อทำทานต่อไปให้พระที่ขาด จริงๆ ญาติโยมก็จะได้บุญอีกต่อหนึ่ง ถ้าอนุโมทนากับท่าน
แต่ถ้าเจาะจงเลยว่าอึม มีความศรัทธาพระนี่มากเลย ซื้อรถให้ใช้ บอกนี่แหละมีความศรัทธาท่าน บางทีพระองค์นั้นท่านไม่ค่อยได้ใช้บ่อย ท่านไม่ค่อยได้ใช้ ท่านก็เห็นว่าเออ เมื่อเป็นสมบัติพระศาสนาก็อยากให้ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า อาจจะเผื่อแผ่ให้คนอื่นใช้บ้าง เพราะงั้นบางทีญาติโยมเห็นเอ๊ะ รถคันนี้เราถวายให้พระอาจารย์เราใช้นี่ เห็นคนอื่นใช้ ก็ขอให้นึกอนุโมทนา ว่าเออสมบัติของเราใช้คุ้มค่าจริงๆ นะ ใช้คุ้มค่าจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเราจะได้บุญนะ จะได้บุญ แต่ว่าถ้าเรานึกหวงแหนว่าโอ้นี่ ทำไมพระอาจารย์เราเอาไปให้คนอื่นใช้นี่ บุญเราจะได้ไม่เต็มที่ เพราะว่าเรายังมีความรู้สึกหวงแหนเป็นเจ้าของอยู่นะ อยากจะทำความเข้าใจให้ลูกศิษย์ยายทั้งหลายได้มีความเข้าใจว่าทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญ
อ้อ เมื่อกี้ลืมไปอีกอันหนึ่งว่าเรื่องปฏิสันถารนะ เมื่อพูดถึงเรื่องปฏิสันถารแล้วนี่นะ บอกว่าเพื่อน อันที่ ๑. รักษาศรัทธาของญาติโยมที่มาที่วัด คนที่มาใหม่ ยังไม่มีศรัทธา อาตมาลืมไปอีกอันหนึ่ง
อันที่ ๒. คือป้องกัน ป้องกัน คนที่แสดงกิริยาอาการหรือคำพูดไม่เหมาะสม เขาได้ทำบาป เราช่วยกันป้องกันไม่ให้เขาทำบาป เพราะว่าถ้าเขาแสดงอาการด้วยจิตที่ไม่เป็นกุศลล่ะก็ ชาติต่อไปนี่บุญที่เขาทำนี่ อาจจะได้ไปเกิดพร้อมกับพวกเรา แต่ว่ากรรมนี่ก็ทำ เขาจะไปเกิดในตระกูลที่ต่ำมากๆ เลย มากขนาดที่ว่าขนาดเป็นคนใช้เรายังเป็นไม่ได้เลยนะ
เหมือนสมัยอินเดียนี่ วรรณะบางวรรณะที่ต่ำมากๆ เช่นวรรณะจัณฑาลนี่ ก็ว่า ก็ประเภทที่ว่าเคยเหยียบหยามคนอื่น เคยดูถูกดูแคลงคนอื่นมา ถึงมาเกิดในสกุลต่ำแบบนี้ เพราะงั้นการเข้าวัดนี่ เราเองนี่เราเป็นหมู่ กลายเป็นหมู่เป็นคณะ ไม่ใช่ว่าเราเองเราทำบุญแล้วได้บุญแล้วนี่ (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
วันนี้ขอฝากไว้เท่านี้ ขอให้ตั้งใจ ลองพิจารณาตัวเองกันนะ นั่งสมาธิพร้อมกัน
สัพเพ…
หน้า PAGE 8
440129FW-AAT