ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

รอยทางแห่งชีวิต

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระผจญ : ขอนอบน้อมแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระที่เคารพอย่างสูง กราบพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตรผู้นำบุญทุกๆ ท่าน (สาธุ) เคยมีคำกล่าวที่ว่าทุกคนย่อมมีรอยชีวิตของตนเอง รอยชีวิตไม่เหมือนรอยขีดลงในน้ำ เมื่อยกไม้ขึ้นแล้ว รอยนั้นก็จะหายไป แต่รอยชีวิตย่อมจะผลึกแน่นอยู่ในความทรงจำ รอยไหนลึกมาก รอยนั้นย่อมจะกระตุ้นเตือนให้เจ้าของชีวิตหวนระลึกนึกถึงอยู่เสมอ มันคู่ขนานกันไปกับชีวิตทั้งชีวิตทีเดียว รอยแห่งความดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตา กรุณา และปรารถนาดีอย่างยิ่ง ดุจให้ชีวิตใหม่ที่ใครคนหนึ่งได้ทำไว้แก่เราชั่วชีวิตนี้เราจะไม่ลืมเลือนได้เลย หลวงพี่เองก็จะเป็นบุคคลหนึ่งที่มีรอยชีวิต และเป็นรอยชีวิตที่ผนึกแน่นอยู่ในความทรงจำจน ณ บัดนี้บุคคลผู้นั้นที่ได้สร้างรอยชีวิตไว้ให้กับหลวงพี่ก็คือคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งอยู่ต่อเบื้องหน้าของทุกท่านในเวลานี้นั่นเอง หลวงพี่เองมาวัดได้ก็ด้วยอาศัยได้อ่านพบประวัติของคุณยายที่ลงในหนังสือขวัญเรือน ความจริงแล้วเขาก็คัดลอกมาจากหนังสือเดินไปสู่ความสุข ฉบับแรกๆ นั่นแหละ หลวงพี่ได้อ่านประวัติของคุณยายเมื่อปี ๒๕๒๒ แต่กว่าจะมาถึงวัดได้ ก็มาเอาปี ๒๕๒๔ ตอนปลาย ที่มาได้ก็มีเหตุเหมือนกัน ใจมันปรารถนาที่จะมาเพราะว่าได้อ่านพบประวัติของคุณยายแล้ว มีความคิดอยู่ในใจว่าจะต้องมากราบเป็นศิษย์ของคุณยายอาจารย์ มาเรียนวิชชากับคุณยายอาจารย์ วิชชาที่อยากจะเรียนก็คือวิชชาที่จะไปช่วยพ่อหรือไปดูคุณพ่อที่ละโลกไปแล้ว คุณพ่อของหลวงพ่อ โยมพ่อเสียไปตั้งแต่หลวงพี่ยังเล็กอยู่ พอได้อ่านประวัติคุณยาย ก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมาพบคุณยายอาจารย์แล้วก็มาเรียนวิชชากับท่าน จนกระทั่งหาวิธีขวนขวายแล้วก็ได้มาเอาตอนปลายปี ๒๕๒๔ มาแล้วก็ยังไม่ได้พบท่านทีเดียว จนกระทั่งผ่านการอบรมธรรมทายาท รุ่นฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ปี ๒๕๒๕ จากนั้นมาก็มาวัดเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นแล้วพี่ๆ อุบาสกซึ่งทำหน้าที่อยู่ในวัด ก็ได้ชักชวนว่าให้มาสร้างบารมีด้วยกัน หลวงพี่เองก็ปรารถนาอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็ พอมาถึงวัด ก็มาที่บ้านเอื้อเฟื้อก่อน บ้านเอื้อเฟื้อจ้ะ เป็นชื่อที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านตั้งให้เอาไว้ เป็นบ้านที่อยู่สำหรับพี่ๆ ที่มีความปรารถนาและตั้งใจจะเข้ามาสร้างบารมีภายในงาน แต่มีความจำเป็นที่จะอยู่นอกวัดก่อน อาจจะด้วยทำงาน แล้วก็เตรียมตัว ก็ใช้หน้าที่การงานนั้นมาช่วยสร้างบารมี หลวงพี่ผ่านการอบรมธรรมทายาทเสร็จก็ไปอยู่ที่บ้านเอื้อเฟื้อ จากนั้นทุกวันที่มีเวลาว่าง ก็จะมาที่วัด และโดยเฉพาะมาแล้วนี่ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็จะมาค้างที่วัด การเป็นเด็กวัดในสมัยนั้นก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะว่าจะต้องมีรุ่นพี่คอยรับรอง เมื่อรุ่นพี่รับรองแล้ว จะเข้ามาอยู่ในวัดเลย มาช่วยงานเต็มตัว ก็ต้องมี คณะสงฆ์ต้องมีฉันทานุมัติคือรับทราบ แล้วมีพี่รับรอง จึงจะเข้ามาอยู่ได้ในสมัยนั้น หลวงพี่ก็ฝึกตัวอยู่ที่บ้านเอื้อเฟื้อนี่แหละ อยู่มา แล้วก็พอมาที่วัด ก็ได้มาพบคุณยาย สิ่งที่ประทับใจตั้งแต่ตอนนั้นก็คือถ้อยคำที่คุณยายได้พูดเอาไว้ แต่ตอนแรกๆ นั้นไม่ได้นึกว่าคุณยายพูดกับตัวเอง เพราะว่าคุณยายเดินมาที่อาคารยามา ที่เป็นอาคารที่เป็นโรงครัวปัจจุบัน แล้วก็เด็กวัดที่คุณยายเรียกว่าเด็กวัดก็จะนั่งทานข้าวกัน อยู่ด้านหน้า นั่งกะพื้น ตีสมาธิหันหน้าเข้าหากัน คุณยายก็จะเดินมา มีอยู่วันหนึ่งคุณยายก็เดินมา แล้วก็มาหยุดอยู่ตรงข้ามกับที่หลวงพี่นั่งทานข้าว คุณยายยืนอยู่แล้วพูดขึ้นลอยๆ ว่าพวกเราทุกคนนะ อย่าให้ใครได้เป็นโรคน้อยอกน้อยใจทีเดียว ไอ้โรคน้อยอกน้อยใจนี่ จะทำให้เราตกกระป๋องตามเขาไม่ทัน ได้ยินคุณยายอาจารย์พูดอย่างนี้ ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับที่หลวงพี่นั่งทานข้าว เราได้ยินคุณยายพูดก็เงยหน้าดู คุณยายพูดเสร็จก็คุยต่อกับพี่ๆ คนนั้นคนนี้ หลวงพี่ก็ทานข้าวต่อไป วันหลังมาอีก หลวงพี่ก็นั่งทาน แต่หลวงพี่ก็ย้ายมุมนั่ง เพราะปกตินี่ใครมาก่อนก็จะนั่ง เลือกที่นั่งได้เลย หลวงพี่ก็มา แล้วก็นั่งคนละที่กับเมื่อวานก่อน คุณยายก็เดินมาอีก แล้วก็มาหยุดอยู่ตรงข้ามหลวงพี่ แล้วยายก็พูดคำเดิม เรานะ ใครก็ตามอย่าได้เป็นโรคน้อยอกน้อยใจนะ ไอ้โรคน้อยอกน้อยใจนี่ระวังจะตกกระป๋องตามเขาไม่ทัน คุณยายก็พูดอีก เราก็นั่ง ก็มองคุณยาย เราเปลี่ยนที่ และคุณยายก็ตรงเราอีกเหมือนกัน ก็ได้คิดว่าเออ คุณยายคงจะพูดกะเรานี่แหละนะ ก็มาถามใจตัวเองดู เราก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ (หัวเราะ) เราก็มีเรื่องน้อยอกน้อยใจ เป็นคนขี้น้อยใจ เขาบอกว่าอะไรก็ตามที่ไม่ดี ให้เอาขี้ใส่ไปข้างหน้า เป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้นแหละ ขี้อิจฉา ขี้โมโห ขี้กลัว เป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้น เราขี้น้อยใจมันไม่ดี ยายคงพุ่งประเด็นมาที่อยากจะสอนเรา มาใคร่ครวญดูมันจริง เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ยายไม่ได้บอกเราตรงๆ หรือชี้ที่เรา เราก็เลยกว่าจะรู้ได้นี่ ยายต้องบอกซ้ำ คุณยายพูดย้ำนี่เพราะว่าคุณยายมีเจตนาที่จะให้เราจดจำแล้วรู้ด้วยตัวของตัวเอง จากนั้นมา หลวงพี่ก็สอนตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น ขอเราอย่าได้เป็นโรคน้อยอกน้อยใจ คำสอนคุณยาย ของคุณยายอยู่ในใจตลอดมา ถ้าหากว่าเราน้อยอกน้อยใจขึ้นมา ถ้าน้อยใจครูบาอาจารย์เป็นยังไง เราก็ไม่เข้าไปหาครูบาอาจารย์ ถ้าไม่เข้าไปหาครูบาอาจารย์ วิชาความรู้ทั้งหลายที่เราพึงจะได้จากท่าน เราก็จะไม่ได้ ถ้าเราน้อยใจ พี่ๆ ที่เป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์หรืออุปการะ เราน้อยใจเขา เราไม่เข้าหาเขา เราก็ไม่เป็นที่รัก ไม่ได้ความอุปการะจากเขา มาน้อยใจเพื่อนฝูง เขาเคยช่วยเหลืองานเรา เราน้อยใจเขา ไม่ไปหาเขา ไอ้ความน้อยใจ มันจะทำให้เราถีบตัวเองออกมาห่างจากหมู่คณะ เมื่อตัวเองห่างจากหมู่คณะ โอกาสที่เราจะได้ความดี ได้ทำความดี มันก็น้อยลง ยิ่งมาอยู่ในแวดวงบุญแล้วนี่ เรานึกดูเถอะว่า ถ้าเราน้อยใจครูบาอาจารย์ น้อยใจพระอาจารย์ น้อยใจเพื่อนร่วมสร้างบารมี น้อยใจเขาแล้วเราก็ถีบตัวเองหนีออกมา ไม่เข้าหา ไม่ไปช่วยงานไม่ทำงาน เราต่างหากล่ะที่จะพลาดโอกาสบุญ เรานี่แหละจะพลาดโอกาสบุญ เพราะว่าเราไม่เข้าหา เราก็ไม่ได้รับบุญ แต่คนที่อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ คนที่อยู่ที่รับงานต่อมาเขาก็ตักตวงบุญ โกยบุญกันเต็มที่เลย พอเราบุญน้อยเป็นยังไง พอเราบุญน้อย เราก็จะตกกระป๋อง ถามว่าตกกระป๋องของคุณยายก็คือเราจะตกต่ำ ไอ้ที่ตามเขาไม่ทัน ก็คือเราจะไปอยู่แนวหลัง ไปรั้งท้าย เราจะไม่ได้อยู่แนวหน้าของการสร้างบารมี คำพูดของยายในคราวนั้นทำให้หลวงพี่ได้แง่มุมคิดแล้วก็พยายามฝึกหัดจิตใจของตัวเองให้เข้มแข็งมาตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ได้มองเห็นการพัฒนาตัวของการสร้างพลังใจ ให้เป็นผู้มีพลังใจที่เข้มแข็ง เรื่องน้อยอกน้อยใจที่จริงก็ยังไม่หมดนะ ยังไม่หมดไป แล้วมันก็มีน้อย แต่เมื่อไหร่พอเราเกิดความรู้สึกปุ๊ป ก็จะนึกถึงคุณยาย สิ่งนั้นก็จะเลือนหายไป พลังใจก็กลับคืนมา จน ณ วันนี้และเดี๋ยวนี้ก็มาเป็นนักสร้างบารมีจนวันนี้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้เอาคำสอนของครูบาอาจารย์หรือของคุณยายมาคิดแล้วนี่ เราเองก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ อาจจะตกกระป๋องไปนานแล้วก็ได้ แล้วอาจจะไม่ได้มาเป็นพระภิกษุถือเพศบรรพชิตอย่างนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้ นี่คือสิ่งที่เป็นมรดกคำสอนของคุณยายที่ได้ฝากและมอบให้กับหลวงพี่มา และหลวงพี่คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นมรดกกับทุกๆ คนให้เอาเป็นมรดกติดตัวไป แล้วอย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีกเลยบนเส้นทางบุญ ถ้าเราไม่ เราไม่มีความ ถ้าเราตัดความน้อยอกน้อยใจเสียได้แล้ว เราจะเป็นนักสร้างบารมีที่อยู่แถวหน้า ต่อไปก็จะเป็นนักสร้างบารมีที่ไม่มีข้อแม้และไม่มีเงื่อนไข คุณยายอาจารย์นี่ ท่าน เนื่องจากท่านรู้วาระจิต รู้จิตใจ รู้อัธยาศัยของศิษย์ พอท่านรู้แล้วนี่ ท่านก็ไม่ดูเปล่า รู้แล้วท่านชี้แนะ ท่านแก้ไข ท่านคอยประคับประคอง ท่านคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นนี่จึงมาเป็นวันนี้ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพี่ได้ประสบด้วยตัวเอง ก็คือเรื่องที่คุณยายได้พูดเป็นข้อคิด ทำให้หลวงพี่ได้สะกิดใจแล้วก็ประคองรักษาตนเองมาได้จนบัดนี้ มีอยู่วันหนึ่งก็ประมาณปี ๓ ประมาณปี ๓๐ ประมาณปี ๓๓ หลวงพี่เองก็รับภาระงานในเรื่องการดูแลงานอาสาสมัคร ที่ช่วยงานให้วัดในวันเสาร์อาทิตย์ และจัดงานบุญใหญ่ ในช่วงที่จัดงาน สมัยนั้นนี่ก็จะมีงานอยู่ อาศัยน้องที่เป็นนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้ที่เป็นแม่บ้าน มาช่วยงานได้ก็มากัน จนกระทั่งถึงผู้สูงอายุ เกษียณอายุแล้วก็มาช่วยเป็นอาสาสมัครกัน บางครั้งงานด่วน จะต้องอาสาสมัครเข้ามาช่วยงาน แต่หน่วยงานที่หลวงพี่อยู่ดูแลนั้น ตอนนั้นไม่มีรถให้ใช้ ไม่มีรถให้ใช้ สำคัญคือเวลามีงานด่วน เราต้องเอารถไปรับเขา อาสาสมัครมาช่วยงานกัน ตอนนั้นก็นึกว่าเออ ทำยังไงนะ เราจะมีรถใช้สักคันหนึ่งเอามาใช้ในหน่วยงาน ก็นึกถึงเพื่อนที่เคยทำงานแล้วเรียนหนังสือมาด้วยกัน ก็เลยคิดว่าจะไปทำงานกับเพื่อน ไปทำงานแล้วก็กะว่าจะขอเงินเขามาก่อนสักก้อนหนึ่ง แล้วเอาไปดาวน์รถ แล้วก็จะเอามาใช้ในงานพระศาสนา เอารถมาใช้เสียก่อน ตัวก็จะทำงานกับเขาไป แต่เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนใจดี คุณพ่อคุณแม่ก็ใจดี ก็คิดว่าถ้าเราไปทำนี่ ตั้งใจช่วยจริงๆ เขาคงไม่คิดอะไรมากหรอกนะ เขาเห็นอย่างนี้เขาคงให้เรารีบกลับ ก็คิดว่าจะไปชั่วคราว ขณะที่คิดอยู่วันนั้นก็เดินไปที่ยามา ไปดื่มน้ำ ขณะที่ดื่มน้ำอยู่ ใจก็คิดว่าเออ เราจะไปนี่ เรายังไม่ได้กราบลา ยังไม่ได้บอกคุณยายเลยนะ เราจะไป บอกต้องบอก ต้องลาคุณยายเสียก่อน แล้วจะลาคุณยายตอนไหนดีล่ะ ก็นึกอยู่ในใจ ดื่มน้ำเสร็จก็ล้างแก้ว พอล้าวแก้วเสร็จหันมา ก็พอดีพบคุณยายอยู่ข้างๆ ก็นึกไม่ถึง ก็ตกใจ เพราะว่านึกไม่ถึงว่าเรากำลังคิดแล้วก็ล้างแก้วเสร็จ หันมาเจอคุณยายพอดี เจอคุณยายเราก็พนมมือไหว้ คุณยายเดินเข้ามาจับที่มือ แล้วก็มองหน้าเรา แล้วยายก็พูด คุณยายก็พูดว่าอย่าหนียายไปไหนนะ อยู่ช่วยยาย อยู่ช่วยยาย อยู่ช่วยยายสร้างพระเจดีย์ก่อน แล้วยายก็พูดต่อว่ามหาเศรษฐีน่ะเขามีเงินเป็นล้านๆ น่ะ เป็นร้อยล้าน พันล้าน เขาก็ไม่มีโอกาสทำอย่างเรานะ เราได้สละชีวิตมาอุทิศให้พระศาสนานี่ เป็นบุญมหาศาลเลย เศรษฐีนี่ไม่สามารถทำอย่างเราได้ เขาไม่สามารถสละชีวิตมาอย่างเราได้ เท่านั้นแหละ คุณยายพูด เราก็ได้แต่ เราก็รับปากคุณยายครับ เพราะยายบอกว่าให้อยู่ช่วยยายสร้างพระเจดีย์นะ อย่าไปไหน อย่าหนียายไป ก็รับปากคุณยายว่าครับ จากนั้นก็พอสิ้นคำยาย เราก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ก้มลง ก้มไปที่เท้าแล้วกราบคุณยาย คุณยายก็จับตัวลุกขึ้น แล้วคุณยายก็เดินกลับไปที่กุฏิ ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ จากวันนั้นมา เวลานั้น วินาทีนั้น หลวงพี่เองไม่เคยมีความคิดอยู่ในใจเลยว่าจะออกไปจากวัด ไปหาเงิน แม้จะคิดว่าจะไปหาเงินมาทำบุญก็ตาม หรือจะไปหาเงินมาทำงานพระศาสนาก็ตาม ไม่เคยคิดจะออกไปนอกวัดเลย ก็อยู่ในวัดมาตลอด ก็ตื้นตันใจที่คุณยายอาจารย์ท่านเข้าใจและรู้ใจ จากนั้นมาเราก็รู้แล้วว่าคุณยายนี่ รู้สิ่งที่อยู่ในใจของเรา หลวงพี่ก็เลยอธิษฐานว่าขออานุภาพบารมีของคุณยายที่ทราบเรื่องราวในใจ ขอให้เราที่ตั้งความปรารถนาเอาไว้นี่ ขอบารมีของยายให้ความปรารถนาของเรานี่สำเร็จด้วยเถอะ จากนั้นมาไม่นาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็พาเดินเยี่ยมสถานที่ ซึ่งปัจจุบันพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ทำอยู่แล้ว ท่านพาตรวจงานเป็นประจำทุกวันเสาร์ ก่อนจะถึงวันอาทิตย์ ตอนเย็นท่านก็เดินที่เต๊นท์บริเวณสภาธรรมกายหลังคาจาก ท่านก็ถามว่าผจญ มีอะไรจะให้หลวงพ่อช่วยบ้างล่ะ ต้องการอะไร ตอนนี้ต้องการอะไร หลวงพี่เองตอนนั้นก็ อยู่ในใจอยู่แล้วนี่ อยากจะได้รถสักคัน ก็เลยกราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปว่าอยากจะได้รถอเนกประสงค์สักคันหนึ่งครับ เอาไว้รับน้องมาช่วยเตรียมงานแล้วส่งเขากลับ เมื่อเก็บงานเสร็จแล้ว แล้วก็ใช้ขนของเตรียมงานได้ด้วย หลวงพ่อบอกได้ ซึ่งเวลานั้นมีพี่อุบาสิกาอยู่ท่านหนึ่ง พี่วิชญา ไตรวิเชียร ก็เดินตรวจวัดพร้อมกัน พี่นัสก็บอกว่านี่พอดีเลย มีพี่อยู่ท่านหนึ่งจะถึงวันเกิดแล้ว เขาถามว่าวันเกิดนี่จะให้เขาทำบุญอะไรดี พี่นัสเขาก็บอกพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าเดี๋ยวนัสจะไปบอกให้ จะไปบอกนี่ ให้เขาทำบุญวันเกิด แล้วพี่นัสก็ไปบอกจริงๆ เจ้าตัวนี่คือพี่ธงชัย วิเศษพันธุรังษี ก็ไปเอารถใหม่เลยนี่ จองรถใหม่ไว้ให้ จะเอามาถวายในวันเกิดของเขา พอมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็บอกว่า โอ้ เอารถใหม่มาเลย ไม่ต้องหรอก อาสาสมัครนี่ ลูกๆ หลวงพ่อนี่ใช้ของเก่าไปก่อน ฝึกไว้ให้ใช้ของเก่าเสียให้เคย ส่วนของใหม่นี่คุณธงชัยเอาไว้ใช้เถอะ เอาของเก่าที่มีน่ะมาถวายแล้วกัน เลยที่แน่ๆ เลยก็ได้รถมาใช้สมใจ ได้รถมาใช้สมใจ นั่นก็คิดว่าด้วยอานุภาพบุญ ด้วยบารมีของคุณยาย ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะว่าถ้าตอนนั้นน่ะ หลวงพี่เองไม่รับปากคุณยาย จะไม่อยู่วัด ถ้าออกไปหาเงินอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่รู้จะได้กลับมาหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนรุ่นพี่ของหลวงพี่ ขนาดจะเข้าวัดด้วยกันอยู่แล้วนะ ตอนนั้นจะเข้าวัดแล้ว ขอเวลาอีกเดือน ๒ เดือนเอง เพื่อจะเรียนเสียให้จบ แต่เผอิญว่าพอเรียนจบแล้วก็ขอต่อทำงานอีกสัก สักพักก่อน สัก ๓-๔ เดือน แล้วจะเข้ามา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้นี่ จากวันนั้นมาก็หายไป แล้วในที่สุดก็ไปมีครอบครัว ไปครองเรือน เลยไม่ได้มาอยู่เป็นเด็กวัด ไม่ได้มาบวชด้วยกัน เป็นอย่างนี้อยู่นับจำนวนเป็นสิบๆ ราย จากที่มีมโนปณิธานร่วมกันว่าจะมาสร้างบุญบารมีร่วมกัน แต่เพราะผัดผ่อนเวลา แล้วก็เลื่อนเวลาไป ในที่สุดก็ ชีวิตก็ถูก ชีวิตก็หักเหไป หลวงพี่จึงถือว่าโชคดี ได้มาใกล้ชิดคุณยาย ได้มาฟังคำสอนของครู ได้ตรองคำครู จนกระทั่งสามารถประคับประคองตนเองมา นี่ก็เป็นรอยของชีวิตที่คุณยายได้ฝากเอาไว้ แล้วก็เป็นรอยของชีวิตที่หลวงพี่เองก็คงไม่มีวันจะลืมเลือนไปได้ ถ้าไม่มีคุณยายก็คงจะไม่มีหลวงพี่ในวันนี้ ที่ถือเพศบรรพชิต เหมือนอย่างที่คำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เคยพูดเอาไว้ว่าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีหลวงพ่อก็ไม่มีหมู่คณะ ไม่มีหมู่คณะก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ฉะนั้นนี่คุณยายอาจารย์จึงเป็นผู้ที่มีพระคุณอย่างยิ่ง และความที่ท่านดูแลคุ้มครองศิษย์ ไม่เพียงแต่ศิษย์ที่อยู่ภายในวัดเท่านั้น แต่ศิษย์คุณยายก็คือพวกเราทุกคนที่มาวัด คุณยายอาจารย์ดูแลคุ้มครองช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แม้ปัจจุบันนี้นี่ ตอนที่หลวงพี่ได้มีโอกาสกลับมาจากต่างประเทศ มาอยู่ที่นี่ได้ประมาณเดือนหนึ่ง ได้มาที่สถานที่แห่งนี้ ก็ได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูดอยู่บ่อยๆ เสมอๆ ว่าคุณยายมาทุกวันเลย มาแล้วยังไม่พอ คุณยายกลั่นแก้ศิษย์ทุกๆ คนเลย ฉะนั้นนี่ให้พวกเราทุกคนได้ดีใจว่าเราได้เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ เป็นหลานคุณยาย เป็นศิษย์ของคุณยาย เป็นผู้ที่โชคดีมหาศาลทีเดียว ให้รักษาความโชคดีนี้เอาไว้ แล้วส่วนหนึ่งที่หลวงพี่ได้พบในหนังสือคำสอนของคุณยาย แล้วก็เอาผนวกดู คุณยายได้พูดเอาไว้ ในคำสอนในหนังสือว่าเวลาทำอะไรพลาด อย่าคิดนำไปก่อน เพราะปกติเมื่อทำอะไรผิดพลาดแล้วนี่ หรือมีอุปสรรคเกิดขึ้น คนเราก็มักจะคิดไปก่อน คิดแต่ในทางไม่ดี คิดท้อแท้บ้าง คิดท้อถอยบ้าง คิดเหนื่อยหน่ายบ้าง เพราะว่าเมื่อคิดนำไปแล้วนี่ มารเขาจะเข้าแทรกผังสำเร็จให้เราคิดได้เป็นเรื่องเป็นราวทันที ยิ่งคิดก็จะมีผลเสียแก่ตัวเราเอง ฉะนั้นเมื่อเกิดเรื่องให้พยายามทำใจให้อยู่ที่ศูนย์กลางกายเรื่อยไป จะดีกว่า ให้เราทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายอย่างเดียว แล้วจะสามารถแก้ไขได้ ถ้าคิดแล้วใจจะตก มารจะแทรกผังสำเร็จใส่ทันที ทำให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกลับกลายเป็นเรื่องร้าย ยิ่งคิดก็ยิ่งเสีย ฉะนั้นนี่ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับตัวเรา จะผิดพลาดหรือมีอุปสรรค อย่าคิดไปทางร้าย ให้เราเอาใจหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่างที่คุณยายได้สอนเอาไว้ เมื่อเราใจหยุดนิ่งได้ กำลังบุญจากพระนิพพาน เมื่อเราอาราธนาบารมีธรรมของครูบาอาจารย์ บุญบารมีของครูบาอาจารย์ก็จะช่วยประคับประคองใจของเรา ให้เราเป็นผู้ที่มีพลังใจที่สูงส่ง ฉะนั้นอยากจะฝากกับทุกท่านว่า คำสอนของคุณยายอาจารย์ แม้เพียงข้อเดียว ถ้าเราสามารถรักษาได้ และประพฤติปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง อย่างเคร่งครัดแล้วนี่ หลวงพี่เชื่อมั่นได้ว่าคำสอนของคุณยายเพียงข้อเดียว ก็จะมีประโยชน์กับชีวิตของทุกๆ ท่านอย่างมหาศาลเลย เรานึกดูนะว่าพระอาจารย์ที่มาเทศน์สอน ที่มาบรรยายธรรมหรือแสดงธรรม ที่เรือน ต่อหน้าเรือนยาย จนบัดนี้หลวงพี่คิดว่านับได้เป็นร้อยๆ รูปเลย รวมทั้งหนังสือที่หลวงพี่มหาวิเชสสโก ได้เขียนเอาไว้รวบรวมเอาไว้อีก ถ้าเราได้ศึกษา ได้ทบทวนคำสอน แล้วเอามาปฏิบัติ หลวงพี่ว่ามรดกใดๆ ในโลกที่คุณพ่อคุณแม่จะให้เรา หรือเราจะได้จากใครก็ตาม ก็ยังมีคุณค่าน้อยกว่าคำสอนของคุณยายอาจารย์เสียอีก เพราะคำสอนของคุณยายอาจารย์นั้นทำให้เราประสบความสุข ความสำเร็จในปัจจุบันชาตินี้แล้ว ยังนำความสุข ความสำเร็จในชาติหน้าได้ด้วย ปิดอบายให้เราได้ด้วย ถามว่าเราจะมีเงินสักร้อยล้าน พันล้าน จะปิดอบายได้หรือ ถ้าเราไม่รู้หนทางอันประเสริฐ แต่เพราะคุณยายอาจารย์ของเรานี้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมอันประเสริฐ จึงได้มีถ้อยคำสอนที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ก็ฝากกับพวกเราทุกคนเอาไว้ มีข้อความหนึ่งซึ่งได้พูดถึงการสร้างบารมี ทำความดีเพื่อภาพพจน์ ย่อมได้ภาพพจน์ที่ดี ทำความดีเพื่อบุญ ย่อมได้บุญทับทวี ทำความดีเพื่อความบริสุทธิ์ ย่อมทำให้เข้าถึงสิ่งประเสริฐสูงสุด อันเป็นที่สุดของความดีคนส่วนใหญ่มักจะประเมินคุณค่าของตน จากสายตาของผู้อื่นเมื่อเขาไม่เห็นตนดี อย่างที่ตนอยากให้เขาเห็น บางทีจึงน้อยใจ แต่คุณยายอาจารย์ประเมินคุณค่าของตนด้วยการกระทำของตนเอง ท่านจึงทุ่มเททำความดีอย่างเต็มที่ แม้ไม่มีใครชม และด้วยความจริงใจในความดี ในที่สุดท่านจึงเป็นที่ชื่นชมของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ศิษย์ก็ขอเทิดทูนคุณยายผู้เป็นต้นแบบ เป็นยอดนักสร้างบารมีแห่งวัดพระธรรมกาย ไว้เป็นต้นแบบในใจตลอดกาล รักธรรมะ รักบุญ รักสะอาด ยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นนักหนา พูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา เรารู้ค่า บารมี สร้างบุญ ให้สุดสาย ทั้งสร้างเอง บอกผู้อื่น ไม่ดูดาย ขอเทอดยาย เป็นแบบอย่าง นักสร้างบารมี แม้คืนวัน ผันผ่าน นานเพียงไหน คำสอนยาย ยิ่งใหญ่ไม่แปรผัน คุณค่าคำ น้ำใจยาย ยากจำนรรจ์ ชี้สวรรค์ พระนิพพาน สานสุดธรรม จากนี้ไปขอเชิญทุกท่านได้หลับตาปฏิบัติบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ของเรา เราก็ทำใจของเราให้ปลอดโปร่งเบาสบาย เราก็เอาใจของเราหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายนั่นแหละ (นั่งสมาธิ) เราทุกคนก็นึกถึงบุญกุศลที่เราได้ตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลในวันนี้นึกน้อมบุญกุศลนั้นถวายบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ของเรา เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาในฐานะศิษย์ที่พึงมีต่อครูบาอาจารย์ (นั่งสมาธิ) สัพเพ… หน้า PAGE 9 440125FW-AAT