มหารัตนอุบาสิกา มงคลนามอันควรคู่แก่คุณยายอาจารย์
(ม้วน 1/A)
พระสมศักดิ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทั้งหลาย กราบคารวะพระมหาเถรานุเถระทุกรูป ขอคารวะพระคุณเจ้าผู้เป็นสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณรและอุบาสก อุบาสิกา มหาเศรษฐีผู้ใจบุญลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
คืนนี้เป็นคืนที่ ๑๑๙ ของการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมที่เรือนทองของคุณยายแห่งนี้ แต่ละคืนที่ผ่านมา เท่าที่ได้ฟังพระอาจารย์แต่ละรูปท่านได้มาเล่าสรรเสริญของคุณยาย คุณธรรมต่างๆ หลายแง่หลายมุม อาตมาเชื่อว่าถ้าแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านขยายเวลาการแสดงธรรมนี้ไปอีกเป็นอีกหลายร้อยวัน พระภิกษุผู้ขึ้นมาเทศน์แต่ละรูปก็คงจะสามารถนำเอาคุณธรรมต่างๆ ของคุณยายคงมาสะท้อนให้เห็นในด้านต่างๆ อย่างไม่มีหมดสิ้น
อาตมาเองในวันนี้ถึงจะเป็นการแสดงธรรมครั้งที่ ๒ แต่ก็ได้มาพิจารณาดูว่าเป็นธรรมดาว่าดวงปัญญาของปุถุชนคนเรามีจำกัด ก็คงพรรณาพระคุณของคุณยายได้เท่าที่กำลังสติปัญญาอันน้อยนิดจะทำได้ แม้แต่พระสารีบุตรจะสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าท่านสรรเสริญคุณได้เฉพาะขอบเขตของกำลังปัญญาของท่านเท่านั้น แต่พระคุณอันมหาศาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีมากมายเกินปัญญาของท่านจะสามารถสาธยายได้ยิ่งนัก อุปมาประหนึ่งจะเอาเส้นเชือกไปวัดหยั่งความลึกของมหาสมุทร ถ้าเส้นเชือกนี้ยาวแค่ ๑ เส้น ก็หยั่งมหาสมุทรได้แค่ ๑ เส้น แต่มหาสมุทรนั้นลึกกว่า ๑ เส้นมากมายนัก
อาตมาเองก็เหมือนกัน แม้จะได้มีโอกาสมาสะท้อนให้เห็นภาพพระคุณและคุณธรรมของคุณยายหลายแง่หลายมุม หรือว่ามีพระอาจารย์แต่ละท่านมาเทศน์สะท้อนเห็นภาพคุณธรรมของคุณยายที่ปรากฏหลายแง่หลายมุมก็ตาม ก็คงไม่สามารถที่จะพรรณนาพระคุณและคุณธรรมหลายประการของคุณยายได้จบหมดสิ้นได้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าแต่ละคืนหรือแต่ละครั้งที่พระอาจารย์แต่ละรูปท่านได้มากล่าวสรรเสริญและเล่าถึงพระคุณของคุณยายนั้น จะมีลักษณะว่าเป็นหมวดธรรมคำสอนของคุณยาย ที่เราทุกคนได้นำมาประพฤติปฏิบัติตาม และเกิดผลดีกับตัวเรา เกิดผลดีกับองค์กรหมู่คณะ จนปรากฏผลเป็นความเจริญงอกงามของพุทธศาสนา ซึ่งจะเป็นมุมมองจากคนภายในหรือคนที่มีศรัทธาอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่
แต่วันนี้อาตมาตั้งใจว่าอยากจะนำเอาภาพอีกภาพหนึ่ง มองจากมุมอีกมุมหนึ่ง จากคนภายนอกที่เขามองมาที่หมู่คณะของวัดเรา เป็นมุมมองจากคนภายนอกที่เขาไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใส ยังมีจิตใจเป็นกลางๆ บางครั้งก็ติดลบ ว่าเขามองเราอย่างไร
มุมแรก เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน ตอนบ่ายได้มีคณะชาวต่างประเทศได้มาร่วมในการฟังสวดพระอภิธรรม ณ ที่นี้ด้วย เป็นคณะของระดับผู้นำขององค์การชาวพุทธจากต่างประเทศทั่วโลก ที่มาประชุมสัมมนาในกรุงเทพฯ เรียกว่าการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก หรือเรียกย่อๆว่า พสล. หรืออีกองค์กรหนึ่งที่มีการประชุมพร้อมกันก็คือ ยพสล. หรือชื่อเต็มว่า “ยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก” โดยก่อนที่จะมีการปิดประชุม คณะผู้มาประชุมก็ได้เดินทางมาร่วมในการประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมในวัดของเรา เผอิญอาตมามีโอกาสได้ไปร่วมต้อนรับคณะดังกล่าวนี้
สาเหตุที่ได้มาร่วมต้อนรับนี้ เป็นเพราะว่าอาตมาได้มีโอกาสไปร่วมการประชุมที่เขาจัดขึ้นก่อนล่วงหน้านั้นแล้ว ก็เลยมีความคุ้นเคยกับบางหมู่บางคณะ โดยเฉพาะในการประชุมในวันที่ ๖ ก่อนที่จะมาวัดเราวันนั้น อาตมามีความประทับใจหลายๆเรื่อง ที่ผู้นำองค์กรแต่ละนิกายได้มีการถกปัญหา และมีการพูดคุยเรื่องการจัดองค์กร อาตมาแปลกใจแนวคิดของวิศวกรท่านหนึ่งเป็นวิทยากรพิเศษมาพูดถึงเรื่องการจัดองค์กรในพระพุทธศาสนา เขานำเสนอการวางแผนว่าการจัดองค์กรพุทธศาสนาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือถ้าว่าตามหลักวิชาการดำเนินการต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้…แล้วก็ร่ายยาว ท่านบอกว่าถ้าท่านเขียนเป็นโครงสร้างให้เห็นทั้งหมดจะเต็มกระดานเลย และท่านบอกว่าถ้าใครสนใจ เขาจะบันทึกข้อมูลไว้ในดิสเกต ก๊อปปี้ทำสำเนาแจกให้กับทุกคนเลย
อาตมาก็เกิดความคิดว่า มันดูช่างจะมากมายขนาดนี้เชียวหรือ ถ้าจะจัดองค์กรพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าจะต้องวางโครงสร้างขนาดนี้เชียวหรือ ขณะที่กำลังฉงนในแผนผังดังกล่าว ก็เกิดมีคนถามขึ้นมาในที่ประชุมว่า ที่คุณวิทยากรนำเสนอมานี่ เคยเอาไปใช้หรือยัง…ที่ไหนเคยใช้บ้างแล้ว เขาตอบว่าอย่างไรทราบไหม ? วิทยากรตอบว่า “ยังไม่เคย” (หัวเราะ) ได้ฟังแล้วอาตมาเกิดความคิดถึงภาพคุณยายตอนที่ท่านเริ่มบุกเบิกสร้างวัด คิดเปรียบเทียบว่าบางครั้งความรู้ทางทฤษฎีจำเป็นจะต้องลงมือกระทำให้เห็นก่อน
จากนั้นเป็นการบรรยายของวิทยากรท่านที่ ๒ ท่านบรรยายดีมาก เป็นด๊อกเตอร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ชื่อ ด๊อกเตอร์วิกเตอร์ ลี(Victor Lee) ก่อนจะบรรยาย ท่านก็พาทุกคนในห้องประชุมร้องเพลงก่อน ท่านบอกว่าเพลงนี่แหละเป็นสื่อที่จะปรับอารมณ์ทำให้คนสบายอกสบายใจ เวลาจะคุยอะไรต่อไปก็ง่าย เขาก็พาร้องเพลง แต่พระไม่ได้ร้อง เรานั่งฟัง และในการสัมมนาอาตมาก็จับประเด็นที่น่าสนใจไว้คือ เขาบอกว่าศาสนาคือการสร้างคน ครอบครัวแต่ละครอบครัว หรือบ้านแต่ละบ้าน พ่อบ้านน่ะแหละคือ “ผู้นำศาสนาในครอบครัว”
อาตมาเลยนึกย้อนมองถึงคุณยาย คุณยายสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และสร้างคนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ คุณยายไม่ได้เรียนจบปริญญาเอก แต่ก็สามารถคิดกว้างไกลก้าวหน้ามากกว่าใครอื่น ตัวอย่างชัดเจนก็ เช่น คุณยายสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้นมา เป็นบ้านกัลยาณมิตรหลังแรก คุณยายนั่นแหละคือผู้นำศาสนาในบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ นั้น แล้วก็ขยายบ้านกัลยาณมิตรให้ยิ่งใหญ่กว้างไกลออกมาจนถึงปัจจุบันนี้ กลายเป็น “วัดพระธรรมกาย” ของเรานี่เอง
แต่ด๊อกเตอร์วิกเตอร์ ลี ได้พูดคำหนึ่งที่น่าสนใจ ท่านบอกว่าศาสนาพุทธมีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาสอนคนอื่นแม้เขาจะอยู่นอกศาสนาพุทธให้ทำความดี พอเห็นว่าดีแล้ว แต่เราไม่ได้ไปบังคับไม่ได้ไปขู่เข็ญให้ใครต้องมาเป็นพุทธศาสนิกชนเลย แต่ว่าศาสนาอื่นเขาไม่ใช่อย่างนั้น เช่น เขาจะถามว่า “ศาสนาของเขาดีไหม” ถ้าตอบว่า “ดี” ถ้าดีเขาจะบอกว่า “งั้นก็รับพระเจ้าสิ” และแล้วก็รับพระเจ้ากันเลย อันนี้คือจุดแข็งของศาสนาอื่น
ต่อมาคณะผู้เข้าร่วมประชุมได้มาวัดพระธรรมกาย ได้มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมที่นี่ อาตมาก็เห็นด๊อกเตอร์วิกเตอร์ ลีนั่งอยู่ตอนหน้านี่แหละ เห็นหลายๆ คนมานั่ง แล้วก็มีนักบวชจากต่างศาสนาก็มานั่งด้วย เขาบอกว่าเสียดายจัง เวลาน้อย ถ้ามีเวลามากกว่านี้จะขอมาพักเพื่อที่จะมาศึกษางานของวัดพระธรรมกาย อาตมาได้ฟังท่านกล่าวให้สัมภาษณ์ทางสื่อ DMC บอกว่าที่ท่านบรรยายมาเมื่อวานนี่ เป็นเชิงทฤษฎีคือยังเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมที่เห็นได้จับต้องได้ก็คือวัดพระธรรมกายนี่เอง ท่านทึ่ง ท่านประทับใจ อาตมาก็คิดว่าสิ่งที่ท่านได้เห็นนี้ ถ้าบอกจะยิ่งทึ่งขึ้นไปอีกถ้ารู้ว่าบุคคลผู้ที่เป็นคนสร้าง เป็นผู้สู้ เป็นผู้สอนขึ้นมา ก็คือคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรานี่เอง อันนี้คือมุมมองจากคนภายนอกมุมหนึ่ง
อีกมุมหนึ่ง อาตมาอยากจะขอเล่าให้ทราบความในใจของพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นพระเถรานุเถระที่มาร่วมสวดพระอภิธรรมหลายร้อยหลายพันวัด อาตมาคิดว่าตั้งแต่อดีตมาจนถึง ณ วันนี้ ยังไม่เคยมีการประชุมสงฆ์ครั้งยิ่งใหญ่และทำได้อย่างสม่ำเสมอเหมือนกับที่วัดเราจัดขึ้นทุกวันและทุกอาทิตย์ เพราะจะมีพระจากต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมสวดอภิธรรมในงานของคุณยาย บางจังหวัดก็มาร้อยวัดก็มี ๙๐ วัดก็มี เพราะฉะนั้น งานนี้เรียกว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง แค่นี้ก็ทำให้เห็นถึงบุญบารมีคุณยายมากแค่ไหน เหมือนจะบอกให้เห็นว่าคุณยายไม่ได้สร้างวัดพระธรรมกายอย่างเดียว แต่คุณยายสนับสนุนวัดทั่วประเทศ ดังจะเห็นว่าพวกเราลูกหลานคุณยายปีนี้ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคีหลายร้อยหลายพันวัดใช่ไหม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมาได้ฟังพระคุณเจ้าหลายๆวัดที่มา ท่านบอกว่า พอเริ่มมีวิกฤตศรัทธาพระศาสนา มีการให้ข่าวที่ไม่ตรงตามความจริงเรื่องวัดเรื่องพระทางสื่อต่างๆ ช่วงนี้เวลาสามเณรออกบิณฑบาต ถือบาตรเปล่ากลับวัดเป็นแถว เห็นแล้วสลดใจ เพราะการที่สามเณรถือบาตรเปล่ากลับมา ก็หมายความว่าวันนี้ไม่มีอะไรจะฉันแล้ว แต่ก็มีวัดพระธรรมกายนี่แหละคอยเป็นผู้สนับสนุนอย่างที่พวกเราได้ทำกันมาก็คือถวายกฐินสามัคคีหลายร้อยหลายพันวัด อันที่จริงแล้ว เราก็สนับสนุนมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ทอดผ้าป่าเป็นหมื่นวัด เราก็ทำมาแล้ว และจะมีใครทราบหรือไม่ว่า ปีหนึ่งๆวัดพระธรรมกายเป็นสถานที่สนับสนุนการบวชภาคฤดูร้อนของวัดต่างๆที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยแห่งหนึ่งเหมือนกัน เช่น มีหลายวัดมาขออนุเคราะห์ผ้าไตรจีวรจากวัดพระธรรมกายของเรานี่เอง
เพราะฉะนั้นทุกวันอาทิตย์ถ้าพวกเราทุกคนได้เห็นพระคุณเจ้า พระมหาเถรานุเถระขึ้นมาสวดพระอภิธรรมในงานคุณยายของเรานี้ ก็ให้มีความภาคภูมิใจเลยว่าแต่ละท่านเป็นระดับพระสังฆาธิการ เป็นระดับเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอบางทีเป็นเจ้าคณะจังหวัด และก็มาอย่างนี้ทุกวันอาทิตย์เลย ตอนนี้เป็นพันๆวัดแล้วที่มาร่วมงานนี้ เรียกว่างานนี้สร้างความสามัคคีขึ้นมาในหมู่สงฆ์เป็นอย่างยิ่ง
และมีคำหนึ่ง อาตมาก็ไปต้อนรับพระที่มาสวดพระอภิธรรมในงานคุณยายของเรา ท่านกล่าวไว้ อาตมาฟังแล้วก็ซึ้งขึ้นมาในใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าท่านจะพูดคำนี้ได้ ทำให้เราได้เข้าใจในภาพของพวกเรา ซึ่งเราอาจจะคุ้นเป็นปกติเลยยังไม่ค่อยสังเกตเท่าไหร่ คือตอนที่เริ่มพิธีสวดพระอภิธรรม พิธีกรพาสวดสรรเสริญบทคุณยาย ทุกคนทราบหรือไม่ว่า ภาพที่ทุกๆ คนสวดพร้อมเพรียงกันงดงามมาก พระที่ท่านมาสวดพระอภิธรรม ท่านนั่งอยู่ข้างบน เห็นแล้วท่านทึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น พอกราบพระ บูชาพระก็สวดมนต์บูชาพระพร้อมๆ กัน พออาราธนาศีล ทุกคนก็อาราธนาศีลพร้อมๆ กัน พอพระให้ศีล เราก็รับศีลพร้อมๆกัน ยากที่จะหางานสวดอภิธรรมไหนที่มีญาติโยมที่มาร่วมงานเพื่อทำพร้อมเพรียงกันอย่างนี้
ถ้าเราไปงานสวดอภิธรรมที่อื่น เราจะเห็นว่าผู้ที่รับศีลครบถ้วนคือใคร ? คือพิธีกร พิธีกรอาราธนาศีลเอง แล้วก็รับศีลเอง แล้วก็หลบไปคอยดูแลการถวายเครื่องไทยธรรมเอง ทำเองอย่างครบถ้วน ส่วนญาติโยมคนที่ไปฟังสวดก็ไม่รู้เรื่อง บางที่คุยแข่งพระสวด แต่วัดของเราไม่ใช่อย่างนั้น ทีนี้พระเถรานุเถระท่านพูดกับอาตมาประโยคหนึ่งว่า “โอ้ วัดนี้โยมเขาพร้อมเพรียงกัน แสดงว่าครูบาอาจารย์เขาดี แสดงว่าครูบาอาจารย์เขาฝึกคนมาดี” อาตมานึกถึงคำว่า “ครูบาอาจารย์” รู้สึกปลาบปลื้ม นึกไปถึงคุณยาย นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ภูมิใจว่าสิ่งที่ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทำทุกวันนี้ ได้ปรากฏต่อสายตาของพระเถรานุเถระ ซึ่งท่านก็ชม ท่านไม่ชมพวกเราอย่างเดียว ท่านชมไปถึงครูบาอาจารย์ แล้วก็ชมไปถึงคุณยายซึ่งเป็นต้นแบบ
พระผู้ใหญ่ที่ท่านมาสวดพระอภิธรรมท่านพูดอย่างนี้ ท่านยังบอกอีกว่า ถ้ารู้อย่างนี้จะมาวัดพระธรรมกายตั้งนานแล้ว แต่ได้ฟังข่าวจากสื่อมาเยอะ แต่พอมาดูของจริงแล้ว ท่านบอกว่าประทับใจ แล้วก็ชื่นชมเรา บางทีพวกเราสังเกตไหม ? ตอนวันอาทิตย์เวลาสวดอภิธรรมเสร็จ ไม่มีในกำหนดการเลยว่าจะต้องมีการเทศนา และไม่มีกำหนดการอะไรเลยว่าจะต้องมีการกล่าวสัมโมทนียกถา แต่ท่านก็อดปลื้มใจไม่ได้ เห็นโยมวัดพระธรรมกายน่ารัก มีความพร้อมเพรียงกัน ท่านก็อดปลื้มใจที่จะกล่าวชื่นชมไม่ได้
บางรูปบางองค์ท่านก็เป็นนักปราชญ์ ชมตรงๆ ก็ไม่ใช่เชิงนักปราชญ์ ก็ต้องชมอ้อมๆ อย่างเช่น “อาตมาได้ขึ้นไปชมเรือนทองคุณยาย ได้เห็นปักธงไว้ ๗ ธง แสดงว่าหมายถึงโพชฌงค์ ๗ อีกทางหนึ่ง ปักไว้ ๙ ธง แสดงว่าหมายถึงโลกุตตระธรรม ๙” เป็นต้น
ระยะหลังๆ มาก็เลยมีพระเถระหลายๆท่าน ก็ได้กล่าวสัมโมทนียคาถาชื่นชมญาติโยมอย่างที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่าภาพนี้ และสิ่งที่เราทำนี้ อยากให้ทุกคนได้รักษาสิ่งที่ดีงามนี้ไว้ เพราะว่านี่คือสิ่งที่สะท้อนไปถึงครูบาอาจารย์ของเราด้วย
แต่มุมที่ ๓ ที่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นภาพการทำงานของหมู่คณะของเรา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ที่ผ่านนี้เอง อาตมาได้มีโอกาสได้ต้อนรับคณะสงฆ์ นำโดยเจ้าคณะจังหวัดเลย ท่านพาหมู่คณะใหญ่มาดูงานวัดพระธรรมกาย ที่ท่านมาดูงานก็เพราะมีสาเหตุมาจากเรื่องของภัยพระพุทธศาสนา ตอนนี้มีการเอาเรื่องภัยรูปแบบต่างๆไปเผยแพร่ให้พระได้ทราบและดูผลว่าท่านจะมีผลตอบรับอย่างไร ปรากฏว่าทางเจ้าคณะจังหวัดจัดให้มีการประชุมสัมมนาทันทีเลย มีพระมาประชุม ๗๐๐ กว่ารูป ภายในเวลาอันสั้น แล้วก็ได้ชมภาพต่างๆ เช่น การจัดฉากลวงโลกเขาทำอย่างไร เขาทำลายพุทธศาสนาเขามีแผนการอย่างไร ก็เกิดการตื่นตัว ตอนนี้ทำอย่างนี้มาหลายจังหวัดแล้ว จังหวัดเลยก็เหมือนกันเป็นจังหวัดหนึ่ง พอท่านทราบอย่างนี้แล้ว ก็เกิดกระแสว่า ต่อไปนี้สงฆ์อยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ สงฆ์ต้องสามัคคี นี่คือผลสะท้อนออกมาอย่างนั้น
แล้วท่านก็เลยมาขอดูงานวัดพระธรรมกายว่าเป็นอย่างไร ท่านเดินทางมาเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม อาตมาก็มีโอกาสได้ไปต้อนรับท่านด้วย ท่านมาถึงแต่เช้าก็พาท่านไปดูสถานที่ต่างๆ เช่นที่โรงเรียนพระปริยัติ ท่านเห็นเข้าก็ตกใจเหมือนกันว่า โรงเรียนปริยัตินี่หรือที่เป็นสถานที่ผลิตป.ธ. ๙ ที่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งๆที่โรงเรียนยังเป็นเพียงหลังคามุงจากเท่านั้นเอง
เจ้าคณะจังหวัดเลยอายุ ๗๐ กว่าปีแล้วนี่ ร่างกายแข็งแรง ท่านเดินดูงานเอง เรายังเดินตามไม่ทัน ท่านถึงกุฏิไหน ก็เดินทะลุไปเปิดกุฏิดูเอง เห็นสามเณรกำลังนั่งท่องหนังสือ หลังจากฉันเพลเสร็จแล้วก็พาไปชมโบสถ์ มากราบรูปหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำฯทองคำ แล้วก็พาไปชมมหาธรรมกายเจดีย์ จนถึงตอนเย็น ท่านก็เข้าพบพระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ หลวงพ่อทัตตชีโวของเรา
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็ได้เล่าว่า วัดพระธรรมกายตั้งแต่เริ่มต้นบุกเบิกสร้างมา คุณยายท่านชาญฉลาดมาก เป็นความชาญฉลาดของคุณยายตั้งแต่เริ่มบุกเบิกสร้างวัดประการหนึ่งว่า คุณยายท่านบอกว่าพระยังไม่ให้ออกบิณฑบาต ยายจะหาเลี้ยงเอง จะสร้างโรงทานเลี้ยงพระ บางทีเราเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าทำไมเพราะอะไร พระเดชพระคุณหลวงทัตตชีโวเล่าว่าที่ทำเช่นนี้ก็เพราะ เวลาที่พระมหาเถระรุ่นบุกเบิกท่านมาฉันภัตตาหารก็ฉันพร้อมกัน พอฉันเสร็จ ท่านก็มีเวลาที่จะได้ปรึกษาคุยงานกัน ฝ่ายไหนก้าวหน้าไปแค่ไหน ฝ่ายไหนคืบหน้าไปอย่างไร ท่านก็จะได้รับรู้ข่าวสารเท่าทัน และเท่าเทียมกัน เป็นการคุยงานแบบไม่เป็นทางการ และเป็นการเช็คงานไปในตัว แล้วก็ตอนเย็นคุณยายก็มีกุศโลบายด้วยการถวายปานะ ขณะพระท่านฉันปานะไป ก็มีการคุยงานกันไปด้วย
สรุปแล้วพระเดชพระคุณหลวงหลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็บอกว่าวันๆหนึ่ง วัดพระธรรมกายมีการประชุมไม่เป็นทางการถึง ๓ ครั้ง คือหลังฉันเช้า หลังฉันเพล แล้วก็ตอนฉันปานะเย็น ดังนั้นงานของวัดพระธรรมกายถึงได้รุดหน้ารวดเร็วมาก นี่คือกุศโลบายอย่างหนึ่งที่คณะของคณะสงฆ์จังหวัดเลยตะลึง นึกไม่ถึงเหมือนกัน เพราะว่าที่จังหวัดท่าน ท่านบอกว่าการที่จะประชุมแต่ละครั้งต้องออกฎีกา ต้องมีกำหนดการเชิญมา บางทีมาไม่พร้อมกันก็มี เพราะฉะนั้น การที่จะให้งานรุดคืบหน้าไป จำเป็นต้องกลับไปปรับปรุงเสียแล้ว…ท่านว่าของท่านอย่างนั้น
และอีกเรื่องหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านได้เล่าให้คณะสงฆ์จังหวัดเลยฟังว่าตอนนี้วัดพระธรรมกายได้รับการยกฐานะเป็นสำนักเรียนแล้ว ทุกปีเราสอบในนามสำนักเรียนปทุมธานี แต่ทุกวันนี้เราสามารถสอบในนามสำนักเรียนวัดพระธรรมกายได้ เราได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นโรงเรียนพระปริยัติสามัญ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวบอกว่าทันทีที่ได้รับอนุมัติแต่งตั้งเป็นโรงเรียนพระปริยัติสามัญ สิ่งที่ท่านทำอันดับแรกก็คือรับสมัครครู เราก็มีการคัดเลือกครู ซึ่งเรียกว่า”ครูแก้ว” มาเป็นครูสอน ซึ่งต่อไปจะมีพระภิกษุ มีสามเณร มาเรียนในโรงเรียนพระปริยัติสามัญนี้ โดยได้คัดเลือกครูจากผู้สมัคร ๘๐๐ กว่าท่าน แม้จะได้มาส่วนหนึ่ง แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็บอกว่าท่านมีความประทับใจในครูแก้วชุดนี้มาก ยังทนทายาทมาถึงทุกวันนี้ หลวงพ่อบอกว่าต้องคัดเลือกครูก่อน โดยดูแบบอย่างจากคุณยาย เพราะคุณยายก่อนจะเริ่มสร้างวัด หรือก่อนจะเริ่มงานพระศาสนาสืบทอดวิชชาธรรมกาย ท่านต้องเลือกครู เลือกบุคคลที่จะสืบทอดจากคุณยายเสียก่อน นั่นก็คือคุณยายท่านเลือกพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราฝึกขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อจะเป็นแบบอย่างอันเลิศของพวกเราทั้งหลาย แล้วก็มีพระมหาเถรานุเถระแต่ละรูปได้รับการฝึกฝนเคี่ยวมาจากคุณยาย แม้ปริมาณไม่มากแต่มีคุณภาพดีเยี่ยม คุณยายเริ่มสร้างต้นแบบตั้งแต่คนที่จะไปเป็นครู และฝึกด้วยความพิถีพิถันอย่างมาก พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็สรุปว่า นี่แหละพอจะเริ่มสร้างโรงเรียน ท่านก็ต้องคัดครูเสียก่อน
หลังจากฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวแล้ว พอถึงเวลาคณะสงฆ์จังหวัดเลยกำลังเตรียมเดินทางจะกลับ อาตมาก็เลยไปคุยกับท่าน เพื่อจะสอบถามว่าท่านมีความรู้สึกตอบสนองกลับมาอย่างไรต่อสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ ก็ปรากฏว่าผู้อำนวยการการศึกษาของโรงเรียนปริยัติจังหวัดเลย มีตำแหน่งเป็นพระครู เป็นเจ้าคณะอำเภอด้วย และท่านก็ดูแลเรื่องการศึกษาของจังหวัดเลยด้วย ท่านบอกว่า “โอ้โฮ หลวงพ่อทัตตะฯท่านคิดได้อย่างไร พอได้รับการแต่งตั้งเป็นโรงเรียน สิ่งแรกที่ท่านทำคือคัดเลือกครู เรานี่ทำไม่ได้เลย เพราะว่าพอเริ่มต้นตั้งเป็นโรงเรียน เราก็มุ่งเรื่องการสร้างอาคารเสียมากกว่า เริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างเสียก่อน ส่วนเรื่องครู ยังไม่ได้คิดที่จะคัดเลือกมาฝึกเลย” ท่านบอกว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และท่านบอกอีกว่าครูทุกวันนี้ก็ยังหาคุณภาพได้ยากเหมือนกัน แต่วัดพระธรรมกายทำได้อย่างไร นี่สิ่งที่ท่านรู้สึกทึ่งงานที่พวกเราทำได้ทุกวันนี้
อาตมาว่าสิ่งที่เป็นมุมสะท้อนหลายมุมจากบุคคลภายนอก ทำให้เห็นความงดงาม และเห็นความเจริญของพุทธศาสนา ที่วัดของเราเป็นจุดเริ่มต้น และมีจุดเริ่มต้น กำเนิดมาจากคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรานี่เอง ทุกครั้งที่อาตมาได้กล่าวถึงชื่อคุณยายว่า “มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง” ก็กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ เพราะคำว่า “มหารัตนะ”นี้สูงส่งยิ่งนัก และคำว่า “มหารัตนอุบาสิกา” เพิ่งใช้เป็นครั้งแรกในโลกของเรา ก็คือใช้กับคุณยายของเรานี่เอง
อาตมาได้มีโอกาสได้ไปค้นพระไตรปิฎก ค้นหาคำว่ามหาอุบาสิกาว่ามีการใช้กับใคร ที่ไหนบ้าง เพราะแต่ก่อนมีคนเขาสงสัย ทำไมแต่ก่อนเราขนานนามคุณยายว่า “มหาอุบาสิกา” แต่ตอนนี้เป็น “มหารัตนอุบาสิกา” ก็ไปค้นดูในพระไตรปิฎกพบคำว่ามหาอุบาสิกามีประมาณ ๗๙ แห่ง ส่วนใหญ่ใช้ยกย่องนางวิสาขาถึง ๔๐ กว่าแห่ง แต่นอกนั้นสรรเสริญบุคคลอื่น และคำว่ามหาอุบาสิกานั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะนางวิสาขาท่านเดียว แต่บุคคลที่ได้รับขนานนามชื่อมหาอุบาสิกาในพระไตรปิฎกที่ปรากฏยกย่องนั้นมีถึง ๘ คน
คนแรกคือนางพราหมณี ซึ่งเป็นนางมารดาของพระสารีบุตร
คนที่ ๒ คืออุปัฏฐากของพระมหามิตเถระ
คนที่ ๓ คืออุปัฏฐากของพระเถระ ๕๐ รูปในกรุงโกสัมพี
คนที่ ๔ คือสตรีผู้อุปัฏฐากพระเถระ ๖๐ รูปในมาติกคาม เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์ดีเยี่ยม แล้วก็ได้เรียนธรรมะจากพระสงฆ์ แต่บรรลุธรรมก่อนพระสงฆ์ และสามารถรู้ใจของพระสงฆ์ได้ ในที่สุดได้อุปัฏฐากพระสงฆ์จนท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด นางก็เลยได้รับขนานยกย่องเป็นมหาอุบาสิกาท่านหนึ่ง
ท่านที่ ๕ คือพหุปุติกาเถรี เป็นพระเถรีแต่ก่อนที่นางจะได้บวช ได้ชื่อว่าเป็นสตรีผู้มีบุตรมาก มีคุณูประการต่อพระศาสนามาก ได้ขนานนามว่าเป็นมหาอุบาสิกาเช่นเดียวกัน
ท่านที่ ๖ คือพระมารดาของพระโสนกุฏิกันนะ ถ้าใครยังจำได้ ท่านก็คือมารดาของพระผู้ที่มีการเทศน์เสียงไพเราะ ใคร่อยากจะฟังธรรมะจากพระลูกชาย พอฟังแล้วขนาดขโมยขึ้นบ้านก็ยังไม่สนใจทรัพย์สมบัติเลย อันนี้หลายคนคงจะได้ทราบประวัติของนางบ้างแล้ว นี่แหละก็ได้รับการขนานนามเป็นมหาอุบาสิกาเช่นเดียวกัน
ท่านที่ ๗ คือนางกานา
และท่านที่ ๘ ที่มีการยกย่องเป็นมหาอุบาสิกาก็คือนางวิสาขานั่นเอง
ดังนั้นคำว่า “มหาอุบาสิกา” คำๆนี้ไม่ได้เจาะจังกับนางวิสาขาท่านเดียว แต่มีการปรากฏยกย่องถึง ๘ ท่านในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นคำว่ามหารัตนอุบาสิกาจึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคุณยาย เพราะว่า ๘ ท่านดังกล่าวที่อาตมาได้เล่ามาข้างต้นนั้น ทุกท่านล้วนเป็นผู้ที่เคยครองเรือนมาก่อน มีบุตรมีสามีมาแล้วทั้ง ๘ ท่าน
แต่คุณยายของเราเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาตลอดชีวิต จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการยกย่องเป็น “มหารัตนอุบาสิกา” นั่นเอง
ตอนท้ายนี้อาตมาตั้งใจอยากจะนำกลอน ซึ่งมีความหมายไพเราะงดงาม ตั้งใจจะอ่าน แต่บังเอิญวันนี้เจ้าของบทกวีนี้ก็มาด้วย ในช่วงนี้ก็จะขอเชิญเจ้าของบทกวีให้ได้มาอ่านให้กับทุกๆ ท่าน เพื่อจะร่วมบูชาธรรมคุณยายด้วย ท่านนี้ก็คือกัลยาณมิตรศิลปากร วิกัยนภากุล จากภาคตะวันออก แต่อันดับแรก จะขอเชิญพิธีกรได้อ่านโคลงสรรเสริญคุณยายก่อน ขอเชิญ
พิธีกร : บทกวีบูชาธรรมเทิดบารมีคุณยาย
เทิดพระคุณ มากท้น ใดปาน
บารมีธรรม พระศาสน์ แผ่กว้าง
คุณยาย ละสังขาร คืนทิพย์วิมานเอย
ยายขุด ท้องนาสร้าง ฝากไว้ทุ่งทัน
จันทร์ นามยาย เจิดจ้า ราตรี
ขนทรัพย์ ภายในทวี สู่ฟ้า
นกขันกรู สดุดี เสนาะยิ่ง
อยู่เยี่ยงยาย หมื่นหล้า สว่างล้ำ ธรรมไสว
ต่อไปนี้ขอเชิญเจ้าของบทกวี กัลยาณมิตรศิลปากร วิกัยนภากุล ได้อ่านต่อ
กัลฯ ศิลปากร : บทกวีน้อมถวายบูชาธรรม คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
ขอก้ม ประนมหัตถ์ น้อมนมัส กราบบูชา
มหารัตน อุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง
ยิ่งแก้ว แสงแวววาว ใสผ่องพราว เหนี่ยวน้าวจูง
ยอดมณี ธรรมที่สูง พุ่งจรัส ชัชชวาล
สืบทอด ธรรมกาย หมายส่องทั่ว จักรวาล
นิธิ ยอดทหาร ผู้ชาญศึก สงครามธรรม
ศิษย์เอก ไม่มีสอง ของหลวงปู่ วัดปากน้ำ
ผู้ค้นพบ วิชชา พระมงคล เทพมุนี
คุณยาย อาจารย์จันทร์ ทุ่มชีวัน มิพรั่นหนี
มานะแกร่ง เข้มแข็งทวี ปราบไพรี พิชิตมาร
ยายพลิก ผืนนากว้าง รวมศิษย์สร้าง ทางนิพพาน
วัดพระ ธรรมกายสถาน แหล่งสร้างทานบารมี
เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ศูนย์น้อมนำ สร้างคนดี
ธรรมขยาย ทั่วปฐพี ด้วยยายนี้ เชื่อมวิชชา
รวมฟ้า มหาสมุทร กว้างใหญ่สุด เหลือคณา
ใจยาย กลับกว้างกว่า เมตตาธรรม ค้ำจุนภพ
ค้ำจุนศิษย์ ทั่วหล้า กรุณาหารู้จับ
แม้เขื่อน กั้นทำนบ ก็สยบ เกินกั้นใจ
วรธรรม คุณยายจันทร์ เอนกอนันต์ อาบละไม
กุศลบุญ ยิ่งใหญ่ คุ้มศิษย์ให้ พ้นภัยพาล
คุณธรรม ค้ำจุนชาติ ค้ำจุนศาสน์ อภิบาล
มุ่งมั่น ปณิธาน มุ่งประหาร กิเลสใจ
สืบทอด อุดมการณ์ สืบทอดงาน อันยิ่งใหญ่
สืบธรรมกาย ไสว สืบสานไว้ ให้ผองเรา
มุ่งประกาศ ทางมรรคผล ให้ทุกคน พ้นมัวเมา
โอวาท ธรรมใหม่เก่า ศิษย์ขอเฝ้า จำใส่ใจ
ก้าวติด ตามตัวท่าน สืบทอดทัน แผ่กว้างไกล
ปราบมาร ทุกภพไป จนกว่าได้ พบนิพพาน
ศิษย์มั่น คำสัญญา รักศรัทธา ครูอาจารย์
เพิ่งประวัติศาสตร์ผ่าน อันญาณทิพย์ของคุณยาย
ลานธรรม นำกุศล ศิษย์น้อมกมล อุทิศถวาย
แม้อัฐิ มอดมลาย มิเสื่อมคลาย บูชาคุณ
ขอบุญญานุภาพ แผ่ฤทธิ์ธาตุ อาบละมุน
สุคติ น้อมนำหนุน คุณยายสืบทิพย์พิมานเทอญ
พระสมศักดิ์ : และในโอกาสนี้ ขอเรียนเชิญลูกหลานคุณยายทุกท่าน ได้นั่งหลับตา ระลึกนึกถึงคุณของยาย และน้อมคุณยายมาไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา เพื่อที่จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ถวายบุญนี้เป็นเครื่องบูชาธรรมแด่คุณยาย…..