ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายอ่านคนออก/ ขุมทรัพย์ ๘ ประการ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระประดิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) วันนี้ก็ทุกๆ ท่านก็ได้มาเอาบุญกับคุณยายท่านอีก อีกวันหนึ่งนะ แล้วก็เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีตัวแทนของกัลยาณมิตรทุกๆ คนได้กล่าวขออนุญาตพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขอเลื่อน เลื่อนเวลาสลายสรีระของคุณยายท่านออกไปอีก เนื่องจากว่าอยากจะได้มานั่งธรรมะกับคุณยายท่านนะ มีความรู้สึกว่าถ้าสรีระคุณยายท่านยังอยู่ตรงนี้ เราได้ใกล้ชิดท่านนะ แล้วก็หลายท่านมานั่งธรรมะก็นั่งกันได้ดีนะ นั่งธรรมะกันได้ดีมาก ก็เลยกราบอาราธนา ก็มีอาผ่อง เล่งอี้ เป็นตัวแทน ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกว่า ก็จะดูอีก ๑ เดือน ถึงต้นเดือนหน้านะ ดูว่าลูกๆ หลานคุณยายจะมาเอาบุญกับคุณยายได้มากน้อยแค่ไหน มาปฏิบัติธรรมกับคุณยายได้แค่ไหน พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็มานะ มาทุกครั้ง มาสวดอภิธรรม เอาบุญกับคุณยายท่านก็มา แล้วก็มาดูด้วยนะว่าลูกๆ มากันเยอะไหม แล้วท่านก็คงจะพิจารณา แล้วก็คงจะได้ตอบหรือว่าคงจะได้บอกเราอีกทีหนึ่งนะว่าจะเลื่อนหรือเปล่า เพราะงั้นทุกๆ คนต้อง ต้องช่วยกันนะ ถ้าเลื่อนจริงๆ ไม่งั้นเดี๋ยวอาผ่องมาอยู่คนเดียวนะ ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะโยมอาผ่องเป็นตัวแทน แล้วทุกๆ คนก็ต้องมาด้วยนะ ช่วยๆ กัน คือช่วยกันหมายความว่าช่วยกันโทรชวนกัน วันนี้ว่างไหม วันนี้ภาคเราไม่ได้เป็นเจ้าภาพ ก็มา มาได้ก็มา จะได้มาเอาบุญกับคุณยายท่านนะ ถ้าไปทำงานก็อาจจะเตรียมชุดกันเลยนะ เตรียมชุดขาวมาไว้ จะได้ไม่ต้อง ถ้าไม่สะดวกกลับบ้านก่อนก็เตรียมชุดขาวมานะ ก็มาเปลี่ยนกันที่นี่นะ เพราะคุณยายท่านเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์นะ สีขาวก็เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์เหมือนกัน แล้วก็อยากจะให้ลูกๆ หลานคุณยายทุกๆ คนนะ แต่งชุดขาวกันมา ก็เป็นการบูชาคุณยายได้นะ ด้วยการแต่งกาย ก็อยากให้ทุกๆ คนก็บอกๆ ต่อๆ กันไปด้วยนะ บอกต่อๆ ว่าให้มากันเยอะๆ มาเอาบุญกับคุณยายท่านเยอะๆ นะ ปีใหม่แล้ว ปีใหม่แล้วเป็นปีที่เลิกยากเลิกจนนะ ให้รวยกันทุกๆ คน นี่คำหลวงพ่อนะ ไม่ใช่ของหลวงพ่อ ปีใหม่ปีแห่งความร่ำรวย แล้วให้เลิกยากเลิกจน ให้รวยกันทุกๆ คน นั่นแหละที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้พรเอาไว้ ทีนี้ มันมีอย่างนี้นะ ก่อนจะเล่าเรื่องของคุณยายให้ฟัง ก็เล่าเรื่องย้อนไปนิดหนึ่งว่าเมื่อช่วงฉลองมหาธรรมกายเจดีย์ วันคุ้มครองโลกปีที่แล้วนะ ปี ๔๓ มีพระภิกษุท่านก็ จริงๆ ท่านก็เป็นกัลยาณมิตรน่ะแหละนะ แต่ยังไม่ได้มาวัดเท่าไหร่ เป็นนักธุรกิจ พูดง่ายๆ ว่าไม่เคยมาวัดเลย ทีนี้ท่านก็ไปบวช บวชชั่วคราวนะฮะ บวช ตั้งใจอยากจะบวช พอบวชเสร็จก็เลยถือโอกาสมาร่วมฉลอง ฉลองเจดีย์ ก็เป็นบุญของท่าน มาร่วมฉลองเจดีย์ ท่านก็เห็นคนเยอะมากนะ ท่านก็ตื่นตาตื่นใจนะ ประทับใจ แต่ท่านก็สงสัยเหมือนกันนะ สงสัย ก็คงเหมือนกับหลายๆ ท่านที่ไม่ค่อยได้มาวัด หรือว่าไม่เคยมาวัดเราว่าสงสัยตอนที่กัลยาณมิตรไปอยู่หน้ารอบๆ เจดีย์ ด้านหน้า รอบๆ ทั้งหมด มีการ ชิตังเม โป้ง รวย นะ เห็น ชิตังเม โป้ง รวย ชิตังเม รวย อะไรอย่างนั้นนะ ที่เราทำกันบ่อยๆ นั่นแหละนะ อธิษฐานกันบ่อยๆ ท่านสงสัยเนื่องจากท่านมาวัดครั้งแรกนะ ท่านก็สงสัยว่าทำไมวัด วัดนี้สอนแต่คน สอนให้แต่คนรวย ท่านสงสัยนะ แต่ท่าน ท่านคงไม่เคยได้ยินมั๊ง หรืออาจจะเป็นเพราะท่านรวยอยู่แล้วก็ได้นะ ทำไมสอนให้รวย ทำไมไม่สอนอะไร วิปัสสนา ให้หมดกิเลสอะไรอย่างนั้นนะ คือท่านไม่รู้ว่าตอนเช้านั่งไปแล้วนะ ตอนบ่ายก็เราจะเอาสมบัติในปัจจุบันชาติ สมบัติหยาบๆ ให้รวยนะ มีคนเขาได้ยินแล้วมาถาม มาเล่าให้ฟัง หลวงพี่ก็เลยมีโอกาสเล่า แต่ไม่ได้เล่ากับตัวท่านเองนะ เพราะว่าไม่เจอกัน ก็บอกว่าอึม ทีหลังนะ ก็ชี้แจง กราบเรียนท่านได้ หรือถ้าเป็นญาติโยมทั่วไปก็บอกก็ได้ว่าคำว่ารวยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งหยาบทั้งละเอียดนะ ทั้งโลกียทรัพย์ อริยทรัพย์ ทั้งทรัพย์หยาบทรัพย์ละเอียด ต้องรวยให้หมด ถ้าละเอียดมีน้อยนี่ หยาบมันไม่มีหรอกนะ ก็คือยังไง ถ้าบุญน้อยก็รวยยากนะ สมบัติละเอียดมีน้อย สมบัติหยาบมันก็ไม่ค่อยมี แล้วก็เล่าแบบ แบบกันเองนะ เล่าแบบกันเองบอกว่าหลวงพี่ไม่เคยเห็นวัดไหน ไปทำบุญแล้วบอกให้จนเลย ไม่เห็นมีเลยนะ พอกลับไปก็ให้รวยขึ้นทั้งนั้นแหละ ให้ ให้อยู่ดีมีสุข ให้มีสมบัติเยอะๆ ให้แข็งแรง ให้พ้นทุกข์ พ้นภัย ก็เขามีอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะว่านี่เป็นผลของบุญนะ เป็นผลของบุญที่เชื่อมต่อมาจากสมบัติละเอียด แล้วเราก็โยงมาถึงว่าคุณยายของเราท่านก็ได้เป็นแบบอย่าง แล้วก็ได้ชี้ ได้แนะ รวมทั้งได้ทำให้ดูด้วยนะ เป็นธรรมชาติของคุณยายท่านที่ท่านบอกว่ายายรักบุญนะ หรือใช้คำเน้นหน่อยก็ ยายนี่งกบุญ เป็นคำที่คุณยายอยากจะบอกว่ารักบุญมาก บอกยายนี่งกบุญ คุณยายเอาทุกอย่าง เอาบุญทุกๆ อย่าง มีวันหนึ่งก็นั่งสามล้อคุยกัน กราบเรียนถามท่าน ท่านก็ วันนั้นท่านก็เบิกบาน ช่วงเช้า ถามว่านี่คุณยาย น้อง หมายถึงอุบาสก อุบาสิกานี่ที่มาวัดหลังๆ นี่ มีบางคนเหมือนกัน คุณยายก็มีความรู้สึกว่าเขาไม่อยากจะทำงาน อันนี้คุยกันเองนะ ไม่ได้ว่าใคร เขาอยากจะนั่งหลับตาอย่างเดียว พอมาอยู่กับหมู่คณะ หลับตาอย่างเดียว อย่างอื่นเขาไม่ค่อยทำ เพราะว่าเขาเห็นคุณค่าของการนั่งสมาธิ อยากได้บุญละเอียด แล้วทีนี้เรามาอยู่หมู่มากก็ มันก็ต้องบุญหยาบก็ต้องทำไปด้วย ก็เรียนถามคุณยายว่าเดิมทีก็สับสนเหมือนกัน คุณยายท่านบอกว่า อึม เอาหมดแหละ ทั้งบุญหยาบบุญละเอียด ทั้งบุญหยาบบุญละเอียด ยายเอาหมด บุญหยาบเราก็จะได้ฝึกตัวนะ บุญน่ะได้อยู่แล้ว แต่ว่าได้ฝึกตัวไปด้วย บุญละเอียดก็จะทำให้เราฉลาด ให้เราพ้นทุกข์ได้ แล้วคุณยายท่านก็บอกว่าถ้าเอาแต่บุญละเอียด ถ้าเอาแต่บุญละเอียด ยายไม่ต้องสร้างวัดซิ เพราะยายเข้าถึงธรรมกายตั้งนานแล้วนะ ท่านบอกเองนะ ยายเข้าถึงธรรมกายาตั้งนานแล้ว แบบนี้ยายก็ไม่ต้องมาสร้างวัดซิ เพราะสร้างวัดนี้เหนื่อยนะ ยายก็ไม่ต้องมาบอกบุญกฐินผ้าป่าซิ อันนี้ท่านขยายนะ คือถ้าเอาแต่บุญละเอียดนี่ ยายก็ได้ธรรมกายแล้ว ยายก็ไม่ต้องสร้างวัด ไม่ต้องทอดกฐิน ไม่ต้องทอดผ้าป่า แต่นี่ยายก็ยังต้องมาสร้างวัด มาบอกบุญทอดกฐินทอดผ้าป่าอยู่ แต่ถ้าเราเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงธรรมะ งานหยาบๆ นี่มันจะทำเสร็จง่ายขึ้นนะ จะทำเสร็จง่าย ทำเสร็จเร็ว คุณยายท่านก็เลยบอกว่ายายก็เอาหมดทั้งบุญหยาบบุญละเอียด ก็ฟัง ฟังแล้วก็จำได้ ก็เอามาเล่าให้น้องๆ ฟังบ้างนะ อุบาสก อุบาสิกาบางคนก็คงเคยได้ยิน เอามาเล่าให้ฟัง มีอยู่วันหนึ่งก็ ไปนึกถึงความแม่นยำของคุณยายท่านนะฮะ ไอ้เรื่องนี้หลวงพี่ หลวงพี่อุดมท่านก็ได้ยินนะ เพราะว่าหลวงพี่อุดมท่านก็ผลัดนั่งสามล้อกับคุณยาย ผลัดกัน นั่งสามล้อไป ไปถึงกุฏิ กุฏิของพระรูปหนึ่ง ท่านก็จะถามว่านี่กุฏิใครน่ะ นะ ก็บอกชื่อท่านไป บอกชื่อท่านไป แล้วก็เรียนท่านต่อไปอีกว่าท่านไม่อยู่ท่านต่างประเทศนะ ท่านไปเรียนต่างประเทศ คุณยายก็บอกว่าไม่ได้อยู่วัดหรอก หลวงพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนะตอนนั้น หลวงพี่ก็ฟังแต่จำได้หมด องค์นี้ไม่ได้อยู่วัดหรอก หลวงพี่ก็เฉยๆ หลวงพี่ก็ฟัง แต่จำได้ว่าเออ จะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้นเองนะ แต่จำได้ว่าองค์นี้ได้อยู่วัดหรอก บางทีก็บอกว่าท่านก็เทียวไปเทียวมา พอจบแล้วก็คงกลับมา บางทีก็เรียนท่านไป ท่านก็บอกว่าจบแล้วเดี๋ยวก็ต้องไปเรียนต่ออีก แล้วท่านก็เลยบอกว่าแล้วสุดท้ายก็อยู่วัดไม่ได้หรอก คุณยายท่าน หลวงพี่ก็จำได้ ก็เอามาเล่าให้ฟัง แล้วก็เป็นอย่างนั้นแหละนะฮะ ก็เป็นอย่างที่คุณยายท่านพูดทุกอย่างเลย หลายปีนะกว่าจะถึงตรงนั้นท่านก็พูดเอาไว้ แล้วก็พูด หลวงพี่อุดมท่านก็ได้ยิน ก็มาเล่าให้กันฟัง ได้ยินไหม คุณยายท่านว่าอย่างนี้ บอกอึม ได้ยิน ก็ยืนยันกันได้ ก็เป็นอย่างที่คุณยายท่านบอกน่ะนะ ก็ไม่ได้อยู่วัดจริงๆ มีอีกนะ มีอุบาสก อุบาสกท่านหนึ่ง ตอนนี้ท่านออกไปแล้วนะ ไปบวช ไปบวชอยู่ข้างนอก เมื่อก่อนก็เป็นอุบาสกอยู่ข้างใน เมื่อเหล่าอุบาสกด้วยกันก็ได้ทราบข่าว ได้ทราบข่าวได้ทราบความคิดว่าท่านอยากจะ ตอนนั้นยังไม่ได้บวชนะ ได้ทราบความคิดว่าท่านจะออกไปจากวัด ท่านจะออกจากวัดไป เพื่อจะไปบวช ไปอยู่ที่อื่นนะ เราก็ผลัดกัน ให้กำลังใจกัน จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งเป็นประจวบเหมาะว่าเจอคุณยายท่าน นั่งอยู่ห้องตรงข้ามกุฏิท่าน เรียกว่าห้องเลขานะ คุณยายท่านนั่งอยู่ อุบาสกก็วางแผนกัน มากราบคุณยายก่อน บอกว่าคุณยาย เดี๋ยวจะให้อุบาสกคนนี้มากราบคุณยายนะ เพราะเขากำลังจะออกไปอยู่ข้างนอก คุณยาย คุณยายช่วย คือขอความกรุณาคุณยายช่วยคุยให้กำลังใจ หรือชวนเขา หรือคุยยังไงให้เขาอยากอยู่วัด เพราะว่าพวกผมคุยไปแล้วนะ รู้สึกมันจะยังไม่ค่อยได้ผล เล่าให้คุณยายท่านฟัง คุณยายท่านก็อึมๆๆ ไปตามมันมานะคุณยายท่าน เราก็ไปตามมา พอตามมา มานั่งในห้องด้วย คุณยายก็คุยเรื่องอื่น หลวงพี่จำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไร ท่านก็คุยเรื่องในวัด คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ พอคุยเสร็จก็นานพอสมควร ก็กลับ พอกลับออกไปเราก็ ไปถามคุณยาย เรียนถามคุณยายบอก ไม่เห็นคุณยายชวนเลย เมื่อกี้เตี๊ยมอย่างดี ว่าจะอาราธนาหรือขอบุญคุณยายได้ช่วยชวนเขาหน่อย เขากำลังจะออกไปจากวัดแล้วนะ คุณยายลืมหรือเปล่า ใช้คำนี้เลยนะ คุณยายลืมหรือเปล่า เมื่อกี้เตี๊ยมอย่างดีเลย นี่คุณยายบอกว่ายายไม่ลืมหรอก พูดไปมันก็ออกอยู่ดี ไม่รู้จะพูดไปทำไม แล้วก็ออกไปแล้วนะ ออกไปแล้ว ไปอยู่วัด ไปอยู่วัดในกรุงเทพฯ คุณยายบอกว่าพูดไปมันก็ออกอยู่ดี ไม่รู้จะพูดทำไม เพราะงั้นยายไม่ลืมนะ พวกเราก็นึกตามประสาของความไม่รู้ของเรา เรานึกว่าคุณยายท่านจะลืม เพราะเห็นท่านอายุมาก นึกว่าท่านลืมที่เตี๊ยมกันไว้ คุณยายท่านบอกไม่ลืม พูดไปมันก็ออกอยู่ดี ยายไม่ได้พูดเลยนะ อันนี้ฮะ มีอีกท่านหนึ่งนะฮะ มีอีกท่านหนึ่งนี่ก็เป็นไปที่อย่างที่คุณยายท่านแนะทุกอย่างเลยนะ ท่านก็พอนึกถึงอุบาสกคนนี้ท่านก็บอกว่าเออ อีตาคนนี้นะ คุณยายท่านจะมีอีตานำหน้านะ อุบาสกน่ะนะ อย่างหลวงพี่อุดมก็อีตาดม ถ้าหลวงพี่ก็อีตาประดิษฐ์ อะไรอย่างนี้ ท่านจะมีอีตานำหน้านะ นึกถึงอีตาคนนี้สงสารมันนะ มีกรรมอะไรก็ไม่รู้นะ อยู่กับใครก็ไม่ค่อยได้ ใครเขาก็ไม่เอา ยายสงสารจังเลยนะ ไป เราพายายไปหามันหน่อย นี่ภาษาคุณยายท่านนะ เราพายายไปหามันหน่อย มันอยู่ที่ไหน ไปคุยกับมันหน่อย หลวงพี่ก็นั่งสามล้อพาคุณยายไปในวัด เขาเรียกโรงนอนนะฮะ ก็คือเรือนนอนนั่นแหละ เป็นเรือนพักของอุบาสก อุบาสกท่านนั้นก็อยู่ในพอดี ท่านก็เข้าไปคุยด้วยนะ หลวงพี่ก็ไม่กล้าเข้าไปฟังนะ คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็รออยู่ข้างนอก ท่านก็เรียก เฮ้ยเราเข้ามานี่มาฟังด้วยนะ เหมือนจะต้องมีพยาน พอคุณยายท่านเรียกก็เข้าไปนั่งฟัง ท่านก็บอกว่า ท่านก็สอนอุบาสกท่านนั้นนะว่าเออ เราน่ะ เรานี่มันมีกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งนะ ยายว่านะ อยู่กะใครก็ลำบาก อยู่กะใครก็ไม่ค่อยได้ แล้วชอบทำอะไรเกินๆ อันไหนก็ไม่ทำ ไปทำเกินๆ คนโน้นคนนี้เขาก็ไม่เอา ยายว่านะเราออกไปบวชวัดไหนก็ได้ ไปบวชแล้วไปถือศีลให้ดีนะ เพราะเราบวชเราก็ได้ทำบุญ เรารักษาศีลดีๆ เราก็ได้บุญ ใครมาทำบุญด้วยเขาก็ได้บุญไปด้วย แต่เวลาเขาให้ทำงานอะไรน่ะ ใ ห้ทำเท่าที่เขามอบหมายเท่านั้นนา อย่าไปทำเกินกว่าที่เขาให้ทำนะ ท่านบอกอย่างนี้เลยนะ ไปเลยนะ ไปบวชที่ไหนก็ได้นะ แล้วถือศีลให้ดี แล้วก็ได้บุญ เขาให้มอบหมายงานอะไรทำแค่นั้น ให้แค่ไหนทำแค่นั้น อย่าทำเกินกว่าที่เขาให้ อย่าทำเกินขอบเขต คุณยายท่านสอนอย่างนี้นะ ตอนนี้หลวงพี่ท่านนั้นนะ ท่านก็ไปบวชแล้วนะ ได้ประโยค ๖ ประโยค ๗ หลวงพี่ไม่แน่ใจ แล้วท่านก็ไปบวช แล้วท่านได้ เรียกว่าได้ดีในผ้าเหลืองเลยเหมือนที่คุณยายท่านบอก คุณยายท่านได้บอกเอาไว้ทุกอย่างเลยนะ เห็นไหมคน ๒ คน ท่านไม่เหมือนกันนะ คุณยายบอกไม่เหมือนกัน แต่ละคนนี่ยายจะพูดไม่เหมือนกัน นี่คือวิธีแนะของคุณยายท่าน และความแม่นยำของท่านที่ท่านบอกว่ายายอ่านคนออก ยายอ่านหนังสือไม่ออก แต่ยายอ่านคนออก คุณยายท่านก็จะพูดให้ฟังบ่อยๆ นะ แล้วเรื่องนี้ก็ยายอ่านคนออกนี่แหละนะ ก็เล่าให้ฟังสบายๆ นะ ลูกหลานยายทุกคน ก็หลวงพี่ก็ ก็เล่าให้ฟัง ก็เป็นภาษาของคุณยายด้วย อันที่ ๒. คือหลวงพี่ได้ยินได้ฟังและเห็นนะ ก็โชคดีไป แต่เสียดายอยู่อย่างเดียวว่าไม่ได้อัดเสียงให้ฟัง เป็นความผิดของหลวงพี่มากๆ นะ เพราะว่าจริงๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยบอกหลวงพี่แล้วว่าเวลาคุณยายตรวจวัดนี่อัดเสียงไว้ด้วย จะได้ฟัง เอามาฟัง เป็นประวัติศาสตร์ว่าคุณยายท่านสอนใครยังไง ท่านสอนให้ดูแลวัดยังไง แล้วหลวงพี่ก็ไม่ใช่ไม่เชื่อหลวงพ่อนะ เชื่อเหมือนกัน ก็เอาเครื่องอัดเทปเล็กๆ เสียบไมค์ สายไมค์ มันจะมีที่แหนบใช่ไหม แหนบตรงนี้ ขอแหนบเสื้อคุณยาย เวลาจะนั่งสามล้อ แล้วเอาซาวเบล๊าวางข้างๆ เครื่องเล่นเทป คุณยายก็ อะไรน่ะ นะ คุณยายท่าน บอกเครื่องอัดเสียงคุณยาย เผื่อคุณยายสอนอะไร แนะนำใครนี่จะได้เก็บเอาไว้ ยายบอกว่าโอ๊ยไม่เอาหรอก เกะกะ และยายไม่ชอบนะ ท่านพูดอย่างนี้เลยนะ ยายไม่ชอบ ไม่เอา เกะกะ หลวงพี่ก็บอกพอดีหลวงพ่อให้ผมอัดเอาไว้ ท่านก็อึม เอาก็ตามใจ คุณยายท่านจะเอาหลวงพ่อเป็นหลักนะ ถ้าหลวงพ่อท่านยังไงก็ ท่านจะอย่างนั้นแหละ เพราะคุณยายท่านบอกแล้วว่าหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสแล้วนะ คุณยายก็เป็นคุณยายนะ ก็ต้องแล้วแต่หลวงพ่อ หลวงพี่ก็ดีใจว่าโอ้โฮ วันนี้จะได้ยินเสียงยาย จะได้อัด อัดเสียงธรรมชาติเลยนะ หลวงพี่เลยชวนคุยใหญ่เลย นั่งสามล้อไปนี่คุยใหญ่ คุณยายท่านตอบใหญ่เลยนะ คุยเบิกบาน หลวงพี่อุ๊ยได้เสียงคุณยาย พอนั่งรถรอบวัดเสร็จ ท่านบอกว่าเฮ้ย ไมค์มันวางอยู่ข้างล่างแน่ หลวงพี่ อ้าว คุณยายไม่บอกผม บอก ท่านก็ยิ้มๆ ท่านบอกไมค์เราอยู่ข้างล่าง นึกนะไม่รู้ยังไง หล่นเองหรือว่าท่านถอดออก หลวงพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เห็น รู้แต่ว่าไม่ได้เสียง ไม่ได้เสียงคุณยาย นั่งครบรถรอบวัดเสร็จก็ลง ท่านบอกเฮ้ย ไอ้นี่ของเรามันหล่นอยู่ข้างล่างนะ แล้วก็ไม่ได้นะ เสียงคุณยายไม่ได้ มาได้เอาก็คงมีพี่ โยมพี่อารีพันธ์มั๊งที่อัด อัดเสียงคุณยายเวลาช่วงท่านรับแขกในอาคารยามา หรือไม่ก็ช่วงที่ท่านมาให้พรปีใหม่ ซึ่งคุณยายท่านแข็งแรง แต่ช่วงท่านธรรมชาติที่พระเดชพระคุณหลวงพ่ออยากให้เก็บเอาไว้หลวงพี่ทำไม่ได้นะฮะ หลวงพี่ทำไม่ได้ เพราะว่า ๑. ก็คือคุณยายท่านไม่ชอบ อันที่ ๒. คือเราก็พยายามบอกว่าหลวงพ่ออยากได้ ก็ยังอัดไม่ได้อยู่ดี เพราะไมโครโฟนกองอยู่ข้างล่าง เสียงไม่เข้าเลยนะ คุณยายท่านก็ไม่ขัดเหมือนกันนะ ไม่ขัด แต่ไม่ให้เสียงก็แล้วกัน คุณยายท่าน หลวงพี่ก็เลยเป็นความผิดของหลวงพี่คือเสียงธรรมชาติที่คุย เวลาตรวจวัดก็ไม่ได้อัดมา แล้ววิธีการสอนของคุณยายก็อย่างที่เรียนให้ทุกคนได้ทราบว่าคุณยายท่านบอกว่ายายอ่านคนออก ถึงยายอ่านหนังสือไม่ออก ยายอ่านคนออกว่าใครเป็นยังไง แล้วหลวงพี่ก็ดู เวลาท่านสอนคนแต่ละคนนี่ คุณยายท่านจะพูดไม่เหมือนกันนะ แล้วแต่ธาตุ ธาตุธรรมของแต่ละคน คุณยายจะพูดไม่เหมือนกัน คุณยายท่านจะพูดไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างหนึ่งก็ได้ เคยเล่าให้หลวงพี่มุนิสโกกับหลวงพี่ถวัลย์ศักดิ์ฟังไปแล้วนะ เล่าให้ฟัง ท่านก็ยังดีใจ บอกว่าตอนนั้นยังไม่ได้บวชนะ ตอนนั้นยังไม่ได้บวช หลวงพี่ท่านก็มาอยู่วัดได้สักพักหนึ่งแล้วแหละนะ มาค้างวัด มาทำงานที่วัด แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งหลวงพี่อุดมท่านจะสอบ ท่านเรียนอยู่รามคำแหง แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าย้ายคณะหรือยัง ท่านบอกท่านเรียนวิทยาศาสตร์มา แต่ไม่ทราบท่านย้ายคณะหรือยัง แล้วท่านจะสอบ ท่านไปท่องหนังสืออีกที่หนึ่ง คุณยายถามว่าทำไมไปท่องอยู่ตรงนั้น ก็บอกว่าอ๋อ ที่โรงนอน ที่เรือนนอนอุบาสกเสียงดัง ก็คือท่านต้องการความเงียบว่างั้นเถอะนะ ท่องหนังสือ คุณยายท่านก็เลยถือโอกาสจังหวะอย่างนี้แหละ ได้ถ่ายทอดธรรมเนียมหรือประเพณีให้กับอุบาสกที่มาทีหลังได้ฟัง วันนั้นนั่งสามล้อไปด้วยกันนะ คุณยายท่านก็คิดเบิกบานดีนะ คุยเรื่องวัดเรื่องอะไรไป แต่พอไปถึงตรงเรือนนอนหรือโรงนอนนะ ไปเจอพี่ ๒ คนนี้พอดี หลวงพี่ เรียกพี่โตนะ หลวงพี่โต หลวงพี่อำนวยศักดิ์ กับพี่ถวัลย์ศักดิ์ หลวงพี่ถวัลยฺศักดิ์นั่นแน่ คุณยายก็ลงจากสามล้อเลยนะ ท่านก็สอนแบบวิธีของ ของแต่ละคนที่จะรับได้ เสียงดังเลยนะ นี่เรา ๒ คนนี่มาใหม่ อย่าเสียงดังนะ มากันดึกๆ ดื่นๆ คนมาก่อนเขาก็จะหลับจะนอนกัน เขาก็จะอ่านหนังสือด้วยอะไร ท่านก็สอน หลวงพี่จำไม่ได้ฮะ หลวงพี่ตกใจอยู่ มัวแต่ตกใจอยู่ เพราะเมื่อกี้คุณยายท่านเบิกบาน หลวงพี่ ๒ รูป ตอนนั้นยังไม่บวช ท่านเป็นอุบาสกอยู่ ท่านก็ตกใจไปด้วยนะ อยู่ๆ ก็คุณยายขึ้นมาสอน เสียงแข็งเลย เสียงเข้ม สอนใหญ่เลย กลัว สังเกตใบหน้ารู้เลยว่ากลัว หลวงพี่นั่งสามล้อไปด้วยยังกลัวเลยนะ กลัวคุณยายไปด้วยคือตกใจว่าเออ คุณยายทำไม นึกแบบหลวงพี่เองนะว่าดุเดือดจังนะ ก็กลัวไปด้วยนะ ผิดคาดนะ พอคุณยายท่านขึ้นสามล้อเท่านั้นแหละ หลวงพี่ก็ หลวงพี่ก็ไม่กล้าชวนคุณยายคุยแล้ว รู้สึกว่าสถานการณ์เข้มแข็ง ไม่กล้าคุยนะ ปั่นสามล้อไปได้สัก ๔-๕ เมตรเองมั้ง หลวงพี่ก็ได้ยินเสียงคุณยายอยู่ข้างหลัง ท่านน้อมตัวมาข้างหน้า ท่านหัวเราะเบาๆ ท่านบอก ท่านหัวเราะเบาๆ หลวงพี่ก็ได้ยิน หลวงพี่ก็อ้าว คุณยายท่านบอกว่ามันมาใหม่ ต้องขู่มันไว้ก่อน เดี๋ยวมันไม่กลัวเรา นี่ท่านพูดอย่างนี้นะ แล้วท่านก็หัวเราะนะ แล้วหลวงพี่ก็บอกว่าอ๋อ คุณยายสอนพี่เขาหรือ ผมก็ตกใจไปด้วยนะ นี่เลยบอกว่า ท่านหัวเราะเบิกบานนะ ท่านไม่ได้เป็นอย่างที่พี่ ๒ คนท่านเห็นนะ พอนั่งสามล้อเสร็จ หลวงพี่ก็แอบไปถามท่านบอกว่า เออ เมื่อกี้เป็นยังไง ตกใจไหม กลัวหรือเปล่า กลัวซิ แต่เชื่อไหมว่าคุณยายพูดแบบเมื่อกี้ มันมาใหม่ ต้องขู่มันก่อน เดี๋ยวมันไม่กลัวเรา ท่านว่าอย่างนั้นนะ หลวงพี่ ๒ องค์ท่านก็สบายใจ เบิกบานแล้วมีความ ขอบพระคุณคุณยายที่ท่านสอนนะ ก็คือเป็นวิธีสอนของคุณยายท่าน เอาอีกเรื่องหนึ่งก็แล้วกันนะ สั้นๆ อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับที่คุณยายท่านบอกว่ายายอ่านคนออก คุณยายท่านจะเอาหลวงพ่อเป็นหลัก เพราะว่าหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อของเราเป็นเจ้าอาวาส แล้วก็เอาหลวงพ่อทัตตะเป็นหลัก รองลงมา เพราะว่าหลวงพ่อทัตตะท่านเป็นรองเจ้าอาวาส คุณยายท่านจะพูดบ่อยๆ นะ ท่านบอกว่าเพราะฉะนั้นนะ ท่านก็จะสอนนะ เวลาหลวงพ่อมีอะไรมา อย่าเถียงนะ ห้ามเถียง คำว่าเถียงของท่านก็หมายถึงว่าอาจจะชี้แจงอะไรก็ดูจังหวะนะ ห้ามเถียงนะ หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาส นี่ ดูยายซิ ยายยัง ท่านจะทำอะไร ยายก็ตามใจท่านหมดแหละนะ แล้วแต่หลวงพ่อ เพราะว่าหลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านเป็นเจ้าคุณแล้วด้วยอะไรอย่างนี้ คุณยายท่านก็น่ารักอย่างนี้แหละนะ ทีนี้ ที่หลวงพี่ย้อนไปเมื่อสักครู่ก็หมายความว่าจะมีที่จอดรถของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็จะทราบ แล้วท่านก็จะคอยดูว่าคอยสอนด้วยว่าถ้าที่ของหลวงพ่อ อย่าเอารถคันอื่นไปจอดนะ ไม่ได้ ต้อง ต้องยกเอาไว้นะ แต่วันนั้นพอดีนั่งสามล้อไป มีรถไปจอดอยู่คันหนึ่งพอดี ดูก็รู้ว่าไม่ใช่รถหลวงพ่อนะ แต่ก็เป็นรถในวัดนั่นแหละ ไป เรียกพี่ถาวรมา พี่ถาวรก็มาเลยนะ ยายถามถาวร รู้จักพี่ถาวรไหม ถาวรรถใครวะ คุณยายท่านจะพูดอย่างนี้นะ พี่ถาวรก็รู้แล้ว พี่ถาวรท่านก็ฉลาดเหมือนกัน พี่ถาวรก็คุยเลยนะ อ๋อ รถคันนี้หรือ ก็เป็นรถที่หลวงพ่อหามาให้ ให้ไปทำงานอย่างโน้นอย่างนี้ พี่เขาก็เล่าเยอะเลยนะ แล้วก็คุยแบบเร็ว คุณยายก็พูดไม่ทัน ยายก็ฟัง คุณยายถามคำ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 2/A) แต่คุยว่า ก็คือรถพี่เขาเอาไปจอดเองน่ะแหละนะ แต่ไม่ได้บอกแบบนี้ เอาสรุปว่ารถผมขับไปจอดเองแหละนะ แต่ว่าเป็นรถที่ทำงานพิเศษอะไรต่างๆ คุย ทั้ง ๑. เร็ว ๒. ต่อเนื่อง เลยไม่ให้จังหวะคุณยายเขาพูดเลยนะ พอคุณยายฟังจนพี่ถาวรหยุดแล้ว คุณยายก็บอกว่าอึม ยายไม่ว่ากระไรหรอก ยายไม่ว่ากระไรหรอก แต่ที่ของหลวงพ่อ ทีหลังอย่าจอดก็แล้วกัน พี่ถาวรก็กลับเข้าไปทำงานโรงปั้นต่อ พอนั่งสามล้อย้อนมานี่ คุณยายกระซิบอีกแล้วนะ กระซิบข้างหลัง ท่านจะโน้มตัวไปข้างหน้า พูดบอกว่าไอ้ถาวรมันกลัวยายด่ามัน มันพูดใหญ่เลย คุณยายท่านนะ นี่ภาษาท่านนี่นะ มันกลัวยายด่ามัน มันพูดใหญ่เลย คุณยายไม่ว่าอะไรหรอก ทำงานให้หลวงพ่อ ยายไม่ว่าอะไรหรอก นี่คุณยายท่าน ท่านอ่านออก เพียงแต่ว่าท่านจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง แล้วมีคำที่เราได้ยินก็คือพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองนะ คุณยายท่านจะพูดบ่อยๆ นี่คือคุณธรรมของคุณยายที่เราเห็นนะ เพราะฉะนั้นการที่ทุกๆ ท่านได้มาร่วมบุญ มาสร้างบุญบารมีตั้งแต่เริ่มเข้าวัดใหม่ๆ บางท่านก็เป็นสิบๆ ปี บางท่านอาจจะ ๓-๔ ปี หรือเพิ่งมาก็ตาม เวลาเรานั่งขัดสมาธิไป หรือตอนนี้นะ ลองถามตัวเองซิว่า ความเข้าใจในบุญของเรานี่ ตอนเข้าวัดกับปัจจุบันนี่มันต่างกันไหม ต่างกันไหม ต่างไหมฮะ ต่างนะ เรารู้เรื่องบุญเยอะขึ้น แต่เราก็ยังทำไม่เยอะนะ แต่เรารู้เยอะเหมือนกัน มีความเข้าใจ นี่คือทรัพย์ที่คุณยาย ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้นะ ที่อริยทรัพย์น่ะแหละ ๗ ประการ ลองนึกตามไปก็ได้ว่า ๗ ประการของเรา มีเพิ่มมากขึ้นกว่าตอนที่เราเข้าวัดหรือไม่ เอ่อ ก่อนเราเข้าวัดหรือไม่ อริยทรัพย์อันที่ ๑. ก็คือความมีศรัทธา โดยเฉพาะศรัทธาต่อพระรัตนตรัย ต่อการสร้างบารมี มากขึ้นไหม ใครมากขึ้น ยกมือเลย จะได้โมทนา ก็หมดทุกคนนั่นแหละนะ อริยทรัพย์ขุมที่ ๒ นะ ขุมที่ ๑ ขุมสมบัติก็คือศรัทธา อันที่ ๒. คือศีล ศีลเราถือดีขึ้นไหม ใครคิดว่าดีขึ้น ยกมืออีกซิ เห็นไหมฮะ หมดเลยนะ หมดห้องเลย ใครมาวัดแล้วนี่ รู้สึกว่ามีหิริแล้วก็โอตัปปะมากขึ้น มีไหมฮะ ไม่ต้องอายว่าจะหลงตัวเองนะ ของจริง เอ้ายกมืออีกทีฮะ ๔. แล้วนะ ศรัทธา ศีล หิริ โอตัปปะ เราเข้าวัดมานี่ เราขวนขวายที่จะฟังธรรม ขวนขวายที่จะปฏิบัติธรรม ขวนขวายที่จะศึกษาธรรมะเพิ่มขึ้น มีพาหุสัจจะ ใช่ไหมฮะ เอ้าใครว่าใช่ ยกมืออีกนะ มาอยู่วัด มาเข้าวัดคุณยาย เราได้ทำจาคะมากขึ้น ยกมือเลยฮะ มากขึ้นทุกคนหลวงพี่ว่านะ เพราะสมัยก่อนหลวงพี่เข้าวัดนี่ ร้อยบาทยัง ยังยากเลยนะ ๑๐ บาทก็ยัง ทำแล้วยังมองคนมาบอกอีกนะ บอกทำนองว่าไม่ต้องมาอีกแล้วนะ เมื่อก่อนเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเราไม่รู้จัก แต่นี่เราทำมากขึ้น ไอ้ที่ทำที่ผ่านยังไม่อิ่มเลย อยากทำอีก แล้วเป็นความทุกข์ของเราจนปัจจุบันคืออยากทำมากกว่านี้ แต่มันยังไม่มีให้ทำนะ หรือมีไม่พออย่างที่เราอยากทำ จาคะ สมบัติอย่างที่ ๗ ก็คือปัญญา ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะปัญญาในการศึกษาธรรมะแล้วก็แง่คิดของชีวิต ปัญญา ท่านใดที่คิดว่าปัญญาเพิ่มขึ้นบ้างตั้งแต่เข้าวัด ไม่ต้องอายนะ ยกเลยนะฮะ เราอยู่กันเอง อนุโมทนาบุญทุกคนด้วยนะ (สาธุ) อริยทรัพย์ ๗ ประการนะฮะ สมบัติ ๗ ข้อ เราจะเห็นว่าเรามาเจอคุณยาย เจอหลวงพ่อ เจอหมู่คณะเราได้สมบัติ ๗ ประการเพิ่มขึ้น แล้วมันก็จะสมปรารถนาในทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกให้ชิงตังเม รวย พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีกุศโลบายให้เราเชื่อม เชื่อมทรัพย์หยาบกับทรัพย์ละเอียดให้มันตรงกัน ทรัพย์ละเอียดเรามีเยอะอยู่แล้วนะฮะ แต่หลวงพ่อก็อยากให้ลูกๆ มีทรัพย์หยาบมากขึ้น แล้วก็เร็วทันใช้ เพื่อที่จะได้เอาติดไปเบื้องหน้าอีกต่อไป เพราะงั้นการที่เราบอกชิตังเม โป้ง รวยน่ะ ไม่ต้องอายใครนะฮะ ที่จริงเราก็ไม่อายอยู่แล้วนะ เราก็ทำมาตลอด แต่ก็บางคนก็ได้เลย บางคนก็รออยู่นะ เพราะงั้นก็ทำไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันนะ ทำไป แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็จะหาวิธีการหรือว่าหลักวิชามาให้ลูกๆ เอาสมบัติจักรพรรดิเอามาใช้สร้างบารมีให้ได้เต็มที่ เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทราบว่าลูกๆ ทุกคนมีอริยทรัพย์ ๗ ประการอยู่เยอะ เมื่อมีทรัพย์หยาบหรอกก็ไม่ติดหรอก ไม่ติดสมบัติหรอก มีแล้วก็จะทำบุญเยอะๆ นั่นแหละ แล้วก็จะเอาสมบัตินั้นมาเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนามากๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทราบอยู่แล้วนะ ก็เลยอยากให้ลูกๆ ทุกคนรวยเร็วๆ ภายในปีน่ะแหละนะ นี่ก็เป็นสมบัติที่ทุกคนก็จะได้สืบทอดต่อไปนะฮะ คุณยายท่านก็จะให้ แล้วก่อนที่เราจะหลับตานั่งธรรมะนี่ ขอบุญบารมีคุณยาย ก็ขอฝากคำอธิษฐานคุณยาย ที่ยาย คุณยายท่านจะพูดให้ฟังบ่อยๆ ก็คือคำว่าเจ้าประคู๊ณ ข้าพเจ้าจะมีบริวารกี่ล้านกี่โกฏิก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้ามีสมบัติให้เขากินให้เขาใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น คุณยายท่านจะพูดให้ได้ยินบ่อยๆ คุณยายจะบอกว่ายายเข้าที่ตอนกลางคืน อธิษฐานอย่างนี้ ตามสมบัติทุกคืนเลย เพราะฉะนั้นลูกหลานคุณยายที่เป็นผู้ที่จะเชื่อมต่อสมบัติหยาบๆ คือทำมาหากินหรือมีธุรกิจการงานที่จะตามสมบัติมาถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็ต้องอธิษฐานนะฮะ ต้องอธิษฐานบ่อยๆ หยาบๆ เราก็เชื่อมไปด้วย อธิษฐานจิตนึกถึงบุญไปด้วย เพราะว่าคุณยายท่านนั่งเข้าที่ ท่านยังอธิษฐานเลย จะมีบริวารกี่ล้านกี่โกฏิก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้ามีสมบัติให้เขากินให้เขาใช้ ไม่รู้จักหมดจักสิ้น หลวงพี่ว่าทุกๆ คนก็อธิษฐานก็น่าจะได้เหมือนกันนะ เอาคำนี้ไปอธิษฐานก็ได้ แต่จะได้เท่าคุณยายหรือเปล่าก็ไม่เป็นไร แต่เราจะตามท่านไปนะ ก็คงสมควรแก่เวลาที่เราจะได้นั่งธรรมะ ทำใจใสๆ ระลึกถึงคุณยายท่าน ขอบุญบารมีของคุณยายท่านทุกๆ คนนะ เดี๋ยวเรานั่งธรรมะกัน ทุกท่านก็ทำใจสบายๆ นะ ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายท่าน ศูนย์กลางกายของคุณยายท่านก็มีองค์พระนับไม่ถ้วน และความบริสุทธิ์ และความมีคุณธรรมของคุณยาย เราก็สามารถที่จะน้อมคุณยายเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่ว่ามนุษย์ทั้งโลก ที่ศูนย์กลางกายจะมีพระธรรมกายอยู่ก็ตาม แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อกับคุณยายมีความบริสุทธิ์ มีบุญบารมีมาก จนกระทั่งเราสามารถที่จะน้อมอาราธนาท่านไว้ที่ศูนย์กลางกายเราได้ ก็อยากให้ทุกๆ คน ได้รวมใจไปตรงกลาง นึกถึงคุณยาย อาราธนาคุณยายให้ซ้อนอยู่ในกลาง แล้วเราก็นึกอยู่ในใจของเรา ว่าให้คุณยาย ขอความกรุณาคุณยาย ขอบุญบารมีท่านช่วยคุมบุญให้ลูกๆ ด้วย เราก็ทำนิ่งๆ เอาไว้ ทำนิ่งๆ ทำอย่างสบายๆ นะ สบายๆ นั่งอย่างเบิกบาน มีความสุข และรู้สึกว่าคุณยายอยู่กับเรานะ คุณยายท่านอยู่กับเรา อยู่ที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราก็รวมใจสบายๆ นึกถึงความเมตตา ความกรุณา ความบริสุทธิ์ ความเบิกบานของคุณยายท่านนะ ให้มาซ้อนอยู่ในกาย วาจา แล้วก็ใจของเรา แล้วเราก็นิ่งๆ เอาไว้นะ ทุกๆ คนนะ สัพเพ… หน้า PAGE 12 440111FW-AAT