ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อู่แห่งทะเลบุญ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระพิพัฒน์พร : ผู้ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรผู้นำบุญ ลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันหนึ่ง หลังจากเมื่อวานก็ เป็นวันดีสุดๆ คือวันคล้ายครบรอบ ๙๒ ปีคุณยายอาจารย์ ไม่ทราบที่นี่มีใครได้มาบ้างจ๊ะ โอ้ โมทนาบุญด้วยนะ บุญเยอะเลย ยายมาจริงเลยนะ มาทั้งเสียงจริงตัวจริงเลย วันนั้นน่ะ ได้บุญกันเต็มๆ เลยนะ โดยเฉพาะคุณยายบอกให้รวย รู้สึกสาธุดังจังเลย สำหรับวันนี้ก็เป็นครั้งที่ ๒ หลังจากที่ครั้งก่อนโน้นได้มีโอกาสได้มาเล่าธรรมะ มาพูดถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ ในวันนี้ก็จะมีคุณธรรมคุณยายอาจารย์อีกในแง่มุมหนึ่ง ซึ่งจะนำมาเล่าให้ทุกท่านได้รับฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าภูมิของสัตบุรุษ คือความเป็นคนดีนั้นจะวัดกันตรงที่ว่าเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที ความกตัญญูก็คือรู้คุณ กตเวทีก็คือตอบแทนคุณ บุคคลที่หาได้ยาก ๓ จำพวก มีใครบ้าง ๑. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. บุคคลที่แสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓. บุคคลที่มีความกตัญญูกตเวที ผู้มีอุปการะมาก ๓ จำพวก มีใครบ้าง ๑. ผู้ที่ช่วยให้ถึง ผู้ที่ช่วยให้เราได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ๒. ผู้ที่ช่วยให้เรารู้ความจริงในเรื่องอริยสัจ ๔ ๓. ผู้ที่ช่วยให้เราพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ที่ยกตรงนี้ขึ้นมาให้พวกเราได้ทราบก็คือ อยากจะบอกให้พวกเราได้รู้ว่าคุณยายอาจารย์ของพวกเราน่ะ ท่านคือ เป็นบุคคลที่หาได้ยาก อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสเอาไว้ และเมื่อคุณยายอาจารย์เป็นบุคคลที่หาได้ยากอย่างนี้ สิ่งที่จะบอกได้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรกับท่าน ก็คือเราต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีให้กับท่านอย่างเต็มที่ จะกตัญญูกตเวทีอย่างไร ตรงนี้เดี๋ยวจะแนะนำให้ในตอนท้ายๆ แต่ตอนนี้อยากให้พวกเราได้มารับฟังนะ เกี่ยวกับคุณธรรมคุณยายอาจารย์ โดยจะขอย้อนนิดหนึ่ง ไปถึงคราวที่แล้ว เผื่อหลายๆ ท่านยังไม่ได้รับฟังว่าหลวงพี่พูดเรื่องอะไรไปบ้าง จะได้ปะติดปะต่อจนถึงวันนี้ได้ คุณยายอาจารย์นี่ คิดว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก เพราะตลอดชีวิตของท่าน ท่านมีคุณธรรม มีคุณงามความดี หรือท่านได้สร้างบุญบารมีนี่ ดุจเดียวกับพระบรมโพธิสัตว์ทุกๆ พระองค์เลย คือพระโพธิสัตว์นี่ก็คือเป็นบุคคลหรือใครก็ได้ ที่ตั้งใจอยากจะสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์จะสร้างบารมีอย่างไรนั้น ก็มีด้วยกันทั้งหมด ๑๐ อย่าง ก็ไล่ไปเลยตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และก็อุเบกขาบารมี ทั้ง ๑๐ อย่างนี้พระโพธิสัตว์ทุกๆ พระองค์ต้องทำเหมือนกันหมดเลย ทำเหมือนกันหมด จากบารมี ๑๐ อย่าง ถ้าสร้างบารมีชนิดที่ว่าต้องเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อให้ได้บารมีทั้ง ๑๐ อย่างมานั้น ก็จะเปลี่ยนเป็นอุปบารมีอีก ๑๐ อย่าง แต่ถ้าถึงขนาดที่ว่าต้องสละชีวิตเพื่อให้ได้บารมีทั้ง ๑๐ อย่างนั้นมา ก็จะเป็นปรมัตบารมีอีก ๑๐ อย่าง รวมแล้วถ้าสร้างบารมีทั้ง ๓๐ ทัศ ๓๐ อย่างนี้ได้ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ครบได้เมื่อไหร่ เป็นพระพุทธเจ้าได้พระองค์หนึ่งทันที เพราะฉะนั้นคุณยายอาจารย์นี่ คุณยายอาจารย์ของพวกเรานะตลอดชีวิตท่านสร้างบารมีตรงนี้ครบถ้วนทุกอย่างเลย ทั้งบารมีทั้ง ๑๐ ทัศเลย ให้ทานบารมี พวกเราจะเห็นชัดว่าบารมีของคุณยายนั้นนี่ ทานบารมีคุณยายนี่โอ้ ทำมาตลอดชีวิตเลยนะ ที่ท่านสร้างวัดให้พวกเราได้มาใช้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมสร้างบุญบารมีนี่ พวกเราก็คงจะรู้ว่าโอ้โฮ ท่านทุ่มเทเสียสละ ใช้ทรัพย์ไปมากเท่าไหร่ ทรัพย์ปัจจัยไปมากเท่าไหร่ กว่าจะได้มาเป็นวัดในปัจจุบันนี้ ศีลบารมีคุณยายอาจารย์ก็ ตั้งแต่อายุ ๒๙ ก็ถือศีล ๘ พอเข้าวัดปากน้ำได้ก็ถือศีล ๘ มาตลอด เนกขัมมะบารมี คุณยายก็ประพฤติพรหมจรรย์มาตลอดชีวิตของท่าน ปัญญาบารมีไม่ต้องพูดถึงเลยนะ มากจริงๆ นะ สติปัญญาอย่างพวกเรานี่ บางเรื่องคิดไม่ทันคุณยาย วิริยะบารมี ยายเป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง ขันติก็มีความอดทน สัจจะบารมี คุณยายนี่ถ้ารับปากว่าจะช่วยอะไรใครแล้วนี่ ต้องช่วย แล้วก็ช่วยอย่างเต็มที่ เต็มเปี่ยม เต็มกำลัง อธิษฐานบารมี คุณยายนี่เป็นตัวอย่างของการอธิษฐานเลย คุณยายบอกเองนะ บอกยายนี่อธิษฐานล้อมคอก คือไม่ให้หลุดไม่ให้รอดไปเลยนะ คือให้อยู่ในการ เส้นทางการสร้างบุญบารมีนี่ไปตลอด เมตตาบารมีนะ คุณยายอาจารย์มีเมตตาบารมีนี่มากทีเดียว ยายนี่สั่งสมแนะนำอบรมตักเตือนกับทุกๆ คนเลย ถ้าใครเห็นนี่ประพฤติไม่ดี ทำไม่ชอบ ยายจะแนะนำตักเตือนด้วยความเมตตาเสมอเลย อุเบกขาบารมี คุณยายก็บอก คุณยายช่วยได้ทุกคนเลยนะ แต่ว่าก็ต้องดูด้วยว่านี่ ถ้าช่วยเขาได้เราก็ช่วย แต่ถ้าคนไหนช่วยไม่ได้ ยายก็วางอุเบกขา คือว่าต้องดูกำลังเราด้วย ตรงนี้ก็ มาถึงพวกเรา บางครั้งเราก็เห็นใคร เออ เราอยากจะช่วยเขา แต่บางทีนี่ถ้าดูกำลังแล้วนี่ เราช่วยไม่ไหว ถ้าเราไปช่วยเขานี่ เดี๋ยวก็ไปกับเขาเลย อันนี้เราก็ต้องดู ถ้าไม่ไหว ก็ต้องวางอุเบกขา ทีนี้ เมื่อคุณยายอาจารย์นี่ คุณยายอาจารย์ของพวกเราท่านมีบุญบารมีมากขนาดนี้ เราควรจะกตัญญูกตเวทีกับท่านอย่างเต็มที่เลย โดยการทั้งอามิสบูชา แล้วก็ปฏิบัติบูชา อย่างอามิสบูชานี่ พวกเราตอบแทนกันทุกวันนี้ก็ เห็นเลยนะว่าพวกเรานี่ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่เลย เต็มเปี่ยม เต็มกำลัง ดูอย่างเมื่อวานนี่ เห็นเลยนี่ โอ้โฮ ขบวนนี่นะถวายปัจจัยบูชาธรรมคุณยาย โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ เป็นผู้รับแทนคุณยายอาจารย์นี่ เนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิดนี่ ถวายกันเป็นชั่วโมง ยังไม่เสร็จเลย นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พวกเราได้เห็น ถ้าเราจะขอเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับว่าถ้าเราทำบุญถูกหลักวิชา ผลบุญนั้นจะมากมายทีเดียว เมื่อวานนี้พวกเราได้ฟังโยมพี่อารีพันธ์ ได้เล่าถึงคุณยาย ก็จะเห็นว่าคนทั่วๆ ไปนี่เขาสร้างบุญสร้างบารมีหรือทำบุญตามที่เขาคิดน่ะแหละ ว่าเขาทำเยอะแล้ว บุญได้อย่างมากแสงเท่าหิ่งห้อย คนโดยทั่วไปนะไม่ใช่พวกเรา คนทั่ว ๆ ไป ซึ่งตรงนี้ก็มีโอกาสได้ฟังถึงประสบการณ์จริงๆ ของบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งก็ได้ยินได้ฟังมา ก็บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ของโยมท่านนี้นะอยู่ที่บ้านนอก แต่เป็นเศรษฐีนะ เป็นเศรษฐีรวยมาก เป็นคนใจบุญด้วย วันพระนี่จะต้อง สามีภรรยาก็จะพาลูกๆ ไปที่วัด ไปถือศีล ๘ ถืออุโบสถศีลกัน คุณพ่อคุณแม่เนื่องจากว่ามีฐานะในตำบลนั้น เวลามีงานบุญงานเกี่ยวกับอะไร เขาก็จะไปบอกบุญเสมอๆ แล้วก็เป็นคนที่ทำบุญมากกว่าใครๆ ด้วย วัดก็ตาม ศาลาก็ตาม ทุ่มเงินสร้างมากมายก่ายกอง บางครั้งนี่ถึงขนาดที่ว่าต้องไปล่องซุงเพื่อเอามาทำวัด มาสร้างวัดจากเชียงใหม่ทางเหนือโน่น มาถึงบ้านซึ่งอยู่อยุธยา ถ้าดูอย่างนี้ใครๆ ก็บอกว่าโอ้โฮ นี่ทำบุญมาก ตายแล้วคงได้ไปสวรรค์แน่ แต่เปล่า ใจบุญอย่างนี้นะ พอตายแล้วนี่มีการไปตรวจดูว่าเอ๊ะ พ่อกับแม่เราตายแล้วไปที่ไหน ก็ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เอ้าแนะนำวิธี ก็ไปดูกัน ปรากฏว่าใจบุญอย่างนี้ ตายไปเป็นแค่รุกขเทวดาเท่านั้นเอง อยู่ที่ต้นไม้ แถมพ่อกับแม่นี่นะอยู่คนละต้นอีก ก็มีการตรวจดูต่อไปอีก เอ๊ะ ทำไมอยู่คนละต้น อ้อ ก็เลยต้องมาดูว่าอ้อ ก็เนื่องจากว่าคุณพ่อคุณแม่นี่นะ สงสัยชอบคุยกันเฉพาะตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว พอตอนแก่นี่สังเกตเห็นว่าคุยกันไม่ถึง ๕ นาทีก็ทะเลาะกันแล้ว เพราะงั้นเวลาตายไป ก็ไปอยู่ต้นไม้คนละต้น นี่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นนี่เรื่องจริงเลยนะ ที่คุณยายท่านบอก เรื่องจริงเลย ถ้าเราไม่มาเจอวัดพระธรรมกาย ไม่มาเจอคุณยายอาจารย์ ไม่มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พวกเราทำบุญนี่ทั้งชีวิตนั่นแหละ ก็คงจะเป็นแบบนั้นนะ คงจะเป็นแบบนั้น แต่วันนี้นี่อยากจะมาเล่าให้พวกท่าน ทุกท่านในที่นี้นี่ได้ปิติว่าตอนนี้เรามาถูกอู่แห่งทะเลบุญแล้ว ถูกอู่แห่งทะเลบุญแล้ว ในสมัยพุทธกาลนี่ถ้าทำบุญถูกหลักวิชาอย่างนี้นี่ ส่งผลนี่ทันตาเห็นเลยนะ หรือถ้าพูดแบบในปัจจุบันก็บอกว่าถ้าทำถูกหลักวิชา ๔ อย่าง หลักวิชานี่ ๔ อย่างนะ ใครทำบุญถูกหลักวิชา ๔ อย่างนี้ บุญจะทันตาเห็นเลย ไม่เกิน ๗ วัน ดีแน่ๆ เกิดแน่ๆ เลย ก็คือ ๑. วัตถุสัมปทา ก็คือบุคคลที่เราจะไปทำบุญด้วยนั้นน่ะ บุคคลผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้ธรรมกาย ได้ธรรมกายก็ตั้งแต่ธรรมกายโคตรภูขึ้นไปเรื่อยๆ โสดา สกิทาคา อนาคามี จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ แล้วก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือข้อแรก หลักวิชาข้อแรก ข้อที่ ๒. ก็คือปัจจัยสัมปทา ว่าปัจจัยนั้นที่เราเอามาทำบุญนั้น ได้มาด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ไหม ไปคดไปโกงใครหรือเปล่า แล้วก็ถึงพร้อม คือหมายความว่าถ้ามา เราก็มีพร้อมที่จะทำบุญในทันที ปัจจัยสัมปทา อันที่ ๓. ก็คือเจตนาสัมปทา ก็คือเจตนาในการที่เราจะทำบุญในแต่ละครั้ง ก่อนทำบุญ ขณะทำ แล้วก็หลังทำ เราปีติเบิกบานอยู่ในบุญตลอดไหม นึกเสียดายในภายหลังหรือเปล่า ส่วนอันที่ ๔. ก็คือคุณาดิเรกสัมปทา ถ้าท่านได้อยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องที่เรียกว่า ๗ วัน ๗ คืนไม่ถอนถอย ที่เรียกว่านิโรธสมาบัติ ถ้าพวกเราได้มีโอกาสทำบุญได้ครบ ๔ ข้อนี้นี่ บุญจะส่งผลทันตาเห็น ไม่เกิน ๗ วัน ซึ่งตัวอย่างนี้ในสมัยพุทธกาลจะมีมากเลยทีเดียว พวกเราคงเคยได้ยินได้ฟัง อย่างเช่นมีนายสุมนะ ซึ่งเป็นช่างร้อยดอกไม้นี่ ปกติจะต้องส่งดอกไม้ไปให้กับพระเจ้าพิมพิสารทุกวันเลย แต่ว่ามีอยู่วันหนึ่งบังเอิญเดินไปพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้า ก็เกิดปีติ เกิดเลื่อมใส ศรัทธา บอกไม่เอาแล้ววันนี้ ไม่ถวายพระพุทธเจ้า ไม่ถวายพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ถวายพระพุทธเจ้าดีกว่า แม้พระเจ้าพิมพิสารจะโกรธ จะทำร้าย จะลงโทษประหารชีวิตยังไงก็ตาม วันนี้ขอเอาบุญก่อน ตัดใจเลย เอาดอกมะลิทั้งหมด ๘ ทะนาน บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการซัดดอกมะลินั้นขึ้นไปบนอากาศ ๒ ทะนานแรกไปลอยเป็นฉัตร กั้นอยู่บน เบื้องบนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีก ๒ ทะนานก็กั้น กั้นแดดให้กับพระพุทธเจ้าทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวา แล้วก็เบื้องหลัง รวมแล้ว ๘ ทะนาน แล้วมะลิก็ลอยอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าเดินไปไหน ดอกมะลิทั่ง ๘ ทะนานนี่ก็เดิน ก็ลอยตามพระพุทธเจ้าไป ใครๆ ก็เห็น ก็นึกอนุโมทนากับนายสุมนะคนนี้ รวมทั้งพระเจ้าพิมพิสารก็ได้อนุโมทนาด้วย เลยพระราชทานทรัพย์ให้อย่าง อย่างละ ๘ มีทาสทาสี นารี บ้านส่วย ๘ ตำบล เงินอีก ๘,๐๐๐ กหาปนะ รวยเป็นเศรษฐีในวันนั้นนั่นเอง นี่คือตัวอย่างหนึ่ง หรืออย่างที่พวกเราได้ยินบ่อยๆ ก็คือพราหมณ์เอกสาฬก หรือจุลกสาฬก ที่มี ๒ สามีภรรยา มีผ้าอยู่ผืนเดียว มีผ้าห่มอยู่ผืนเดียว ผ้านุ่งคนละผืน แต่ผ้าห่มมีอยู่ผืนเดียว ออกนอกบ้านก็ต้องผลักกันไป ถึงคราวที่ฝ่ายสามี พราหมณ์สามีไปฟังธรรมก็เกิดศรัทธา แต่ในขณะเดียวกันความตระหนี่มันก็หุ้มใจเหมือนกัน กว่าจะเอาชนะความตระหนี่ได้ โน่น รุ่งเช้า ตัดใจได้ก็ไปถวายเลย พอถวายก็ชิตังเม ชิตังเมขึ้น ๓ ครั้ง พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังแล้ว โอ้ ชิตังเมเรื่องอะไร ซักถามมาก็เลยรู้ว่าโอ้ ชนะความตระหนี่ เลยพระราชทานผ้าให้ พระราชทานผ้าให้ ถวายให้เท่าไหร่ๆ ก็ พระราชทานให้เท่าไหร่ ก็เอาไปถวายพระพุทธเจ้าหมดเหมือนกัน เหลือไว้อยู่แค่ ๒ คู่เท่านั้นเอง ภายหลังมา โอ้โฮ พราหมณ์คนนี้นี่ไม่ธรรมดา ก็เลยพระราชทานให้อย่างละ ๔ ก็คือมีทาสทาสี นารี ทรัพย์อีก ๔,๐๐๐ บ้านส่วยอีก ๔ ตำบล ก็รวยเป็นเศรษฐีได้ในวันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นของพวกเรานะ มาถึงวันนี้แล้วนี่ ให้พวกเรานึกทบทวนดูว่าตั้งแต่เรารู้จักวัดพระธรรมกาย มารู้จักคุณยายอาจารย์ มารู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราได้สร้างบุญสร้างบารมีหรือร่วมบุญกับท่านนี่ โดยมีท่านเป็นเนื้อนาบุญนี่อะไรกันบ้าง ลองนึกทบทวนให้ดี เพราะบุญที่เราทำไว้แล้ว เราต้องมานึก ถ้าเราไม่นึก บุญก็ไม่รู้จะช่วยเราได้อย่างไร เมื่อเราหาบุญได้ ใช้บุญก็ให้เป็นอย่างนี้ ค่อยๆ นึกกันไปนะ แล้วสิ่งที่อยากจะฝากไว้ในวันนี้ก็คือการที่เราจะได้มีโอกาสกตัญญูกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ เมื่อวานพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ได้เกริ่นให้พวกเราได้ทราบว่าหลวงพ่อท่านเคารพรัก แล้วก็กตัญญูต่อคุณยายอาจารย์นี่เป็นอย่างมาก อยากจะแสดงความกตัญญูต่อคุณยายชนิดแบบสุดๆ เลย มีอะไรที่ว่าดีที่สุดในปัจจุบันนี้ก็จะมาบูชาธรรมให้กับคุณยาย และอย่างที่เรือนทองที่อยู่ต่อหน้าพวกเราในตอนนี้ ในตอนแรกที่ได้รับทราบ ก็ถือว่าโอ้โฮ พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ท่านยกย่องคุณยายอาจารย์นี่อย่างสูงสุดเลยทีเดียว การกระทำในเรือนทองของคุณยายนั้นน่ะ ประดุจพระเจ้าจักรพรรดิทีเดียวเลยนะ มีการพันด้วยผ้าเนื้อดี อย่างดี มีสำลีด้วย มีน้ำมันหอมด้วยนะ แล้วก็บุด้วยไม้แก่นจันทร์หอม แล้วยังหุ้ม แล้วยังอยู่ในเรือนของไม้สัก ด้านนอกก็ยังหุ้มด้วยสแตนเลสอีก แล้วยังมีทอง ที่มีถักทอเป็นเส้น ทำให้เรามองเห็นเป็นเรือนทอง นี่ว่าสุดยอดแล้วนะ ในวันงานที่ ๘ กุมภาพันธ์ ถ้าไม่เลื่อนนะ เหตุที่ไม่เลื่อนก็อาจจะอยู่ที่พวกเรานี่แหละ ที่หลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าทหารร้อยนะ มีคนได้ธรรมกายกันเต็มนี่เลยนะ งานยายอาจจะเลื่อนก็ได้ งานยายอาจจะเลื่อน เอาเป็นว่าถ้าเลื่อนหรือไม่เลื่อนไม่เป็นไร แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านตกลงใจแล้วว่าจะบูชาธรรมคุณยายนี่ด้วยสิ่งที่มีค่ามากที่สุด สิ่งนั้นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะใช้ทองคำ ซึ่งท่านตั้งชื่อว่ามหาสุวรรณรัตนภูษา ใช้ทองคำที่บางเท่ากับเส้นผม อาจจะมีจำนวนถึง ๑ ล้านเส้น เอามาถักทอเป็นผืน แล้วก็ประดับไปด้วยรัตนชาติ มีเพชร มีทับทิม มีบุศราคัม มีไพลินประดับรอบผ้าแพรทองผืนนี้ เพื่อที่จะมาคลุมสรีระคุณยายในวันงาน ซึ่งอานิสงส์ตรงนี้ท่านก็ได้เปรยให้ฟังนิดหนึ่ง ก็พอได้ยินมา ท่านก็บอกว่าการทำผ้าผืนนี้นี่ จะมีอานิสงส์เช่นเดียวกับที่นางมัลลิกา มเหสีของพันธุระเสนาบดี ซึ่งชุดมหาลดาปราสาท ได้น้อมไปถวายคลุมพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคราวที่จะอัญเชิญในวันที่จะประชุมเพลิงนั่นน่ะ อานิสงส์นี่ท่านบอกว่าจะ แม้นไม่ใส่เครื่องประดับ เกิดไปกี่ภพกี่ชาติ แม้ไม่ใส่เครื่องประดับก็เหมือนมีเครื่องประดับติดตัวอยู่ตลอดเวลา นี่ฟังตรงนี้นี่ อยากได้นะ หลวงพี่ก็ยังอยากได้ แต่บังเอิญเป็นผู้หญิง ไม่รู้จะเอาไปทำไม (หัวเราะ) ถ้าเป็นผู้หญิงก็ดี แต่ถ้าเป็นพระ เป็นผู้ชายไม่รู้จะเอาไปทำไมนะ ตรงนี้นี่ ชุดมหาลดาปราสาท* เดี๋ยวจะขยายให้ฟังนิดหนึ่ง เผื่อที่พวกเราอาจจะ อยากจะรู้นี่เอ๊ะชุดมหาลดาปราสาท*นี่เป็นยังไงกันนะ ชุดมหาลดาปราสาท*คือเป็นที่สุดของอานิสงส์ของที่สุภาพสตรีได้ถวายผ้าไตรจีวรให้กับพระภิกษุสงฆ์ คือถ้าอย่างพวกเรานี่นะ ถ้าเป็นอุบาสิกานี่ เป็นสตรี สุภาพสตรี่นี่ได้ถวายไตรจีวร เมื่อถึงคราวที่อานิสงส์ส่งผล เราจะได้ชุดมหาลดาปราสาท แต่ถ้าเป็นชายที่ถวายผ้าไตรจีวร จะได้บวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือจะบวชแบบมีฤทธิ์ บวชแบบด้วยฤทธิ์ ก็จะมีบาตร จีวร อัฐบริขารนี่ลอยมากลางนภากาศ ไม่ต้องไปหาซื้อให้ยากเลย พอพระพุทธเจ้าบวชให้ปุ๊ป ก็มีจีวรคลุมให้ปุ๊ปเลย เ พราะฉะนั้นถ้าเป็นสุภาพสตรีจะได้ชุดมหาลดาปราสาท และชุดมหาลดาปราสาทนี่เป็นอย่างไร เอ้าวันนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนิดหนึ่ง เผื่อพวกเราจะได้ จะได้รู้ เผื่ออยากจะได้บ้างนะ นั่งอยู่นี่ และคิดว่าทุกคนคงได้ นั่งอยู่ตรงนี้ ก็คงจะถวายผ้าไตรจีวรให้กับพระภิกษุสงฆ์กันหมดแล้ว ทีนี้มาดูนะ ชุดนี้นี่ในสมัยพุทธกาลนี่มีคนที่ได้ชุดมหาลดาปราสาทแค่ ๓ ท่านเท่านั้นเอง ท่านแรกคือมหาอุบาสิกาวิสาขา คนที่สอง ก็คือนางมัลลิกา มเหสีของพันธุระเสนาบดี คนที่สาม ก็คือบุตรสาวของเศรษฐีในกรุงพาราณสี ในสมัยพุทธกาลมีแค่ ๓ ท่าน แล้วชุดนี้เขาทำจากอะไร ตรงนี้ ดูชุดมหาลดาปราสาทของนางวิสาขาก็แล้วกัน ในวันที่นางวิสาขาได้มีคนมาสู่ขอ ธนัญชัยเศรษฐี ซึ่งเป็นลูกของเมณฑกะเศรษฐีนี่ ก็อยากจะส่ง จะทำชุดเจ้าสาว พูดง่ายๆ ชุดเจ้าสาวก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เรียกช่างทองมาทั้งหมด ๕๐๐ คน เอาฝีมือดีเลยนะ ในเมืองนั้น แล้วก็มอบทองให้ เป็นทองคำสีสุก ๑,๐๐๐ แท่ง ๑,๐๐๐ แท่งนะ เงินอีก ๑,๐๐๐ แท่ง แล้วก็ยังมีแก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ แล้วก็เพชรอีก เอาไปให้ช่างทอง ทำชุดมหาลดาปราสาท ใช้เวลาในการทำเครื่องประดับนี้ ๔ เดือนเต็มๆ หมดเพชรไปทั้งหมดไม่มากหรอก ๔ ทะนาน เพชรทุกวันนี้เขาวัดกันเป็นกะรัตใช่ไหม แต่นั่นสมัยโน้นนะ เขาตวงกันเป็นทะนานเลย ถ้าทะนานสมัยนี้ก็บอกว่าประมาณลิตรหนึ่ง ลิตรหนึ่งที่เราไปใช้ตวงข้าว นั่นน่ะเอาเพชรใส่ลงไป เต็มนั่นแหละ ๑ ลิตร คือ ๑ ทะนานนี่ใช้เพชรทั้งหมด ๔ ทะนาน ไม่ต้องพูดกันเป็นกะรัตแล้ว ใช้แก้วมุกดาไปทั้งหมด ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ หรือแก้วที่มีสีแดงนี่นะ ๒๒ ทะนาน เป็นแก้วมณีอีก ๓ เกือบ ๓๓ ทะนาน ดูแล้วกันว่าชุดนี้ถ้าเป็นน้ำหนัก จะหนักขนาดไหน ส่วนไหนที่จะต้องเอาเพชรมาร้อยเรียงกันนี่ ปกติเขาใช้ด้าย แต่งานนี้ไม่ใช้ ใช้เงิน ใช้เงินเอามาร้อยเป็นเส้นด้าย แล้วก็มาร้อยอัญมณีพวกนี้เข้าด้วยกัน พอทำชุดนี้เสร็จนี่นะ ใช้สวมตั้งแต่ศีรษะจรดหลังเท้า ยาวไหม ยาวนะ ตั้งแต่ศีรษะจรดหลังเท้า กระดุมแต่ละเม็ด จะทำด้วยทองคำ วงดุมทำด้วยเงิน มีกระดุมนี่ตั้งแต่กลางกะหม่อมก็มี ข้างหูทั้ง ๒ ข้างก็มี ที่หลุมคอก็มี ที่เข่าทั้ง ๒ ก็มี ข้อศอกก็มี ตรงเอวก็มี แล้วนอกจากนี้บนศีรษะยังทำตัวนกยูงไปอยู่ข้างบนด้วย ทำนกยูงอยู่ข้างบน ข้างขวาและข้างซ้ายของนกยูงนี้มีขนปีกอยู่ ๕๐๐ ขน ทำด้วยทองคำ จงอยปากทำด้วยแก้วประพาฬ ที่ตา ที่คอ แล้วก็แววหางทำด้วยแก้วมณี ขนปีกทำด้วยเงิน แข้งทั้ง ๒ ก็ทำด้วยเงิน และนกยูงนี่ก็อยู่บนศีรษะ แล้วเวลายืนนี่นะ ใครมองไกลๆ ก็เหมือนกับเอานกยูงจริงๆ เลย ไปวาง ไปยืนอยู่บนศีรษะของนางวิสาขา แล้วเวลาเดินไปนี่นะ เสียงของที่ขนปีกของนกยูงนี่ ซึ่ง ๒ ข้างก็รวมแล้ว ๑ พันนี่ จะมีเสียงดังเหมือนดนตรีทิพย์บรรเลง โอ้ พูดถึงนี่นะ นั่งๆ อยู่นี่สงสัยอยากจะได้กันแล้วนี่ แล้วชุดนี้นะพระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่าคนที่จะใส่ชุดมหาลดาปราสาทนี้ได้นี่ จะต้องมีกำลังมาก เท่ากับช้าง ๕ สาร ช้าง ๕ สาร ก็คือพูดง่ายๆ มีช้าง มีกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก ถึงจะใส่ชุดนี้ได้ แล้วเวลา อ้าว แล้วถ้าอย่างนี้ เขาทำยังไง ถ้าจะถอดแล้ว ใครจะมาถือ ก็บอกว่าเออ บังเอิญเลย พอมีชุดนี้เกิดขึ้นนะ ก็มีสาวน้อยคนหนึ่งเกิดมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เวลานางวิสาขานี่ถอดชุดประดับนี่ก็จะมีสาวใช้คนนี้แหละมารับไป มาถือเอาไว้ เพราะสาวใช้คนนี้ก็มีกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือกเหมือนกัน ประดุจ เพราะงั้นของพวกเราถ้าอยากจะได้ชุดนี้นะ ต้องฟิตข้อไว้เยอะๆ นะ (หัวเราะ) ไม่งั้นถึงตอนนั้นใส่ไม่ได้แล้ว คือใส่แล้วก็คงยืนไม่ได้ หรือนั่งได้ก็คงยืนไม่ได้ หรือไม่ก็อาจจะคอหักก็ได้ เพราะงั้นอธิษฐานให้ดีๆ ซึ่งอานิสงส์เราก็ทราบแล้วว่าคนที่จะได้ชุดมหาลดาปราสาทต้องได้ถวายผ้าไตรจีวรแก่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งนางวิสาขานี้ได้มีโอกาสถวายผ้าไตรจีวรในสมัยกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายผ้าไตรจีวรต้อง ๒ หมื่นผ้า ของพวกเราถึงยัง ใครยังไม่ถึงนะ รีบๆ เลยนะ ทำให้ได้ ๒ หมื่น(หัวเราะ) ทำให้ได้ ๒ หมื่นเลย เดี๋ยวจะได้ชุดมหาลดาปราสาทอย่างนี้บ้าง และอานิสงส์จากคราวนั้นนี่ ในยุคที่กัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นางวิสาขาได้มีโอกาสถวายผ้าไตรปิฎก เลยได้ชุดมหาลดาปราสาท แต่ในคราวนั้นนี่ไม่ได้ถวายแค่ผ้าไตรจีวรอย่างเดียว ยังถวายภัตตาหาร แล้วก็สิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัจจัย ๔ กับพระภิกษุสงฆ์ด้วย แล้วเวลาถวายนี่นะ ไม่ได้ถวายแล้วก็พอนะ แม้พระภิกษุสามเณรจะบอกว่าพอแล้ว พอแล้ว อิ่มแล้ว พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว นางวิสาขาไม่ยอมนะ ต้องบอกอีก บอกว่าอีกน่า อีกนิดหนึ่ง อันนี้อร่อยนะเจ้าคะ อันนี้อร่อยนะ ก็เป็นไง ด้วยความที่ตัวเองไม่อิ่มในบุญนั่นเอง ส่งผลมาในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อถึงวันที่ส่งตัวนางวิสาขาไปให้กับปุณณวัฒนกุมาร โอ้ ในเมืองสาวัตถี พ่อนี่นะกลัวลูกไปแล้วจะลำบาก เพราะตัวธนัญชัยเศรษฐีนี่เป็นลูกเมณฑกะเศรษฐี ก็รวยมหาศาล แต่ลูกเขยนี่นะ ลูกเขยนี่ พ่อตานี่ พ่อของลูกเขยนี่มีสมบัติแค่ ๔๐ โกฏิ ๔๐ โกฏิคือร้อยล้าน ถ้าเทียบกับสมบัติของธนัญเศรษฐี ก็เท่ากับ ๑ กากะนึก ๑ กากะนึกก็คือน้ำหนักของทรัพย์ที่เท่ากับชิ้นเนื้อที่อีกาคาบไปได้ ก็มีมูลค่าแค่นั้น ก็กลัวลูกจะลำบาก (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ซึ่งทำถูกหลักวิชา ได้อะไรบ้าง เราดูนะ นี่อุตส่าห์ นี่เอามาเล่าให้พวกเราฟัง มีเกวียนบรรทุกกหาปนะ ๕๐๐ เล่มเกวียน บรรทุกภาชนะทองคำ ๕๐๐ เล่ม บรรทุกภาชนะเงิน ๕๐๐ เล่ม บรรทุกภาชนะทองแดง ๕๐๐ บรรทุกภาชนะทองขาว ๕๐๐ บรรทุกผ้าด้ายผ้าไหมอีก ๕๐๐ บรรทุกเนยใสอีก ๕๐๐ เล่มเกวียน น้ำมันอีก ๕๐๐ เล่มเกวียน น้ำอ้อยอีก ๕๐๐ เล่มเกวียน ข้าวสาลีอีก ๕๐๐ เล่มเกวียน ยังมีอุปกรณ์ มีไถ มีผาน ที่ใช้ในการทำนาอีก ๕๐๐ เล่มเกวียน ยังไม่พอ ให้รถสำหรับใช้เดินทางไปไหนมาไหนอีก ๕๐๐ คัน แต่ละคันมีสาวใช้ประจำรถ ๓ คน รวมแล้วพันห้าร้อยคน เอาไว้ตาม เอาไปให้ลูกสาวนะ เวลาเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เอาไปใช้เวลาแต่งตัว ๕๐๐ คน อาบน้ำ ๕๐๐ คน ทำกับข้าวอีก ๕๐๐ คน นี่คือพ่อที่เตรียมไว้ให้กับลูกสาว แล้วยังไม่พอ ปล่อยโค คือปล่อยโคนี่นะ ปล่อยโคให้ตามลูกสาวไป แม่โคนี่นะให้ตามลูกสาวไปนี่ ในพื้นที่ ลองดูนะว่ากว้างใหญ่ยาวขนาดไหน หน้ากว้าง ๕๐ เมตร ความยาว ๑๒ กิโลเมตร ปล่อยโคเลย เข้าไปให้เต็มพื้นที่เลย ลองนึกก็แล้วกันว่าจะมีแม่โคไปสักกี่ตัว ก็ลองนึกเอาแล้วกันนะ ยาว ๑๒ กิโลเมตร กว้าง ๕๐ เมตร ปล่อยโคไปเต็มพื้นที่ แล้วก็ปิดประตู ตรงนี้ก็ว่าเยอะแล้วนี่ ไม่ใช่ซิ ปรากฏว่าด้วยอานิสงส์ที่บอกว่ายังไม่พอ อีกน่า อีกนิดน่า อันนี้อร่อยนะ โอ้ ยังอยากจะทำบุญอีกเลย ยังไม่อิ่มหนำสำราญเลย ยังไม่จุใจเลย อยากจะทำบุญ อย่าเพิ่งปิดโครงการเลย อย่างเช่นอาจจะบอกหลวงพ่ออย่างนี้นะ บอกหลวงพ่ออย่าเพิ่งหยุดระดมทุนนะ ลูกอยากจะทำบุญอยู่อะไรอย่างนี้นะ อาจจะไปขอหลวงพ่ออย่างนี้นะ อาจจะได้อานิสงส์แบบนางวิสาขาบ้างก็ได้ (หัวเราะ) ปรากฏว่าพอปิดประตูคอก แม่โคที่มีกำลัง กระโดดตามไปอีก คือปิดประตูคอกนะ กระโดดตามไปอีก ๖๐,๐๐๐ ตัว มีโคผู้ที่มีกำลังกระโดดตามไปอีก ๖๐,๐๐๐ ลูกโคบอกว่าพ่อก็ไปแล้ว พ่อก็ไปแล้ว เรื่องอะไรฉันจะอยู่ กระโดดตามไปอีก ๖๐,๐๐๐ รวมแล้วเท่าไหร่ คูณเอาก็แล้วกัน นั่นแหละนี่คือสมบัตินางวิสาขาที่ได้ แล้วพอหรือยัง หมดหรือยังนี่ ยัง ปรากฏว่าพอประกาศว่านางวิสาขานี่จะถูกส่งตัวไปแล้วนะ ปรากฏว่าทาสก็ตาม ทาสีก็ตามที่อาสาอยู่ใน ๑๔ ตำบลขอติดตามนางวิสาขาไปหมดเลย สุดท้ายพ่อก็เตรียมให้อีก ๔๕ โกฏิ บอกว่าเอาไว้เป็นค่าจุนจันเวลาอาบน้ำ ว่างั้นนะ นั่นแหละคือสมบัติของนางวิสาขา ส่งผลมาในถึงปัจจุบันนี้ แค่ ๑ พุทธธันดรนิดเดียวเอง ยุคพระพุทธเจ้าองค์ที่แล้วมาถึงยุคนี้นี่ ส่งผลมาป่านนี้ แล้วมาถึงปัจจุบันนี่ พอไปอยู่ ไปแต่งงานปรากฏว่าครอบครัวนั้นก็ครอบครัวของ ที่เขาไม่ศรัทธาพุทธศาสนา แต่ก็ไปปราบพ่อสามีจนอยู่มัดเลย ทำให้พ่อนี่บรรลุโสดาบันได้ และมีอยู่คราวหนึ่งก็ได้สร้างวัด สร้างวัดบุปผาราม อนาถบิณฑิกะเศรษฐี ก็สร้างวัดเชตวัน อยู่ในเมืองเดียวกัน นางวิสาขาก็สร้างวัดบุปผาราม ใช้เงินในการซื้อที่ ๙ โกฏิ นิดเดียวเอง (หัวเราะ) ๙ โกฏิ สร้างวัดอีก ๙ โกฏิ ฉลองอีก ๙ โกฏิ รวมแล้วเป็น ๒๗ โกฏิ ใช้เวลาในการฉลองวัด ๔ เดือน นี่คือนางวิสาขา แล้วผลบุญยังไม่หมดแค่นี้ เกิดมาชาตินี้มีลักษณะงาม เรียกว่าเบญจกัลยณีอยู่ ๕ อย่าง ผมงาม กระดูกงาม เนื้องาม วัยงาม ๕ อย่าง ครบหรือยังนี่ ผมงามนี่ เขาบอกว่าผู้หญิงนี่นะ เวลาผมนี่นะจะเหมือนกับกำขนนกยูง เวลาปล่อยลงมานี่ ปลายผมจะชอนขึ้น กระดูกงามนี่ดูที่ฟัน ฟันนี่จะขาวเรียงกันเหมือนกับเอาเพชรมาตั้งเรียงกันเลย เนื้องามนี่ดูที่ปาก ริมฝีปากจะแดงเหมือนตำลึงสุก ผิวงามนี่จะมีผิวสีเหมือนกับ ถ้ามี ๒ สี ถ้ามีก็มีสีเหลืองกับสีดำ ใครชอบไหนก็เลือกเอา แล้วก็จะมีวัยงาม วัยงามนี่ในพระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่าแม้นคลอดลูก ๑๐ คนแล้วก็เหมือนคลอดลูกแค่คนเดียว นี่คือวัยงาม แล้วปรากฏว่านางวิสาขาพอแต่งงานนะ มีลูกทั้งหมด ชาย ๑๐ คน หญิง ๑๐ คน แล้วในบรรดาลูก ๑๐ คน ลูกชายลูกหญิงนี่พอไปแต่งงานเข้า ก็มี มีครอบครัวแล้วก็ไปมีลูกอีก ครอบครัวละ ๒๐ แล้วอันนั้นชั้นหลานใช่ไหม รวมแล้วชั้นหลานนี่มี ๔๐๐ แล้วนะ ชั้นลูกมี ๒๐ ชั้นหลานนี่มี ๔๐๐ จากหลานนี่ไปมีครอบครัว ไปมีลูกเป็นชั้นเหลนนี่ก็อีก อย่างละ ๒๐ รวมแล้วทั้งหมด ๘,๔๒๐ นางวิสาขามีอายุยืนร้อยยี่สิบปี ร้อยยี่สิบปี เวลาเดินไปกับลูกกับหลานนี่ จะมีคนถามนะ คนไหนนางวิสาขา ลองนึกดูก็แล้วกัน นี่คืออานิสงส์ของการทำบุญที่ถูกหลักวิชา มาบัดนี้นี่ พวกเรามาถูกแล้วนะ มาถูกที่แล้ว อย่าไปไหนเชียว ตั้งใจทำให้เต็มที่ โดยเฉพาะงานลานธรรมนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่านี่ ท่านสร้างไม่หลายอย่างหรอก ลานธรรมเสร็จ สภาเสร็จ มหาวิหารเสร็จ ท่านก็จะหลับตาแล้ว ตรงนี้ไง ตรงคำว่าหลับตานี่ อยากให้พวกเรานี่ให้เราถวายเวลากับหลวงพ่อให้ถึงเร็วจริงๆ เถอะ เพราะหลักวิชานี่ยังมีอยู่คำหนึ่งคือข้อสุดท้ายใช่ไหม ที่บอกว่าต้องอะไรนะ โอ้โฮ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ชนิดว่า ๗ วัน ๗ คืน คือเวลาเข้าในธรรมกาย เข้าในกลางธรรมกายเข้าไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ๗ วัน ๗ คืน ไม่ถอนถอยนั่นแหละ ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลเขาก็เรียกว่าเข้านิโรธสมาบัติ โอ้โฮ ถ้าถึงตอนนั้นนี่นะ เข้านิโรธสมาบัติแล้วนี่ ถึงตอนนี้เราได้มีโอกาสทำบุญนี่ จะเป็นอย่างไร บุญคงส่งผลทันตาเห็นภายใน ๗ วัน อยากได้ไหม อยากได้สาธุ เอาล่ะ และบุญจะส่งผลได้อย่างเต็มที เต็มเปี่ยม เต็มกำลัง เราต้องหมั่นตรึกระลึกนึกถึงบุญกันให้ได้ทุกๆ วันตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้เดี๋ยวให้ทุกท่านได้ตั้งใจหลับตา จะได้มาตรึกระลึกนึกถึงบุญบารมีทั้งหลายที่เราได้มาตั้งใจ ได้สั่งสมมาด้วยดี จะนับด้วยร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติก็ดี และโดยเฉพาะในปัจจุบันชาตินี้ ที่เราได้มาถึงวัดพระธรรมกาย ได้มาเจอกับคุณยายอาจารย์ มาพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้มาทำบุญกับเนื้อนาบุญอันเลิศอันประเสริฐ นึกถึงบุญทั้งหลายเหล่านี้ให้ดี เวลานึกถึงคุณยายนี่ นึกเหมือนคุณยายอยู่ในศูนย์กลางกาย อยู่ในศูนย์กลางกายของเรา แล้วนึกเราไปอยู่ในศูนย์กลางกายของคุณยายอาจารย์ด้วย เหมือนคุณยายอยู่กับตัวเราตลอดเวลา แล้วก็นึกคุณยายอาจารย์นี่เป็นบุคคลที่หายากนะ เมื่อหายากเราต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านให้เต็มที่เลย บุญอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับท่าน ให้เราตั้งใจเลยนะ ทำให้ได้ทุกอย่างเลย ทำอย่างเต็มเปี่ยมเต็มกำลัง กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราก็ตั้งใจกตัญญูกตเวทีกับท่านให้เต็มที่เหมือนกัน วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้นี่ มีพิธีจุดไฟแก้วให้กับโยมแม่ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและโยมป้าถวิล พวกเราก็ต้องมากตเวทีกับท่านให้เต็มที่เลยนะ นอกจากเราจะมากันเองในครอบครัว ให้เราชวนหมู่ญาติคนที่รัก รู้จัก ให้เขาได้มามีโอกาสมาร่วมบุญร่วมสร้างบารมี มาแสดงความกตัญญูกตเวที เขาก็จะได้บุญนั้นติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ เกิดไปแล้วจะได้พบปะเจอะเจอสร้างบารมีร่วมกันอีก จะได้ไม่หลุดจากขบวน รถด่วนขบวนสุดท้ายนี้ ถึงตรงนี้เราก็ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาให้คุณยายอาจารย์ได้กลั่นแก้ธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ของตัวเรานี่ให้สะอาด บริสุทธิ์ ให้คุณยายอาจารย์ได้เติมบุญบารมี เติมผังความเป็นหนึ่งไม่มีสองให้กับตัวเรา ให้ธุรกิจการงานเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จ ให้สมบัติจักรพรรดิได้บังเกิดขึ้น ให้มาทันใช้ในชาตินี้ด้วย บังเกิดขึ้นแล้วจะได้มาใช้สร้างบุญสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และตั้งใจจะถวายเวลาให้หลวงพ่อท่านได้ไปทำวิชชางานที่ท่านถนัดได้เร็ววันเลย ต่างคนต่างอธิษฐานสักครู่หนึ่งนะ สัพเพ…. หน้า PAGE 14 440105FW-AAT