ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายอาจารย์และการปกครองหมู่คณะในยุคบุกเบิกสร้างวัด (๓)

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระฐิตสุทโธ : ขอนอบน้อมแด่ (เทปสะดุด) แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเรา กราบนมัสการพระเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรทุกท่าน (สาธุ) วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่บรรดาลูกหลานยายได้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศล เพื่อระลึกถึงคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา (เทปสะดุด) เล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัด ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นซึ่งมาถึงอาตมา ข้อสงสัยอยู่ ๒ ข้อ ข้อสงสัยข้อที่ ๑. ก็คืออาตมานี่เป็นพระที่วัดหรือเปล่านะ เพราะว่าญาติโยมบางคนไม่เคยเห็น ก็มีความสงสัยว่าเป็นพระที่บวชที่วัดหรือเปล่า ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก วัดของเรานี่ถ้าเปรียบเหมือนเรือสำเภาใหญ่ แต่เดิมนี่นะ ที่เรามากัน ย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ สำเภาลำนี้ยังเล็กอยู่ แต่เมื่อบุคลากรเพิ่มขึ้น สำเภานี้ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนมากขึ้นนี่ โอกาสที่จะพบปะเจอะเจอกันก็น้อย แต่ว่าถ้ามีคนสงสัยว่าเอะ คนที่มาไม่รู้จักหลวงพ่อธัมมะ หรือหลวงพ่อทัตตะ หรือคุณยายนี่ ถ้าไม่รู้จักเป็นเรื่องแปลก แต่สำหรับคนทุกคนในองค์กรนี่ การที่รู้จักเจอะเจอกันนี่ในขณะนี้เป็นเรื่องยาก เพราะว่าบุคลากรในองค์กรของเรานี่ตอนนี้เป็นจำนวนพัน ซึ่งแต่ละคนนี่ทำหน้าที่ต่างกันนะ ทำหน้าที่ต่างกัน สำเภาลำนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะเป็นกัปตัน หรือเป็นผู้บังคับการ มีคุณยายเป็นผู้ถือหางเสือ มีหลวงพ่อทัตตะเป็นผู้ดูแลเรือทั่วไปนะ ซึ่งทุกคนทำหน้าที่ต่างกันแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือช่วยกันนะ ขนสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายอยู่ขึ้นสำเภา มุ่งไปสู่ฝั่งพระนิพพาน เพราะงั้นแต่ละคนที่ทำงานนะ บางครั้งนี่งานไม่เหมือนกัน ทุกคนทำงานไม่เหมือนกัน ฝ่ายระดมทุนหรือฝ่ายที่หาเจ้าภาพนี่เปรียบเหมือนนะ ผู้ที่ช่วยกันกางใบ เรือที่จะแล่นไปให้ถึงจุดหมายได้เร็วนี่ ต้องอาศัยลม ลมก็คือศรัทธาของเจ้าภาพต่างๆ ถ้ามีลมส่ง สำเภานี้ก็ไปถึงจุดมุ่งหมายหรือที่หมายเร็วขึ้นนะ นอกจากเจ้าหน้าที่ที่นะ ตามเจ้าภาพนะ ฝ่ายที่ดูแลความเรียบร้อยนะ หรือคนที่อยู่ในเรือนี่จะต้องมีอาหารนะ ก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายโภชนาการดูแล หรือความพร้อมของเรือนะ ก็อาจจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายตั้งรับทั้งหลาย ซึ่งเมื่อญาติโยมมาที่วัดแล้วนี่ เขาจะต้องได้รับความประทับใจกลับไป เช่นการจัดระเบียบเรื่องรถราก็ดี หรือการทำความสะอาดบริเวณพื้นที่หรือห้องน้ำห้องท่าก็ดี เหล่านี้ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัว ซึ่งหน้าที่แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าเราเองนี่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนี่ เราจะไม่มาเกี่ยงกันว่าใครเหนื่อยกว่าใครนะ ในสังคมเรา สังคมที่เจริญ ทุกคนในสังคมจะต้องไม่เห็นแก่ตัวนะ นี่หมายถึงสังคมทั่วๆ ไปข้างนอก ประเทศที่เจริญนี่ ทุกคนในประเทศนี่จะต้องเคารพนะกฎหมาย มีระเบียบ มีวินัยนะ ไม่เห็นแก่ตัว แต่ในสังคมของเรานี่คุณธรรมแค่นี้ยังไม่พอ เพราะเราเองนี่ จะต้องทวนกระแสกิเลสของคน บางครั้งนี่นะ เราจะต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของสังคมโดยรอบตัวเรา เพราะงั้นคนในองค์กรของเรานี่จะต้องมีคุณธรรมให้มากกว่าความไม่เห็นแก่ตัว คือทุกคนจะต้องรู้จักคำว่าเสียสละ เมื่อทุกคนรู้จักคำว่าเสียสละแล้วนะ ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นนะ เราก็ต้องช่วยกันนะ ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนนี่นะช่วยกัน แล้วก็มีความเสียสละ ไม่ว่าอุปสรรคใดๆ จะเกิดขึ้นนี่เราก็จะสามารถชนะได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก ที่เราเองบางครั้งที่อยู่ในวัดตั้งนานยังรู้จักกันไม่ทั่วถึง อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะว่าในยุคที่เราสร้างวัดใหม่ๆ เมื่อมีงานก่อสร้าง ทุกคนนี่จะต้องช่วยกันตามความถนัด อาตมาเองไม่ได้ช่วยงานก่อสร้างโดยตรง ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ ปรับดินให้เรียบร้อย ดูแลเรื่องต้นไม้นะ แต่มีส่วนในเรื่องงานก่อสร้างคือ ช่วยออกไปจัดซื้อของ การออกไปจัดซื้อของข้างนอกนี่ ร้านค้าต่างๆ ที่ขายของบางคนเขาไม่ค่อยคำนึงถึงหรอกว่าเป็นพระหรือไม่ใช่พระนะ เขาถือว่าเป็นลูกค้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นนี่การที่เราออกไปซื้อของก็มีการต่อรองราคา มีการต่อรองราคานี่ เราเองนี่ก็ต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของเรา ไม่ให้เขาเอาเปรียบเรามากไป ราคาจะต้องยุติธรรม ในสิ่งเหล่านี้ทำให้อาตมาเองเมื่อออกไปข้างนอก ก็ไม่ค่อยได้แสดงตัว มีญาติโยมหรือร้านค้าถามว่าท่าน ท่านบวชที่ไหน อาตมาก็จะตอบว่าอาตมาบวชที่วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นความจริงแบบนั้น หรือร้านบางร้านถามว่าท่านอยู่ที่ไหน ถามอาตมาแบบนี้ว่าท่านอยู่ที่ไหน อาตมาก็จะตอบว่าอาตมาอยู่ปทุมธานี หรืออยู่ปทุมนะ แล้วตอนนั้นวัดเราเองยังไม่ได้ชื่อว่าวัดพระธรรมกาย เราใช้ชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมนะ ในระยะแรก ยังไม่ได้เป็นวัด ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ วัดนี่ จะเรียกวัดเราว่าวัดใหม่ วัดใหม่ เพราะงั้นบางคนถามอาตมาว่าท่านอยู่วัดอะไร อาตมาก็จะตอบว่าอาตมาอยู่วัดใหม่ คลองสามนะ เพราะฉะนั้นในช่วงต้นๆ นี่ ร้านค้าที่มาติดต่อด้วยจะไม่ค่อยรู้จักอาตมาว่าจริงๆ อาตมาอยู่ที่นี่นะ จนกระทั่งมีเรื่องที่อาตมาเอง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ ก็เป็นเรื่องขำของอาตมามีอยู่เรื่องหนึ่ง เมื่อปี ๒๕๓๑ ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านแถวๆ นี้ จะมาขู่ว่าจะเข้ามาเผาวัด ช่วงนั้นอาตมาก็ดูแลทุกอย่าง ก็อาตมาก็ไปซื้อ ซื้อไฟฉาย เพราะตอนนั้นยาม อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ค่อยมี ไปซื้อไฟฉาย เผอิญไปซื้อไฟฉาย ร้านขายไฟฉายอยู่ตรงหน้าร้านขายยาง อุปกรณ์ยาง พวกลูกยางต่างๆ นี่ ร้านขายไฟฉายอยู่ เป็นแผงลอยอยู่ตรงหน้าร้านยาง เผอิญเจ้าของร้านยาง เอ่อ ร้านขายยางก็คุ้นเคยอาตมา อาตมาซื้อของเขาบ่อย อาตมาก็ซื้อไฟฉาย สั่งไฟฉายบอก เอาไฟฉาย ๑ โหล เจ้าของร้านที่อยู่หน้าร้านก็ถาม บอกท่าน ซื้อไฟฉายไปทำไมตั้งเยอะแยะ อาตมาก็บอกว่าซื้อไปให้ยาม ตอนนั้นวัดเราเป็นข่าวหนังสือพิมพ์นะ เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ เจ้าของร้านก็ถามว่าเอ๊ะที่วัดต้องมียามด้วยหรือ บอกมี บอกที่วัดของหายหรือ อาตมาก็บอกว่าไม่ใช่ของหายหรอก แต่ชาวบ้านจะเผาวัด เจ้าของร้านนี่เคยถามอาตมาว่า ก็รู้ว่าอาตมาบวชที่วัดปากน้ำ เจ้าของร้านก็ถามเอ๊ะ นั่นวัดพระธรรมกายไม่ใช่หรือ นะ ท่านบวชที่วัดปากน้ำไม่ใช่หรือ อาตมาก็บอกว่าใช่ อาตมาบวชวัดปากน้ำ เขาก็ยังสงสัยเอ๊ะท่านอยู่วัดไหนกันแน่ ท่านอยู่วัดปากน้ำหรือวัดพระธรรมกาย อาตมาก็เลยบอกเขา บอกอาตมาก็อยู่วัดที่ชาวบ้านเขาจะเผา ซึ่งเจ้าของร้านก็เลยถามความเป็นมา อาตมาก็เลยเล่าให้ฟังย่อๆ ซึ่งอาตมาซื้อของเขาเกือบ ๑๐ ปี เพราะงั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อีกปัญหาหนึ่งนะ อีกข้อสงสัย โยมสงสัยว่าเอ๊ะใครคือหลวงพ่อองค์ที่ ๓ นะ ใครคือหลวงพ่อองค์ที่ ๓ มีโยมสงสัยถามอาตมาหลังจากที่อาตมาได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อปี ๓๑ ให้ฟัง ซึ่งอาตมาเองก็มานั่งคิดเอ๊ะ ไอ้ที่เราเล่าให้ฟังนี่ ญาติโยมจะเข้าใจอยู่ก็คือญาติโยมที่เข้าวัดมาเป็นสิบๆ ปีนะ ถ้าญาติโยมใหม่ที่เพิ่งเข้าวัดนี่ แล้วก็ไม่ได้ติดตามข่าวหนังสือพิมพ์หรือดูทีวีนี่ ก็อาจจะไม่เข้าใจนะ เพราะงั้นก็เลย จะลำดับเรื่องราวให้ฟังย่อๆ นิดหนึ่งสำหรับคนที่มาใหม่นะ อาตมาอยากถามนิดหนึ่งนะ ญาติโยมที่เคยฟังอาตมาเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟังนี่เมื่อวันที่ ๒๙ กันยานี่ นี่ ที่เป็นคนใหม่ แต่วันนั้นได้ฟังแล้ว มีใครบ้างที่ยังไม่รู้จักเลยว่าหลวงพ่อองค์ที่ ๓ เป็นใครกันแน่ ช่วยยกมือให้ดูนิดหนึ่ง อ้อ มีอยู่จำนวนหนึ่งไม่มากนัก ก็หลวงพ่อองค์ที่ ๓ ที่อาตมาเล่าให้ฟังว่าท่านเองนี่ ไม่อยู่ในโอวาทที่ยายให้ คือเมื่อทำงานด้วยกันแล้วนี่ เกิดความขัดแย้งกันแล้วนี่ ก็เอาความขัดแย้งนั้น ถือความขัดแย้งนั้นเป็นเครื่องผูกโกรธนะ เมื่อสบโอกาสแล้ว เมื่อสบโอกาสก็ระบายความโกรธกับ กับคน กับลูกศิษย์ จนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งอาตมาจะเล่ากลับไปนี่อย่างละเอียดนี่ ญาติโยมที่เคยฟังแล้วอาจจะเบื่อก็ได้นะ ก็สรุปว่าท่านเองนี่ผูกโกรธคนในวัดที่เป็นลูกศิษย์ ศิษย์วัดนี่ แล้วก็ระบายความโกรธขนาดลงมือลงไม้ ท่านเองเป็นผู้ใหญ่ ทำแบบนั้นนี่ ก็เลย คุณยายได้ฝากฝังลูกศิษย์ให้ท่านช่วยดูแล คือศิษย์พวกอุบาสก เมื่อท่านไประบายความโกรธพวกอุบาสก ลงไม้ลงมือนะ ยายก็เลยนะ ไม่ได้มอบหมายอุบาสกให้ท่านดูแล ท่านก็เลยโกรธยาย แล้วก็กลั่นแกล้งยาย ซึ่งยายในระยะแรกยายอดทน ยายไม่พูดเรื่องนี้ อยู่หลายปีนะ กว่ายายจะพูดนี่ ยายต้องอดทนอยู่ ๔-๕ ปีนะ เมื่อยายพูด หลวงพ่อก็ให้โอกาสท่านนะ คือย้ายท่านจากกุฏิที่อยู่ใกล้กุฏิยาย ไปอยู่ข้างใน ใกล้ๆ กุฏิอาตมา แล้วก็มอบ ก็ฝากพระให้ดูแลท่าน ๒ รูป เป็นกัลยาณมิตรให้ท่าน แต่ท่านเองกลับชักนำยุยงจนกระทั่งพระที่หลวงพ่อมอบหมายให้เป็นกัลยาณมิตรให้ท่านนี่มีความเห็นผิดไปด้วยนะ ก็ออกไปโจมตีวัด แล้วก็ตอนหลังก็ เมื่อเราทราบความจริง คือญาติโยมหรือพระที่ออกไปทราบความจริง มาเล่าให้ฟัง หลวงพ่อทัตตะเรียกท่านมาซักถาม ท่านยอมรับ แล้วท่านขอย้ายออกไป สำหรับหลวงพ่อองค์ที่ ๓ นี่ก็มีการประชุมสงฆ์ แล้วก็มีมติให้ท่านย้าย ซึ่งท่านก็ยังไม่ย้ายนะ ท่านก็ยังอยู่ จนกระทั่งต้องมีมาตรการบีบคั้นท่าน จนกระทั่งตอนหลังท่านถึงยอมย้ายไปอยู่วัดปากน้ำนะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๓๑ จากผลพวงอันนี้นี่ท่านเองได้สร้างแนวร่วมกับท่านไว้มาก ท่านอัดเทปออกแจกจ่ายแม้แต่ชาวบ้านที่เออ มีปัญหาขัดแย้งกับวัดเรา ชาวบ้านคลองสองที่มีปัญหากับเรา ซึ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์นี่ พวกนี้ก็ได้รับเทปท่าน หรือหน่วยราชการต่างๆ เทปที่ท่านให้ ที่ท่านแจกนี่ ถ้าเป็นเทปธรรมะนี่ ท่านคงได้บุญมากเลย ท่านคงได้บุญมาก แต่นี่ไม่ใช่ ท่านเองมีพยายามมากในการที่จะสร้างแนวร่วมขึ้นมาให้เป็นศัตรูกับวัดเรา ซึ่งก็อาศัยความสามัคคีของหมู่คณะเรานี่ วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุค ในช่วงนั้นก็คลี่คลายลงไปได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าด้วยบุญบารมีของคุณยาย ซึ่งในช่วงปี ๒๕๓๑ นี่ยายได้เป็นประธานกฐิน แล้วก็บารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ รูป ก็ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายไป แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ถือเป็นประวัติศาสตร์อันหนึ่งของวัด ซึ่งเดิมเรื่องหนึ่งอาตมาเองก็ ๒ จิต ๒ ใจว่าเออ จะพูดดีหรือไม่พูดดี แต่ว่ามาคิดดูแล้วนี่ ญาติโยมที่มาทีหลังที่ไปรับรู้รับทราบเรื่องราวต่างๆ จากสื่อซึ่งบิดเบือนก็ดี หรืออาจจะไปนะ เคยไปให้กำลังใจหลวงพ่อที่ศาล ตอนที่ท่าน ที่ศาลสืบพยาน แล้วหลวงพ่อองค์ที่ ๓ หรือพระอดิศักดิ์ วิริยสโก นี่ไปให้ปากคำ ก็อาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่าเอ๊ะ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นยังไง แล้วก็ไม่รู้จะถามใคร เพราะจะไปถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อโดยตรงนะ ก็ไม่กล้า หรือถ้าจะไปถามท่าน ท่านก็อาจจะไม่พูดเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาตมาโดยตรง แต่อาตมาอยู่ในเหตุการณ์ แล้วรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด ครั้งที่แล้วอาตมาก็เลยตัดสินใจเล่าให้ฟัง เพื่อญาติโยมนี่ที่บางคนมีคำถามอยู่ในใจจะได้เข้าใจ ที่อาตมาเล่าให้ฟังเป็นส่วนหนึ่ง คือเล่าให้ฟังโดยย่อ ซึ่งในหมู่คนหมู่มากนี่ ถ้าอาตมาจะเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นโดยละเอียดทั้งหมดนี่ จะต้องใช้เวลามากนะ หรือญาติโยมบางคนนี่อาจจะไม่เข้าใจว่าเอ๊ะ ทำไมหลวงพ่อกับคุณยายก็สร้างบารมีมาตั้งเยอะนี่ ทำไมลูกศิษย์ลูกหานี่ถึงยังมีนอกลู่นอกทางอยู่ อันนี้โยมไม่ต้องสงสัยนะ เพราะสมัยพุทธกาลนี่ เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ บุคคลประเภทนี้ก็เกิดขึ้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ในยุคนี้เป็นยุคที่อายุมนุษย์ไม่ถึงร้อยปี เป็นยุคที่มนุษย์หนาแน่นไปด้วยกิเลส ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้าเองนี่การที่ท่านจะลงมาเผยแผ่พระศาสนา ท่านก็คำนึงถึงเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าถ้าอายุมนุษย์นี่ต่ำกว่าร้อยปี ท่านจะไม่ลงมานะ พระโพธิสัตว์จะต้องเล็งดูก่อนว่าอายุมนุษย์ในยุคนั้นน่ะเท่าไหร่ ถ้าต่ำกว่าร้อยไม่ลงนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่ลงมช่วงที่อายุมนุษย์ ๑๐๐ ปีพอดี อายุขัยของมนุษย์ ๑๐๐ ปี ซึ่งอยู่ในเส้นต่ำสุดนะ ถ้าต่ำกว่านี้ท่านก็ไม่ลงแล้วแหละ แล้วยุคนี้ล่วงพ้นไป ๒,๐๐๐ กว่าปี ซึ่งอายุมนุษย์นี่ก็เหลือแค่ ๗๕ ปีเอง ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์นี่หนาแน่นไปด้วยกิเลสนะ เพราะฉะนั้นบรรดาคนเข้าวัดทั้งหมดนี่ คนที่มีศรัทธาสร้างบุญบารมีมาเยอะก็มีอยู่มาก แต่บางคนที่สร้างบารมีมาน้อย กิเลสยังหนาแน่นอยู่ก็มีมาก เพราะฉะนั้นบรรดาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดนะ ก็มีอยู่บ้าง แต่ถ้าเราจะดูจำนวนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของปัจจุบันนี้ ตอนนี้พระภิกษุของเรานี่ประมาณ ๗๐๐ รูป ๗๐๐ กว่ารูป สามเณรอีกประมาณเกือบ ๓๐๐ หรือ ๓๐๐ นะ ตัวเลขนี่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ รวมแล้วเป็นจำนวนพัน ก็จำนวนที่ออกไปนี่ ที่มีปัญหาไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้เพราะว่าความเห็นไม่ตรงกันบ้าง อะไรบ้างนี่มีอยู่ไม่กี่รูปเองนะ เพราะฉะนั้นเราเองนี่ขอให้ดูหมู่ใหญ่ไว้ ไม่ใช่ว่าเห็นบุคคลตัวอย่างเพียงไม่กี่คนก็คิดว่าวัดเราเองนี่สั่งสอนไม่ถูก จริงๆ แล้วเราเองไม่สามารถบังคับเขาได้ เพียงแต่ชี้ทางให้เขาว่าเออ ถ้าเราจะมุ่งเพื่อไปหาพระนิพพานนี่ ต้องเดินตามหนทางนี้นะ ทางอื่นไม่ใช่นะ แล้วต้องลดละเลิกสิ่งที่ไม่ดี ที่ติดตัวเรามา สิ่งไหนที่จะเป็นเครื่องถ่วงให้เราห่างจากการทำความดีนี่ เราต้องปล่อยทิ้ง สลัดทิ้งไป ถ้าเราทิ้งของเหล่านี้ไม่ได้นี่ โอกาสที่เราจะสร้างความดีนี่มันก็ยากขึ้น ครูบาอาจารย์ของเราน่ะ ท่านก็ได้แต่ชี้ว่าเออ อันนี้ไม่ถูก สิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้เลิกเสีย ถ้าเราเลิกได้ อยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ ความไม่ดีต่างๆ ที่ติดตัวเรามันก็จะลดลง ความดีก็จะเพิ่มขึ้น แต่ที่เรา ถ้าเราเลิกไม่ได้นี่ ไอ้สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นเครื่องขวางกั้นในการทำความดีของเรา ตัดรอนในการสร้างบารมีของเรา เพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้น เสียง (กระแอม) เสียงหายไปนะ เกิดปัญหาทางเทคนิค ไฟดับ เสียงไม่มีนะ เดี๋ยวรอสักครู่ เอ๊ะ แล้วทำไมไอ้นั่นไม่มี ทีวี (เฉพาะโซนเครื่องเสียง) โซนเครื่องเสียง แหม โชคดี ไฟดับนะโยม เสียง เครื่องเสียงไม่มี รอสักครู่ เมื่อสักครู่นี้ไฟดับ ระบบเสียงก็เลยหายไปนะ ก็เลยได้พักสักครู่หนึ่ง ตอนนี้ไฟมาแล้ว ก็ อย่างที่อาตมาบอกว่าหมู่คณะของเรานี่ เราอย่าไปดูบุคคลแค่ไม่กี่คนที่มีปัญหา คนส่วนใหญ่ที่อยู่นี่ ทุกคนเองยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำความดีอยู่ ตั้งใจจะทำความดี สิ่งใดที่ครูบาอาจารย์ชี้ว่าอันนี้ไม่ถูกนะ ทุกคนก็พยายามแก้ไขปรับปรุง สิ่งที่ครูบาอาจารย์ชี้ว่าไม่ถูก ก็พยายามละนะ เลิกนะ สิ่งไหนที่ว่าเป็นการสร้างบุญ เพิ่มบุญบารมีของเราก็พยายามทำในสิ่งนั้น เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเดินต่อไปข้างหน้า ทำความดีต่อไป ก็มีบางคนที่มีปัญหาเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อครูบาอาจารย์ชี้ว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้องนะ อย่าทำ ก็ไม่เชื่อ แล้วคนกลุ่มนี้นี่ เมื่อครูบอาจารย์นี่แนะนำห้ามปรามไม่เชื่อ ก็จะไปสร้างปัญหาข้างนอก เช่นเมื่อก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ในปี ๒๕๔๑ นี่ มีอยู่ ก่อนหน้านี้อยู่ ๒-๓ ปี ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้ออกจากองค์กรไป สาเหตุที่ออกไปก็เพราะว่าจะขอหลวงพ่อ ตอนนั้นไปกราบหลวงพ่อทัตตะ จะขอเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งหลวงพ่อก็ห้ามบอกอย่าเลย ไอ้การประชุมอะไร มีการประชุมอะไรในต่างประเทศ อาตมาจำไม่ได้แล้ว บอกว่า เพราะการเดินทางไปต่างประเทศนี่แต่ละครั้งค่าใช้จ่ายจำนวนมาก หลวงพ่อห้ามไม่ให้ไป ท่านก็จะไป อย่างนี้ ผลสุดท้ายเมื่อหลวงพ่อไม่อนุญาต ท่านก็เลยบอกท่านขอลาออกจากองค์กร แล้วท่านก็ไปนะ ซึ่งตอนนั้นก็มาสร้างปัญหาให้กับองค์กรของเรา ช่วงที่สื่อโจมตีเราอย่างมากนี่ ท่านเองไปให้ความร่วมมือกับสื่อ ไปให้ความร่วมมือ ออกสัมภาษณ์ทางทีวี ทางเออ ทางหนังสือพิมพ์ โจมตีวัดเรานะ จริงๆ แล้วนี่ สาเหตุที่ออกไปนี่เดิมไม่ได้มีความเคืองแค้นอะไรกันเลย ที่ออกไปเพราะว่าขัดใจเท่านั้นเอง ผู้ใหญ่ไม่ตามใจ บุคคลบางประเภทนี้ ได้รับการตามใจเคย เมื่อใครขัดใจนะ หรือไม่ได้ดังใจนี่ก็ไม่พอใจ หรือพาลผูกโกรธเอา แต่จริงๆ แล้วนี่ไอ้เรื่องที่ขัดใจแค่นั้น ยังไม่ใช่เรื่องที่ผูกโกรธ เรื่องที่ผูกโกรธคือหลังจากที่ท่านลาออกไปแล้วองค์กรนะ คือตอนนั้นคงโกรธหลวงพ่อ ประชดหลวงพ่อ ไม่พอใจ พอหลวงพ่อขัดใจก็เลยบอกเลยว่าจะไม่อยู่ ขอลาออกจากสมาชิกองค์กรหรือสมาชิกวัดเรา เมื่อออกไปแล้วนี่นะ ตอนหลังก็คิดว่า คงไม่คิดอะไร ก็มาหาหลวงพ่อ จะขอกลับมาอยู่อีก หลวงพ่อท่านเองนี่ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ท่าน จริงๆ เป็นลูกศิษย์รักท่านมากเลย พระองค์นี้ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่วัดก็ตาม หลวงพ่อทัตตะจะกล่าวขวัญถึง พูดถึงเสมอ เอ๊ะ นี่นะ ถ้าพระองค์นี้ ถ้าลูกศิษย์คนนี้อยู่ก็อาจจะเป็นที่ปรึกษาในการช่วยกันคลี่คลายปัญหาได้ ท่านรักมาก แต่ว่าพอท่านขัดใจก็โกรธท่าน จริงๆ หลวงพ่อท่านเองนี่ คุณธรรมของท่าน กับครูบาอาจารย์ท่านเอง ท่านเคารพมากๆ คุณยายก็ดี หลวงพ่อธัมมะก็ดี ซึ่งท่านถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ ท่านเองท่านไม่เคยโต้เถียงครูบาอาจารย์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อธัมมะก็ดี หรือแม้แต่คุณยาย คุณยายซึ่งเป็นอุบาสิกาก็จริง คุณยายพูดอะไร จะบอกอะไรท่าน หลวงพ่อทัตตะท่านเองท่านไม่เคยโต้เถียงนะ ท่านไม่เคยโต้เถียง ท่านจะยอมรับข้อชี้แนะต่างๆ ที่หลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอก หรือคุณยายบอก แต่กับลูกศิษย์ของท่านนี่ ท่านเองก็คงจะคิดเหมือนกันว่าเออ ขนาดลูกศิษย์รักท่าน ท่านเองแค่ขัดใจคือไม่ตามใจเท่านั้นเอง ก็ผูกโกรธท่าน เพราะงั้นตอนหลังมาขอขมาท่าน จะมาขอกลับอีก การเข้ามาอยู่ในองค์กรนี่ เรามีกฎเกณฑ์กติกา มีขั้นตอนต่างๆ องค์กรเรา การกลั่นกรอง จะรับใครเข้ามาในองค์กรนี่ ต้องมีกฎกติกา จริงๆ กฎกติกานี่ก็เป็นเรื่องที่หมู่ช่วยกันสร้างขึ้นมา เพื่อว่าคนที่เข้ามาอยู่ในองค์กรนี่ ก็มีการคัดกันเป็นชั้นๆ ขึ้นมา เพื่อที่ว่าคนที่เข้ามานี่ เราต้องดูว่ามีความ มีทิฐิเสมอกันไหม ความประพฤติต่างๆ แล้วนี่ ก็มีการอบรมนะ มีขั้นตอนต่างๆ กว่าจะรับเป็นสมาชิกนี่ ซึ่งถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกานี่ ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ หรือพระภิกษุก็ตามก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ก็ต้องคัดนะ ดูคุณสมบัติว่าเออ เหมาะสม ดูแล้วนี่เป็นผู้ที่รักการฝึกตัวจริงๆ ถึงรับขึ้นมาเป็นสมาชิกขององค์กร เพราะฉะนั้นการที่ใครก็ตามที่ออกไปนี่ จะเข้ามาอีกนี่ มันก็ต้องมีขั้นตอนต่างๆ ไม่ใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งนี่จะตัดสินใจได้ว่าเออ เมื่อคนจะเข้าก็รับเข้า จะออกก็รับ เมื่อหลวงพ่อมาขอหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านเองท่านก็ ท่านก็ปฏิเสธเพราะว่าท่านเอง ลำพังท่านนี่ ก็ต้องมีขั้นตอนเหมือนกัน ท่านจะตัดสินใจลำพังองค์เดียวไม่ได้ เมื่อออกจากองค์กรไปแล้ว มาขอ มาอยู่อีก ท่านก็ปฏิเสธ แต่ท่านก็ต้อนรับ ให้การต้อนรับอย่างอาคันตุกะนะ คือต้อนรับปฏิสันถารอย่างดีนะ ตามฐานะของเจ้าของบ้านจะต้อนรับกับอาคันตุกะ ซึ่งวันที่ท่านมาขอ อาตมาก็อยู่ในเหตุการณ์อีกเหมือนกันแหละนะ แต่วันที่ท่านไปนี่ อาตมาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นะ ตอนที่ท่านลาออกไป แต่วันที่ท่านมาขออยู่นี่ อาตมาอยู่ในเหตุการณ์ คือวันนั้นเผอิญไปนั่ง เข้าไปหาหลวงพ่อ เลยได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ว่าท่านจะมาขออยู่ แต่หลวงพ่อก็ให้การต้อนรับในฐานะที่เจ้าของบ้านจะต้อนรับอาคันตุกะ เมื่อท่านไม่สมปรารถนา ท่านก็เลยผูกโกรธหลวงพ่อ ซึ่งเมื่อโจมตีเรา ท่านก็ให้ความร่วมมือสื่อเต็มที่เลย ให้ความร่วมมือสื่อเต็มที่ เท่าที่ทราบคือมีการออกสื่อโทรทัศน์ ๓ วันติดๆ กันนะ ออกคู่กับหลวงพ่อองค์ที่ ๓ ออกคู่กัน ซึ่งคนเป็นคนในองค์กรนี่แล้วออกไปเพราะสาเหตุอะไร จริงๆ สาเหตุมีอยู่เท่านี้เอง คือหลวงพ่อไม่ตามใจท่าน แล้วท่านโกรธนะ ขอออกไปเอง แต่เมื่อจะกลับมา จะขอกลับมา หลวงพ่อปฏิเสธ ท่านก็เลยถือเป็นข้อผูกโกรธนะ จริงๆ แล้วนี่พระองค์นี้แต่เดิม หลวงพ่อธัมมะท่านเห็นว่าเราเองยังขาดบุคลากรในการเผยแผ่ ในการเผยแผ่ศาสนาวิชชาธรรมกายของเรานี่ไปในต่างประเทศ หลวงพ่อก็เลยชักชวนให้บวช ช่วงนั้นเออ จบการศึกษามาต้องทำงานใช้รัฐอยู่ หลวงพ่อก็หาทุนให้ หาเจ้าภาพช่วยกันออกทุนให้ ให้ท่านได้บวช บวชก็ให้ศึกษาเรื่องภาษาต่างๆ บาลี สันสกฤต โดยมุ่งหมายว่าจะให้ไปค้นคว้าตำรับตำราต่างๆ ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ คือตำราพุทธศาสนานี่ ตอนที่อังกฤษเข้าไปยึดครองประเทศอินเดียนี่ ตำรับตำราเก่าๆ ของพุทธศาสนานี่ไปอยู่ในประเทศอังกฤษเยอะมาก หรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น หรือในเยอรมันก็ดี คัมภีร์เก่าๆ นี่จะอยู่ เท่าที่ทราบบอก คัมภีร์รู้สึกหนา จากพม่าก็ดี จากอินเดียก็ดี ไปอยู่ในอังกฤษเยอะ ไปอยู่ในญี่ปุ่นก็เยอะ หรือแม้แต่ประเทศเยอรมันก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ของพุทธศาสนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่วัดเราเองนี่ส่งพระภิกษุนะ ไปเรียนต่างประเทศนี่ ก็มีจุดมุ่งหมายนะเพื่อจะค้นคว้าตำรับตำราต่างๆ ซึ่งไปอยู่ในต่างประเทศนี่ ไปศึกษาตำรับตำราต่างๆ ที่ไม่มีในประเทศไทย ที่สูญหายไป พระภิกษุรูปนั้น จริงๆ หลวงพ่อท่านเองท่านก็มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ไปศึกษาและค้นคว้าคัมภีร์ต่างๆ ก็ออกทุนให้ หาเจ้าภาพให้ ท่านจะต้องการอะไรนี่ ไม่เคยขัดใจเลยไม่เคยขัดใจนะ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาจะพูดเป็นเกร็ดนิดหนึ่งนะ เกิดคดีคึกโครมในต่างประเทศ คดีใหญ่นะ พระภิกษุวัดไทยในต่างประเทศ พระภิกษุถูกฆ่าหลายรูปนะ ผู้ต้องหาก็เป็นเด็กลูกครึ่ง เป็นเด็กลูกครึ่งนะ ผู้ต้องหา ท่านเองคิดยังไงไม่ทราบนะ พยายามที่จะไปขุดคุ้ยความจริงว่าเออ ไอ้เรื่องที่เกิดขึ้นนี่เด็กคนนี้ไม่ได้ทำ ก็พยายามจะช่วยเด็กนี่ หาทางติดต่อทนาย จ้างทนายให้สู้คดี ซึ่งมาปรึกษาพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ รูป ท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ท่านก็จะทำ ท่านออกหาเจ้าภาพ จริงๆ เจ้าภาพก็คือนะ เจ้าภาพของหลวงพ่อที่หลวงพ่อให้ช่วยดูแลท่าน เป็นเจ้าภาพของท่าน เท่าที่ทราบนี่ท่านก็บอกบุญตามเจ้าภาพ ชักชวนเขา อาตมามาวิเคราะห์ดู ค่าจ้างทนายนี่คิดเป็นเงินไทยนี่สามารถเลี้ยงพระในวัดเรานี่ ถวายเป็นสังฆทานพระเรานี่เช้าเพล เช้าเพลนี่ ได้ทั้งปีเลย ได้ทั้งปี ซึ่งถ้าเอาปัจจัยส่วนนี้มาทำบุญนี่จะได้อานิสงส์มากเลย คิดดูเลี้ยงพระหมู่ใหญ่นี่ได้ทั้งปีนะ แต่ท่านเองนี่ไม่รู้คิดยังไง ก็ไปช่วย ซึ่งครั้งนั้นก็ไม่สำเร็จนะ ไม่สำเร็จก็แพ้คดีไป แต่ว่าเงินที่จ้างทนายนี่เป็นจำนวนมากเลย หลายๆ เรื่องที่ท่านทำ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ รูปไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็ทำ มาล่าสุดนี่ที่จะไปประชุมอะไร ต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญมาก หลวงพ่อท่านก็เล็งเห็นว่าการเดินทางแต่ละครั้งนี่ค่าใช้จ่ายจะต้องรบกวนเจ้าภาพ ก็ห้ามท่าน แค่ขัดใจท่านเท่านั้นเอง จริงๆ ไม่ถึงกับขัดใจ แค่ไม่ตามใจ ท่านก็โกรธนะ ท่านก็โกรธ หลายท่านอาจจะคิดว่าเอ๊ะ ทำไมในยุคสมัยนี้ ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดยังมีนะ อาตมาได้ยกในขั้นต้นว่าสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้ายังทรงพระชมน์อยู่ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้น อาตมาจะเปรียบเทียบให้ฟังนะ เหตุการณ์ทั้ง ๒ เหตุการณ์นี่คล้ายๆ กัน คือบุคคล สมัยที่พระพุทธเจ้าอยู่ พระเทวทัตนี่ ท่านเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อบวชเข้ามา ท่านเองเป็นลูกกษัตริย์นะ ถ้าท่านไม่บวชนี่ ท่านก็คือกษัตริย์องค์ต่อไป แต่เมื่อบวชเข้ามาแล้วนี่ ทำไมญาติโยมไม่เคยกล่าวขวัญถึงท่านเลย พูดถึงแต่พุทธองค์ หรือไม่ นอกจากพูดถึงพุทธองค์แล้วก็ พูดถึงพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระอานนท์ แต่ไม่มีใครพูดถึงพระเทวทัตเลย ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจนะ เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ คือความที่ท่านเป็นคนที่ว่าเคยได้รับการยกย่องมาก่อน เมื่อไม่ได้รับการยกย่องนี่ ก็อยากจะทำอะไรที่เป็นจุดเด่นให้คนยกย่อง ก็ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ขอให้พระภิกษุในพุทธศาสนานี่นะ ขอพรบอกว่าไม่ให้ฉันนะ อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ หมายถึงเนื้อก็ดี ปลาก็ดี ไปขอ พุทธองค์ก็ปฏิเสธบอกว่าภิกษุนี่ ถ้าเลือกฉันแต่บิณฑบาตที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์นี่ จะเป็นการสร้างความลำบากให้ญาติโยม พระภิกษุจะต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย อาหารที่ญาติโยมนะได้มาอย่างไร และถวายด้วยศรัทธานี่ ก็ให้รับ แล้วก็ฉันแบบนั้น ขอท่าน ๔-๕ เรื่อง พุทธองค์ก็ปฏิเสธทั้งหมด ก็เลยชักชวนหมู่ภิกษุบอกนี่แหละ ถ้าตามท่านไปนี่ ท่านมีคุณธรรมนะที่เคร่งครัดกว่าพุทธองค์ ก็ชักชวนภิกษุจำนวนหนึ่งไป แต่พระเทวทัตนี่จริงๆ นอกจากทำกรรมในข้อนี้ คือทำให้หมู่สงฆ์แตก แล้วก็ทำกรรมอีกหลายข้อนะ เช่นลอบสั่งให้คนลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้านะ สั่ง เออ จ้างนายขมังธนูให้ลอบปลง ให้ลอบทำร้ายพระพุทธองค์ แต่ท่านฉลาดนะ คือจ้างไว้หลายชั้นมากเลย ในชั้นที่ ๑ นี่จ้างนายขมังธนู ๒ คนให้ลอบปลงพระชนม์พุทธองค์ เสร็จแล้วจ้างนายขมังธนูอีก ๔ คนฆ่านายขมังธนู ๒ คน แล้วจ้างอีก ๘ คนให้ฆ่า ๔ คน คือผูกไว้หลายชั้น แต่นายขมังธนูนี่นะ ปรากฏว่าถึงเวลาแล้วก็พุทธองค์โปรดได้หมด โปรดได้หมด อีกครั้งก็ให้คนปล่อยช้างจะไปทำร้ายพุทธองค์ พระองค์ก็ชนะได้ อีกครั้งหนึ่งลงทุนด้วยตัวเองเลย ขึ้นไปบนภูเขา ผลักก้อนหินกะให้ทับพุทธองค์ ครั้งนั้นพุทธองค์ก็ได้รับบาดเจ็บนิดหนึ่งคือสะเก็ดหินกระเด็นไปถูกข้อพระบาทห้อเลือด ซึ่งก็ ก็ทำกรรมเยอะมากเลย พระเทวทัตในยุคนั้นนะกับพระพุทธเจ้า แต่พระเทวทัตนี่มีโชคอยู่นิดหนึ่ง ในช่วงท้ายของชีวิต ในช่วงสุดท้ายมีความสำนึกได้ ตั้งใจไปขอขมาพระพุทธองค์ ซึ่งก็นับเป็นโชคดี จริงๆ เทียบกันแล้วนี่ พระเทวทัตทำกรรมมาก แต่ในสุดท้ายนี่มีความสำนึก มีความสำนึก ขอถึงพุทธองค์ ในช่วงที่ถูกแผ่นดินสูบ จริงๆ ตั้งใจจะไปขอขมาพุทธองค์ แต่ไปยังไม่ทันถึง มาถึงหน้าวิหารแล้วนะ เกิดความร้อนรุ่มอยากจะอาบน้ำ ตอนนั้นป่วยหนัก ให้ลูกศิษย์หามใส่แคร่หามมา ก็เกิดความร้อนรุ่มอยากจะอาบน้ำก่อน ก่อนที่จะไปเฝ้าพุทธองค์ พอเหยียบแผ่นดิน แผ่นดินแยกลงไป ในช่วงที่แผ่นดินสูบลงไปถึงกระดูกคาง คือจมลงไปในแผ่นดินนี่ถึงไหล่แล้ว เลยไหล่ ไม่สามารถพนมมือได้แล้ว ก็ยังระลึกถึงพุทธองค์นะ ขอถวายกระดูกคางนะ เป็นเครื่องสักการะบูชาธรรม ด้วยอานิสงส์นี่ทำให้พระเทวทัตนี่ เมื่อพ้นจากกรรมในอบาย กรรมที่สร้างไว้มากมาย เมื่อพ้นจากกรรมนั้นแล้ว จะได้เกิดพุทธองค์พยากรณ์ไว้นะอันนี้ มีพุทธพยากรณ์ไว้ว่าพระเทวทัต เมื่อพ้นจากกรรมนี่ จะได้เกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านะ คือมีทางเข้าถึงนิพพานได้ อันนี้เป็นโชคดีอย่างหนึ่งของท่านนะ แต่ในยุคนี้นี่นะไม่มีพระพุทธเจ้าพยากรณ์แล้วนะ เพราะงั้นก็เลยไม่รู้ว่าใครโชคดีกว่ากันนะ ไม่รู้ว่าใครโชคดีกว่ากัน เพราะว่าทำกรรมไว้มากๆ เหมือนกัน จริงๆ แล้วพระเทวทัตนี่ถ้าเทียบกันแล้ว ท่านเป็นคนเก่งนะ ท่านเป็นคนเก่ง ตอนยังไม่บวช สำเร็จวิชชา ๑๘ ประการ พูดถึงต้นกำเนิดนิดหนึ่ง กำเนิดท่านนี่ สกุลของท่านเป็นสกุลกษัตริย์นะ ตอนเกิดมาเป็นลูกกษัตริย์นะ เป็นลูกกษัตริย์ เมื่อบวช เอ่อ เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ศึกษาศิลปะ ศิลปะ ๑๘ ประการ สำเร็จ ศิลปะ ๑๘ ประการ ความสามารถนี่นะถือว่ามาก ทั้งศากยะวงศ์ โกลิยวงศ์นี่ ฝีมือทัดเทียมท่านนี่ ไม่มีเลยนะ มีพุทธองค์นี่เองตอนนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งมีฝีมือเหนือกว่า คนอื่นๆ นี่เทียบกันไม่ได้นะ ศิลปะ ๑๘ ประการในยุคนั้นนี่ เอายก เออ ศิลปะในเรื่องภาษา ภาษายุคนั้นนี่คนที่ศึกษาสำเร็จวิชาด้านภาษานี่ รู้ภาษาสัตว์นะ รู้ภาษาสัตว์ สัตว์มันพูดกันนี่เข้าใจรู้ ซึ่งนักภาษาปัจจุบันนี้ก็ยังเทียบไม่ได้นะ ต่อให้จบระดับปริญญาเอกในด้านภาษามา ก็ได้เฉพาะภาษาที่มนุษย์พูดกันเท่านั้นเอง สื่อต่างๆ ที่มนุษย์ใช้กันนี่เข้าใจ แต่ภาษาสัตว์นี่ก็ไม่เข้าใจนะ แต่ว่าคนที่เรียนศิลปะ จบศิลปะ ๑๘ ประการในยุคนั้นนี่ภาษาสัตว์ยังเข้าใจนะ สัตว์คุยกันรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นคนที่สำเร็จศิลปะ ๑๘ ประการในยุคนั้นถือว่าเป็นวิชาชั้นยอดในยุคนั้นแล้ว พระเทวทัตนี่ตอนยังไม่บวช สำร็จศิลปะ ๑๘ ประการ เมื่อบวชมาแล้วนี่ได้ฝึกฝนสมาธิ ได้รูปฌานเกิดขึ้น เหาะได้นะพระเทวทัตนะ พระภิกษุในยุคนี้ยังเหาะไม่ได้เหมือนท่าน คนที่ว่าเก่งๆ ทั้งหลายตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ ยังเหาะไม่ได้ พระเทวทัตเหาะได้นะ เพราะงั้นจริงๆ แล้วนี่ท่านเองถือว่าเป็นคนเก่ง เหาะได้ นิมิตกาย แปลงกายได้ เมื่อบวชมาแล้ว แล้วบั้นปลายสุดท้ายคือเมื่อพ้นกรรมแล้วนี่ ยังได้ ยังได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านะ มีทางที่เข้าถึงนิพพานได้ เพราะงั้นคนเก่งในยุคนี้ที่อ้างตัวเก่งทั้งหลายนี่นะ ก็ยังเทียบพระเทวทัตไม่ได้ ใน ในแต่ละหัวข้อนะ เพราะฉะนั้นเราเองนี่ถึงจุดนี้เราเองอย่าได้ประมาทนะ พระเทวทัตเป็นคนเก่งแต่ว่าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจนี่ ก็ได้เห็นผิดเป็นชอบ ทำกรรมที่หนักขึ้น เราเองยังเหาะไม่ได้ เพราะงั้นเราอย่าประมาท สิ่งใดก็ตามที่เป็นเรื่องนะ ที่จะเป็นเครื่องทำให้เราละสิ่งที่ไม่ดีได้ เราต้องขวนขวายทำในสิ่งนั้นนะ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อถูกคุณยายเน้นว่าเออ การที่จะทำความดีนี่ เราเองจะต้องรู้จักตัวเองคือหัดมองตัวเองนะ ตอนนี้ขอให้เรามาพิจารณาดูตัวเองข้างในนะ ขอเชิญทุกท่านนั่งสมาธิพร้อมกัน สัพเพ… หน้า PAGE 13 431231EW-AAT