สัปปุริสธรรม ธรรมที่ทำให้เป็นผู้สงบ
(ม้วน 1/A)
พระมหาบุญชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูปสวัสดีเพื่อนสหธรรมิกเจริญพรสามเณรอุบาสกอุบาสิกา ลูกหลานยาย ยอดนักสร้างบารมีทุกท่าน
อสาธารณ มญเญสัง อโจรหรโนนิธิ กยิราถ ธีโร ปุญญานิ โยนิธิอนุขามิโก
ขุมทรัพย์ไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่นโจรลักไปไม่ได้ ผู้มีปัญญาควรทำบุญคือขุมทรัพย์ซึ่งมีปกติติดตามตนไปได้
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราลูกหลานยายได้มาสั่งสมบุญตามพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ข้างต้น ซึ่งบุญนี้ก็จะเป็นเสบียงติดตามพวกเราข้ามภพข้ามชาติ ร่วมสร้างบารมีไปกับคุณยาย สำหรับหลวงพี่วันนี้ก็รู้สึกภูมิใจดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาแสดงธรรมสรรเสริญพระคุณของคุณยาย ซึ่งก็นับเป็นเกียรติประวัติครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ตอบแทนพระคุณของยายได้มาอาศัยวัดสร้างบารมี สำหรับหลวงพี่ได้เข้าวัดครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ หลังจากที่จบการศึกษามาได้ ๒ ปีเศษ ก็มาเข้า มาวัดจากการที่ได้อ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุข ซึ่งอ่านไปแล้วก็ได้ซาบซึ้งในคุณธรรมของหลวงพ่อของคุณยายของพระเถระรุ่นบุกเบิกวัดและก็สนใจที่จะมาวัด
วันแรกที่มาวัดจำได้วันนั้นเป็นวันเสาร์ ซึ่งก็ได้แต่ถามคนที่เขารู้จักเขาบอกทางให้ วันนั้นก็ขับรถมาถึงรังสิตแล้วก็หลงทางขับไปทางเส้นธัญบุรีก็มาไม่ถูกก็เลยต้องถามชาวบ้านแถวนั้น แล้วก็ขับรถมาถึงหน้าวัดทางด้านคลอง ๓ พอมาถึงหน้าวัดเห็นป้ายศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมก็ไม่แน่ใจว่าเอ๊ะเรามาถูกวัดหรือเปล่า แต่ไหนๆ มาแล้วก็เข้ามาดูวัดเห็นข้างหน้าวัดก็น่าสนใจก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าวัดแล้วก็เดินเข้ามาพอเห็นวัด เห็นบริเวณวัดสงบร่มรื่นก็รู้สึกชอบแต่ก็เห็นโบสถ์ที่วัดแล้วก็แปลก ๆ เอ๊ะ โบสถ์วัดนี้ไม่เห็นเหมือนโบสถ์วัดอื่น เหมือนโบสถ์คริสต์ไม่เหมือนโบสถ์ในพระพุทธศาสนา ก็เลยเดินเข้าไปกราบพระประธานในวัดในโบสถ์ กราบเสร็จก็เดินชมวัดไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งถึงอาคารประชาสัมพันธ์ถึงศาลาจาตุมหาราชิกาเข้าไปถึงศาลาดุสิต แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้นแล้วก็
เอ่อ จากวันนั้นก็กลับบ้าน เนื่องจากเป็นวันเสาร์ก็ไม่มีกิจกรรม พอต่อมาวันอาทิตย์ได้มาที่วัดมาถึง ก็มาพบกับหลวงพ่อธัมมชโยครั้งแรกที่เห็นหลวงพ่อก็ตะลึง ก้มกราบท่านแล้วก็ตะลึง นึกในใจว่าเอ๊ะ ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นพระที่สวยอย่างนี้ก็เป็นภาษาที่เราคิดสมัยนั้นเนื่องจากเราก็ไม่ได้เข้าวัด จริงๆ ก็น่าจะชมว่าท่านงามแล้วก็มองท่านแล้วก็ไปปฏิบัติธรรมที่ศาลาจาตุฯ แต่ช่วงนั้นก็ยังไม่ค่อยศรัทธาวัดเท่าไหร่ ก็ไปๆ มาๆ มีเวลาก็มา เขาเรียกว่าทำงานแล้วก็ยังเพลิดเพลินกับงานเพลิดเพลินกับทางบ้าน
จนกระทั่งวันหนึ่งมาวัดและก็ได้มาพบกัลยาณมิตรคนแรกซึ่งหลวงพี่ก็จดจำจนกระทั่งถึงวันนี้ว่าเป็นวันที่ทำให้หลวงพี่มาบวชได้มาสร้างบารมีอยู่ตรงนี้มิฉะนั้นก็คงจะหลุดไปจากกระแสทางโลกท่านผู้นั้นก็คือ พี่เสาวณีย์ ศิริพงษ์บุญสิทธิ์ ซึ่งจริงๆ พี่คนนี้ก็เป็นรุ่นพี่ที่เรียนหนังสือด้วยกันที่คณะ แต่ว่าก็ไม่ทันกัน โยมพี่พอเห็นหลวงพ่อก็พยายามชวนให้มาร่วมกิจกรรม ชวนให้มาตอนนนั้นก็มีกลุ่มธรรมโฆษก์ หลวงพี่ก็ได้มาร่วมกิจกรรที่กลุ่ม แต่ว่าก็ประเภทไปบ้างไม่ไปบ้าง โยมพี่เขาชวนไปกราบหลวงพ่อที่อาคารโควยูฮะ ก็บางทีก็ไปอย่างนั้นเอง ชวนๆ พี่เขาชวนก็ไปตามที่โยมพี่เขาชวน ก็เฉยๆ ยังไม่ค่อยศรัทธาเท่าไหร่ หรือว่ามาที่ สมก. ที่สโมสรนิสิตเก่าเกษตรก็มาบ้างไม่มาบ้าง ได้มีโอกาสกราบหลวงพ่อถวายปัจจัยท่านบ้าง ก็ยังไม่ค่อยศรัทธา เรียกว่ายังไม่เต็มที่กับวัดเท่าไหร่ บางครั้งก็มีโอกาสฟังป้าหวินแสดงธรรม
ซึ่งช่วงนั้นป้าหวินแสดงธรรมที่สมก. ท่านก็แสดงธรรมเกี่ยวกับเรื่องในหนังสือเราคือใครที่ว่า ก็ได้อาศัยมาฟังธรรมของป้าหวินแล้วก็เพื่อนๆ ก็ชวนมาวัด หลังๆ ก็เริ่มมาวัดมากขึ้นๆ ได้มาเห็นหลวงพี่รุ่นแรกๆ รุ่นบุกเบิกวัดที่ท่านบวชกัน เป็นต้นว่าหลวงพี่วิเช หลวงพี่สัมมาท่านบวช เห็นคนมาอนุโมทนากันมากมาย ตอนนั้นก็เริ่มสนใจอยากจะบวช งั้นพวกเราเห็นไหมว่า การที่เรามารวมพลังกันเยอะๆสร้างความดีมีอานุภาพมาก คนที่ได้พบเห็นย่อมเกิดความศรัทธา เหมือนอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรามีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งต้องการที่จะให้ลานธรรมของเรานี้สำเร็จให้มีคนมานั่งปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนากันเป็นล้านๆ คนซึ่งเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นภาพนี้ออกไปสู่สายตาชาวโลกอะไรจะเกิดขึ้นลองคิดดู เมื่อมีความศรัทธามากๆ เข้าในที่สุดก็
และอีกประการหนึ่งก็ได้อาศัยพี่ๆ ในกลุ่มเป็นกัลยาณมิตรให้ และครั้งหลังก็ได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมกับหมู่คณะที่ดอยสุเทพ ก็มีหลวงพี่หลายๆ รูปรุ่นนั้นที่ท่านปฏิบัติธรรมร่วมกัน เป็นต้นว่าหลวงพี่ณรงค์ หลวงพี่สมชายและก็ได้ฟังธรรมะจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทำให้เราทราบว่าจริงๆแล้วเราเกิดมาทำไม หน้าที่ของเราตรงนี้มาทำอะไร พอลงมาแล้วหลวงพี่ณรงค์ท่านบวชหลวงพี่สมชายท่านบวช หลวงพี่ก็ยังเรียกว่ายังติดกับงาน เพลิดเพลินกับงานก็เลยยังไม่ได้บวช จนกระทั่งถึงปี ๒๕๓๔ ก็มีเหตุที่ทำให้ได้ต้องมาบวชด้วย ก็คือตอนนั้นที่ทำงานก็มีปัญหาเรื่อง เอ่อ เจ้าของ เปลี่ยนแปลงเจ้าของธนาคารแล้วเจ้าของใหม่เข้ามาดูแลกิจการก็ได้เรียกว่าแขวนผู้บริหารรุ่นเก่าๆ ซึ่งตอนนั้นหลวงพี่คุมทางด้านบัญชีการเงินก็ยังไม่ ก็เรียกว่าเขายังใช้งานอยู่ ก็ยังได้ทำหน้าที่ต่อไป
แต่เนื่องจากขณะนั้นพอดีโยมอาที่บ้านซึ่งพ่อของโยมอาก็ได้เลี้ยงหลวงพี่มาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจากเอ่อ หลวงพี่ก็โยมพ่อโยมแม่เสียและก็ได้มาอยู่กับพ่อตาของพี่ชายที่กรุงเทพฯเมื่อได้มาเรียนหนังสือ ซึ่งเขาก็เลยชวนให้ไปช่วยทำงานที่บ้านทำดอกไม้ประดิษฐ์ส่งนอกก็เลยได้มีโอกาสออกมาช่วยงานที่บ้าน และพี่ ๆ ทั้งหลายก็ในกลุ่มก็เป็นกัลยาณมิตรให้จนกระทั่งวันนั้นจำได้ก็เลยตัดสินใจบวชก็เลยมากราบหลวงพ่อธัมมะโยมพี่เขาก็พามากราบหลวงพ่อธัมมะที่ศาลาดุสิต พอกราบหลวงพ่อเสร็จเงยหน้าขึ้นมาก็บอกหลวงพ่อว่าจะขอบวช หลวงพ่อท่านก็มองหน้าท่านก็บอกเออ ดีนะนานๆ จะมีคนมาขอบวช แต่ว่าการบวชนี่มันไม่ใช่ของง่ายนะ มันเหมือนกันการเดินไปด้วยบนถนนที่เต็มไปด้วยคมหอกคมดาบ ทำอย่างไรเราถึงจะลบคมหอกคมดาบนี้ให้ได้
หลวงพ่อก็ว่าท่านไปคิดมาอาทิตย์หนึ่งนะ แล้วอาทิตย์หน้ามากราบหลวงพ่อ พอครบอาทิตย์หลวงพี่ก็มาที่ศาลาดุสิตย์ก็พอดีได้มาเจอกับโยมพี่เสาวณีย์ โยมพี่ก็เลยชวนไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิ พอกราบท่าน ๓ ครั้งเงยหน้าขึ้นมาท่านก็บอกดีใจด้วยนะที่จะมีพระอีกองค์หนึ่งแล้วตอนนั้นปีติมาก ดีใจมากน้ำตาคลอที่จะได้บวช เสร็จแล้วกลับไปบ้านก็โยมพี่เขาอยู่ต่างจังหวัดพอดีเขามีโอกาสมากรุงเทพ ก็บอกโยมพี่เขา หลวงพี่มีพี่น้องกัน ๒ คน พี่เขาก็เลี้ยงส่งหลวงพี่เรียนมาตลอด ก็เหมือนพ่อเหมือนแม่พอหลวงพี่บอกว่าหลวงพี่จะบวชพี่ชายเขาก็ไม่ยอด นะพี่ชายก็ร้องให้เขาไม่ยอม ก็คุยกันนานจนกระทั่งพี่ชายเขายอมแล้วก็บอกว่าขอปีหนึ่งให้ช่วยดูหลานๆ ปีหนึ่ง
พอดีตอนนั้นหลานๆ ก็มาเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพอยู่ที่บ้านหลวงพี่ ก็เลยด้วยความที่โยมพี่เห็นพระคุณของโยมพี่ที่เลี้ยงดูมา ส่งเสียให้เรียนมาก็เลยยอม แล้วก็มากราบหลวงพ่อว่าขอเลื่อนไป ๑ ปี หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ว่าจริงๆ ลึกๆ ตอนนั้นก็นึกเสียใจเหมือนกันว่าเราเหมือนกับมาหลอกหลวงพ่อ เนื่องจากมีความจำเป็นจริงๆ ว่าโยมพี่ก็ต้องการตอบแทนโยมพี่ด้วยที่พี่เขาเลี้ยงเรามา ส่งเสียกันมาจนกระทั่งปัจจุบันก็เลย เอ่อ ยังไม่ได้บวช
ช่วงปีหนึ่งนั้นก็อย่างที่มีความลึกๆ ว่าเห็นคนโบราณเขาพูดกันบอกว่าเมื่อเราตั้งใจบวชแล้วอะไรแล้วนี่ช่วงนั้นก็จะมีเรียกว่ามีมารมาผจญมั่งมีเหตุมีอะไรบ้างก็ต้องระวังตัว หลวงพี่ก็เลยช่วงนั้น พอทำบุญอะไรก็ตามก็จะอธิษฐานอยู่อย่างเดียวก็คือขอให้เราได้บวช อย่างไรก็ขอให้ได้บวชก็อธิษฐานอยู่อย่างนี้ตลอด จนกระทั่งพ่อครบ ๑ ปี ช่วงพักฤดูร้อนก็มาสมัครอบรมธรรมทายาท ซึ่งช่วงระหว่างปีนั้นก็เคลียร์ หลวงพี่ก็เคลียร์งาน ก็ตั้งใจว่าเราบวชครั้งนี้ก็จะขอบวชอุทิศชีวิต จริง ๆ ก็เคยบวชมาครั้งหนึ่งตอนอายุครบบวชก็กลับไปบวชที่บ้านที่สุพรรณบุรี เพื่อกะว่าเราบวชแล้วจะได้หมดห่วงเราเรียนจบแล้วก็จะได้มีครอบครัวจะได้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องการบวชตอบแทนคุณพ่อแม่ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้มาบวชอีก พอครบปีช่วงนั้นก็เคลียร์หนี้สินต่างๆ อะไรที่มี ก็เคลียร์ หุ้นทั้งหลายมีก็เคลียร์และก็ตั้งใจกับ ว่าจะร่วมบุญกับยายทอดกฐินเป็นประธานรอง ก็พอดีได้ร่วม พี่ๆ ในกลุ่มก็ช่วยกัน หลวงพี่ก็เคลียร์หุ้นขายหุ้นแล้วก็มาร่วมบุญกับยาย เป็นประธานรองกฐิน กับยายปีก่อนที่จะบวช
วันที่จะบวช วันรุ่งขึ้นก็ไปขึ้นรถที่ที่หอประชุมที่จุฬา เพื่อไปฝึกภาคสนาม ก็เคลียร์งานจนกระทั่งดึก ดึกมากก็เอ๊ะกลัวถ้าเรานอนหลังเดี๋ยวเช้าไม่ตื่นเดี๋ยวไปขึ้นรถไม่ทัน ก็จะอดไปฝึกภาคสนามก็เลยตัดสินใจไม่นอนคืนนั้นจนกระทั่งเช้าก็ให้หลานไปส่งที่ที่จุฬาแล้วก็ไปฝึกภาคสนาม ซึ่งจริงๆ ช่วงนั้นหลวงพี่มาบวชก็อายุ ๓๗ ก็ไปฝึกภาคสนามก็ ๓ วันก็ค่อนข้างเอาการอยู่เหมือนกันแต่ก็อยากไปฝึกภาคสนามดูว่าร่างกายของเราจะเป็นอย่างไร เสร็จแล้วพอมาอบรมก็ได้ธรรมะจากพระอาจารย์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นธรรมะ จากคุณยายที่ถ่ายทอดมาถึงหลวงพ่อถึงครูบาอาจารย์ที่อบรมเป็นทอด ๆ สิ่งที่หลวงพี่ได้มากที่สุดและหลวงพี่เห็นว่าทุกวันนี้ที่หลวงพี่อยู่ตรงนี้ได้มีอยู่ตรงนี้ได้ก็คือเรื่องการทำความสะอาด คือขัดห้องน้ำ จำได้ว่ามาขัดห้องน้ำที่อบรม อยู่บ้านก็เคยใช้แต่ไอ้ไม้ถูคอห่าน
แต่พอมาอบรมช่วงนั้นก่อนบวช ก็ต้องมาขัดห้องน้ำรับบุญขัดโถส้วม ก็จะมีพี่เลี้ยงคอยมาดู มาสอนก็สาธิตการขัดห้องน้ำและก็ให้เราทำ และเขาก็จะมาตรวจก็คือการขัดห้องน้ำ ขัดเรียกว่า ก็ใช้มือล้าง มือเปล่านี่ล้าง ขัดล้วงคอห่าน ซึ่งเราก็ไม่เคยทำมาแต่ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ลดทิฏฐิได้เป็นอย่างยิ่งหลวงพี่ยืนยันได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ลดทิฏฐิของเราตรงนี้ก็คือได้ ผ่านจุดนี้มาได้ แล้วก่อนจะบวชก็ปรากฏว่าเนื่องจากไปฝึกภาคสนามมีอยู่วันหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนที่พาดเขาต้องผ่านข้ามสิ่งกีดขวาง พอกระโดดขึ้นไปหลังก็ไปกระทบกับไม้ก็เลยทำให้เจ็บหลังพอมานั่งสมาธิก็นั่งแล้วก็ไม่ค่อยมีความสุขก็ทนนั่งจนกระทั่งเห็นว่าไม่ไหวก็เลยขอพระพี่เลี้ยงไปหาหมอ ซึ่งเขาก็มีกฏระเบียบว่า ช่วงระหว่างอบรมนี่ห้ามออกไปข้างนอก ถ้าออกไปจะต้องถูกหักคะแนน และถ้าคะแนนของใครไม่ถึง คะแนนสะสมไม่ถึงก็จะไม่ได้บวช
แต่เนื่องจากความเจ็บแล้วเราก็อยากจะนั่งสมาธิให้ดีก็เลยยอมออกไปข้างนอกก็เลยกลับมาก็ถูกหักคะแนน หักคะแนนคะแนนไม่ถึงที่จะได้บวชพี่เลี้ยงท่านก็บอกว่าก็มีวิธีเพิ่มคะแนนให้ก็คือไปตักส้วมที่ธุดงค์พระตอนนี้ก็จะมีส้วมมีโถส้วมก็ไปตักส้วมเพื่อที่จะเพิ่มคะแนนในที่สุดก็ได้บวชอันนี้ก็เป็นชีวิตของการที่มาบวชในนี้ได้
เมื่อมาบวชแล้วก็ได้พบคุณยายบ้างเนื่องจากไม่ได้ใกล้ชิดกับคุณยายมีบางครั้งได้พบกับคุณยายก็พบห่างๆ มีที่ใกล้ชิดก็มีปีแรกพรรษาแรกที่ได้บวชแล้ว ได้มีโอกาสร่วมบุญกฐินกับยายก็เป็นตัวแทนของพระพรรษแรก ได้ไปถวายปัจจัยร่วมบุญกฐินกับยาย หรือบางครั้งยายมาถวายไอศครีมหรือถวายชอคโกแลตกับเณร เนื่องจากหลวงพี่ก็ดูแลสามเณรอยู่ช่วงนั้นก็ได้พบกับคุณยายใกล้ชิดก็ได้เห็นความเมตตาของคุณยายที่มีต่อสามเณร แววตาของท่าน ท่านมาถวายไอศครีมถวายชอคโกแลตด้วยความสุขด้วยความเบิกบานด้วยความเอ็นดูสามเณร และก็ยังบอกสามเณรว่าอย่าดื้อนะ ดื้อเดี๋ยวพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงท่านจะเฆี่ยนเอา
ครั้งสุดท้ายที่ได้ใกล้ชิดคุณยายได้พบคุณยายก็เป็นช่วงที่ ช่วงนั้นหล่อพระบรมพุทธเจ้า หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสร่วมบุญกับคุณยายซึ่งตอนแรกก็กะว่าจะไปถวายหลวงพี่ฝากท่านไปถวายกับคุณยายเนื่องจากไม่มีโอกาสเข้าไปพบ หลวงพี่วิเชท่านก็เลยชวนไปกราบยายไปถวายกับยายที่กุฏิ พอถวายเสร็จก็จะเดินออกมา พี่อารีพันธ์ก็บอกยายบอกว่า ยายอวยพรให้หลวงพี่ท่านหน่อย ยายท่านก็อวยพรมา ว่าขอให้คุณทั้งสองให้จบประโยค ๙ ทั้งสองเลยนะ คำอวยพรนี้ก็เลยทำให้ เอ่อ สมความปรารถนาจริงๆ ปีนั้นพอดีหลวงพี่สอบประโยค ๓ สอบบาลีประโยค ๓ ปรากฏว่าก็ได้ปีนั้น ที่อวยพร ที่คำอวยพรของคุณยาย
แล้วก็เนื่องจากว่าคำอวยพรของยายนี้ยังก้องอยู่ในหูตลอดเวลา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทิ้งบาลีไม่ลง ก็ตั้งใจว่าเมื่อมีโอกาสก็จะเรียนไปให้ถึงที่สุด เมื่อมีโอกาสที่จะเรียนได้ และอีกประการหนึ่ง เมื่อหลวงพี่เป็นพี่เลี้ยงสามเณร ก็ตั้งใจว่า จะเป็นต้นแบบให้เณรดู เราอายุปานนี้แล้วเราก็ยังเรียนได้ ทำไมสามเณรจะเรียนไม่ได้ จะให้จบประโยค ๙ ไม่ได้ ก็เป็นแรงบันดาลใจจากยายอย่างหนึ่ง
สำหรับคุณธรรมของคุณยาย อย่างที่พวกเราทราบกันมีมากมายสุดที่จะพรรณณา มีพระอาจารย์มีพระเถระทั้งหลายท่านมาพรรรณนาคุณของคุณยายนี่มากมายแต่นั่นก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง สำหรับวันนี้หลวงพี่จะยกธรรมะบทหนึ่ง ซึ่งกล่าวสรรเสริญคุณของคุณยายธรรมะบทนี้ชื่อว่าสัปปุริสธรรม เป็นธรรมะที่ปรากฏในพระไตรปิฎกพระสูตรหนึ่งชื่อว่าธัมมัญญูสูตรอยู่ในพระสุตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตกวรรค ซึ่งพระสูตร พระสูตรนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระภิกษุ ซึ่งพระสูตรนี้ก็จะเป็นแม่บทในการฝึกพระนี้ให้เป็นพระที่ดี ให้มีศีลาจารวัตรงดงามมีภูมิรู้ภูมิธรรมและก็นำมาใช้อบรมสังสอนประชาชนได้ธรรมะบทนี้ก็คือสัปปุริสธรรม ๗ ซึ่งแปลว่าธรรมที่ทำให้เป็นผู้สงบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าภิกษุใดที่มีธรรมนี้ครบทั้ง ๗ ประการจะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้คือ อาหุเนยโย เป็นผู้ที่ควรแก่เครื่องสักการะที่เขานำมาคำนับ ปาหุเนยโย เป็นผู้แก่การต้อนรับจากบุคคลอื่น ทักขิเนยโย เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา อัญชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้และอนุตรังปุญญัตเขตตังโลกัสสะเป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า
สัปปุริสธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้ก็คือมีรายละเอียดดังนี้คือ
๑. ธัมมัญญู รู้จักธรรม
๒. อัตถัญญู รู้จักอรรถ หรือเนื้อความ
๓. อัตตัญญู รู้จักตน
๔. มัตตัญญู รู้จักประมาณ
๕. กาลัญญู รู้จักการล
๖. ปริสัญญู รู้จักบริษัท
๗. ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักเลือกคบคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระสูตรบทนี้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อิติวุตตกะ ชาตกะ อภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุไม่พึงรู้ธรรมคือสุตตะ เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักธรรมคือสุตตะ เวทัลละ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญูด้วยประการฉะนั้น
ธรรมะบทนี้เทียบกับธรรมะของคุณยายอย่างที่บอกว่าเป็นธัมมัญญูก็คือรู้จักธรรมะ หมาย ถึงว่ารู้จดจำคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ รู้ธรรมะในพระไตรปิฎกทั้งหมด สำหรับเรื่องการรู้และจดจำคำสอนของคุณยายก็มีตัวอย่างในสมัยที่คุณยายนั่งธรรมะใหม่ๆ โดยที่มีคุณยายทองสุกสอนธรรมะ เวลายายนั่งธรรมะภาพท้องทุ่งนาฟ้าโล่งก็มักจะโผล่ขึ้นมสให้คุณยายได้เห็นบ่อย ๆ เนื่องจากคุณยายจะคุ้นกับภาพเหล่านั้นตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ยายก็ถามคุณยายทองสุกว่า ทำอย่างไรมีภาพอย่างนี้เกิดขึ้นมา คุณยายทองสุกก็สอนคุณยายของเราบอกว่า ก็ให้นั่งเฉย ๆ ดูเฉย ๆ เหมือนกับว่ามีแขกที่เขามาเยือนเราถ้าเราไม่ต้อนรับแขกนั้นก็จะเก้อกลับไป หรือตัวอย่าง อีกตัวอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนคุณยาย ช่วงที่คุณยายไปวัดปากน้ำ เมื่อไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้เข้าโรงทำวิชชา ปรากฏว่าช่วงนั้นคุณยายป่วย พอป่วยปุ๊บธรรมะทั้งหลายนี่ก็อันตรธานหายไป
แต่ยายก็สงบนิ่งไม่หวั่นไหว เข้าไปในโรงทำวิชชา อันนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ทราบด้วยญาณทัสสนะของท่าน ท่านก็สอนคุณยายบอกว่าให้หยุดนิ่งเฉย ๆ ให้หยุดนิ่งๆเฉยๆ ไปเรื่อย คุณยายท่านก็รับไปเจ้าค่ะ พอต่อมาหลวงพ่อท่านก็มาถามอีก ให้หยุดนิ่ง สอนให้หยุดนิ่ง คุณยายท่านก็รับว่าเจ้าค่ะ จนกระทั่งในที่สุดคุณยายก็เข้าถึงธรรมได้ธรรมะกลับคืนมา ส่วนคำสอนทั้งหลายในพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เนื่องจากคุณยายของเราเข้าถึงพระธรรมกาย ในตัวของคุณยายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนเพราะฉะนั้นธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น คุณยายรู้หมด อันนี้ก็เป็นเรื่องของธัมมัญญู
๒. ก็ภิกษุเป็นอัตถัญญูเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้จักเนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ นั่นแลว่านี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่านี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ แลว่านี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ฉันนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นอัตถัญญูด้วยประการฉะนี้
หัวข้ออัตถัญญูนี้ก็คือการรุ้จักอรรถ รู้จักเนื้อความของธรรมะอย่างละเอียด สามารถอธิบายและก็ขยายความธรระนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณยายของเราทำได้อย่างยอดเยี่ยม คุณยายได้รับคำสอนในเรื่องต่างๆ จากหลวงพ่อวัดปากน้ำแค่สั้นๆ คุณยายก็สามารถปฏิบัติและก็ขยายความนำมาใช้สอนลูกศิษย์ ดังจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่สร้างวัดของเรามาก็ได้ธรรมะต่างๆ จากคุณยายเอามาขยายความ เป็นต้นว่าเรื่องของการทำความสะอาด อย่างที่เราได้ทราบกัน คุณยายจะทำได้อย่างดีเยี่ยม หรือว่าการรักษาเสนาสนะก็ตามคุณยายก็รู้ และก็สอนวิธีการใช้ การรักษา การทำความสะอาด
สำหรับตัวอย่างที่ อันนี้ที่ประสบอยู่ ก็มีหลวงพี่อีกรูปหนึ่งท่านมาเล่าให้ฟังช่วงที่อบรมเป็นพระพี่เลี้ยงอบรม สามเณรมัชฌิมฯ ภาคฤดูร้อน เมื่ออบรมเสร็จแล้วก็จะต้องมอบวุฒิบัตรและก็หนังสือรับรอง ปรากฏว่าก็มีสามเณรรูปหนึ่ง เขาก็มาขอหนังสือรับรอง ต้องการใช้หนังสือรับรอง ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีอยู่ สองฝ่าย ก็คือฝ่ายที่เกี่ยวกับพิธีกรรมสงฆ์ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ออกหนังสือรับรองเหล่านี้ว่าสามเณรนี้ได้มาบวชตั้งแต่วันนี้ๆ ช่วงนี้ๆ อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือเป็นหน่วยงานสำนักเลขาซึ่งจะทำหน้าที่ในการออกเลขที่อันนี้ให้ หลวงพี่สองรูปท่านก็ตกลงกันไม่ได้ ที่มีหน้าที่จะออกหนังสือตรงนี้ท่านก็ตกลงกันไม่ได้ ท่านก็ขี่จักรยาน ๒ รูปจะมาที่สำนักเลขา
(หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
บริขารเราไม่พึงเรียกว่ามัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานะปัจจัยเภสัชบริขาร ฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญูด้วยประการฉะนี้ คุณยายของเราเป็นผู้ที่รู้จักประมาณคือหมายถึงว่ารู้จักความพอดีในเรื่องต่างๆ ในเรื่องปัจจัย ๔ ก็คือในเรื่องของการแสวงหา การรับการใช้สอนปัจจัย ๔ ทั้งหลายนี้ การแสวงหาคุณยายของเราก็แสวงหามาด้วยความสุจริตมีแต่คนนำของมาให้คุณยาย การรับก็รับแต่พอดี การใช้สอนก็ใช้สอนอย่างประหยัดเป็นต้นว่าการใช้น้ำการอาบน้ำ คุณยายของเราจะสอนอุบาสกเรื่องการอาบน้ำ คุณยายของเราจะสอนอุบาสกเรื่องการอาบน้ำก็คือให้อาบ ใช้น้ำอย่างประหยัดไม่ใช่สาดโครม ๆ ก็คือรดตั้งแต่ศีรษะ ค่อยๆ รดแต่ศีรษะให้น้ำไหลลงมาถึงตัวถึงเท้า
หรือว่าการใช้ของนี้ใช้แล้วให้เก็บเข้าที่ซึ่งก็เป็นหัวข้อปฏิบัติสืบต่อมาถึงหลวงพ่อของเราถึงครูบาอาจารย์ที่อยู่ในวัดเป็นสโลแกนออกมาเลยว่าของหายให้า ของเสียให้ซ่อม ซึ่งนโยบายนี้หลวงพ่อทัตตะท่านก็ให้มาเป็นนโยบายหลักในการฝึกสามเณรฝึกพระอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อมีของหายต้องให้หา ของเสียให้ซ่อม ไม่ใช่ของหายแล้วก็ทิ้งไปขาดความรับผิดชอบไม่สนใจ
ข้อที่ ๕ ก็ภิกษุเป็นกาลัญญูเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้จักกาลนี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้นฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู ภิกษุเป็นกาลัญญูด้วยประการนี้
กาลัญญูนี้ก็คือเรื่องของการรู้จักกาล หมายถึงว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ควรจะศึก ก็คือการเรียนการสอบถามซึ่งยายของเราท่านก็เรียนสอบถามธรรมะจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ท่านเข้าฌานไปนี้ซึ่งของเราเรียนกันเราก็ได้แต่ฟังจากของคนอื่น หรือเวลานี้เป็นการประกอบความเพียรหลีกออกเร้นก็คือการนั่งสมาธิอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำคุณยายของเราก็ได้เข้าเวร เป็นหัวหน้าเวรทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งผลัดหนึ่งก็ ๖ ชั่วโมง คุณยายท่านนั่งตลอด นั่งแล้วท่านก็ตัดขาดรู้ภายนอกก็คือรู้ตลอด แล้วเมื่ออาทิตย์เวลาเปลี่ยนเวรชุดใหม่เข้ามายายท่านก็จะไม่ลุกทันทีท่านจะนั่งต่ออีกครึ่งชั่วโมง คอยฟังว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งงานอะไรบ้างวันนี้ แล้วยายก็ไปทำต่อ อันนี้เรียกว่ารู้จักกาล
ข้อ ๖ ก็ภิกษุเป็นปริสัญญูเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้จักบริษัทว่านี้เป็นบริษัทกษัตริย์ นี้เป็นบริษัทพราหมณ์ นี้เป็นบริษัทคฤบดี นี้เป็นสมณะในบริษัทนี้ เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้พึงยืนอย่างนี้พึงทำอย่างนี้ พึงนั่งอย่างนี้พึงพูดอย่างนี้พึงนั่งอย่างนี้ หากภิกษุไม่รู้จักบริษัทว่านี้เป็นบริษัทกษัตริย์พึงนั่งอย่างนี้เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักบริษัทว่านี้เป็นบริษัทกษัตริย์ พึงนั่งอย่างนี้เราจึงเรียกว่าภิกษุเป็นปริสัญญูด้วยประการฉะนี้
การรู้จักบริษัทก็คือการรู้จักสังคมในชุมชนในสังคมว่าเป็นอย่างไรรู้จักอัธยาศัยของคนในสังคมว่าสังคมนี้เป็นสังคมพ่อค้าเป็นข้าราชการเป็นกษัตริย์ทำให้ยายนี่สามารถรับแขกไอ้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าใครจะมาให้ยายช่วยในเรื่องทุกข์ร้อนต่างๆ อย่างที่เราทราบกัน ตามหาคนเอย แก้ไขเรื่องเจ็บป่วยเอย ให้ไปช่วย ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยายก็สามารถช่วยได้ทั้งหมดเพราะยายรู้จักอัธยาศัยบริษัททั้งหมด
ข้อที่ ๗ ภิกษุเป็นปุคคลปโรปรัญญูเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ บุคคล ๒ จำพวกคือพวกหนึ่งต้องการเห็นพระอริยเจ้าพวกหนึ่งไม่ต้องการเห็น บุคคลที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะพึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ
ข้อนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดไว้ยาวมาก ซึ่งย่นย่อได้ว่าท่านชี้ให้เห็นว่าบุคคลต่างๆ นี้มีกี่จำพวกอะไรบ้าง พวกที่ ๑ ก็คือพวกที่อยากเห็นหรือไม่อยากเห็นพระอริยเจ้าพอเห็นแล้วนี่ ต้องการฟังธรรมหรือไม่ต้องการฟังธรรม พอฟังแล้วนี่ตั้งใจฟังธรรมหรือไม่ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็จดจำธรรมะได้หรือไม่ได้ อีกพวกหนึ่งพอจดจำแล้วนี่ พิจารณาเนื้อความหรือไม่พิจารณา อีกพวกหนึ่งพิจารณาแล้วปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม อีกพวกหนึ่งก็คือปฏิบัติเพื่อตนเองไม่ปฏิบัติเพื่อผู้อื่น หรือว่าปฏิบัติเพื่อตนเองและก็ปฏิบัติเพื่อผู้อื่นด้วย อันนี้ก็เป็น การจำแนกบุคคลต่างๆ ซึ่งคุณยายของเรานี่รู้จักหมดสามารถมองคนได้ทะลุ คนที่มาหายายยายมองได้ทะลุ มองเห็นระดับคุณธรรมของแต่ละบุคคลว่ามีมากน้อยแค่ไหน ยายจะสอนคนนี้อย่างไร บุคคลนี้อยู่ในประเภทไหนตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแจกแจงไว้อย่างนี้อันนี้ก็เป็นหมวดธรรมที่คุณยายของเรามีอยู่ตามในสัปปุริสสธรรม ๗ ในธัมมัญญูสูตร
ซึ่งการสร้างบารมีของพวกเราในวัฏสงสารอันยาวไกลก็จำเป็นต้องมีต้นแบบที่ดี ยายของเราเป็นต้นแบบที่ดีเลิศที่ให้พวกเราเจริญรอยตาม ซึ่งแม้แต่พระอรหันตเจ้าทั้งหลายในสมัยพุทธกาล เป็นต้นว่าในสมัยพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ตามซึ่งมีพระสาวกพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เป็นพระอสีติมหาสาวกของพระพุทธเจ้าของเรา ๘๐ พระองค์นี่เมื่อไปศึกษาดูแล้วท่านก็อาศัยต้นแบบที่ท่านเห็นในอดีตกาลที่ท่านสร้างบารมีมากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นต้นว่าพระปทุมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอสีติมหาสาวกทั้ง ๘๐ พระองค์ท่านได้เห็นต้นแบบพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเลิศในด้านต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ในอดีตนั้นเมื่อท่านเห็นแล้วท่านก็เกิดความศรัทธาอยากที่จะเป็นอย่างนั้น แล้วก็สร้างบุญมากมาย สร้างบุญแล้วก็อธิษฐานขอให้เป็นเช่นนั้นพวกเราก็เหมือนกันโชคคดีที่เราได้มาพบคุณยายได้มาเห็นคุณยายเป็นต้นแบบที่ดี สมควรที่เราจะเจริญรอยตามเพื่อสร้างบุญให้ทันคุณยาย
ในโอกาสนี้ก็ขอเชิญชวนพวกเราร่วมกันสร้างบารมีกับยาย ซึ่งเป็นความปรารถนาอย่างยิ่งก็คือลานธรรมที่เราเห็นอยู่นี้ คุณยายหลวงพ่อปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ลานธรรมตรงนี้สำเร็จ เมื่อลานธรรมตรงนี้สำเร็จก็จะเป็นที่ชุมนุมของผู้มีบุญทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นล้านๆ คนอย่างที่คุณยายหลวงพ่อต้องการ ซึ่งเมื่อนั้นก็จะเป็นจุดที่นำสันติสุขไปสู่ชาวโลกได้
ในโอกาสนี้ก็เชิญชวนพวกเรามาร่วมบุญยาย ซึ่งเราจะได้มีบุญตามยายไปมากๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหลายในวัดมากมายต้องการปัจจัยจากญาติโยมที่มีจิตศรัทธามาใช้สร้างสมบัติพระศาสนา แค่งานก่อสร้างที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้ก็มากมายมหาศาล รอแต่พวกเราช่วยกันบอกบุญเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมสร้างตรงนี้ให้เสร็จแล้วหลวงพ่อของเราจะได้มีเวลาไปทำหยุดทำนิ่งตามที่ท่านต้องการ ท้ายนี้เราก็เชิญชวนพวกเรานั่งสมาธิเอาบุญกับยายด้วยกัน
(นั่งสมาธิ)
เราก็ปรับกายของเราให้สบายท่านั่งของเรา ปรับให้สบาย ผ่อนคลายอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเราตั้งแต่ศีรษะไล่ลงมา ผ่อนคลายให้สบาย แล้วเราก็เลิกกังวลกับร่างกายของเราปรับใจของเราให้สบายตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยสอนเอาไว้ทำอย่างยายของเรา เมื่อยายท่านนั่งเข้าที่ท่านก็จะตัดสิ่งภายนอกทั้งหลายที่จะมารบกวน วางใจของเราให้สงบให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที ๗ ของเราให้สบายๆ ตั้งใจทำใจให้หยุดให้นิ่งเพื่อที่จะได้เป็นการบูชาคุณยาย ทำตามอย่างที่ยายสอน ยายทำอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้นยายท่านหยุดท่านนิ่ง เราก็หยุดอย่างแผ่วเบา อย่างสบาย แผ่วเบา สบาย ยายของเราตัดขาดภายนอกอย่างไรเราก็ตัดขาดอย่างนั้น ไม่ต้องไปนึกถึงทางบ้านครอบครัวหรือใครก็ตาม หรือเรื่องอะไรก็ตาม ที่จะมาเป็นอุปสรรคในการเจริญสมาธิภาวนาของเราเราก็ปล่อยวางไปชั่วขณะ หยุดใจนิ่งดิ่งลงไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นความสบายแผ่วเบา ทำประหนึ่งว่าเราได้นั่งสมาธิต่อหน้าคุณยาย คุณยายมาคลุมบุญให้เรา
สัพเพ พุทธา..
หน้า PAGE 12
431229FW-AAT