สมุดบันทึกที่ทรงคุณค่า บนรถสามล้อสีแดง ตอนที่ ๔
(ม้วน 1/A)
พระประดิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ ท่านนะ (สาธุ)
ก่อนที่เราจะได้นั่งธรรมะเอาบุญกับคุณยาย ก็ขอเล่าเรื่องซึ่งก็พอจะจำได้นะ พอจะจำได้ก็มาเล่าให้ฟัง เมื่อวันอาทิตย์ก็เล่าไปบางส่วนแต่มันยังไม่หมด มีเหลืออยู่บ้าง ก็เลยจะเอามาเล่าต่อ ก็คงคุยต่อไปเลยนะ สำหรับวันอาทิตย์ก็คงมากันคงเกือบทั้งหมด ยกมือให้ดูหน่อยก็ได้ ใครมาวันอาทิตย์ อาทิตย์ที่ผ่านมา อ๋อ ๙๙ เปอร์เซ็นต์นะ
ก็เล่าว่าเวลาพี่อารีพันธ์จะพาคุณยายท่านไปหาหมอบ้างนะ ไปหาเจ้าภาพบ้าง ก็เคยเล่าว่าคุณยายเวลานั่ง จะขึ้นรถ ท่านจะเคาะรองเท้าก่อน ท่านจะนั่งบนที่เบาะก่อน แล้วก็เคาะรองเท้า แล้วก็ค่อยยกเท้าขึ้นมาบนรถ มาวางบนรถ เพราะท่านกลัวเปื้อนนะ คุณยายท่านทำอย่างนั้นแหละ แม้แต่นั่งสามล้อก็เหมือนกัน ท่านจะเคาะก่อน แต่ท่านจะยืนกับที่ เคาะกับพื้นครั้ง ๒ ครั้งให้รองเท้าสะอาด แล้วค่อยขึ้นสามล้อ คุณยายท่านก็ทำอย่างนั้น จนเป็นธรรมชาติของท่าน
บางวันท่านก็ก่อนจะออกข้างนอก บางวันท่านก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อน กำลังจะเดินมาขึ้นรถอยู่แล้ว ท่านก็บอกเดี๋ยวก่อน แล้วท่านก็บอกว่าเดี๋ยวฝากเทวดาดูกุฏิก่อนนะ แล้วก็เดินย้อนกลับไปที่กุฏิ บางทีท่านก็เดินวนรอบหนึ่ง บางทีท่านก็ไม่วน บางทีก็ยืนอยู่หน้ากุฏินั่นแหละนะ แล้วก็พูด เทวดาฝากกุฏิยายจันทร์ด้วยนะ ยายจันทร์จะออกไปข้างนอก คุณยายท่านก็ทำอย่างนี้นะ เพราะว่าท่านธรรมะท่านละเอียด ท่านก็คงเห็นผู้มารักษาคุณยายท่าน เพราะท่านบุญเยอะ เราก็ได้ยินได้ฟังแล้วดูนะ แล้วก็จำมาเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นหรอกนะ เทวดา แต่เชื่อว่าคุณยายก็คง คงสั่งได้นะ
บางวันขึ้นรถเสร็จ ท่านก็ทำของท่านอีก พนมมือ เทวดาดูแลยายจันทร์ด้วยนะกับทุกๆ คนให้เดินทางปลอดภัย เราก็สบายซิฮะ ขับรถอย่างสบายเลย แล้วถ้าเกิดใหม่ๆ ไปขับรถให้ท่านใหม่ๆ ตอนพี่อารีพันธ์มาชวนไปขับรถให้ใหม่ๆ คุณยายจะมาสะกิดที่แขนซ้าย ท่านนั่งด้านซ้าย ท่านก็สะกิดบ่อยๆ บอกว่าอย่าขับเร็วนะ เนื่องจากว่ายังไม่คุ้นนะฮะ หลวงพี่ก็ไม่คุ้นท่าน ท่านก็ไม่คุ้นหลวงพี่ว่าขับรถยังไง ท่านก็สะกิดอย่าขับเร็ว หลวงพี่ก็เอ้า ก็ครับ ก็ขับไป
แต่พอคุ้นๆ แล้วนี่ ร้อยหนึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ขับเป็นร้อยท่านก็เฉยๆ เพราะคุ้นแล้วนะ แต่ตอนใหม่ๆ นี่ ๗๐ ท่านก็สะกิด อย่าขับเร็ว อย่าขับเร็ว ท่านก็จะบอก แต่พอคุ้นมานี่ท่านเร็วยังไง ท่านก็บอกกำลังดี บอกสบาย คุ้นกัน แล้วท่านก็จะชวนคุย นี่พูดเรื่องนั่งรถต่อก็แล้วกัน จะได้หมดเป็นเรื่องๆ ไปนะ
นั่งรถไป ก็ไปเห็นรถ บางทีก่อนถึง ก่อนถึงดอนเมือง ถนนสายรังสิตเราก็ยังไม่ได้เป็นแบบนี้นะ ก็มีรถพ่วงคือรถ ๑๐ ล้อ จำไม่ได้ ตกข้างทาง รถตั้ง ๑๐ ล้อ ล้อเป็นสิบๆ ล้อเลย มันยังหงายได้เลย หงายท้องได้ ก็ คันนี้ท่านก็เคย ทุกคนคงเคยฟังหลวงพี่ศักดิ์ชายท่านก็มาเล่านะ ท่านเห็นแล้วก็บอก ท่านก็ขำ บอกว่าขนาดมันมีตั้งหลายล้อนะ มันยังหงายได้ แล้วก็เป็นภาษิตที่ทุกคนได้ยิน สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง สองขาโด่เด่มันก็เซกันบ้าง ไอ้นี่มัน ๑๐ ล้อ มันก็หงายได้เหมือนกัน ท่านก็ขำ
แล้วเล่าเรื่องควายที่บ้านท่านน่ะแหละ เดินท้องนาทุกวันทุกวัน มันยังพลาดตกท้องนาได้นะ ควายนะ ควายขาชี้ ลื่น ใครอยู่ท้องนาก็คงเคยเดินว่ามัน เดินตามคันนาแล้วก็พลาดตกลงไป แล้วคุณยายท่านก็เล่าให้ฟัง
พอพูดถึงตอนนี้ก็เลย คุณยายก็เล่าเรื่องระหว่างคุณยายท่านเล่าบอกว่าท่านเล่าเรื่องสมัยก่อนว่านา นาบ้านคุณยายติดกับนาของลูกเศรษฐี เศรษฐีก็มีแต่ผู้ชาย บ้านคุณยายก็มีแต่ผู้หญิง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ตี ๔ กว่ายายก็ไปแล้ว ถึงท้องนา พวกเศรษฐี ลูกเศรษฐีเขาไปสาย ไม่เคยทันคุณยายกับพี่น้องเลยนะ ไม่เคยทันเลย แล้วก็เป็นผู้ชาย รวยกว่าด้วยนะ นาเขารวยกว่าเยอะ เขาก็เลยมาคุยมาว่า ยายจะเล่าว่าเขา พวกนั้นมันก็มาว่า ว่ายาย ว่าพวกอีแข้งเหล็ก คุณยายท่านก็บอกว่าตัวเองมาสาย มาว่าเขาทำไม คือยายพูดเรื่องนี้ก็ขำเลย ท่านก็หัวเราะบอกว่ายายน่ะไปทะเลาะกะเขาไว้หมดเลย ยายยังไม่ได้แต่งงาน เลยมาสร้างวัดนี่ แล้วท่านก็จะบอกว่าผู้ชายมันอยากคุยด้วย เลยหาเรื่องว่าพวกขี้แข้งเหล็ก มันจะหาเรื่องคุยนะนี่นะ พวกอีแข้งเหล็ก แล้วคุณยายท่านก็รู้ทันบอกว่ามันจะหาเรื่องคุย แล้วคุณยายก็ไม่ทอดสะพานให้ใคร คุณยายท่านบอกว่ายายไม่ทอดสะพานให้ใคร ยายก็เลยมาสร้างวัดได้ แล้วคุณยายท่านก็เล่ามาถึงตรงนี้นะ คำสมัยโบราณนี่แข็งดีเหมือนกันนะ พวกอีแข้งเหล็ก แล้วคุณยายก็มาเล่า
ทีนี้ กลับไปนั่งรถใหม่ พอนั่งไป ท่านจะเห็น เห็นเครื่องบิน เครื่องบินเวลามันจะลง ส่วนใหญ่แถวดอนเมืองทั้งนั้นแหละ เพราะรถมันติดนาน เครื่องบินมันก็ลง คุณยายก็จะบอก จะพูดเองหรือบอกพี่อารีพันธ์นะ จำไม่ได้แล้ว ท่านบอกว่าเออการบินไทยมันกำลังจะลง พี่เขาบอกว่าคุณยายรู้ได้ยังไงเป็นการบินไทย ท่านบอกไอ้ตรงหางมันน่ะ มันมีตราอะไรก็ไม่รู้ ยายบอกนี่ตรานี่ตราการบินไทย แล้วคุณยายจำได้ เครื่องการบินไทยจะลง แล้วคุณยายท่านก็ อันไหนที่เป็นของคนสมัยใหม่ บางทีท่าน ท่านไม่คุ้นท่านก็จะถามอย่างที่หลวงพ่อท่านเล่าไปแล้ว ท่านจะถามหมดนะ ท่านก็จะถาม เราก็ตอบตามประสาของเรานะ แต่ก็พอถูกอยู่บ้าง
บางทีนั่งไปเห็นพวกขับ คนขับ ๑๐ ล้อนี่ รถใหญ่ๆ ส่วนใหญ่แล้วมาจากต่างจังหวัด กำลังจะเข้ากรุงเทพฯ คุณยายท่านก็บอกว่ายายสังเกตนะ ไอ้พวกขับรถใหญ่ๆ นี่มันไม่ค่อยมีเวลาโกนหนวด เวลาโกนหนวดโกนเครา มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ มานี่หน้าตาโทรมๆ แต่เขาคงเหนื่อย ขับรถมาทั้งคืนมั้ง เวลามาถึงกรุงเทพฯ นี่ คุณยายท่านก็บอกว่าเออ ดูแล้วพวกนี้ไม่ค่อยมีเวลาโกนหนวดโกนเครา ท่านก็สังเกตนะ
มีวันหนึ่งรถอยู่ทางเลนด้านซ้าย เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจำไม่ได้แล้ว รถมันเสีย รถมันเสย พอรถมันเริ่มวิ่งได้ คันเสียมันก็ไปไม่ได้ คันหลังมันก็บีบใหญ่เลยนะ บีบแตร บีบแตรไล่ คนรถเสียเขาไม่รู้จะทำยังไง เขาบีบกุญแจใหญ่เลย คือมันรีบยังไง มันก็ไม่ไปหรอก ท่าทางลุกลี้ลุกลนจัด บิดโน่นบิดนี่ คุณยายท่านก็เห็น ท่านหันไปบอกที่บิดแตรแทนเลยนะ แต่ว่าอยู่ในห้อง เลนรถโน้นเขาไม่ได้ยินหรอก ท่านก็บอกว่าใจเย็นๆ ซิวะ จะรีบไปไหน ใครมันก็อยากไปทั้งนั้นแหละ แล้วท่านก็ดูท่าไอ้คนขับรถเสียนี่ ท่ามันอยากไปจะตาย แต่รถมันไม่ไป แล้วคุณยายท่านก็สงสาร ดูลุกลี้ลุกลน เครื่องมันก็ไม่ติดเสียทีนะ ไอ้ข้างหลังก็บีบใหญ่ เคยเป็นใช่ไหม เออ เราไม่อยากอยู่เฉยๆ เราก็อยากถึงเร็วๆ บีบแตรไล่ใหญ่เลยนะ ยายก็สงสัย ใครมันก็อยากไปไวๆ ทั้งนั้น คุณยายท่านสงสารคนนะ สงสาร
ก็อย่างที่ อย่างที่คุณยายท่านได้บอกเอาไว้ เวลานั่งสามล้อนี่ก็ถามท่านว่านี่สงสาร สงสารคนจน ทำงานเหนื่อย งานก็หนัก เงินก็ได้น้อย น่าสงสารเขานะ บางทีเห็นท่านอารมณ์ดี ก็คุย ท่านก็บอกว่าไม่หรอก ยายสงสารทั้งคู่ ทั้งคนรวยคนจน คนรวยก็กินบุญเก่า ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ ชาติหน้ามันจะจน หมดบุญเมื่อไหร่ ชาติหน้าจน ส่วนคนจนก็เห็นอยู่แล้ว ว่าในอดีตทำบุญมาน้อย เพราะฉะนั้นยายก็สงสารทั้งคู่ มันต้องชวนทั้งคนจนคนรวยทำบุญ เจ้ามุมมองของคุณยายท่านก็ข้ามชาติอย่างนี้ ลึกๆ เข้าไปข้างใน ก็เป็นสิ่งที่ ก็เอามาเล่าให้ฟังนะว่าคุณยายท่านก็เป็นอย่างนั้น
ก็เลยนึกถึงช่วงที่เข้ามาวัดใหม่ๆ ที่ตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่กรมป่าไม้ อยู่กับอาผ่อง กองอุทยาน แล้วก็นั่งรถเมล์มาค้างที่วัด เดินมาทางคลองแอน คลองแอนตรงกั้นระหว่าง ๒ พันไร่กับวัดเรา เจอหลวงพี่สถาพรที่อยู่พนาวัฒน์ ท่านดูแลพนาวัฒน์ก็เดินคุยกัน เรื่องเงินเดือนฮะ เดินคู่กันผ่านบ้านพี่เข่ง จำได้เดินผ่านบ้านพี่เข่งไป เดินคุยกันเรื่องเงินว่าเงินไม่พอใช้ พอเดินเสร็จหลวงพี่ก็ทะลุเข้าประตูครัวหลัง ด้านหลัง แล้วก็ไปทะลุไปยืนอยู่ระหว่าง อาคารยามา กับอาคารดุสิต ตรงนั้น เลิกคุยกันตั้งแต่อยู่หลังวัดแล้ว เดินไปทะลุไปข้างใน
คุณยายนั่งสามล้ออยู่อีกสุดมุมของอาคารยามา ท่านอยู่อีกมุมหนึ่ง หลวงพี่อยู่อีกมุมหนึ่ง ท่านแข็งแรงนะ ท่านหันหน้ามา นั่งบนสามล้อ หันกลับหลังมา แล้วก็ชี้มาด้วย บอกว่าเราน่ะ ตะโกนมาเลยนะ เพราะท่านแข็งแรง เสียงดัง เราน่ะใช้เงินให้มันเป็นหน่อยนะ ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าเงินนะ หลวงพี่ก็หันไปดู คุยกับใคร หันไปดู ไม่มีใครสักคน ก็คุณยายคุยกะเรา แต่เรื่องเงินเราคุยกันตั้งแต่โน่น เลยบ้านพี่เข่งไปหน่อยหนึ่ง คุยกันเสร็จไปตั้ง สักคิดว่าประมาณ ๔-๕ นาที คุยเสร็จเรียบร้อยเดินแยกกัน คุณยายทักเรื่องใช้เงิน ก็เลยจำได้ จำว่าเออ คุณยายท่านรู้นะว่าสักครู่หนึ่งเราคุยอะไรกันมา คุณยายท่านทราบ แต่ท่านก็ทำสบายๆ นะ อย่างที่ท่านบอกบ่อยๆ ว่ายายก็ทันคน ยายทันคน แต่ยายจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง แล้วท่านก็จะพูดอย่างนั้น แล้วยายก็จะบอกว่า คุณยายนี่ท่านจะบอกว่าคุณยายอ่านหนังสือไม่ออกนะ แต่ยายอ่านคนออก ท่านก็จะพูดบ่อยๆ ใครมาวัดก็จะได้ยินเรื่อยๆ ตอนนั้นนะ
อ้อ เรื่องในรถยังมีอีกหน่อยหนึ่ง กลับไปนั่งรถใหม่นะ ช่วงนั้นเป็นช่วง น่าจะเป็นกฐินยายมั้ง กฐินครั้งแรกมั้ง เขามีการแต่งเพลง เพลงเกี่ยวกับคุณยาย แล้วก็ร้องกัน ร่างเล็กที่แข็งแกร่ง เพลงนั้นน่ะ ทุ่มเทแรงทั้งใจกาย แล้วก็มีอยู่ท่อนหนึ่ง คือเวลานั่งรถเราก็เปิดเทปให้ท่านฟัง เปิดเพลงท่าน
ขุนเขาสูงเสียดฟ้า ท้องนภากว้างไพศาล
มหาสมุทรสุดจะประมาณ ไม่เปรียบปานน้ำใจยาย
พอถึงท่อนนี้นะ ยายอุทานมาเลย โอ้โฮ มึงขนาดนี้เลยหรือวะ เราก็ต้องเฉยๆ เพราะว่าก็ไม่รู้ขนาดไหนเหมือนกัน แต่ว่าคงเยอะกว่านั้นอีกนะ เขาเปรียบเทียบได้แค่นี้นะ แต่คุณยายท่านก็ ท่านก็ไม่นึกว่าจะเปรียบท่านขนาดนั้นนะ ท่านฟัง โฮ๊ย ขนาดนี้เชียวหรือวะนี่ นะ แต่ท่านก็ยิ้มเหมือนกันนะ จะเบิกบาน เบิกบาน อารมณ์ดี
บางทีท่านเดินทางไกลๆ นี่ ก็ไม่รู้จะคุยอะไร บางทีก็เปิด เปิดวิทยุให้คุณยายฟัง ทีนี้เปิดวิทยุก็ต้องเลือกรายการที่เอาสั้นๆ ง่ายๆ ก็เปิดรายการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เปิด A.M. A.M. เปิดข่าว เขาจะมีรายการของผู้หญิงอ่านข่าวชาวบ้านสั้นๆ จบเป็นเรื่องเป็นเรื่อง
คุณยายท่านก็จะฟังนะ ฟัง ท่านก็จะได้นึกถึงว่าเออ มนุษย์ยุคนี้มันเป็นยังไง ข่าวก็มีเรื่องหนึ่ง ข่าวชาวบ้านก็เหมือนที่ไทยรัฐเขาลงน่ะแหละนะฮะ ฆ่ากันบ้าง ปล้นจี้กันบ้าง ทะเลาะกัน เสร็จแล้วคุณยายก็อธิษฐานตรงนั้นแหละ ท่านฟังๆ แล้วท่านอธิษฐานว่าเจ้าประคุณ ข้าพเจ้าอย่าได้ไปทำร้ายหรือว่าฆ่าใคร ใครก็อย่ามาทำร้ายหรือว่าฆ่าเราได้ เวลามีข่าวเรื่องพวกนี้ท่านก็อธิษฐานกันเอาไว้ ท่านบอกต้องกันเอาไว้ เราจะได้สร้างบารมีได้สะดวก
บางทีมีการปล้นจี้ มีการโกงกัน คุณยายก็จะอธิษฐานว่าเจ้าประคู้ณ แบบของคุณยายท่านนะ เจ้าประคู้ณขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้โลภ ไปอยากให้ได้ของของใคร ใครก็อย่ามาโลภอยากได้ของของเรา จะได้ไม่ทะเลาะกัน จะได้ไม่ต้องมีเวรต่อกัน แล้วคุณยายท่านก็อธิษฐานกันอีกนะ กันไว้ จะได้ไม่ต้องมีเวรต่อกัน บางทีท่านก็อธิษฐานอย่างที่หลายคนคงเคยได้ยิน ขอให้ข้าพเจ้าห่างไกลคนพาล ให้ห่างไกลคนพาล ให้ชนะภัยพาล ให้ห่างไกลร้อยโยชน์พันโยชน์ คุณยายท่านก็อธิษฐานตรงนี้ ท่านอธิษฐานเอาไว้ แล้วลูกหลานคุณยายก็อธิษฐานตามท่านก็ได้นะ เรายิ่งบุญน้อยอยู่ เราต้องอธิษฐานถี่ๆ หน่อย ทำบุญบ่อยๆ อธิษฐาน ก็ดีนะ หลวงพี่ว่า
แล้วก็มีวันหนึ่ง ไม่ทราบเจ้าภาพท่านใดนะฮะ นานมาแล้วนะ ด้วยความปลื้มใจ คงอยากจะทำบุญ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะ ไม่ทราบว่าคิดยังไง เอาอะไรมาถวายดี เลยเอารูป หลวงพี่จำไม่ได้ว่าเป็นรูปหลวงพ่อ หรือรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือรูปคุณยาย จำไม่ได้แล้วนะ จำไม่ได้ อัดกรอบมา อัดกรอบ เอามาถวายยาย คุณยายท่านก็รับ
พอกลับเข้ามาในที่พัก ท่านก็จะบอกว่าเฮ้ย ของอย่างนี้ต้องเอาไปไว้ที่บ้านซิ เอาไว้ไปกราบไหว้ให้หลวงพ่อ เอาไว้เป็นมงคลที่บ้าน ไม่ใช่เอามาถวายยาย เราไปบอกเขาด้วยนะ บอกถ้าอยากได้บุญ เอาเงินนั่นแหละมาถวายดีที่สุดเลย หลวงพ่อกำลังจะซื้อที่ กำลังจะขยาย ๒,๐๐๐ ไร่ออกมานะ สมัยก่อนนั้นนะ กำลังใช้เงินเยอะ กำลังก่อสร้างเยอะ ไปบอกเลยนะ นี่เอาเงินมาถวายนะ ไม่ใช่ไปอัดกรอบหลวงพ่อมาถวายยาย อัดกรอบ เอารูปไปอัดกรอบมาถวายคุณยาย แล้วคุณยายก็บอกนี่ไปบอกเขาด้วยนะ เอาปัจจัยมาถวาย ให้รู้ด้วยว่าหลวงพ่อกำลังทำอะไร
เพราะฉะนั้นทุกคนก็เหมือนกันนะ เอาปัจจัยมาถวาย ตอนนี้กำลังสร้างลานธรรม ก็มาถวาย ถวายปัจจัยเป็นโป้งของเรา โป้งของคุณยาย โป้งของหลวงพ่อ หลวงพ่อทัตตชีโวของเรานะ ก็เอามาถวายร่วมบุญกัน
แล้วก็ยังนึกถึงช่วงที่ยังไม่ได้เข้าวัด อันนี้ก็คงเล่าไปแล้ว คือเรียนอยู่เกษตร นั่งรถมาด้วยใจที่จรดจ่อว่าเออ ทางเข้าวัดอยู่ตรงไหนนะ จำไม่ได้ จำทางเข้าไม่ได้ จากบางขันธ์นะ เมื่อก่อนจำไม่ได้ ก็พอประมาณตี ๔ ประมาณนั้น เขาก็จะเปิดไฟแถวประตูน้ำพระอินทร์ ประมาณนั้นนะ พอนั่งรถมา เราก็ตื่น ตื่นแล้วมอง มองทางเข้าวัด มองไปมองมา หลับไปเลยนะ เผลอหลับไป พอหลับเสร็จ ฝันเห็นคุณยาย คุณยายเห็นชัดมากเลย ท่านก็มา มาชี้ๆ นั่นแหละ แล้วก็บอกว่านี่เราน่ะ อย่านึกว่าคนเรามีอยู่กายเดียวนะ คนเรามันมีตั้ง ๑๘ กายน่ะ นี่ชัดเลย ชัดมาก ก็ตื่น ตื่นมาหันมาทางซ้าย อ้าว อยู่ตรงสะพานข้ามคลองบางขันธ์นี่เองนะ พอดีเลยนะ นี่ขนาดรถวิ่งเร็วๆ คุณยายยังตามได้เลยนะ ท่านมาบอกในฝันได้
เพราะฉะนั้นเมื่อนึกถึงแล้วก็ คุณยายท่านก็ยังคอยตามดูเราตลอด คอยดูตาม เอ่อ คอยตามดูเราตลอดเลย แล้วก็ไปได้ทุกประเทศ ไปได้ทั่วโลก แล้วก็ไม่มีอะไรจะมาขวางญาณทัศนะของท่านได้ ก็เลยนึกถึงว่าอยากให้ทุกๆ คนช่วงนี้มาเอาบุญกับคุณยายท่านนะ เอาบุญกับคุณยาย ก็เมื่อวันอาทิตย์ก็ได้คุยไปนิดหนึ่งว่ามาเอาบุญกับคุณยายก็อยากให้แต่งชุดขาวกันมา อยากให้แต่งชุดขาวกันมา แล้วก็มาเอาบุญกับท่าน ชุดขาวที่เรามาวัดวันอาทิตย์นั่นแหละ แต่งชุดอย่างนั้น ส่วนใครที่ไปทำงานอะไร ก็เตรียมชุดไปด้วยนะฮะ แล้วก็มาเปลี่ยนที่วัดก็ได้นะ จะได้บุญกับคุณยายท่านทั้งหมดเลย เรามาอธิษฐานจิตอะไร คุณยายก็จะคุมบุญให้
วันอาทิตย์ อาทิตย์ต้นเดือนเลยปีใหม่ไป อาทิตย์ที่ ๗ มกรา ก็อยากให้ทุกคนได้ทำหน้าที่นะฮะ ไปตามเชื้อสายธรรมกายที่ยังมาไม่ถึง ไปตามมาให้มาถึงหลวงพ่อคุณยาย โดยส่วนละเอียดท่านก็ตาม ท่านตามอยู่แล้วนะ โดยหยาบๆ ก็ต้องอาศัยลูกๆ ของท่านที่มาถึงวัดแล้วนี่นะ ไปตามอีกทีหนึ่ง ไปพูดไปบอกไปชวน แล้วเดี๋ยวเขาก็จะมาอีกเยอะๆ เลยนะ โดยเฉพาะอาทิตย์ต้นเดือนที่ ๗ แล้วก็อาทิตย์ เออ ไม่ใช่วันอาทิตย์ แล้วก็วันมาฆะ วันมาฆบูชา ก็อีกประมาณเดือนหนึ่งถัดไปนะ อยากให้ลูกหลานยายทุกๆ คนได้ช่วยกันไปตามเชื้อสายธรรมกายมาด้วยนะ
แล้วก็สมบัติจักรพรรดิอยู่ที่ไหนก็อธิษฐาน อธิษฐานเหมือนคุณยายท่าน สมบัติจักรพรรดิอยู่ที่ไหนนะ ขอบารมีคุณยาย ของหลวงพ่อ ช่วยต่อสายสมบัติให้ลูกด้วย แล้วลูกจะได้เอามา เอามาสร้างบุญบารมีกับหลวงพ่อ ให้เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญโดยง่ายนั่นน่ะ แล้วเราก็จะได้บุญบารมีไปกับท่านไปด้วยนะ ลานธรรมก็จะได้เสร็จเร็วๆ ยิ่งถ้าลานธรรมเสร็จเร็วเท่าไหร่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อยิ่งมีโอกาสได้ปลอดกังวลมากขึ้น ได้หลับตาแล้วก็ทำวิชชา
หลวงพี่ยังจำได้เลยว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บอกเอาไว้อยู่ที่สวนเพชรแก้ว ท่านบอกไว้ว่าเมื่อหลวงพ่อละเอียด ลูกๆ ก็จะละเอียด เมื่อหลวงพ่อหยาบๆ ลูกๆ ก็จะหยาบ แล้วท่านก็พูดอย่างนี้ ๓ ครั้ง เมื่อหลวงพ่อละเอียด ลูกๆ ของหลวงพ่อก็ละเอียด เมื่อหลวงพ่อหยาบ ลูกๆ ของหลวงพ่อก็หยาบ เมื่อหลวงพ่อละเอียด ลูกๆ ของหลวงพ่อก็ละเอียดนะ
นี่ก็หมายความว่าถ้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ ได้ปลอบกังวล แล้วก็ได้ทำวิชชาเต็มนะ เต็มๆ เต็มที่เลยโดยไม่ต้องมา มาห่วงกังวลเรื่องข้างนอก เรื่องการก่อสร้าง เรื่องการหาปัจจัย หลวงพ่อก็มีโอกาสที่จะทำให้ความปรารถนาของลูกๆ ทุกๆ คนสำเร็จได้อย่างอัศจรรย์ แล้วก็เร็วขึ้นนะฮะ เร็วขึ้นอย่างที่เราปรารถนา นั่นก็คือเมื่อหลวงพ่อละเอียด ลูกๆ ทุกคนก็ละเอียดตามหลวงพ่อไป เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะนำเราไปนะ ทั้งหยาบทั้งละเอียดเลย อยากให้ทุกๆ คนได้นึกถึงตรงนี้นะ
ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งนั่งสามล้อไป คุณยายท่านก็ยกนิ้วโป้งให้หลวงพ่อเลยนะ ก็เลยนึกถึงนี่ โป้งประวัติศาสตร์ของเราที่ลานธรรม ท่านนั่งรถไป ท่านก็บอกว่านี่พระหมู คือหลวงพี่อิทธิจินตโก พระหมูนี่ขยันแล้วก็ประหยัด มาดูครัว ยายก็หมดห่วงนะ ยายก็หมดห่วง อีตาดม หลวงพี่อุดมนะ อีตาดมมันก็ขยัน ท่านพูดอย่างนี้นะ ตอนนั้นยังไม่บวชนะ ท่านมาอยู่ด้วย ก็พูดได้ อีตาดมมันก็ขยัน ให้ดูแลกุฏิ ซักจีวรหลวงพ่อนะ แต่มันก็เถียงเยอะไป ไม่เป็นไรนะ คุณยายไม่ถือนะ คุณยายท่านบอกว่ามันขยันนะ ขยันแล้วก็ได้มาดูแลหลวงพ่อ ดูแลกุฏิ แล้วก็ซักจีวร ยายก็หมดห่วง
แล้วก็พูดถึงหลวงพี่สุวิชาโภ บอกว่าท่านสุวิชาโภ อันนี้คุณยายพูดนะ ท่านสุวิชาโภก็ ตอนนั้นดูสมบัติอยู่ หลวงพี่ท่านดูสมบัติอยู่ องค์นั้นก็มาดูสมบัติ หลวงพ่อทัตตะ บอกหลวงพ่อทัตตะก็ นี่ท่านก็มาเทศน์ เทศน์สอน สอนลูกศิษย์ลูกหาอีกเยอะแยะเลย หลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์เก่งนะ คุณยายท่านชมหมดฮะ ชม ท่านชื่นชมแล้วก็ปีติ ท่านปีติมาก
ส่วนหลวงพ่อธัมมะนี่ ท่านไม่ค่อยได้คุยเยอะหรอก ท่านยกนิ้วโป้งให้ดูเฉยๆ นะ ท่านบอกหลวงพ่อธัมมะก็อย่างนี้แหละ อย่างนี้ เรื่องพูดก็ที่หนึ่งเลย ท่านก็ว่าของท่าน ท่านยกนิ้วโป้งให้ นึกไม่ถึงนิ้วโป้งของคุณยายก็ เราก็ได้มาโป้งกัน ตามท่านมา เหมือนท่านบอกอนาคตว่าต่อไปเตรียมโป้งไว้ให้ดีนะ เพราะงั้นโป้งคุณยายนี่ต้องทำให้เต็มนะ หลวงพี่ไม่ทราบว่าเต็มหรือยัง แต่คิดว่าคงยังนะ เอามาโป้งเอาบุญกับคุณยายนะ ลานธรรม แล้วจะได้เต็มเร็วๆ
แล้วที่จริงมันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจดีย์ยังไม่ได้ขึ้นเลยนะ ยังไม่มีโครงสร้าง แล้วได้ขุด ขุดพื้นที่ก็ยังไม่มี ยังเป็นท้องนาอยู่เลยนะ ท้องนา แล้วมันก็เป็นความลับ ก็เล่าให้ฟังแล้วกัน ไม่ลับแล้วแหละ คุณยายบอกความลับไม่มีในโลก คือเวลานั่งสามล้อเสร็จนี่ ท่านอยากมาดูตรงนี้นะ ๒,๐๐๐ ไร่ ท่านอยากมาดู บางทีท่านก็บอกว่าเออ เดี๋ยวเอาสามล้อไปเก็บนะ เอารถยนต์ออกมา แอบไปดู ๒,๐๐๐ไร่หน่อย จริงๆ หลวงพ่อท่านไม่ได้อยากให้คุณยายออกมาดูนะฮะ ท่านก็กลัว เพราะว่าตอนนั้นลูกนาก็ แต่ว่าลูกนาก็จะอยู่สุดด้านโน้นนะฮะ ฝั่งนี้ไม่มีนะ ฝั่งนี้ไม่มี ถนนก็เป็นคลองแอนเรียบตรงนั้น แล้วก็เป็นหญ้ารกๆ แต่ว่ารถพอวิ่งได้ หน้าแล้งรถวิ่งได้ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวพายายไปดู ๒,๐๐๐ ไร่หน่อย ท่านนั่งออกมา เอาสามล้อไปเก็บ นั่งรถออกมา แล้วก็ขับ เลาะไปเลาะไปนี่ เรียบคลองแอนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไปเกือบสุดที่ฮะ ตรงโน้น แล้วท่านก็จะถาม ทางนั้นก็มีแต่หญ้ารก ยังไม่มีอะไร (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ของศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะเลย จะได้เอามาบรรจุสักที นี่คุณยายท่านรอมาตั้งแต่ตอนโน้นนะ ก็อยากให้ท่านสร้างเร็วๆ นะ ยายจะได้เอาของศักดิ์สิทธิ์ในกุฏิยาย พระบรมสาริกธาตุด้วยนะ เยอะแยะไปหมดเลย ท่านบอกว่าไม่รู้มาจากไหน ตั้งแต่หลวงพ่อบวชมานี่ คนเอามาให้เยอะแยะ ท่านพูดอย่างนี้นะ แล้วท่านยังรับประกันว่าของแท้ทั้งนั้นเลยนะ ของแท้ทั้งนั้นเลย แล้วท่านก็รำพึงขึ้นมาว่าไม่รู้ยายจะทันเห็นหรือเปล่า ก็เลยเรียนท่านว่าคุณยายทันเห็นอยู่แล้ว เพราะว่าหลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะสร้างเจดีย์นี่ให้คุณยายได้ทันเห็นแล้วได้ฉลองด้วย ท่านก็เบิกบาน ท่านยิ้มแย้มบอกว่า โอ๊ย แล้วมันกี่ปี มันกว่าจะเสร็จนี่ มันอีกปีกว่าจะเสร็จ คงใช้เงินเยอะเหมือนกัน คือท่านถามเอง ท่านก็ตอบเอง
แล้วก็บอกว่าแต่ยายว่านะ จะเสร็จหรือเสร็จช้านี่มันอยู่ที่เงินน่ะแหละ ถ้าเงินเยอะมันก็เสร็จเร็ว ถ้าเงินน้อยมันก็เสร็จช้า แล้วท่านก็พูดว่าเอ้ายายจะสู้กับหลวงพ่อนะ จะสร้างเจดีย์ให้เสร็จให้เร็วที่สุดเลย แล้วก็นั่งรถพาท่านกลับนะ แล้วคุณยายท่านก็บอกว่าจะช่วยบอกบุญสร้างเจดีย์ แล้วคุณยายท่านก็ได้ฉลองเจดีย์ไปแล้วนะ เมื่อต้นปี
บางวันท่านก็มาอีก บางวันก็แอบมาอีกแล้ว คือแอบมาคือ คือ บางทีท่านก็บอกไปเอารถมาเลย ก็เอา ก็รับท่านมา หญ้ามันก็รกๆ ที่ ๒,๐๐๐ ไร่ยังไม่ได้ขุดเลยน่ะ คูด้านในน่ะ คูด้านในที่ของเรายังไม่ได้ขุด หญ้ามันก็รก คุณยายท่านก็เป็นอย่างนี้แหละนะ ท่านบอกว่ามันที่ของเราใช่ไหม บอกใช่คุณยาย เอ๊ะเราจะทำยังไงดี ให้รู้ว่าเป็นที่ของเรา สงสัยต้องปลูกต้นไม้ แน่ ปลูกต้นไม้อีกแล้ว แล้วปลูกต้นอะไรดีนี่ ท่านก็บอกว่าบางบ้านเขาปลูกมะขามเทศ ทำเป็นรั้วได้ ท่านบอกว่าเออ มะขามเทศก็แล้วกัน เอามาปลูก ไปหามะขามเทศมา ก็มาปลูก
จริงๆ ถนนเลียบคลองแอนที่เรานั่งรถมาสมัยก่อนนะฮะ ยังไงเดี๋ยวก็ต้องโดนกลบอยู่ดีแหละ เพราะว่าจะขุดข้างใน กลบออกไป ออกไป แต่คุณยายให้ปลูก เราก็ปลูก ก็เอามะขามเทศมาปลูก ก็แอบมาหลายๆ วันเหมือนกันแหละ ปลูกๆๆ แต่พอหน้าแล้งก็ตายหมด ตายหมด ตรงนั้นมันแล้งมาก แล้วสุดท้ายก็ สุดท้ายก็โดนขุด คลองอันใหม่ก็ขุดกัน ดินก็ไปทับ ทับ แล้วก็ตายหมดเลยนะ ก็เตรียมใจเอาไว้แล้วนะว่ายังไงก็ตามโดนดินทับตาย แต่ก็ต้องปลูกไปก่อน ปลูกให้คุณยายท่านได้ดีใจว่านี่ ที่ตรงนี้เป็นที่ของเรา ที่ของเราอยู่ตรงนั้น
แล้วบางทีก็ อันนี้แอบอีกแล้วนะ มองฝั่งนี้ท่านก็ดู ท่านบอกแล้วฝั่งโน้นล่ะ คืออยู่ตรงถนนด้านนี้ใช่ไหม คลองแอน ถนนมันมีแค่คลองแอนกับคลองสอง ทางโน้นไปได้ไหม มันก็ไปได้คุณยาย แต่ถนนมันไม่ดี ท่านบอกไป ไปดูหน่อย ก็ไม่รู้จะเรียนท่านยังไง ไม่อยากให้ท่านไป แต่ก็กลัวท่าน ก็เลยบอกว่าถนนมันไม่ค่อยดี ท่านบอกไม่เป็นไร นั่งรถยนต์ไป ก็ไป อ้อม อ้อมออกข้างนอก ไปทางคลองสอง คลองสองเข้าตรงโน้น ตรงสะพาน แล้วก็ขับ เกือบไปเกือบถึงตะวันธรรม ท่านก็ดู ขับไป ท่านบอกที่มันสุดตรงไหนล่ะ ของเรา ก็สุดตรงด้านสวนตะวันธรรมตรงนั้น พอสุดทางก็ย้อนกลับ
พอย้อนกลับมานี่ ทางขวามันก็เป็นคลองสองใช่ไหม ทางซ้ายมันก็เป็นเสาไฟฟ้า ถัดมาหน่อยหนึ่งก็เป็นที่ของเรา มันก็รกอีกนะ มันก็รกๆๆ มีต้นทั้งต้นพุทธา ต้นมะขามเทศ ต้นอะไรมันก็ขึ้นกันน่ะ ขึ้นมาตั้งนานแล้ว ท่านเห็นท่านก็อีกแล้วนะ ท่านก็บอกว่าอันนี้มัน มันที่เราหรือเปล่า หลวงพี่ก็เผื่อไป หลวงพี่ก็บอกว่าได้ข่าวว่าเมื่อก่อนที่เราอยู่กลางคลองแน่ ตอนนี้ย่นออกมาเหลือติดถนน ก็บอกท่านอย่างนั้น
ยายบอก อ้าว งั้นไอ้ที่รกๆ มันก็ที่เราซิ บอกใช่ รกไม่ได้นะ ที่เรามันต้องเตียน เสร็จแล้วก็เลยเล็งไปที่เสาไฟฟ้าก่อน เสาไฟฟ้าก็เป็นที่ของหลวงเขาแหละ ต้นมันก็ขึ้น ทั้งหญ้าคา พุทธา มะขามเทศ จำได้ ๓-๔ อย่าง ขึ้น แล้วถนนจะเป็นลูกรัง ไปถอน เราบอกว่าคุณยายอย่าลงนะ ไม่ให้ลง บอกไม่อยากให้คุณยายลง คุณยายนั่ง นั่งเชียร์ในรถ เดี๋ยวผมลงไปถอนเอง ก็ล็อคประตูด้วย แต่กระจกไม่ได้ล็อคหรอก ล็อคแต่ประตู ก็ลงไปถอน แต่มันก็ประมาณ ๙ โมง ๑๐ โมง ร้อนเหมือนกัน ถอนๆ ไปสักพักหนึ่ง มันถอนไม่ออก รากมันแน่น ถอนไม่ออก ดึงก็ขาด ดึงก็ขาด แล้วก็แดดมันก็ร้อน แล้วคุณยายท่านก็ขี้สงสารอยู่แล้ว ท่านก็บอกเฮ้ยมันร้อนนะ กลับเถอะ ท่านเห็นท่าทางเหนื่อยหน่อย ท่าทางเหนื่อยหน่อย ท่านก็ ท่านก็สงสารแล้วล่ะนะ เฮ้ย กลับเถอะ แดดมันร้อน
เดี๋ยววันหลังเอาตาดมมาช่วย เวลาทำอะไรเหนื่อยๆ นะ ท่านจะนึกถึงหลวงพี่อุดมทุกที เพราะท่านรู้ว่าหลวงพี่อุดม หลวงพี่อุดมแข็งแรง ขยันนะ ไป ตาดม วันหลังเราไปเอาตาดมมานี่ เพราะท่านเวลาทำงานอะไรที่ขยันๆ แล้วต้องใช้แรงเยอะๆ ท่านจะนึกถึงหลวงพี่อุดมทุกทีนะ
วันหลังก็ไปอีก เอาจอบที จอบมันก็ด้ามไม่ยาว ก็โชคดีไป ใส่ท้ายรถเบ๊นส์ได้นะ เปิด ใส่ท้ายเข้าไป นั่งรถเบ๊นส์ไป ข้างหลังใส่จอบ ไปเลย ชวนหลวงพี่อุดมไปด้วย หลวงพี่อุดมท่านก็ขยัน ท่านก็ไหน หลวงพี่อุดมนั่งหลังนะ หลวงพี่ก็ขับไป พอไปถึงตรงคลองสอง ลงไป ห่างจากแยกคลองสองประมาณ ประมาณร้อยเมตรนะ ประมาณนี้ ก็จอดแถวๆ นั้น หลวงพี่อุดมก็เอาแล้วนะ ท่านก็ไหนล่ะ ไหนล่ะ ตรงไหนที่จะให้ถอน คุณยายก็บอก นี่ไง อยู่แถวเสาไฟฟ้า หลวงพี่อุดมบอก โฮ้ย นี่มันที่ของหลวง จะไปทำทำไม นะ คุณยายท่านก็เอาเลย ที่ของหลวงมันก็ติดของเราน่ะแหละ ถอนอยู่ดีแหละนะ แล้วหลวงพี่อุดมก็เลย ก็ต้องลงมา ช่วยกันขุด ขุดๆๆ ขุดๆ ถอนๆ ขุดๆ ถอนๆ ถึงเวลา ถึงเวลากลับ
ไอ้นี่ไง ที่คุณยายท่าน บางทีท่านก็บอกว่าตาดมชอบเถียง แต่จริงๆ หลวงพี่อุดมท่านไม่ได้เถียง ท่านบอก ท่านบอกความจริงนะ ท่านก็บอก บางทีท่านก็นึกในใจอะไรอย่างนี้ แต่คุณยายท่านก็จะรู้ว่าคิดอะไรอยู่ คือเรื่องของเรื่องคือจะไม่ยอมขุดนั่นเอง แต่คุณยายท่านไม่ได้หรอก บอกถึงที่หลวงมันก็ติดเราอยู่ดี ลงไปขุด
พอขุดๆ ไปนี่ บางทีท่านก็บอกว่ามันอีกนานไหมนี่ กว่ามันจะสุด บอกอีกนานคุณยาย ๓ กิโลมั้ง หลวงพี่ก็เดาเอานะ มันยาวประมาณ ๓ กิโล ตอนนี้ได้เสาไฟฟ้าเดียวเองนะ บอกโอ๊ย ไปกลับก่อน เดี๋ยววันหลังเราไปชวนเด็กวัดมา คุณยายท่านวางแผนให้เสร็จเลยนะ เฮ้ยวันหลังเราไปเอาเด็กวัดมา เด็กวัดคืออุบาสก เดี๋ยวบอกว่าชวนมันมาเที่ยว แต่ให้มันเอาจอบมาด้วยนะ เออ คุณยายท่าน แล้วท่านก็เบิกบาน แล้วท่านก็ไม่ลืมนะ พอรุ่งเช้ามานะ บอกเฮ้ย เฮ้ยเราไปชวนเด็กวัดไปด้วยนะ วางแผน วางแผน ไปชวนมันไปเที่ยวหน่อย ไปเที่ยวคลองสอง แต่ให้มันเอาจอบไปด้วยนะ ให้มันขี่จักรยานไปเอง เรานั่งรถยนต์ไป ก็ไป แล้วท่านก็เบิกบาน อุบาสกก็ไปช่วยกันขุด แต่ขุดได้นิดเดียว มันก็เลิก เพราะว่าก็มีเหตุว่าคุณยายก็มีเหตุว่าไม่กล้าพาท่านมา ก็บอกท่านมาไม่ต้องไปหรอก ก็พยายามอยากจะบอกท่าน ค่อยๆ บอก คุณยายท่านก็ไม่ได้ไปอีก ไม่ได้ไป เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สถาน สถานการณ์ตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ก็เลยไม่ได้ออกไป
ก็เล่าให้ฟังว่าคุณยายท่านรักมาก ที่ ๒,๐๐๐ ไร่ แล้วท่านก็จรดจ่อ ท่านไม่ยอมให้รกหรอกนะ ถ้าตรงไหนปลูกต้นไม้ได้ ท่านก็ให้ปลูก อย่างที่เล่าให้ฟัง ต้นทรงบาดาล ดอกเหลืองๆ ท่านก็ให้ปลูก เข้ามาจากหน้าวัด ถ้าหันหน้าเข้าโบสถ์ ขวามือเป็นลานจอดรถ สุดลานจอดรถมันก็จะเป็นพื้นดินว่างๆ หญ้ารกๆ ท่านก็ให้ปลูกต้นไม้นะ เป็นทรงบาดาลดอกเหลืองๆ ก็ไปปลูกกัน แล้วคุณยายก็จะพาไปดูตรงนั้น แล้วทุกครั้งเวลาไปรดน้ำต้นไม้แถวนั้น ท่านก็จะให้เลยไปดูประตูสแตนเลสนั่นแหละ ประตูกันกิเลสของคุณยาย ท่านก็จะไปจับ ไปจับไปชื่นชม ชื่นชมว่านี่ประตูยาย บอกบุญมา บอกเป็นล้านเลยนะ นี่ประตูยาย แล้วคุณยายท่านก็จะเบิกบาน
พูดถึงช่วงนั้นแล้วก็จะเห็นบรรยากาศของคุณยายว่ามีความเบิกบานมากนะฮะ ท่านมีความสุข นั่งรถสองล้อไปตรงไหน ท่านก็จะบอกตรงนี้ยายก็สร้าง หลังนี้ไปบอกคุณพวงมา หลังโน้นไปบอกคุณเรณูมา คุณหญิงโมฬีมา อะไรท่านก็จะบอก บอกๆ มา ท่านจะนึกถึงบุญ แล้วเวลานั่งสามล้อไป ไก่มันก็มาเต็มไปหมด ไม่รู้มันมาจากไก่ไหน ไก่ป่า ใหม่ๆ ก็ทำเป็นครัวก่อน พอได้กินข้าวไม่กี่วันนี่ โอ้โฮ นึกถึงไก่ ๕๐ ๖๐ ตัว วิ่งตามสามล้อ วิ่งตึกๆๆ นะ ใหม่ๆ ไก่ยังกลัวนะ ไก่ป่า เพราะไก่ป่าบินสูง มันอยู่บนยอดไม้ เวลานอน แต่เวลาไปกับคุณยายนี่ เลี้ยงข้าวบ่อยๆ เข้า แค่เห็นสีแดง ไกลๆ รู้แล้วนะ มาแล้วสามล้อคุณยาย มา ก็วิ่งมารอข้างถนน บางตัวยืนรอเฉยๆ กลัวไม่ทันกินเขา วิ่งใส่สามล้อเลยนะ วิ่งย้อนมา พอวิ่งย้อนมา เราขี่เลยไป มันก็วิ่งตามหลังไปอีก
แล้วคุณยายก็บอกว่าเฮ้ย เราเลี้ยงมันสักทีซิวะ มันวิ่งมายังปล่อยให้วิ่งตามอีก อะไรอย่างนี้ ก็เลยเรียนท่านว่าไม่ได้หรอก ต้องให้มันกินเป็นที่นะ เดี๋ยวมันไปทั่วนะ ก็เบิกบานดี จนไก่บางตัวคุ้นมาก ก็ขึ้นมากินบนมือ บินขึ้นมากินบนมือ ตัวเล็กๆ แย่งเขากินไม่ไหว แล้วมันก็คงรู้คุณยายท่านมีเมตตามาก ขึ้นมากินมือคุณยาย ยืนอยู่บนเบาะ อานสามล้อ มันก็กินในมือได้ ไก่ตัวผู้บางตัวก็กลัว บางตัวก็กระโดดขึ้นมากินบนสามล้อเลยนะ แล้วไก่ก็เชื่องหมดเลยนะ ไก่ป่านี่กลายเป็นไก่วัดหมดเลยนะ เบิกบานมาก
อย่าว่าแต่ไก่เลย นกยูง ใครมาสมัยก่อนจะมีนกยูง ๔-๕ ตัว นี่ก็คุ้นกับสามล้อมากๆ บางทีเกาะอยู่บนแท้งค์น้ำ แท้งค์น้ำอาคารยามา นั่งสามล้อมานี่ ดีดกระดิ่งนิดเดียว มันบินลงมาเลยนะ บินปุ๊ปลงมา มารออยู่หน้าสามล้อเลย มากินข้าว กินถั่วทอด ชั้นสูงหน่อย นกยูง กินถั่ว กินขนมปัง แล้วข้าวเขาก็กินได้เหมือนกัน แต่ปากเขางอๆ กินไม่ได้ ไม่เหมือนไก่ บางทีกินข้าวไม่ได้ ก็กวนไก่ แผ่รำแพนกวนไก่อย่างนั้นแหละ มันก็เป็นภาพแห่ง แห่งความสุขนะ จนกระทั่งยายท่าน คุณยายท่านเลยบอกว่านี่ตอนแรกว่าจะเอานิดเดียว มันก็ใหญ่ออก ใหญ่ออก ใหญ่ออก ยายนี่ไม่รู้หนังสือนะ แล้วก็มาสร้างวัดให้พระให้ลูกศิษย์จบปริญญานี่มาอยู่กันได้ ให้หมูหมากาไก่ ภาษายาย ให้หมูหมากาไก่ได้อาศัย แต่หมูไม่มีหรอกนะ เป็นคำๆ เฉย ให้กา กาก็ไม่เห็นเท่าไหร่ มีไก่ หมา สุนัขก็ มันก็หลงมาเหมือนกัน เราพยายาม ไม่อยากให้เข้ามา เพราะว่านี่ได้มาอาศัยร่มเงาของท่านนะ ร่มเงาของคุณยาย แล้วท่านก็จะเบิกบาน
แล้วเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราจะนั่งหลับตา ก็ ก็เอามาบอกอีกนิดเดียวว่าเวลากันเองอย่างนี้นี่ คุณยายท่านก็จะพูดอย่างที่หลวงพี่เล่าให้ฟัง แบบลูกแบบหลาน คุยกัน แต่เวลาคุณยายท่านรับแขก หรือเวลานำนั่งธรรมะนี่ เสียงคุณยายท่านเพราะนะ เพราะมาก ทุกๆ คนนึกถึงบุญนะ ทุกๆ คนก็นึกถึงบุญ ยายจะคุมบุญให้ ทำใจสบายๆ นึกถึงบุญ คุณยายท่านจะพูด เสียงท่านก็ออกมาจากข้างใน ไหนใครเคยมานั่งกับคุณยาย ก็คงจะจำได้ใช่ไหมฮะ
ก็มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่นั่ง นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งข้างๆ เก้าอี้ของคุณยายท่านนั่งหลับตา ตอนนั้นก็นั่ง นั่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นั่งนึกถึงคุณยาย ไม่รู้จะทำยังไง ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องจริงๆ นั่งๆ ก็นึกถึงแต่คุณยายอย่างเดียว นึกแต่คุณยาย คุณยาย ขึ้นมา ขึ้นมา ไม่น่าเชื่อนะ พอลืมตามา คุณยายหันมามองแล้วท่านยิ้มให้ เพราะปกติท่านนั่งก็จะคุยกับเจ้าภาพที่อยู่ข้างหน้า เวลาคุมธรรมะให้ ท่านก็จะลืมตาคุย แต่วันนั้นไม่ทราบว่ายังไง ก็นั่งนึกถึงท่าน พอท่านลืมตามา ท่านก็มอง หันมามอง แล้วท่านก็ยิ้มให้
วันหลังถึงมาทราบนี่ ถึงมาทราบทีหลังว่าอ๋อ ครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ คุณยาย หลวงพ่อธัมมะของเรา ถ้าเรานึกถึงท่านอยู่ตรงกลาง เห็นไม่เห็นไม่เป็นไร นึกไปเถอะ ชัดไม่ชัดไม่เป็นไร นึกถึงท่านไปเรื่อยๆ ท่านทราบหมด ท่านก็ทราบหมด แล้วท่านจะคุมบุญให้เราได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นทุกๆ ท่านนี่นะ มานึกถึงคุณยายท่าน ให้ท่านคุมบุญให้ แล้วก็จะได้อธิษฐานจิตในภายหลัง ตั้งใจนึกถึงคุณยายกันทุกๆ คนนะ เดี๋ยวนั่งธรรมะกัน
ทุกๆ คนก็อย่าลืมนะ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้สอนเอาไว้นะ ปรับกายหยาบให้สะอาด กายหยาบของเราให้โปร่งเบา เหมือนไร้น้ำหนัก ปิดเปลือกตาเบาๆ แล้วอาราธนาน้อม อาราธนาคุณยาย ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ท่านใดที่นิ่งได้อยู่แล้ว ก็นิ่งๆ ของเราไปตรงกลาง นิ่งยังไม่ได้ เราก็นึกถึงท่านให้ต่อเนื่อง จำคุณยายให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ชัดแค่ไหนเราก็พอใจแค่นั้น ทำให้สบายๆ ทำอย่างสบายๆ เบาๆ เผลอไปเราก็เริ่มใหม่ ตรึกถึงคุณยายอยู่ตรงกลาง นึกถึงคุณยายท่านอย่างสบายๆ อยู่ตรงกลาง ในสำนึกลึกๆ ว่าอยู่ตรงกลางอย่างสบายๆ กันทุกๆ คนน่ะนะ
สัพเพ……
หน้า PAGE 14
431227FW-AAT