ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ศิษย์เอกของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสุทธิชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ นมัสการพระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรผู้นำบุญ ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้เห็นพวกกัลยาณมิตรทุกท่าน พวกเราทุกคนได้มาร่วมงานมุทิตาสักการะในวันครบรอบ ๖๐ ปีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวอย่างมากมายคับคั่ง ก็น่าชื่นใจ ขออนุโมทนาบุญทุกท่านด้วยนะ (สาธุ) ก่อนที่จะได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ ก็อยากจะขอโอกาสมาได้เล่าเรื่องราวที่ประทับใจ ที่มีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อสักหน่อย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ท่านได้กล่าวชื่นชมพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ในที่ประชุมกัลยาณมิตรเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ปกติพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านจะอยู่ข้างหลัง แต่พอมีศึกหรือหมู่คณะมีภัย ท่านจะมาอยู่ข้างหน้า และถ้าไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว วัดพระธรรมกายก็คงไม่ยั่งไม่ยืนหยัดมายืนยาวมาได้ถึงขณะนี้ ท่านก็บอกอีกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเป็นทุกสิ่งของวัดพระธรรมกาย ฟังแล้วก็รู้สึกว่าประทับใจนะในข้อสรุปทั้งหมดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวไว้ ตัวหลวงพี่เองนะ เข้าวัดมา มาอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๑ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ก็ประทับใจท่านที่ท่านได้ปลงผมให้ นั่นประทับใจครั้งที่ ๑ ประทับใจมากเพราะท่านบอกว่าหัวนี่ ผมแข็งคงจะดื้อน่าดูนะ ประทับใจแล้วล่ะเจอครั้งแรกนะ พอได้มีโอกาสเข้ามาเป็นอุบาสกประมาณปี ๒๙ นะ มาเป็นอุบาสกปี ๒๙ ก็ได้โยมพี่สอง วัชระศรีโรจน์นี่แหละนะ พาไปฝากเนื้อฝากตัวกับหมอประสิทธิ์ ให้ไปเรียนนวดนะ ไป ๒ คนกับพระอาจารย์สุรัตน์ อัคคะตะโน ให้ไปเรียนนวด ก็ได้วิชานวดนี่แหละทำให้ได้มีโอกาสได้ไปรับใช้ครูบาอาจารย์ ก็ต้องขออนุโมทนาบุญโยมพี่สองด้วยนะ ก็ได้มีโอกาสไปเข้ารับใช้ครูบาอาจารย์ ช่วงเวลาที่รับใช้ครูบาอาจารย์คือหลวงพ่อทัตตชีโวนั้นนี่ ก็ทำให้ได้รู้ปฏิปทาของท่าน ได้ซาบซึ้งสิ่งที่ท่านได้ทุ่มเท เสียสละเพื่อหมู่คณะ เพื่อวัดพระธรรมกายและพระพุทธศาสนา เราก็จะมีหน้าที่อุปัฏฐากท่านคือนวด จำได้ว่าได้ไปนวดหลวงพ่อทัตตะที่กุฏิท่าน บริเวณประตู่ ๓ ที่อยู่ภายในวัด กว่าจะนวดท่านได้นี่ก็ต้อง ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนนะฮะ นวดเสร็จก็เที่ยงคืน ตี ๑ กว่าท่านจะจำวัด ก็โน่นแน่ เที่ยงคืนขึ้นไปหรือตี ๑ แล้ว พอตอนจำวัดก็จะเห็นกิจวัตรของท่านคือจะสวดมนต์ นั่งสมาธิก่อนจำวัด นั่งสม่ำเสมอ ไปนวดท่านระยะเวลาช่วงอย่างนี้เกือบปี เกือบปี แรกๆ ก็ไปนวดกับหลวงพี่อัคคะ ๒ องค์ ตอนหลังก็สลับคนละวันนะ ตอนหลังก็ขอย้ายมานวดกลางวันแทน (หัวเราะ) คือมันดึกกันมาเป็นปี มันจะไม่ไหวนะ แต่แปลก ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแข็งแรงจังเลยนะ แล้วท่านมีอยู่วันหนึ่งท่านก็รำพึงนะ รำพึงขณะที่นวดอยู่สบายๆ ท่านบอกว่า เอาภาษาของท่านนะ สุงเอ๊ย กูนี่นอนก่อนเที่ยงคืนนี่ ๒๐ ปีที่สร้างวัดมานี่ นอนก่อนเที่ยงคืนนี่นับวันได้ เราฟังแล้วนี่ โอ้โฮ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถึงแบบ เสียสละ ทำไมท่านถึงแบบทุ่มเทสุดชีวิตสุดฤทธิ์สุดเดชอย่างนี้ แล้วการที่นอนอย่างนี้เป็น ๒๐ ปี ตอนนั้นที่หลวงพี่ได้ยินท่านคือตอนนั้นประมาณเกือบ ๒๐ ปีแล้วนะ ฟังแล้วทำให้มีความรู้สึกว่าโอ้โฮ ครูบาอาจารย์อย่างนี้นี่จะหาที่ไหน จะหาที่ไหน จะหาครูบาอาจารย์ที่ทุ่มเทเสียสละอย่างนี้เพื่อประโยชน์สุขแก่หมู่คณะ กับชาวโลกนี่หาได้ยากยิ่ง ในใจก็นึกว่าเราจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง แต่ตอนนั้นก็ได้คือนวดนะ แล้วพอมาอีกช่วงหนึ่งนะ ที่เก่าเวลาเดิม ท่านก็รำพึงอีกว่า ถ้าหลวงพ่อนะมีลูกศิษย์เก่งๆ สัก ๑๐ คนนะ ประเทศไทยไม่พอกูเผยแผ่หรอก ท่านว่างั้นนะ ประเทศไทยนี่ไม่พอกูเผยแผ่นะ ท่านคงจะสบายอกสบายใจ เส้นกำลังคลาย ก็ได้รำพึงขึ้นมา โอ้โฮ พอมาฟังคำนี้แล้ว มันเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจเลยว่าโอ้โฮ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อถึงมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้นะ จะเผยแผ่ทั่วประเทศเลยหรือนี่นะ เพราะตอนนั้นวัดเราก็ยังไม่ใช่วัดใหญ่อะไรมาก เล็กๆ นะ โอ้โฮ จะเผยแผ่ทั่วประเทศเลย เราก็มานั่งนึกว่าแต่เดิมนี่เราเองมาอยู่วัด ใหม่ๆ มาอยู่วัดนี่ ก็คิดว่าเออมาอยู่วัด มารับใช้พระนะ มาอุปัฏฐากพระ มาช่วยงานอบรมธรรมทายาท จะได้มีเวลามานั่งสมาธิ เผื่อไปช่วยพ่อแม่อย่างคุณยายบ้าง ก็คิดอย่างนั้น ก็ไม่ได้คิดว่าจะมารับใช้งานพระศาสนาอะไรที่มันมากมายอย่างนี้ แต่เนื่องจากว่าปฏิปทาของหลวงพ่อที่ท่านได้ทำให้เราดูนี่ มันไปกระตุ้นจิตใจสำนึกข้างในทำให้เรามีกำลังใจมีไฟ มีไฟในการสร้างบารมีเกิดขึ้น เราคิดว่าถ้าเราปล่อยให้หลวงพ่อท่านหนักอยู่อย่างนี้องค์เดียวแล้วนี่ สักวันหนึ่งท่านคงสุขภาพคงจะแย่ลงแย่ลง แทนที่ท่านจะมีอายุยืนยาวเกินร้อยห้าสิบปี อาจจะไม่ถึง ก็เลยคิดว่าจะทำยังไง จะช่วยยังไงหลวงพ่อได้ หลวงพ่อของเราจะได้มีสุขภาพแข็งแรง นอนเร็วๆ สุขภาพแข็งแรง แล้วก็จะได้อยู่เป็นต้นบุญต้นแบบเป็นที่พึ่ง คอยสั่งสอนกวดขันเราให้นานที่สุดนะ ก็คิดอย่างนี้ ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการสร้างบารมีขึ้นมาทีเดียว เพราะงั้นการใกล้ชิดครูบาอาจารย์นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ อันนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจเรื่องที่ ๑ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่ประทับใจท่าน เกี่ยวกับเรื่องท่านนี่มีความเพียรพยายามนะ ที่จะพร่ำสอนลูกๆ นะ พร่ำสอนลูกๆ พร่ำสอนสาธุชนนะให้เป็นนักสร้างบารมี หลวงพ่อท่าน ท่านนี่ หลวงพี่มีความรู้สึกว่าท่านนี่รู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกลนะ ความรู้ของท่านนี่ โอ้โฮ มากมายมหาศาล ทำไมรู้สึกอย่างนั้น ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งนะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนท่านอายุครบรอบ ๕๐ ปี ตอนนั้นยังอุปัฏฐากท่านอยู่ ท่านก็ขออนุญาตหลวงพ่อธัมมชโยว่าอายุครบรอบ ๕๐ ปีแล้วนี่ ที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปีที่มาสร้างบารมีไม่เคยพักเลยนะฮะ สร้างบารมีทุกวัน ไม่เคยพักเลย เวลาพักก็แทบไม่มี ยิ่งยุคนั้นนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเรานี่ต้องสละไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรมให้พวกเราทุกคนนี่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างในปัจจุบันนี้ หาสถานที่ปฏิบัติธรรม ต้องท่องไปในที่ที่เป็นสัปปายะในการปฏิบัติธรรม เพราะงั้นช่วงนั้นนี่หลวงพ่อทัตตชีโวต้องรับภาระทุกอย่างนะ รับภาระทุกอย่าง เวลาพักก็แทบไม่มี ใครมีปัญหาจะเป็นลูกในวัด นอกวัด ก็จะมุ่งมาอยู่ที่หลวงพ่อทัตตชีโวนี่แหละ จะมีศึกอะไรนักหนาอะไร ก็จะมุ่งมาที่หลวงพ่อทัตตชีโวนะแหละนะฮะ แล้วไม่ใช่ว่าท่านนอนดึกแล้ว ท่านจะตื่นสายนะ ท่านก็ต้องตื่นเช้าเป็นแบบอย่างให้ลูกๆ กลางวันก็ต้องรับภาระมากมาย เพราะงั้นในชีวิตการสร้างบารมีของท่านนี่แทบไม่ได้พักเลยนะ แทบไม่ได้พักเลย ท่านขออนุญาตหลวงพ่อธัมมชโยว่าขอไปทบทวนนะสิ่งที่ได้ฝึกฝนตนเอง ได้สร้างบารมีมาในตลอด ๒๐ ปี ขอเวลาสักเดือนหนึ่งนะ แล้วท่านก็เลยไป ไป ก็ไปที่นี่ที่เขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรี บ้านเกิดของท่าน ก็โชคดีก็เอาเราไปด้วย อุปัฏฐากไป ๒ คน มีหลวงพี่แล้วก็มีอุบาสกพาวัน คงสาคร ที่ปัจจุบันอุปัฏฐากหลวงพ่อธัมมชโยอยู่ตอนนี้ ก็ไปด้วยกัน อยู่ที่นั่นในแพโอ้โฮ มีความสุขตามประสาพ่อลูกนะ เอาแพอยู่กลางน้ำ เหมือนไปอยู่กลางน้ำเลยนะ แล้วก็อุปัฏฐากท่าน วันๆ หนึ่งในแพนี่ เช้ามาตี ๕ ท่านก็นั่งสมาธิ เสร็จแล้วพอ ๗ โมงเช้า เราก็ถวายอาหารสุดฝีมือของเรา ถวายอาหาร ไม่ว่าท่านจะฉันได้หรือเปล่า (หัวเราะ) ถวายอาหาร พอถวายอาหารเสร็จ ท่านฉันเรียบร้อย ท่านก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง จนกระทั่ง ๙ โมงเช้า เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิต่อ พอเพลก็ฉัน ฉันเสร็จเที่ยง ก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังอีก พอถึงบ่ายโมงครึ่งประมาณ ก็นั่งสมาธิต่อ ๕ โมงเลิก ท่านก็สรงน้ำสรงท่าของท่าน มาฉันน้ำปานะ เสร็จแล้วก็เล่านะ จนกระทั่ง ขออภัยนั่งสมาธิก่อน เลิก ๓ ทุ่มก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังอีก ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม เล่าอย่างนี้ทุกวันเลย ๑ เดือน ไม่รู้เอาอะไรมาเล่าเยอะแยะมากมาย เราก็มีความรู้สึกว่า โอ้โฮ เราก็นึกว่าเราก็พอจะเก่งอะไรบ้างนะ พอมาอยู่กับหลวงพ่อทัตตะ ๑ เดือนนี่ ความเก่งไม่เหลือสักกะอย่างเลยนะฮะ เหมือนกบในกะลาครอบ อย่าว่าแต่ในกะลาครอบที่เราจะรู้เลย ในกะลา ในกะลาครอบยังรู้ไม่หมดเลย แม้กระทั่งตัวเราเองนี่ ก็ยังไม่รู้เลยเรื่องการรักษาสุขภาพอะไรทั้งหลายนี่ เรายังรักษาสุขภาพไม่เป็นเลย หลวงพ่อก็คอยสอนหมดทุกอย่าง ฉะนั้นจึงมีความรู้สึกว่าโอ้โฮ หลวงพ่อของเรานี่ท่านรู้เยอะจริงๆ นะฮะ รู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล รู้ลึกขนาดไหน รู้ลึกขนาดว่าเห็นอะไรแล้วนี่ สาวไปหาเหตุได้ มีนี่อุบาสิกาที่วัดอยู่คนหนึ่ง เขาไม่สบาย เป็นโรคภายใน ก็ หลวงพ่อเห็น เอ๊ะไม่เข้า ดูไม่ค่อย ก็เลยเรียกมาเป็นยังไงบ้าง ก็เห็นเขาเดินเอวบิดไปบิดมา หลวงพ่อบอกว่าเอ็งไปทำอะไรมาวะ ก็สาวไปเรื่อยนะ ไล่ไปไล่มา ท่านก็บอกว่าเอ็งไปเอาจักรยานมาให้ข้าดูซิ ปรากฏว่าจักรยาน อานนี่ น้อตหลุด พอน้อตหลุดปุ๊ป มันก็จะเอียงไปข้างหนึ่ง ก็นั่งขี่ไปอย่างนั้นแหละ เป็นปีจนกระทั่งตะโพกมันปรับไปเข้ากับอานพอดี ก็เลยบิดไปข้างหนึ่ง มันก็เลยมีผลต่อระบบในท้องนะ ท่านโอ้โฮ สาวนะฮะ สาวไปเจอต้นตอเลยนะ เอ้ายกตัวอย่างแค่อันเดียวพอ ไอ้รู้ไกลนี่ เพิ่งเจอข้อพิสูจน์เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง มีรองผู้ รองสารวัตรคนหนึ่งอยู่ลาดหลุมแก้วนี่ วันนั้นมาเลี้ยงพระ มาถวายภัตตาหารบอกว่าเออ บอกพระอาจารย์ที่อยู่รับมอบของที่ระลึกบอกว่าตอนนี้ผมเป็นรองสารวัตรอยู่ที่ลาดหลุมแก้วครับ ผมเป็นธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๓ ครับ ผมยังจำได้ว่าหลวงพ่อทัตตะนี่ทำนายบอกผมไว้ว่าคุณน่ะต่อไปจะได้เป็นตำรวจ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมนี่ ผมยังเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหงอยู่เลย ยังไม่มีแววจะได้เป็นตำรวจเลย เอ๊ะท่านบอกว่าต่อไปคุณจะได้เป็นนายตำรวจนะ รู้ไกลเหมือนกันว่า รู้ตอนนี้ มองถึงอนาคตได้ นี่แล้วนี่ท่านนี่จะรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกลนะ แล้วท่านก็มีเมตตากับลูกๆ มากนะฮะ ปกติแล้วนี่ท่านจะค้นคว้าพระไตรปิฎกนะ ค้นคว้าพระไตรปิฎกเพื่อที่จะเอามาฝึกลูกๆ มาฝึกสาธุชนทั้งหลายนี่ ท่านไปค้นอะไรมาแล้วนี่ ท่านมาลองศึกษามาฝึกเอง ลองดู พอเข้าใจแตกฉานแล้วท่านจะมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง แล้วการเล่าของท่านนี่ไม่มีเบื่อไม่มีหน่ายเลย เทศน์ซ้ำๆๆ ไม่รู้กี่สิบรอบนะฮะ หลวงพี่ว่าบางเรื่องก็เป็น เยอะมากฮะ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านไม่เคยเบื่อเลยนะ แรกๆ สมัยก่อนโน้นนี้จำได้คนดีที่โลกต้องการ ไม่โง่ ไม่แสบ ไม่แล้งน้ำใจ ใช่ไหม พวกเราสมัยแรกๆ ท่านจะเทศน์เรื่องนี้นะ แล้วพอหมดเรื่องนี้ อีกยุคหนึ่งก็จะมาเทศน์เรื่อง ขออภัย ตอนนั้นมงคลชีวิต ตอนหลังไม่โลภ ไม่โง่ ไม่แสบ ไม่แล้งน้ำใจ ล่าสุดหมาดๆ นี่อะไรฮะ คัมภีร์อะไรนะ คัมภีร์กู้ชาติ วันนี้ได้รับทุกคนแล้วนะฮะ คัมภีร์กู้ชาติ ท่านพยายามแสวงหา model ของคนดีนะ แบบของคนดีอย่างน้อยต้องเป็นยังไงบ้าง ซึ่งพวกเราก็ได้ฟังท่านไปแล้วเมื่อกลางวัน เรื่องคัมภีร์กู้ชาติ สิงคาลกสูตรนี่ หลวงพี่ได้ยินท่านเทศน์ตั้งแต่สมัยหลวงพี่ยังไม่บวชเมื่อ ๗-๘ ปีที่แล้ว ท่านเทศน์แล้วก็ท่านเทศน์มาเรื่อยๆๆ จนกระทั่งขยายความ จับความอะไรทุกอย่าง ประเด็นทุกอย่างนะ จนกระทั่งแยกย่อยรายละเอียดให้พวกเราได้ศึกษาเข้าใจง่ายๆ เหมือนแม่นกนะฮะ แม่นกนี่คาบเหยื่อ ไปหาเหยื่อ ไปหาเหยื่อแล้วคาบเหยื่อมา แล้วก็ทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนให้ลูกทีละคำทีละคำ ป้อนใหญ่ไปก็สะอึกติดคอนะฮะ ค่อยๆ ป้อนทีละคำทีละคำ รู้ว่าถ้าลูกไม่ได้กินอาหารแล้วนี่คงตายแหง่ๆ หลวงพี่มานั่งนึกเหมือนกันนี่ ท่านอุตส่าห์ไปหาธรรมะในพระไตรปิฎก เอามาศึกษา เอามาย่อย แล้วป้อนลูกๆ นี่ ป้อนเหมือนแม่นกนี่ ค่อยๆ ป้อน ป้อน ยังไม่อิ่มหรือ เทศน์อีก เทศน์ไปจนกระทั่งอิ่ม จนกระทั่งเข้าใจ ไม่เคยเบื่อไม่เคยหน่าย ไม่เคยได้ยินท่านบอกว่าฉันน่ะเบื่อเทศน์เต็มทน ไม่เคยได้ยินเลยนะฮะ ท่านจะมีความสุขกับการเทศน์การสอน การพร่ำสอนลูกๆ ตลอดเลย แล้วท่านนี่จะเอาใจใส่ดูแลนะฮะ ฝึกลูกๆ นี่ตลอดเวลาเท่าที่มี ท่านจะใช้เวลาทุกวันฝึกลูกๆ ลูกๆ นะ จะเป็นสาธุชนในวันอาทิตย์ เมื่อก่อนนั้นท่านจะลงเทศน์ประจำ จะเป็นสมาชิก สมาชิกที่นะ ไม่มีภาระข้างนอกมาอยู่ข้างในวัดแล้วนี่ ท่านก็เทศน์สอนนะ การหล่อหลอมของท่านนี่นะ การฝึกคนของท่าน ท่านก็เรียนรู้มาจากคุณยายนั่นแหละ เมื่อก่อนนี้หลวงพี่เองก็ไม่เข้าใจคำว่าฝึกตัวหมายถึงอะไร เราก็นึกว่าคงต้องมีธรรมะมากๆ อ่านธรรมะเยอะๆ นะ ก็ไม่รู้หรอก มารู้จากหลวงพ่อทัตตะนี่แหละ ท่านบอกว่านิสัยคนนี่เกิดได้จากการที่คิดบ่อยๆ พูดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ อะไรก็ตามที่เราคิดบ่อยๆ พูดบ่อยๆ แล้วก็ทำบ่อยๆ สิ่งนั้นนี่จะกลับกลายเป็นพฤติกรรมที่อยู่ประจำตัวประจำใจของเรา กลายเป็นนิสัยของตัวเราเองทีเดียว แล้วท่านก็บอกว่าไอ้สิ่งที่เราต้องเจอบ่อยๆ นะ ต้องคิด ต้องนะ ต้องพบบ่อยๆ ทุกๆ วันนี่ มันก็ไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องปัจจัย ๔ นะ ปัจจัย ๔ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ท่านก็บอกว่านี่ เราต้องฝึกตัวเองจากปัจจัย ๔ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ฝึกมันทุกวันนะ ฝึกมันทุกวัน จะทานข้าวก็นะ ก็ให้รู้จักประมาณ ทานให้มันพอดีๆ อย่าอิ่มเกินไปนะ ทานให้พอดีๆ จะใช้สมบัติพระศาสนาก็ขอให้รู้จักใช้ เพราะใช้นี่ ศาสนานี่ สมบัติพระศาสนาเป็นของญาติโยม ท่านก็จะอบรมสั่งสอนเรื่องพวกนี้แหละตลอดเลย ตลอด ตั้งแต่เข้าวัดมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็พูดแต่เรื่องพวกนี้แหละ เรื่องของความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านทำหน้าที่แทนคุณยายนะ ทำหน้าที่แทนคุณยายจริงๆ เลย ที่หลวงพี่สัมผัสชัดที่สุดคือตอนที่อุปัฏฐากหลวงพ่อนี่ เย็นๆ ท่านจะเดินตรวจวัด ตรวจวัดเดินนี่จากอาศรมบัณฑิต เดินเข้าไปในวัดบ้าง เดินเข้ามาในพื้นที่ร้อย เอ่อ ๒ พันไร่บ้าง ก็เดินไป เดินไปก็ ลูกๆ ก็ตามหลังไป โชคดีช่วงนั้นจะตามหลังท่านบ่อย ถึง เอ้าไปแล้ว ไปกันแล้ว ตามหลังหลวงพ่อไป เห็นอะไรที่เป็นขยะนะ ท่านก็ให้เก็บ ท่านจะเก็บเองก่อน แล้วต่อไปท่านบอกเออช่วยกันเก็บ เก็บๆ ตามทาง เก็บหมดนะ เก็บหมด เห็นตรงไหนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านบอกเอ้าไปช่วยกันทำ ช่วยกันจัด ช่วยกันทุกอย่างให้มันลงตัว ให้มีระเบียบเรียบร้อย เห็นสมบัติอะไรที่จะเสียหาย ท่านก็ให้ไปช่วยกันดูแล ท่านเลยที่บอกว่าเป็นธรรมะนี่ ไม่ให้ถูกล้มละลายที่บอกว่า ของหายให้หา ของเสียให้ซ่อม รู้จักประมาณในการใช้ เอาคนที่ได้รับการฝึกดีแล้วนี่ ดูแลสมบัติ นี่ท่านจะอบรมสั่งสอนอย่างนี้ตลอด แล้วจะเดินไปถึงเลยนะ ถึงที่พักอุบาสก ที่พักอุบาสิกา จะดูแลเรื่องสุขภาพของลูกๆ ไปถึงที่พักสามเณร ช่วงนั้นสมัยนั้นเณรเราก็เริ่มเยอะขึ้นมา แล้วเณรแต่ละองค์มาจากต่างจังหวัดก็ตัวเล็กๆ ผอมๆ ท่านก็เอาเลยเริ่มโครงการบำรุงสุขภาพสามเณร สมัยนั้นหลวงพี่ชิน ชินะกุโร เป็นพระอาจารย์พี่เลี้ยงเณร หลวงพี่ชินท่านตัวใหญ่ เณรตัวเล็ก บอกหลวงพี่ชินบอกโด๊ปเณรให้โตให้ได้นะ ลูกท่านจะมาเล็กๆ อย่างนี้ไม่ได้ ให้กินไข่ (หัวเราะ) ให้ฉันไข่วันหนึ่งตั้งหลายลูก ฉันนม โด๊ปเข้าไปนะ เสร็จแล้วไปขุด ปลูก ปลูกต้นหม่งต้นไม้ เมื่อก่อนสามเณรมีกิจกรรมเยอะนะฮะ แล้วก็มีสโลแกนว่าความลำบากฆ่าคน ความลำบากสร้างคน ความสบายฆ่าคน สามเณรก็ตอนนั้น ปัจจุบันนี้นี่เป็น ป.ธ. ๙ ไปหลายรูปแล้ว สร้างกุฏิเอง หลวงพ่อโด๊ปเสร็จแล้ว ก็ให้ออกกำลัง สอนออกกำลังกายนะฮะ หลวงพี่ยังจำได้ยังไปเป็น อะไร เป็นนายแบบออกกำลังกายนะ ก็นี่ท่านดูแลเอาใจใส่ไม่ทิ้งเลย แล้วท่านจะให้การอบรมลูกๆ แบบสม่ำเสมอ ปัจจุบันก็ยังสม่ำเสมอ ทำหน้าที่แทนหลวงพ่อ แทนคุณยาย ท่านก็ทำอย่างนี้มาตลอดเลย ทำมาตลอด ไม่เบื่อไม่หน่าย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ประทับใจเรื่องที่ ๒ ในเรื่องที่ท่านได้พร่ำสอนลูกๆ หลวงพี่บอกตรงๆ เลยนะฮะ ถ้าหลวงพี่ไม่ไปเดินตามหลังหลวงพ่อทัตตะ ไม่ได้มีโอกาสไปฟังธรรมที่ท่านได้เทศน์ได้สอนบ้าง ไม่มีโอกาสใกล้ชิดท่าน เรียนรู้ปฏิปทาท่าน หลวงพี่ว่าหลวงพี่คงไม่ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่อย่างเช่นปัจจุบันนี้หรอก ก็คงจะดูแลตัวเองไม่เป็น คงจะยังดูงานไม่อออก คงจะดูแลคนไม่ได้ แต่ที่ทำได้ก็ต้องบอกว่าก็เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาฝึกให้ ถึงแม้จะไม่ได้เต็มที่มากอะไร ก็ คือท่านสอนเต็มที่ แต่ว่าเราก็ได้แค่ส่วนหนึ่ง ก็พอในการสร้างบารมีได้ ตรงนี้ก็รู้สึกประทับใจมาก ถ้าไม่มีหลวงพ่อเราก็คง เราคงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือหลวงพ่อธัมมชโยนี่ หลวงพ่อทัตตชีโวนี่ท่านนี่นะมีความเคารพหลวงพ่อธัมมชโยมาก ที่วัดพระธรรมกายนี่ยืนหยัดฝ่ากระแสของอุปสรรคทั้งหลายาได้ถึงปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องอัศจรรย์ ตลอดเวลาที่หลวงพี่อยู่วัดมา ๑๘ ปีนี่ ไม่เคยเห็นหลวงพ่อธัมมชโยและหลวงพ่อทัตตชีโวทะเลาะกันเลย นี่คือที่หลวงพี่เห็น ๑๘ ปีนี่ ไม่เคยเห็นท่านทะเลาะกัน ความคิดไม่ตรงกันในบางเรื่องมีอยู่บ้าง แต่ไม่เคยเห็นท่านทะเลาะกัน แม้คุณยายจะบอกไว้ว่าพวกเราทำงานนี่ ทะเลาะกันได้นะ แต่อย่าโกรธกัน แต่สำหรับหลวงพ่อทั้ง ๒ นี่ไม่ต้องถึงว่าโกรธกันหรอก ทะเลาะกันก็ไม่เคยทะเลาะกัน สิ่งนี้นี่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่า ท่านบอกด้วยตัวท่านเอง หลวงพี่ก็ได้ยินได้ฟัง ท่านบอกว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่คนนี่ คนเราร่วมงานกันแล้วนี่ ๓๐ ปี ไม่เคยทะเลาะกัน ท่านบอกว่าท่านกับหลวงพ่อทัตตนี่ ๓๐ ปีไม่เคยทะเลาะกันนะ ไม่เคยทะเลาะกัน ท่านทำยังไง มีโอกาสลองไปถามท่านแล้วกันนะ ไปถามท่านเอาเองแล้วกัน ท่านทำอย่างไร แต่ที่รู้ ที่รู้หมายถึงว่าที่หลวงพี่สังเกตก็คือว่าหลวงพ่อธัมมชโยนี่ท่านเคารพรักหลวงพ่อทัตตชีโวนี่เหมือนพี่ หลวงพ่อทัตตชีโวนี่ท่านเคารพรักนะ เคารพบูชานะ หลวงพ่อธัมมชโยนี่เหมือนอาจารย์ มีอยู่ในบันทึกความทรงจำของป้าหวิน พอดีหลวงพี่ผจญท่านให้ดูเมื่อกลางวัน ดีมากเลย ก็ไปอ่านดูมาหน่อยบอกว่า ป้าหวินเล่าให้ฟังว่าสมัยที่อยู่ธรรมประสิทธิ์ ตอนนั้นหลวงพ่อธัมมชโยยังไม่ได้บวช ยังเรียนอยู่ปี ๔ ก็นั่งสมาธิที่บ้านธรรมประสิทธิ์ล้อมวงกันนั่ง เป็นวงกลม ป้าหวินก็ได้เสียงเหมือนคนคลาน ตอนนั้นป้าหวินก็ยังไม่ได้กำหนดใจอะไรก็ เอ๊ะใครมานั่งทำอะไร กลัวว่าใครจะมาเอากระเป๋าอะไร เพราะอุบาสกนี่เวลานั่ง กระเป๋ามันค้ำก้น ก็เอากระเป๋าออกมา กระเป๋าสตางค์ ก็เห็นหลวงพ่อทัตตชีโวตอนนั้นยังไม่บวช คลาน ค่อยๆ คลานไป คลานไปตรงหลวงพ่อธัมมชโย ตอนนั้นยังไม่บวชฮะ แล้วก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าสตางค์ แล้วก็มาเปิดดู แล้วต่อมาหลวงพ่อทัตตชีโวก็หยิบกระเป๋าสตางค์ของท่าน แล้วก็เปิด แล้วก็นับแบ๊งค์มาได้ปึกหนึ่ง แล้วก็ใส่ไปในกระเป๋าสตางค์หลวงพ่อธัมมชโย แล้วก็วางไว้ที่เดิม โอ้โฮ ฟังแล้วเป็นไง อื้อฮือ หลวงพ่อทัตตชีโวน่ารักไหม โอ้โฮ น่ารักที่สุดในโลกเลยนะ คือท่านรู้ว่าหลวงพ่อธัมมชโยตอนนั้นอยู่ปี ๔ ต้องใช้เงินในการใช้จ่ายในการศึกษา ไม่ค่อยมีปัจจัย จะรอให้ท่านเอ่ยปาก ท่านคงไม่ขอหรอก ท่านก็นะ ต้องใช้วิธีการนี้นะ ใช้วิธีการนี้ คือหลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็เคารพรักหลวงพ่อธัมมชโย แล้วก็บูชาหลวงพ่อธัมมชโยเป็นอาจารย์ทีเดียว เป็นพระอาจารย์นะ เป็นพระอาจารย์ขนาดที่ว่าแม้แต่ชีวิตก็สละให้ได้ อย่างเหตุการณ์เมื่อที่ผ่านมานี่ ในช่วง ๒ ปีนี่ ได้ฟังกับหลวงพ่อทัตตะแล้วว่า ท่านนี่ยอมที่จะรับทุกอย่างนะ ถ้าอะไรท่านรับได้ ท่านจะรับทุกอย่างเลย เพื่อไม่ให้หลวงพ่อธัมมชโย (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) ทุกอย่าง ไม่ให้ท่านได้เดือดร้อน นี่ท่านทำทุกอย่าง ท่านจะยืนหยัดสู้นะ เคียงข้าง เดินตามหลัง เวลามีภัยก็ไปอยู่ข้างหน้าคอยปกป้องคุ้มครอง ทำหน้าที่ของลูกศิษย์ที่ดี เหมือนอย่างพวกเรานะ ที่ทำหน้าที่ลูกศิษย์ที่ดีในวันที่พวกเรามากันแป๊บเดียวเป็นหมื่นคนนั่นแหละ วันนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวก็นำหน้า หลวงพ่อธัมมชโยก็เดิน ตอนที่ไปวัดชนะสงคราม ตาม ท่านก็จะนำหน้าตอนคราวมีภัยก็ปกป้องทุกอย่าง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบของพวกเรานะ พอได้ครูบาอาจารย์ที่ดีหาไม่ได้ง่ายๆ เป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่างของผู้ที่ทำงานร่วมกัน ผู้ที่สร้างบารมีร่วมกัน จริงใจกัน รักกัน หลวงพ่อทัตตะชีโวท่านบอก บอกตอนสมัยที่อยู่แพนั่นแหละ บอก กูนี่ถือย่ามตามหลวงพ่อธัมมชโยมานาน ท่านคงจะหลายภพหลายชาตินะ คิดดูขนาดลูกศิษย์ขนาดนี้ พระอาจารย์จะขนาดไหน ในใจโอ้โฮ้ ตอนหลังมีโอกาสไปรับใช้หลวงพ่อธัมมชโยรู้ว่าอย่างนั้นจริงๆ หลวงพ่อทัตตชีโวหนักแค่ไหนแล้วนี่ เราว่าหนักมากๆ แล้วนี่ หลวงพ่อธัมมชโยหนักกว่านั้นอีกเยอะแยะมากมายเลยนะ เราไม่ค่อยได้รู้ได้เห็นนะ หนักมาก งั้นก็ประทับใจนี่ ในเรื่องที่หลวงพ่อท่านนี่ มีความเคารพบูชาครูบาอาจารย์นะ เป็นแบบอย่างให้กับพวกเราในการสร้างบารมี เรื่องของหลวงพ่อทัตตชีโวนี่มีอีกเยอะ แต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกนิดเดียวนะ ต้องเล่าเรื่องของคุณยายบ้างนะ นี่คือมรดกบุคคลศาสนทายาทที่หลวงพ่อ ที่คุณยายนี่ได้สร้างไว้นะ หลวงพ่อทัตตชีโวคือเป็นมรดกที่คุณยายได้ฝากเอาไว้ ที่คุณยายได้สร้างไว้ ให้เป็นครูบาอาจารย์แทนยายให้พวกเรานะ คราวนี้เรื่องของคุณยายบ้างล่ะนะ หลวงพ่อทัตตชีโวแค่ ๓ เรื่อง เรื่องของคุณยาย ก็ครั้งที่แล้วก็ได้นะ ได้เล่าไปแล้วครั้งหนึ่ง จากครั้งนั้นนี่ทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่าง ที่เกี่ยวกับคุณยายนะ ครั้งที่แล้วมาเทศน์เชื่อไหมว่า พระที่นานๆ จะขึ้นมาเทศน์บนนี้สักทีนี่ จะเทศน์ทีไข้ขึ้นนะ มันไม่ถึงกับไข้ขึ้นหรอก ไม่ถึงอุณภูมิขึ้น แต่มันร้อนๆ ยังไงไม่รู้ วูบๆ วาบๆ นะ มันยังไงไม่รู้ นี่รู้สึกจะครั้งแรกมาเทศน์คนเยอะๆ นี่ นะครั้งแรก ก็ก่อนเทศน์ก็เลย แหม ไปลดความร้อนหน่อย ช่วยปัดกวาดเช็ดถูกกุฏิ นะ ปัดกวาดเช็ดถู เหงื่อจะออก ดื่มน้ำเยอะๆ มันจะได้ผ่อนคลายความร้อนในตัว นะ ก็เลยไปถูกุฏิ ถูโต๊ะ โต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง ตัวอย่างพอสมควรล่ะ ทุกวันก็ถูเฉพาะบนโต๊ะ ข้างโต๊ะ นานๆ ถึงจะถูขาโต๊ะ วันนี้จะไปเทศน์เรื่องคุณยายแล้ว เอ้าน่าบูชาธรรมคุณยาย เช็ดใต้โต๊ะสักวันนะ เชื่อไหมฮะว่า พอมุดลงไปใต้โต๊ะ โอ้โฮ้ มีความรู้สึกเหมือนพบโลกใหม่ โลกของใต้โต๊ะ เราไม่เคยเจอมานานแล้ว ใต้โต๊ะนี้นะ มันน่าดูน่าชมจริงๆ มันจะมีสายรุ้งอยู่นิดหน่อย จะเห็นเนื้อไม้ที่ไม่ได้ถูกบดบังด้วยชแลคอะไรทั้งสิ้น สวยงามเหลือเกิน เราไม่ได้เคยเห็นมานานแล้ว เราทิ้งมันนานๆ ก็คิดอยู่แค่นั้น พอเสร็จแล้วก็มาเทศน์ มาขึ้นเทศน์ ก็มาเทศน์เล่าเรื่องว่า คุณยายนี่ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คุณยายนี่ องค์เดียว ท่านเดียวแท้ๆ ท่านเดียวแท้ๆ สามารถที่จะถ่ายทอดคุณธรรมจากนามธรรมนี่แหละ กลายมาเป็นรูปธรรม มาเป็นวัดพระธรรมกาย ที่สะอาดเป็นระเบียบ ที่งดงาม หล่อหลอมลูกศิษย์ ด้วยวิธีการของคุณยาย คือหล่อหลอมทั้งหยาบทั้งละเอียด ทั้งภายนอก ภายใน หล่อหลอมภายนอก ด้วยปัจจัย ๔ รอบตัว มารยาท จนกระทั่งสะอาดผ่องใส หล่อหลอมภายในด้วยการปฏิบัติธรรม จนกระทั่งสะอาด สว่างไสว นี่คุณยายท่านฉลาดในการฝึกลูกๆ หล่อหลอมทั้งภายนอกภายใน จนได้หมู่คณะที่งดงาม ที่นั่งอยู่ปัจจุบันนี้ สะอาด เป็นอย่างคุณยายคืออ่อนน้อม เคารพในพระรัตนตรัย มีหัวใจนักสร้างบารมี มีหัวใจจะฝึกฝนตนเอง มีเป้าหมายไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม มีความเป็นระเบียบ อย่างหลวงพี่ท่านได้เล่าไปว่า สมัยนั้นเข้าวัดใหม่ๆ ไปเห็นที่ประตูสอง ข้างวัดประตู ๒ ในวัดน่ะนะ ไปเห็นญาติโยมเข้าแถวล้างหน้า ไม่มีซองนะ ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยจัด ทำไมเขาถึงเข้าแถวล้างหน้าได้ อ๋อ นี่เป็นเรื่องแปลก เป็นเรื่องอัศจรรย์ แสดงว่าเขาต้องมีคุณธรรมสิพวกนี้ เขาต้องมีคุณธรรม รู้จักเอื้อเฟื้อ รู้ใครมาก่อนมาหลัง แบ่งปันกัน รู้จักระเบียบ รู้จักวินัย นี่ โยงไปโยงมาก็คือ หลวงพ่อท่านก็สอน สอนตั้งแต่นั่งที่สภาฯแหละ นั่งที่สภาฯจาตุฯน่ะ เวลาท่านขึ้นมาเทศน์ก็ อ้า นั่งตรงคอคนหน้านะ สอนจนกระทั่งติดเป็นนิสัยเลย ไปไหนก็เป็นนิสัย อยู่กันเป็นระเบียบเรียบร้อย ถอดรองเท้าก็เรียบร้อย มีธรรมทายาทอยู่คนหนึ่ง อบรมธรรมทายาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปออกไปทำงานข้างนอก ด้วยนิสัยที่ถูกฝึกจากวัดไป เห็นรองเท้าหน้าบริษัทไม่ค่อยเรียบร้อย ก็ไปจัดมา ไปจัด ผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง ผู้จัดการเรียกไป คุณๆ คุณไปฝึกงานที่ไหนมา เห็นไหม ไอ้นิสัยที่ถูกสั่งสมมาจากครูบาอาจารย์ มันติดเป็นของเราไปเลยนะ แล้วพวกเรานี้ฮะ ไปไหนนี่ปิดไม่มิดหรอก ว่าไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่ลูกวัดธรรมกายนี่ ปิดไม่มิดหรอก ไม่ต้องไปหลบหรอกนะ ปิดยังไงก็ไม่มิด เพราะเราสว่างข้างนอกข้างใน ปิดไม่มิดนะ พระเราไปไหนนะ หลวงพี่มาจากวัดพระธรรมกายใช่ไหม ขึ้นเครื่องบิน หลวงพี่อยู่วัดพระธรรมกายใช่ไหม ตอนนั้นจำได้ยังไม่บวช ไปจัดงานบวชให้ที่ ที่วัดปากน้ำนะ ยังไม่บวช ไปถึงก็ช่วยจัดแจง จัดแจงโน่นจัดแจงนี่ มีพระวัดปากน้ำมาถาม คุณๆ เป็นธรรมทายาทวัดพระธรรมกายหรือเปล่า เอ้อ นะ แต่คนช่วงหลังนี้ เข้าใจผิดกันเยอะ ตาไม่ค่อยถึง มีอยู่วันหนึ่งนะ มีหลวงพี่ ๒ รูป อยู่ที่สำนักหลวงพี่นะ ไปติดต่อ ไปเยี่ยมน้องชมรมพุทธฯ ที่รามคำแหง ก็ไปยืนอยู่ตรงบันไดจะขึ้นไปที่ตึก มีป้าอยู่คนหนึ่งเขาก็พูดบ่นๆ มีน้องของเราไปแอบได้ยินฟัง บอกพระ ๒ องค์นี้นะ ดูน่าเลื่อมใสจังเลยนะ หน้าตาก็ผ่องใส น่าเลื่อมใสจังเลย ไม่เหมือนพระวัดพระธรรมกาย ไม่ได้เรื่องเลย ใช่ไหม ดูซิ นี่ มันเป็นอย่างนี้ งั้นของเรานี่ไปที่ไหนนี่ สว่างตลอดนะ นั้นเห็นไหม คุณยายนี่ ท่านสร้างวัดธรรมกายนี่ สร้างหมู่คณะมาเป็นเช่นทุกวันนี้ พวกเราได้ยินได้ฟัง คนที่มาจากวัดพระธรรมกายนี่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกคนนี่ตั้งใจปฏิบัติธรรม ขณะปฏิบัติธรรมนี่เงียบกริบ ขณะหลวงจีนต้องโอ้โฮ้ นะ เงียบ ตั้งใจกันดีมากนะ หมู่คณะของเราก็เรียบร้อย มีความอ่อนน้อมนะ ทุกอย่าง ซึ่งคน สิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม เป็นพวกเรา หมู่คณะพวกเราเป็นวัดนี่ เรามาเทียบดูแล้วนี่ ก็ตรงกับคุณธรรมของคุณยายเพี๊ยะเลยนะ คุณยายรักความสะอาด รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านรักการสร้างบารมี รักธรรมะ ทุกอย่างนี้คุณยายถ่ายทอดมาให้ออกมาเป็นรูปธรรมหมด อย่างนี้ต้องเรียกว่าคุณยายนี่เป็นมหาปูชนียาจารย์ของโลก เพราะตอนนี้ นะ หลวงพ่อทัตตะ ไม่ใช่แค่ในประเทศแล้ว ไปต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้นี่คุณยายได้ปูพื้นฐาน พร้อมที่จะเจริญงอกงามไปทั่วโลกนะ คุณยายนี่สมแล้วที่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายนี่ ก็เทศน์อย่างนี้จบ ก็กลับไปกุฏิ นะกลับไปกุฏิ กลับไปก็นั่งปลื้มอกปลื้มใจนะ เอ่อ ที่เราเทศน์ไปมันก็พอใช้ได้นะ แล้วก็ไปบันทึก มีความรู้สึกว่า เอ้อ คุณยายนั้นเก่งจริงๆ นะ ทุกอย่างท่านวางไว้นี่รอบครอบ รัดกุม เป็นพื้นฐานที่สามารถต่อยอดอีกอย่างมากมาย ฐานแน่นมั่นคงทีเดียว ภาพไอ้โต๊ะตัวนั้นมันก็ขึ้นมาในใจ มันก็เลยอ๋อ อ้อ คุณยายท่าน ท่านเช็ดโต๊ะท่านก็เช็ดทุกด้านทุกซอกทุกมุม ทั้งบนโต๊ะ ข้างโต๊ะ ใต้โต๊ะ ท่านเช็ดหมดเลยนี่ แต่เรานี่เช็ดเฉพาะบนโต๊ะ วันไหนอารมณ์ดีหน่อยก็ข้างโต๊ะ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจก็ขาโต๊ะ ใจไม่ถึงใต้โต๊ะสักที พอใจไม่ถึง มือมันก็ไปไม่ถึง อ๋อ ไอ้ที่เราทำงานตอนนี้นี่ นะ เราทำงานหน้าเดียว เรามองงานได้แค่หน้าเดียวแค่นั้นเอง ไม่ได้มองงานทุกด้าน มองแค่ด้านเดียว ไม่เหมือนคุณยายของเรา ท่านมองงาน ท่านแค่เช็ดโต๊ะนี่ ตัวอย่างทำงานแค่เช็ดโต๊ะตัวหนึ่ง เช็ดโต๊ะตัวหนึ่งก็คือการทำงานอย่างหนึ่ง เรื่องของโต๊ะเรื่องเล็กๆ ท่านยังเช็ดทุกด้าน มองทุกด้าน ทำทุกด้าน รอบคอบรัดกุม นั้นนี่สิ่งเหล่านี้ท่านฝึกฝนตนเองมานานแสนนาน จนกระทั่งเป็นนิสัย เป็นคุณธรรม ท่านจะทำอะไรก็ตามนี่ ท่านถึงทำทุกอย่างได้รัดกุม รอบคอบ รอบด้านอย่างนี้ ข้างนอกท่านทำได้รอบด้าน ข้างในท่านก็ทำได้รอบตัว ก็ได้ข้อคิดว่าอ๋อ อื้อฮื้อ ดีใจจังเลยว่าที่ได้ข้อคิดอันนี้ ถ้าเราจะทำอย่างยาย เราก็ต้องฝึกอย่างยาย เช็ดโต๊ะทำอะไรก็ต้องทำอย่างยาย มันมีความรู้สึกว่า สิ่งที่คุณยายทำ สิ่งที่เป็นพฤติกรรมของคุณยาย ทุกอย่างมีคุณค่ามากมายจริงๆ เลย ทุกอย่างเป็นบทฝึกได้ทุกอย่าง บทฝึกสำหรับพวกเราที่รักในการฝึกฝนตนเอง รักในการสั่งสมบุญบารมี รักเป้าหมายที่สุดแห่งธรรมอย่างคุณยาย นี่ดีใจที่พี่อารีพันธ์ กำลังจะทำหนังสือออกมา ระเอียดยิบ กว่าครึ่ง กว่า ๗๐% หรือยังไงไม่ทราบ ที่พวกเราไม่เคยรับรู้ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าเราต้องรวบรวมนะ ใครหลวงพี่วิชเชฯท่านอะไรนะ ต้องไปขอดู จะได้เอาสิ่งนั้นเป็นมาบทฝึกกับเรา ไม่ต้องไปค้นเองแล้ว เดินตามรอยเท้าครูไปเลย งั้นนี่พี่อารีพันธ์ที่ทำหนังสือเล่มที่รวบรวมทุกอย่างของคุณยายนี่ พวกเรานะพลาดไม่ได้นะ วันนั้นเห็นโยม หลวงพ่อธัมมะเดินผ่านมา เห็นโยมอยู่คนหนึ่ง เอาตำราศีล สมาธิ ปัญญา โอ้โฮ้ เก่า ผุ จะพังแล้วนะฮะ เล่มบางๆ บอกนี่ เก็บไว้ตั้งแต่สมัยพ่อ ตอนนั้น โยมคนนั้นนี่ ถ้าเดาไม่ผิดอายุตั้ง ๕๐–๖๐ แล้ว สมัยพ่อ สมัยปู่นี่ส่งทอดกันมา ตอนนี้เหลืออยู่แค่นี้ ด้านปกหน้าปกหลังหายหมด เหลืออีกข้างในอีกไม่กี่แผ่น เอามาถวายหลวงพ่อ งั้นเล่มนี้นี่สำคัญ นะ ใครได้เป็นเจ้าของนี่ เสียดาย นะ เสียดายนะ รีบๆ ไปจองนะ เสียดายมีแค่หมื่นเล่มเอง จำกัดจริงๆ นะ จำกัดจริงๆ งั้นก็ฝากพวกเราว่า ถ้าเราฝึกฝนตนเองอย่างยายก็ต้อง นี่คุณยายทำอะไรให้ศึกษา ให้เราฝึกฝน เราก็จะได้พบคำตอบเอง นะ อีกเรื่องหนึ่งนะ อีกเรื่องหนึ่ง ชั่วโมงที่คุณยายท่านละสังขารไปใหม่ๆ นี่ มันมีความรู้สึกในใจว่า เหมือนคุณยายไม่ได้ไหนหรอก ยังอยู่กับเรานี่แหละนะ มีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แล้วต่อมานี่เมื่อเดือนที่แล้ว หลวงพ่อธัมมะก็พูดในรถ ในวันอาทิตย์ท่านมา แล้วพูดในรถ ท่านบอกว่า คือนั่งรถผ่านกุฏิคุณยาย ข้างๆ โรงเรียนปริยัติ ท่านบอกว่า หลวงพ่อมีความรู้สึกเหมือนคุณยายยังอยู่นะ อื่อ ท่านก็ เอี้ยวคอมาทางหลวงพี่บอกว่า พวกท่านเป็นไหม อื้อ ผมก็เป็นเหมือนกันครับ มีความรู้สึกเหมือนคุณยายยังอยู่ ไม่ได้ไปไหนหรอกนะ ไม่ได้ไปไหนหรอก เหมือนอยู่กับเรา ตรงนี้นี่หลวงพี่ก็ปล่อย ก็รู้สึกแค่นั้นก็ไม่ได้หาคำตอบ ไม่คิดจะหา จนกระทั่งให้มาเทศน์วันนี้อีกครั้งหนึ่งนี่ กลัวไม่มีเรื่องจะเทศน์ ก็เลยต้องไปคิดว่ามันเป็นยังไงน้อ นะไปคิดดูมันเป็นยังไง ก็มานั่งนึกถึงหมอประสิทธิ์นะ ที่สองพาไปนี่ ไปเรียนนวดกับหมอประสิทธิ์ เรียนจนกระทั่งหมอตายนี่ ก็ยังไม่ได้อะไรเท่าไหร่ (หัวเราะ) นะ ก็ยังไม่ได้อะไรเท่าไหร่นะ พอหมอตายไป มานั่งนึกในใจ เอ๊ะ ถ้าเกิดฉันจะถามน่ะ ว่าไอ้เส้นนั้นเส้นนี้ ไอ้ยาตัวนั้นตัวนี้มันจะเป็นยังไงนี่ ใครจะตอบฉันได้ ไม่มีฮะ ลูกศิษย์ของคุณหมอก็ถ่ายทอดไปคนละนิดคนละหน่อยนะ มันไม่มีใครให้ถาม มันรู้สึกเสียดาย รู้อย่างนี้ตอนนั้นหมออยู่แหม ตั้งใจก็ดี นะฮะ มันคิดซะอย่างนี้ แต่คุณยายไม่เหมือนกัน หลวงพี่รุ่นบุกเบิกท่านก็เลยเรียนให้บอกว่า ตอนนั้นนี่ใครจะมาเรียนธรรมะจากคุณยายนี่ คุณยายบอกว่า คุณก็ไปเรียนกับหลวงพ่อธัมมชโย นี่วิชชาธรรมกายธรรมะทั้งหลายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ถ่ายทอดให้ยายนี่ ยายถ่ายทอดให้หลวงพ่อธัมมชโยหมดแล้ว ท่านทำได้หมดแล้วไปเรียนกับท่านนั่น ถ้าสมมุติว่าคุณยายไม่ได้ถ่ายทอดไว้นี่ หลวงพี่ว่าคุณยายละสังขารไปแล้วนี่ ชีวิตที่เหลือเรา ที่เหลือจากนี้ไปของเรานี่ หลวงพี่ว่านี่เหมือนกับไร้ทิศทางนะ มันเป็นชีวิตที่แบบเวิ้งว้าง หาจุดอะไรไม่ได้เลยนะ มันเหมือนกับขาดแสงที่จะนำทางชีวิตเรา จะมีใครล่ะที่จะพาเราไปสู่พระนิพพาน สู่ที่สุดแห่งธรรม แต่นี่คุณยายท่านได้ฝึกหลวงพ่อธัมมชโยให้พวกเรา เราจึงมีความรู้สึกว่าไม่ขาด รู้สึกอบอุ่น พออยากจะนั่งธรรมะ ก็มีหลวงพ่อธัมมชโย เราก็อุ่นใจ สบายใจ ชีวิตไม่ขาดที่พึ่ง คุณยายท่านรักความสะอาด ท่านตรวจตราวัด ท่านไม่อยู่ ก็มีหลวงพ่อทัตตชีโว มีพระเถระอีกหลายรูป เราเห็นท่านเราก็อุ่นใจ เออ เลยมานั่งคิดว่า โอ้โฮ้ คุณยายของเรานี้นะ ท่านนี่ ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านนี่ได้สมบูรณ์จริงๆ ละโลกไปแล้วนี่ ก็ไม่ได้เอาวิชชาความรู้ติดตัวไปกับท่านเลยนี่ ฝากไว้กับลูกศิษย์นะ ให้สอนต่อๆ กันไปนี่ จะเป็นเรื่องวิชชาธรรมกายก็ดี จะเป็นคุณธรรมที่คุณยายท่านได้ฝึกฝนมาก็ดี ถ่ายทอดให้หมด สิ่งเหล่านี้นี่เลยเป็นมรดก ที่มีความสำคัญสุดยอดมาถึงพวกเรา คือหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว พระเถระทั้งหลาย ท่านเป็นมรดกชิ้นสำคัญ ที่คุณยายได้มอบไว้ให้พวกเรา มอบไว้กับชาวโลก สิ่งนี้เอง ทำให้เรามีความรู้สึกว่า คุณยายละโลกไปแล้ว แต่เรารู้สึกว่าไม่ขาด อบอุ่นใจอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นนี่ ก็เป็นสิ่งที่เป็นข้อคิดให้กับพวกเราว่า ถ้าเราจะละโลกไปแล้วนี่ มีใครแทนเราหรือยังนี่ มีใครทำหน้าที่กัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญ เป็น MPL เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญแทนเราหรือยัง สิ่งนี้น่าคิด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณยายทำให้เราดู อื่อ ทำให้เราดู เราเป็นลูกหลานยายก็ต้องเจริญรอยตามนะ เราต้องสร้างผู้นำบุญ สร้างกัลยาณมิตร นะ ขึ้นมาให้ได้ ธรรมะของคุณยายได้ขจรขจาย สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ฝากคุณยายไว้ให้ดำรงวิชชาธรรมกาย และเผยแพร่วิชชาธรรมกายนะ ให้กับชาวโลกนี้ จึงจะได้เป็นจริงนะ ขอฝากพวกเราไว้ อีกนิดหนึ่งนะ และมีความรู้สึกว่า งานสวดอภิธรรมของคุณยายนี่ เป็นงานบุญ เป็นงานที่เราไม่ต้องเศร้าโศกอะไรเลย เป็นงานบุญจริงๆ เลย คุณยายอยู่ก็ได้บุญ คุณยายละสังขารเราก็ได้บุญ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าคุณยายท่านละสังขารไปแล้วนี่ ท่านก็ไปอยู่บนดุสิต สวรรค์ทิพพิมาน เป็นสมณเทพบุตร มีความสุข คอยเล็งแลให้กำลังใจพวกเราอยู่ คอยเติมบุญบารมีให้พวกเราอยู่ เราถึงมีแต่บุญที่อิ่มเอิบเบิกบานใจ เวลาที่มาที่นี่ เราก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน วันของเรา ถ้าลูกหลานหรือว่า เรายังไงก็ไปดีนี่ เขาจะได้ไม่ต้องเศร้าโศกนะ แล้วก็ต้องเตรียมตัวเอาอย่างยายนะ เอาอย่างยาย และ (กระแอม) สุดท้ายจะฝากไว้ว่า คือเมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วนะ ๓๒ ปีที่แล้ว ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑ เป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด ๖๐ ปีของคุณยายนี่ หลวงพ่อทัตตชีโวของเรา ท่านให้ของขวัญกับคุณยาย โดยตั้งสัตยาธิษฐานอันนี้เอามาจากหนังสือป้าหวินนะ อธิษฐาน อยากรู้จริงให้ไปถามป้าหวินแล้วกันนะ ตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะขออยู่เป็นโสด จะประพฤติพรหมจรรย์ จะตั้งใจปฏิบัติธรรม และก็ช่วยงานพระศาสนาไปตลอดชีวิต นี่ วันเกิดคุณยาย ๖๐ ปี เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วโน้น หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้ให้ของขวัญกับคุณยายไว้อย่างนี้ แล้ววันเกิดคุณยายครบรอบ ๖๒ ปีบริบูรณ์นี่ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ วันที่ ๔ มกรา พุทธศัราช ๒๕๔๔ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะถึงนี้ พวกเราจะให้ของขวัญบูชาธรรมคุณยายอะไรบ้าง นะ ก็ฝากให้พวกเราได้เป็นข้อคิดไว้เพียงแค่นี้ จากนี้ไป เราจะได้ นั่งหลับตานะ นั่งหลับตา ทำใจหยุดใจนิ่ง บูชาธรรมคุณยาย (นั่งสมาธิ) ให้เราผ่อนคลาย ทุกส่วนของร่างกาย ให้สบายๆ ให้ความเมื่อยล้า ความปวดเมื่อย ความเกร็ง ความเครียดทั้งหลายนี่ ให้คลายออกไปจากร่างกายของเรานี่ ทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งกายของเรานั้นเบาสบาย ให้กายของเราเบาสบาย ให้กายของเรานั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ และทำใจของเราให้แช่มชื่น ให้เบิกบานอยู่ในบุญ ที่พวกเราทุกคนได้มีความตั้งใจ รวมใจกันมา มุทิตาสักการะพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา และได้ถวายสังฆทาน กับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เราได้ไปร่วมบำเพ็ญกุศล เราได้ไปร่วมยกโดมประดิษฐานอยู่บนเจดีย์น้อย เราได้บุญกับคุณยาย ได้ร่วมสวดอภิธรรม ของโยมป้าถวิล ผู้ให้กำเนิดพื้นที่ผืนแรก ให้กับหมู่คณะของเราได้สร้างบารมี ได้ร่วมสวดอภิธรรมคุณแม่จุรี สุทธิผล ผู้เป็นให้กำเนิดกายเนื้อของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และก็ได้มาบำเพ็ญกุศล ฟังสวดอภิธรรมของคุณยาย มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง สมัยที่คุณยายมีชีวิตอยู่ เคยเอาธรรมทายาทไปกราบท่าน ท่านบอกว่าเห็นพวกเรามาเยอะๆ อย่างนี้แล้วสดชื่น คุณยายคงสดชื่นเช่นกัน ที่เห็นพวกเรามานั่งเป็นหมู่คณะใหญ่ มานั่งฝึกสมาธิ ทำใจหยุดใจนิ่ง บุญเหล่านี้นี่ไม่ได้หายไปไหนเลย ยังคง เป็นกระแสบุญ ความบริสุทธิ์สว่างไสว เป็นดวงบุญ กลมใส สะอาดบริสุทธิ์สว่างไสว อยู่ที่กลางกายของเรา กลางความโล่งว่างสว่างไสว เราก็ทำใจของเราให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ประคองใจให้หยุดให้นิ่ง อย่างสบายๆ เบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ ประคองใจหยุดใจนิ่งของเราไปเรื่อยๆ นะ จะได้เอาบุญนี่ แม้จะมีน้อยนิดนี่ ถวายเป็นบูชาธรรมให้กับคุณยาย นึกให้ใจเราใสสะอาดบริสุทธิ์หยุดนิ่ง อยู่กลางสบายๆ (หมด 1/B) หน้า PAGE 16 431221FW-AAT